Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กลีบเหล็ก 二十四

ชื่อตอน : กลีบเหล็ก 二十四

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 63

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มี.ค. 2564 19:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบเหล็ก 二十四
แบบอักษร

เวลาต่อมา

“หึ่ม ท่านอาจารย์” คนที่เพิ่งได้รับคำสั่งใหม่กัดฟันกรอดเมื่อนึกไปถึงอาจารย์ของตน หลังจากหมดเวลาไปกับการซ่อนตัวอยู่ในห้องของคนรักที่ตำหนักหานอี้ถึงสองวันเต็ม วันนี้เมื่อเริ่มเดินทางกลับได้รับจดหมายจากนกพิราบขาวที่อาจารย์อย่างท่านเฉาเฟยเหิงเลี้ยงเอาไว้ คลี่ออกดูก็พบว่าภารกิจที่ต้องทำนั้นเปลี่ยนไปแล้ว

เรื่องแผนการต่าง ๆ ของกบฏพวกนั้นถูกคนของสำนักสืบออกมาได้แล้ว แต่ภารกิจที่เขาต้องไปทำนับจากนี้ก็คือการแฝงตัวเข้าไป รวบรวมข้อมูลทุกอย่างเพื่อรายงานกลับมายังสำนัก หลังจากนั้นก็จัดการกวาดล้างครั้งใหญ่ชนิดที่ว่าไม่ปล่อยให้ใครเหลือรอดไปอีก คำสั่งเด็ดขาดจากเบื้องบนส่งมาแล้ว ผิดแรกพออภัย ผิดซ้ำสองก็ต้องรับโทษทัณฑ์ ผิดครั้งนี้โทษจึงถึงตาย…

แผนที่ว่าจะแฝงตัวเข้าไปคงไม่อาจใช้ได้อีกแล้ว การจะล่วงรู้ข้อมูลลับได้ก็ต้องกลายเป็นคนในให้ได้เสียก่อน

นกพิราบสีขาวพิสุทธิ์ตัวเดิมถูกปล่อยให้กลับคืนสู่เจ้าของพร้อมทั้งจดหมายหนึ่งฉบับ การเดินทางเพื่อไปถึงที่หมายในครั้งนี้กินเวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม ผ่านทั้งเมืองที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดไปจนถึงเมืองที่แห้งแล้งมากที่สุด ยิ่งเดินทางไกลออกไปมากเท่าไหร่ก็พบว่าบางเมืองนั้นแล้งจนดินแทบจะกลายเป็นทราย โชคยังดีที่ชาวเมืองยังปรับตัวได้อีกทั้งเจ้าเมืองส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนขององค์รัชทายาท คนพวกนี้ทำหน้าที่ได้ไม่เลว นำความรู้ความสามารถมาดูแลคนในเมืองตนเอง นับว่าเลือกคนได้ถูกกับงาน พี่ชายของคนรักของเขาช่างตาแหลมมองคนได้ทะลุปรุโปร่งยิ่ง

“พี่ชายท่านนี้…” เสียงเสี่ยวเอ้อร์ของร้านที่ยกน้ำชามาวางที่โต๊ะเอ่ยขึ้นก่อนจะเงียบไปอย่างใช้ความคิด ชายหนุ่มทอดมองใบหน้าของลูกค้าที่เพิ่งเข้ามานั่งในโรงน้ำชาแห่งนี้ก็รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด

“มีสิ่งใดหรือน้องชาย หรือเห็นข้าแต่งกายซอมซ่อจึงกลัวข้าจะไม่มีปัญญาจ่ายเงิน” เซียวเสวี่ยขมวดคิ้วถามก่อนจะล้วงหยิบเอาเงินจำนวนหนึ่งออกมาแล้วโยนให้อีกฝ่าย ฝ่ายหนุ่มน้อยที่พอเห็นเช่นนั้นก็รีบตะครุบรับเอาไปชนิดที่ไม่ให้หล่นลงพื้นแม้แต่ตำลึงเดียว ยังไม่ทันจะพูดแก้ตัวออกไปก็มีเสียงของชายวัยกลางคนแทรกขึ้นเสียก่อน

“อี้เซียวเสวี่ย…นั่นเจ้ารึ” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อหันไปมองคนที่หยุดยืนอยู่ไม่ไกลนัก ชายที่อยู่ในชุดผ้าไหมอย่างดีคนนั้นเป็นญาติของเขาเอง ท่านลุงจูหลี่จวินเป็นสามีของท่านป้าที่เสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ทำไมอีกฝ่ายถึงมาอยู่ที่เมืองห่างไกลเช่นนี้ได้

“คารวะท่านลุงขอรับ”

“จากประกาศตามล่าตัวเจ้าที่ติดอยู่ทั่วเมืองนั่นคงทำให้เจ้าลำบากไม่น้อย มาเถอะ ลุงจะช่วยเอง” ชายหนุ่มไม่เข้าใจนักกับคำว่าลุงจะช่วยเองคำนั้น แต่พิจารณาจากการแต่งกายของอีกฝ่ายก็คงจะมีอำนาจอยู่ในมือไม่น้อย คราแรกจึงคิดจะยืมมือในการช่วยสืบเบาะแสเรื่องสำนักกบฏจึงยอมเดินตามผู้เป็นลุงออกไปทั้งที่ชาก็ยังไม่ได้จิบเลยสักหยด ครั้นเมื่อรถม้าที่นั่งกันมาเริ่มวิ่งเข้าป่าจึงได้เริ่มเอะใจอะไรบางอย่าง

“ไหนลองบอกลุงมาสิ เจ้าไปทำความผิดอะไรมา เหตุใดทางการถึงได้ติดประกาศตามจับเจ้าทั่วเมืองเช่นนี้”

“ข้าก็แค่วาดแผนที่บางส่วนของวังหลวงขึ้นมา” เซียวเสวี่ยเหลือบมองคนฝั่งตรงข้ามที่ยืดตัวตรงแหน็วทันทีที่ได้ยินเรื่องแผนที่ ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากก่อนจะพูดต่อไป

“เรื่องของข้ารู้ถึงหูพวกสุนัขในวังเข้า พวกนั้นคงกลัวข้าจะเอาแผนที่นี้ไปให้พวกที่คิดร้ายกับวังหลวงเลยตามจับตัว เหอะ ใครจะยอมโดนจับกัน หากพลาดคงไม่พ้นถูกตัดมือ”

“แผนที่ แผนที่ส่วนไหนรึ”

“ศาลาหลุนเหวินไปจนถึงกำแพงวัง ไม่ไกลจากตำหนักของฝ่ายใน ส่วนนี้ทางวังหลวงเพิ่งปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง คนที่ไม่ได้เข้าวังมาหลายปีอาจจะหลงทางเอาได้เชียวนะขอรับ”

“อืม ได้ยินว่าตอนเด็กเจ้าถูกส่งไปเป็นคนติดตามของพระราชนัดดาจิ่นเซวียน ไปเล่าเรียนอยู่ในวังคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงมามาก ว่าแต่…แผนที่ส่วนนั้นเจ้ายังเก็บเอาไว้หรือไม่ สิ่งนั้นสำคัญนัก เพราะจากฝ่ายในไปที่ตำหนักของฮ่องเต้นั้นก็ไม่ได้ไกลกันนัก” น้ำเสียงที่แฝงความตื่นเต้นนั้นถูกดูออกในทันที สิ่งที่เขาคิดเอาไว้นั้นไม่ผิด ท่านอาจารย์บอกตำแหน่งของสำนักปราบสุริยันมาแล้ว และมันก็บังเอิญเหลือเกินที่รถม้าก็ดูจะตรงไปทางนั้น เช่นนี้แล้วเขาควรจะทำเช่นไรกับสามีของท่านป้าหญิงดีเล่า ท่านป้าก็เสียไปหลายปีแล้วด้วย ตัดขาดเสียเลยดีหรือไม่ อย่างไรเสียก็ไม่ได้เกี่ยวโยงกันทางสายเลือดอยู่แล้ว

“ถูกพวกนั้นยึดไปได้ขอรับ แต่แน่นอนว่าคนวาดย่อมจำภาพวาดของตนเองได้ แผนที่นั่นข้าจะเขียนอีกสักร้อยใบก็ไม่มีปัญหา ว่าแต่ท่านลุง เรากำลังจะไปที่ใดกันหรือขอรับ”

“เห็นว่าคนกันเองเดือดร้อน เจ้าหลบมาพักกับลุงที่สำนักปราบสุริยันด้วยกันก่อน อยู่ที่นั่นหากเจ้าสร้างผลงานได้เจ้าก็จะกินดีอยู่ดีมีความสุข ผลงานอย่างเช่น…ภาพแผนที่ของวังหลวงนั่นแหละ”

“หึ เช่นนั้นก็ไม่ยาก ภาพเดียวแลกกับชีวิตที่ดี ไม่ต้องหนีไปวัน ๆ อีกอย่าง ข้าก็มีผลงานมากมายมาเสนอ เริ่มจากแผนทำลายสำนักนภาทมิฬท่านลุงว่าเป็นเช่นไร” เซียวเสวี่ยยกยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาดูร้ายกาจราวกับเทพอสูร ท่าทางเฉลียวฉลาดของชายหนุ่มทำให้ชายวัยกลางคนที่ร่วมรถม้ามาด้วยกันพออกพอใจเป็นอย่างมาก ได้คนมีหัวคิดว่าช่วยทำงานก็ยิ่งเรียกความดีความชอบจากอดีตองค์ชายนั่นได้มากหน่อย

วังหลวงย่อยยับเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มความสะใจมากขึ้นเท่านั้น ถ้าไม่เพราะการลงโทษที่เกินเหตุน้องชายภรรยาของเขาคงไม่ตาย กิจการของตระกูลอี้คงไม่ถูกทางการยึดและสั่งปิดเพื่อเป็นการริบทรัพย์สิน ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ลูกเมียเขาป่วยหนักแต่กลับไร้ซึ่งเงินจะจ้างคนมารักษา ได้แต่ต้มยาเก่ากินประคองอาการไปวัน ๆ จนเขาสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตที่หลงเหลืออยู่เหลือไป ในเมื่อโอกาสล้างแค้นมาถึงเขาย่อมไม่ปล่อยให้มันหลุดมือไปอย่างแน่นอน หึ อย่าได้หวังว่าจะได้เสวยสุขกันอยู่ในวังอย่างสบายใจเลย

ใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่รถม้าจะมาหยุดอยู่บริเวณทางเข้าหุบเขา ทันทีที่รถม้าจอดสนิทก็มีเสียงพูดคุยจากด้านนอกดังขึ้น ถ้าฟังไม่ผิดก็คงจะเป็นการตรวจสอบก่อนที่จะให้ผ่านทางเข้าไป การตรวจค้นเป็นไปอย่างละเอียด หน้าต่างด้านข้างรถม้าถูกเปิดเพื่อตรวจสอบคนด้านในก่อนจะถูกปิดลง รถม้าเคลื่อนตัวอีกครั้งผ่านเส้นทางขรุขระไปไม่ถึงสามเค่อก็หยุดสนิทอีกครั้ง ครานี้ประตูรถม้าถูกเปิดออก บันไดสำหรับลงจากรถม้าถูกนำมาวางให้พร้อมสรรพ

อี้เซียวเสวี่ยเป็นฝ่ายลงจากรถม้าก่อนเพื่อที่จะช่วยรับตัวผู้เป็นลุงลงจากรถม้า ตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ สถานที่ที่คล้ายกับค่ายทหารยามออกรบ มีกระโจมมากมายกระจายอยู่ มองจากตรงนี้จะไม่เห็นพลับพลาของเจ้าสำนักกบฏก็คงไม่แปลกอะไร เอาไว้ค่อยหาทางเข้าใกล้อีกที

“ที่นี่จะเป็นที่อยู่ใหม่ของเจ้า ระหว่างนี้ก็อยู่ที่นี่ไปก่อน เมื่อมีความดีความชอบก็จะได้ย้ายเข้าไปในสำนัก” ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ มองผู้เป็นลุงอย่างต้องการคำตอบก่อนที่อีกฝ่ายจะหัวเราะออกมา

“คิดจริง ๆ รึว่านี่คือสำนักปราบสุริยัน หึ หากเข้าถึงง่ายก็ยิ่งถูกค้นเจอและกำจัดได้ง่าย ที่นี่ก็เหมือนทัพหน้านั่นแหละ” ในตอนนี้เองที่เซียวเสวี่ยเริ่มจะคิดอะไรได้ขึ้นมาอีกอย่าง สำนักของเขามีเกลือเป็นหนอน คนที่แฝงตัวอยู่ที่นี่กลายเป็นพวกของศัตรูไปแล้ว ที่ผ่านมาจึงไม่ค่อยได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากนัก แม้แต่ที่ตั้งสำนักก็ยังผิด หากทางการส่งคนมากวาดล้างจริง ๆ คงได้ถูกศัตรูล้อมตีได้โดยง่าย

โชคดีแค่ไหนที่ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกสายทรยศนี่ว่าเขาจะมา ไม่เช่นนั้นนอกจากแผนจะพังไม่เป็นท่ายังอาจถูกจับได้ ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงก็คือเจ้าคนทรยศนั่นรู้เรื่องในสำนักนภาทมิฬมากน้อยแค่ไหน และมันขายความลับไปเท่าไหร่แล้ว แม้คนที่ส่งมาจะเป็นศิษย์สายนอกก็เถิด อย่างไรก็ยังน่ากังวลอยู่ดี

“ท่านลุง แล้วหากข้าอยากออกไป…”

“การเข้าออกที่นี่จะใช้การถามตอบ พวกที่เฝ้าทางเข้าจะถามคำถามเจ้า และเจ้าต้องตอบคำถามด้วยคำตอบที่กำหนดขึ้นในแต่ละวัน หรือหากออกไปหลายวันเจ้าต้องมีใบอนุญาตการเข้าออก ซึ่งเรื่องนั้นลุงเขียนให้เจ้าได้อยู่แล้ว”

“ท่านลุงดูจะเป็นคนสำคัญของที่นี่ เช่นนี้ข้าคงอยู่สบายตั้งแต่ยังไม่ต้องสร้างผลงาน อาศัยเฉพาะบารมีท่านลุงก็ไม่มีใครกล้ายุ่งกับข้าแล้ว” เซียวเสวี่ยได้ทียกยออีกฝ่าย เขาต้องพึ่งคนผู้นี้ในการสืบเรื่องราวต่าง ๆ หลังจากนี้ ข้อมูลเดิมที่มีดูจะผิดเกือบทั้งหมด เหลือข้อมูลที่ใช้จริงเพียงเล็กน้อย สิ่งที่ทางสำนักนภาทมิฬรู้นั้นเรียกได้ว่าเป็นการรู้เพียงผิวเผิน หากคิดจะกวาดล้างจริงก็ต้องสืบข้อมูลให้ได้มากกว่า

ดังนั้นในตอนที่เข้ามาพักในกระโจมที่ผู้เป็นลุงจัดเตรียมไว้ให้ชายหนุ่มจึงหยิบแผนที่ที่อ้างไปว่าถูกทหารยึดไปขึ้นมา หยิบพู่กันที่วางอยู่ขึ้นมาแต้มหมึกลงไปอีกเล็กน้อยให้ดูเป็นภาพที่เพิ่งวาดเสร็จใหม่ ๆ หลังจากส่งผลงานชิ้นนี้ให้ลุงของตนเองแล้วก็คงต้องอยู่นิ่ง ๆ ไปสักพัก หากเขาออกจากที่นี่ในเร็ว ๆ นี้อาจจะถูกสงสัยเอาได้

ดูท่าที่กะเกณฑ์ว่าจะใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียงหนึ่งเดือนคงทำไม่ได้เสียแล้ว…

“อาเสวี่ย โอ้ กำลังวาดแผนที่อยู่รึ”

“ท่านลุงมาพอดี ข้าเพิ่งจะวาดเสร็จเองขอรับ”

“ขยันขันแข็งดีจริง มาถึงได้ไม่ถึงวันก็เริ่มสร้างผลงานแล้ว” หลี่จวินชมเปาะนึกถูกใจหลานชายของภรรยา เห็นอีกฝ่ายรู้จักมีสัมมาคารวะพูดจาเข้าหู รู้จักทำงานทำการเช่นนี้นับว่าไม่เสียแรงที่ให้การช่วยเหลือ

“ท่านลุงให้โอกาสข้าทั้งทีข้าจะกล้าทำตัวเหลวไหลไปวัน ๆ ได้อย่างไรเล่าขอรับ ความจริงก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยทำงานในโรงน้ำชา ได้ยินความลับมาก็มากมาย ตอนนี้ยังคิดอยู่ว่าจะเขียนรายงานความลับของสำนักใหญ่แห่งเมืองหลวงให้ท่านลุง เผื่อจะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง” ส่งรูปที่แห้งแล้วให้อีกฝ่ายพลางแย้มยิ้มอารมณ์ดี ยิ่งเห็นแววตาของหลี่จวินก็ยิ่งมั่นใจว่าท่านลุงผู้นี้ตกหลุมพรางของเขาเข้าอย่างจัง

“เรื่องสองสำนักใหญ่ตอนนี้เรามีสายแฝงตัวอยู่ ในสำนักเมฆาพิสุทธิ์นั่นคนของเราได้เป็นศิษย์สายใน รู้เห็นทุกอย่าง แต่ที่ท่านเจ้าสำนักอยากรู้คือสำนักนภาทมิฬ คนของเราเป็นแค่ศิษย์สายนอก รู้อะไรไม่มากนัก ดังนั้นเรื่องที่เจ้าว่าเจ้ามีแผนกำจัดสำนักมืดนี่…”

“เรื่องนั้นไม่ยากขอรับท่านลุง ข้าได้รู้มาว่าที่ตั้งสำนักนั่นเป็นที่ตั้งปลอม ที่ตั้งที่แท้จริงนั้นอยู่กลางหุบเขาไม่ต่างจากสำนักปราบสุริยันแห่งนี้ ตัวหัวหน้าสำนักแท้จริงก็เป็นพวกโจรภูเขาเสียอีก ที่ผ่านมาจึงต้องปิดบังเจ้าสำนักเอาไว้ หึ แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องยืมมือพวกโจรมาทำงาน หากเราเปิดโปงเรื่องนี้ได้ราษฎรทั้งแคว้นคงจะแค้นใจน่าดู”

คำบอกกล่าวจากปากของอี้เซียวเสวี่ยทำเอาคนฟังตาโตอ้าปากค้างจนแมลงแทบจะบินเข้าไปอยู่รอมร่อ สิ่งที่ได้รู้นั้นไขข้อข้องใจได้กระจ่างยิ่ง ที่แท้สำนักนภาทมิฬอะไรนี่ก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไร ที่ต้องทำงานกันลับ ๆ ก็เพราะเป็นพวกของโจรภูเขานี่เอง หากท่านเจ้าสำนักทราบเข้าจะมีสีหน้าเช่นไรกัน ในเมื่อคนผู้นั้นถูกปลดจากตำแหน่งก็เพราะคบค้ากับพวกโจร

“สำนักนภาทมิฬตั้งอยู่ในถ้ำขนาดใหญ่ ทางเข้าออกมีทางเดียว ท่านลุงลองคิดดู ใช้ด้านล่างเปิดสำนัก ส่วนด้านบนภูเขาก็เอาไว้ใช้เป็นที่กบดานของพวกโจรที่เหลือและครอบครัวของพวกมัน หากเราวางแผนดี ๆ คงจัดการได้ไม่ยาก” สิ้นประโยคนั้นของคนหนุ่ม คนวัยกลางคนอย่างหลี่จวินก็ตาเป็นประกายทันที ด้วยผลงานมากมายที่อี้เซียวเสวี่ยเสนอมานั้นทำเอาเจิ้งหนันหมิงพอใจเป็นอย่างมาก ยิ่งตรวจสอบจนพบว่าทั้งแผนที่และข้อมูลที่ได้มานั้นเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งทำให้หลี่จวินผู้นี้ได้หน้าตามไปด้วย

ดังนั้นในตอนนี้อำนาจในมือของสองลุงหลานจึงเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในคนสำคัญของสำนัก เซียวเสวี่ยได้มีโอกาสย่างกรายเข้าไปยังส่วนของสำนักที่แท้จริงซึ่งแอบซ่อนอยู่ในถ้ำขนาดใหญ่ของหุบเขา ทางเข้าออกมีสี่ทางทั้งทางบกทางน้ำ ด้านในนั้นออกจะพิลึกพิลั่นอยู่สักหน่อยเพราะเข้าไปถึงใจกลางสำนักได้ก็เจอเข้ากับรูปสลักนูนสูงขนาดใหญ่ที่ผนังถ้ำ ดูจากใบหน้านั่นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าจำลองมาจากเจ้าคนทรยศเจิ้งหนันหมิง รูปสลักดวงอาทิตย์ใต้ฝ่าเท้ามองแล้วก็เข้ากับชื่อสำนักปราบสุริยันนี่จริง ๆ ช่างไม่รู้เอาเสียเลยว่าตัวเองกำลังจะถูกดวงตะวันเผาจนมอดไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน

“ท่านลุง ข้าว่าจะออกไปพักผ่อนในเมืองสักสามสี่วัน ท่านอยากได้อะไรหรือไม่ขอรับ เผื่อว่าตอนกลับเข้ามาข้าจะได้นำกลับมาให้ท่าน” เซียวเสวี่ยที่ตอนนี้มีตราประทับสำหรับผ่านเข้าออกเป็นของตนเองแล้วเอ่ยถามขึ้น ในมือยังตวัดพู่กันเขียนจดหมายอนุญาตให้ตนเองไปเรื่อย ส่วนเหตุผลนั้นก็ไม่ได้เข้าใจยากเลยสักนิด

“ไม่เอาหรอก เจ้าจะไปก็ไปเถิด ว่าแต่ไปเสียหลายวันเชียว”

“โธ่ ท่านลุง ข้าเพิ่งเคยออกจากสำนักครั้งแรก คราวก่อนนั้นเข้าเมืองมาได้ก็ต้องปิดหน้าปิดตาก็พวกทางการจับตัวเอา แต่ตอนนี้ข้าอุตส่าห์ไม่กลัวอีกแล้วเลยอยากออกไปหาความสุขบ้าง จะโรงน้ำชาหรือหอโคมเขียวก็ได้ ตอนนี้ข้าจะเหี่ยวแห้งตายอยู่แล้ว” เห็นอีกฝ่ายพูดมาขนาดนี้หลี่จวินก็หัวเราะร่วน ไม่ซักไซ้ไล่ความอะไรอีก

“ออ อาเสวี่ย เจ้ากลับมาก็คงพอดีกับที่ทัพแคว้นจ้านเดินทางมาถึง เป็นโอกาสดีทีเดียวที่จะได้พบกับองค์ชายซูเมิ่งจากแคว้นจ้านทีเดียว รีบกลับมาเร็วหน่อยก็ดี” เซียวเสวี่ยพยักหน้ารับคำ อยากเจอองค์ชายจากต่างแคว้นอยู่นานแล้ว น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไปตรวจดูความเรียบร้อยของกองทัพแคว้นจ้านที่กำลังจะข้ามชายแดนแคว้น ไม่คิดว่าจะเดินทัพเร็วถึงเพียงนี้ คนขององค์รัชทายาทที่ประจำอยู่ที่เมืองติดชายแดนคงจะรายงานความคืบหน้าแล้ว ตอนนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดจึงตกเป็นของเขา ข้อมูลส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การกวาดล้างครั้งยิ่งใหญ่

คนพวกนี้เกรงว่าลำพังห้าอาชาแยกร่างก็ยังไม่อาจชดเชยการทรยศแผ่นดินเกิดได้ อยากรู้นักว่าจะได้รับโทษทัณฑ์เช่นไร…

“เดี๋ยว!” ในระหว่างคิดไปเดินไปจนมาถึงรถม้าชายหนุ่มก็ถูกกระชากแขนเอาไว้อย่างแรง เซียวเสวี่ยคว้าข้อมืออีกฝ่ายก่อนจะจับบิดอย่างแรงตามสัญชาตญาณ แต่ก็ใช่ว่าอีกฝ่ายจะยอมง่าย ๆ ดังนั้นในตอนนี้เขากำลังจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่เข้ามาขวางการขึ้นรถม้าอีกฝ่ายจึงใช้โอกาสนี้ใช้มืออีกข้างช่วยพลิกมือเขาจนหลุดจากการเกาะกุม ในตอนนี้กลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

“ใช่เจ้าจริง ๆ เจ้ามาทำอะไรที่นี่!” กัวเจิ้งเหลียงตะคอกถามเสียงดังลั่น กวาดสายตามองการแต่งกายของสหายเก่าและรถม้าที่จอดอยู่ไม่ไกล คนสำคัญคนใหม่ของสำนักที่ท่านเจ้าสำนักพูดถึงก็คืออี้เซียวเสวี่ย!

“ทำไมข้าจะต้องตอบ ข้าสิที่ต้องเป็นฝ่ายถาม ศิษย์สายในจากสำนักเมฆาพิสุทธิ์อย่างเจ้ามาทำอะไรที่นี่” เซียวเสวี่ยยืนกอดอกถาม ทำท่าอวดเบ่งเต็มที่ให้สมกับตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษที่เจิ้งหนันหมิงคนถ่อยอุตส่าห์แต่งตั้งให้ ตาคมจ้องอีกฝ่ายนิ่งแม้ว่าในหัวจะคิดหาเหตุผลมากมาย การที่เจิ้งเหลียงอยู่ที่นี่นั้นคิดได้แค่สองทาง หากไม่ใช่สำนักเมฆาพิสุทธิ์ส่งมาเป็นหนอนก็ต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายเป็นพวกเดียวกับกบฏและถูกส่งไปแฝงตัวอยู่ใกล้วังหลวง

“จะอะไรก็ช่าง ข้าไม่ว่างมาสนทนากับเจ้า หญิงงามรอข้าอยู่” เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ตอบจึงผละออกไปขึ้นรถม้า ไม่ตอบก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร เขาไปสืบเอาเองก็ได้ ตอนนี้ต้องรีบส่งข่าวกลับไปที่วังหลวงเสียก่อนจะได้เตรียมการรับมือกับกองทัพของศัตรูได้ทัน อีกอย่างตอนนี้เขาก็ได้ข้อมูลมากพอที่จะช่วยให้การกวาดล้างครั้งนี้สำเร็จมาไว้ในมือแล้ว

ทันทีที่เจิ้งหนันหมิงส่งทหารบางส่วนไปถล่มสำนักนภาทมิฬที่ถูกเขาหลอกเรื่องที่ตั้งว่าอยู่บนเขา เมื่อนั้นคนขององค์รัชทายาทก็จะเข้าจัดการเก็บกวาดสำนักกบฏนี่ทันที ติดก็เพียงแต่ว่าแผนนี้อาจรั่วไหลหากกัวเจิ้งเหลียงไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกับวังหลวง…คงต้องหาคำตอบให้ได้โดยไวว่าที่แท้แล้วคนผู้หนีอฝ่ายไหนกันแน่

ในขณะที่รถม้าของเซียวเสวี่ยนั้นวิ่งตรงไปยังทางเข้าออกสำนัก กัวเจิ้งเหลียงก็ยืนมองรถม้าวิ่งไกลออกไปจนลับสายตา รอยยิ้มเหยียดปรากฏอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกสลักนั้น ดูเหมือนเซียวเสวี่ยจะตกต่ำจนถึงกับต้องถ่อมาไกลถึงนี่ ช่างอาภัพเสียจริง

----------

 

ความคิดเห็น