ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พันธนากาลที่ 33 จากลา

ชื่อตอน : พันธนากาลที่ 33 จากลา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 61

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มี.ค. 2564 23:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พันธนากาลที่ 33 จากลา
แบบอักษร

เหล่าเซียนที่มาช่วงชิงลูกแก้ววิญญาณต่างพูดถึงเรื่องของอันไป๋เฟิ่งต่างๆ นานา ไม่มีแม้แต่ผู้ใดในยามนี้จะหันมาสนใจ ร่างกายอ่อนแรงที่เต็มไปด้วยบาดแผลแม้แต่คนเดียว

ร่างบอบบางพยุงตนเองลุกขึ้นอย่างยากลำบาก พลังจากฝ่ามือของจอมราชันที่เขาเข้าไปรับแทนศิษย์พี่นั้น ส่งผลให้แทบจะพยุงตนเองไม่อยู่ ดวงตาเรียวจ้องมองศิษย์พี่และเหล่าเซียนเบื้องหน้าอย่างหลากหลายความรู้สึก นัยน์ตาสั่นไหวเอ่อล้นด้วยหยดน้ำตา ทว่าต้องฝืนกลั้นเอาไว้มิให้ไหล

ทรยศอย่างนั้นหรือ…

เขานั้นหรือคนที่ ทรยศ….

มีเพียงประโยคซ้ำ ๆ เหล่านี้ที่วกวนภายในหัว แม้ดีใจเหลือเกินที่ได้พบศิษย์พี่ แต่เหตุใดในใจกลับไม่เป็นเช่นนั้น

อันไป๋เฟิ่งเอื้อมมือไปยังด้านหน้า รับกระบี่ที่เฉินปิงยื่นมาให้อย่างเต็มใจ

“ข้ามิใช่คนทรยศ” น้ำเสียงสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด เฉิงปิงไม่คิดจะใส่ใจคำพูดที่เอื้อนเอ่ยของอันไป๋เฟิ่งแม้แต่น้อย เขาเพียงมองมายังร่างซวนเซนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขามิใช่ศิษย์น้องร่วมสำนัก

อันไป๋เฟิ่งรับกระบี่มาถือไว้ที่มือ แม้กระบี่จะเบาบางจนแทบไร้น้ำหนัก ทว่ามันสำหรับในยามนี้กลับรู้สึกหนักอึ้งแทบยกไม่ขึ้น ร่างบางหมุนกายกลับหลัง เท้าที่มั่นคงค่อย ๆ ก้าวไปด้านหน้าอย่างสั่นไหว

เบื้องหน้าเขาในยามนี้คือจอมราชัน ผู้ที่เคยพรากชีวิตและพลังเซียนของเขาไป อันไป๋เฟิ่งจำความรู้สึกหลังจากที่ตนลืมตาขึ้นมาอีกครั้งได้เป็นอย่างดี

ความเคียดแค้น ที่สุมอยู่ในอก

ความไว้ใจทั้งหมดที่เขาเคยมอบให้แก่คนตรงหน้า

ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าหากให้ฆ่าปีศาจชั่วช้าตนนี้ คงทำให้ความรู้สึกทั้งหมดของเขาเบาลง

หากแต่… เหตุใดในยามนี้กลับ

ว่างเปล่า

ใบหน้างดงามหยุดตรงหน้าจอมราชัน อันไป๋เฟิ่งจ้อมมองดวงตาสีแดงดุจโลหิตข้างนั้นราวกับว่ากำลังค้นหาอะไรบางอย่าง มือข้างที่ถือกระบี่ยกขึ้นอย่างสั่นเทา ก่อนจะชี้ไปเบื้องหน้าของหย่งฉางเหิง ริมฝีปากบางเม้มไว้เพื่อสะกดกั้นความรู้สึกภายในใจที่กำลังสับสน ทว่าอันไป๋เฟิ่งกลับไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหย่งฉางเหิงในยามนี้

“ข้าทำไม่ได้” เสียวแผ่วเบาและสั่นเครือพร้อม ๆ กับมือข้างที่ถือกระบี่ค่อย ๆ ลดลง สองเท้าที่พยุงตนเองเดินมาจนถึงหน้าจอมราชันปีศาจ จู่ ๆ ก็หมดแรงเอาเสียดื้อ ๆ อันไป๋เฟิ่งปล่อยให้ร่างกายหนักอึ้งทรุดลงกับพื้น แม้รู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่ในยามนี้จะทำให้เหล่าเซียนทั้งหลายต่างมองเขาเป็นคนทรยศจริงอย่างที่ว่า

แต่แล้วอย่างไรเล่า…ในเมื่อคำพูดของหมออี้หานในยามนี้กลับทำให้เขาเป็นเช่นนี้ อันไป๋เฟิ่งไม่รู้ว่าตนเองต้องทำสิ่งใดแล้วจริง ๆ

“มนุษย์มิอาจอยู่ได้โดยไร้วิญญาณ ปีศาจก็เช่นกันมิอาจอยู่ได้โดยไร้หัวใจ เวลาของจอมราชันเหลือน้อยเต็มที สิ่งที่องค์ราชันทำเพื่อท่านนั้น คือสิ่งที่องค์ราชันคิดไว้ล่วงหน้าแล้ว หากท่านอยากไปก็ไปเถิด ข้าจะไม่รั้งไว้ ข้าเองก็มีเรื่องที่ต้องสะสางเช่นกัน”  

แม้ไม่เข้าใจนักว่าสิ่งที่อี้หานบอกนั้นหมายความเช่นไร แต่อันไป๋เฟิ่งเองก็มิใช่คนโง่เขลาถึงขนาดที่คิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายพยายามจะสื่ออะไร

ใบหน้างดงามเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา ดวงตาจ้องมองไปยังบุคคลตรงหน้า ปีศาจที่เขาเคยด่าทอว่าชั่วช้า ทว่ายามนี้เหตุใดใบหน้านั้นกลับดูอ่อนโยน แม้เสียงด้านหลังจากเหล่าเซียนที่ต้องมองมายังร่างบางด้วยความคาดหวังบางคนก็เริ่มที่จะด่าทอและต่อว่า ว่าแท้จริงแล้วอันไป๋เฟิ่งก็เป็นเพียงเซียนทรยศ เมื่อยามที่เจ้าตัวทิ้งกระบี่ลงพื้น

แต่ใครเล่าจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกยามนี้ที่ร่างบอบบางนี้ต้องแบกรับ

“ศิษย์น้อง ไยเจ้าไม่รีบลงมือ หรือความจริงแล้วเจ้าเพียงแค่ถ่วงเวลา” เฉิงปิงเร่งเร้าเมื่อเห็นว่าอันไป๋เฟิ่งไม่ยอมลงมือเสียที “เช่นนั้นแล้วข้าจะลงมือเอง”

แม้ยามแรกเขาจะยื่นกระบี่ในมือในอันไป๋เฟิ่งไปแล้วก็ตาม ทว่าศิษย์สำนักเซียนเป่าเป่ยย่อมมีของวิเศษคู่กาย เหมือนดังเช่นอันไป๋เฟิ่งเองที่มีแส้ลู่เสวี่ย เฉิงปิงเองก็มีเช่นกัน

กระบี่ของเฉิงปิงสร้างขึ้นจากพลังเซียนภายในล้วน ๆ ไม่มีรูปแบบตายตัวเช่นแส้ลู่เสวี่ยที่จะถูกผนึกไว้ในกำไลข้อมือของอันไป๋เฟิ่ง เฉิงปิงรวบรวมพลังปราณเพื่อสร้างกระบี่จนเกิดกระแสลมพัดเบา ๆ ไปทั่วบริเวณ

ทว่า…ไม่ทันได้ลงมือ

 

 

“เหล่าผู้อาวุโส ช้าก่อน…” เสียงนุ่มลึกพร้อมกับร่างของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏกายท่ามกลางเหล่าเซียนทั้งหลาย น้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยอดไม่ได้ที่ อันไป๋เฟิ่งต้องขมวดคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ว่าเพราะเหตุให้หมออี้หานจึงมาอยู่ที่นี่ได้

เฉิงปิงมองบุคคลแปลกหน้าด้วยความสงสัยไม่แพ้กัน ก่อนที่จะเปลี่ยนทิศทางของกระบี่มาเบื้องหน้าผู้มาใหม่

“เจ้าเป็นใคร เหตุใดต้องมาขวางทาง”

อี้หานปรายตามองพร้อมกับคลี่ยิ้มอ่อนโยนราวกับว่าคนที่กำลังหันกระบี่มายังตนนั้นยื่นแก้วน้ำชามาให้ก็มิปาน สีหน้าของอี้หานไม่ได้แสดงออกถึงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย แม้ว่าใบหน้าจะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าดวงตากลับแข็งกร้าวต่างกับท่าทีที่แสดงออกอย่างสิ้นเชิง

“หมออี้หาน ท่าน…” อี้หานหันกลับไปมอง เขายิ้มให้กับคนที่เอ่ยเรียกพร้อมกับรอยยิ้มเช่นเดิม ทว่ารอยยิ้มของเขากลับอ่อนโยนไปถึงดวงตาเช่นกัน แม้คราแรกจะสงสัยและรู้สึกกังวลทว่าเมื่ออันไป๋เฟิ่งได้เห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายกลับทำให้ร่างบอบบางที่ซวนเซจนแทบจะหมดเรี่ยวแรงนั้นเบาใจได้บ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจสิ่งที่อี้หานกำลังจะทำแม้แต่น้อย

“ขออภัยท่านเซียนอาวุโสทุกท่าน ข้ามิได้มีเจตนาขัดขวางทางพวกท่านแต่อย่างใด เพียงแต่ข้ามีเรื่องมาแจ้งพวกท่านเท่านั้น” อี้หานคำนับเหล่าเซียนตรงหน้าอย่างนอบน้อม หลังจากที่กล่าวจบ เหล่าเซียนทั้งหลายก็ต่างพากันส่งเสียงไม่พอใจ ก่อนที่ใครอีกคนจะเป็นฝ่ายถามขึ้น

“เจ้าเป็นใครเหตุใดพวกข้าต้องฟังคำของเจ้า มิใช่เจ้าก็เพียงต้องการถ่วงเวลาให้ปีศาจชั่วนั่นเหมือนกันหรอกหรือ” เป็นเฉิงปิงที่ทนไม่ไหว เขาไม่แม้แต่จะลดกระบี่ลงด้วยซ้ำ ดวงตายังฉายแววโกรธเกรี้ยวเพราะนอกจากศิษย์น้องของเขาจะทำเสียเรื่องแล้ว หนำซ้ำยังมีบุคคลอื่นมาขวางทาง

“ขออภัย หากข้าทำให้ท่านไม่พอใจ เช่นนั้นข้าขอแนะนำตนเอง ข้าเซียวอี้หาน…”

“สามหาว เจ้าบังอาจแอบอ้างอย่างนั้นหรือ คนชั่วช้าเช่นนั้นตายไปแล้ว เจ้าเป็นใครกัน” หนึ่งในเหล่าเซียนเอ่ยขึ้น อี้หานได้ฟังก็ทำได้เพียงส่ายหน้าให้กับคำว่า คนชั่วช้าเช่นตน…

“ท่านเซียนดูเหมือนท่านเองก็ทราบเรื่องนี้ดีไม่ใช่น้อยเช่นกัน เช่นนั้นข้าขอไขข้อกระจ่างให้กับพวกท่านทั้งหลายในวันนี้ ข้าเซียวอี้หาน บุคคลที่พวกท่านกล่าวหาว่าชั่วช้านั้น คือข้าเอง”

เสียงอื้ออึงดึงขึ้นอีกครั้ง เหล่าเซียนต่างถกเถียงกันจนลืมไปแล้วว่ายามนี้พวกเขามาทำสิ่งใดที่นี่

“เจ้ามีสิ่งใดมาพิสูจน์กัน คนชั่วช้าเช่นนั้นไม่สมควรมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ”

“ถ้าอย่างนั้นชั่วเช่นข้า คงไม่มีผู้ใดมีสิ่งนี้” อี้หานผายมือออก บางสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เหล่าเซียนทั้งหลายต่างตกใจ ป้ายหยกตระกูลเซียว ผู้ที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าสำนักคนต่อไปเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้รับป้ายหยกตระกูล ทว่ามันกลับมาอยู่ในมือของอี้หาน

“มะ…ไม่จริง ป้ายนั่น…” สตรีนางหนึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำปกปิดใบหน้าเผลอหลุดเสียงออกมาเมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร อี้หานปรายตามองแล้วคลี่ยิ้มให้นางเช่นเดิม ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้นางก็หลบกายไปด้านหลังผู้คนเช่นเดิม

อี้หานเลิกสนใจ เขากลับมาสนใจสิ่งที่เขากำลังทำในยามนี้

“ป้ายหยกของตระกูลเซียว สำนักเทพโอสถมีเพียงผู้ที่เป็นเจ้าสำนักเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ครอบครอง เหตุใดเจ้าจึงมีมัน” เซียนผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้น และดูเหมือนเขาจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับป้ายที่อี้หานถืออยู่

มีเพียงสำนักเซียนเดียวเท่านั้นที่จะใช้ป้ายหยกแสดงตน เนื่องจากสำนักเทพโอสถเป็นสำนักเซียนที่เชี่ยวชาญด้านการรักษา อีกทั้งศิษย์ในสำนักที่มีฝีมือยังได้คัดเลือกให้เป็นหมอหลวงประจำในราชสำนักในวังหลวง ดังนั้นฮ่องเต้จึงได้มีการประทานป้ายหยกสัญญาลักษณ์ของตระกูลที่มีเพียงสำนักเดียวที่ได้ครอบครอง

และการที่อี้หานนำมาเปิดเผยต่อหน้าผู้คนในยามนี้ แม้เหล่าเซียนทั้งหลายจะทราบดีถึงข้อนี้ แต่ก็ยังมีหลายคนเช่นกันที่ไม่ทราบเรื่องราวที่แท้จริง

“ที่ท่านกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว” อี้หานตอบกลับ

“เจ้านำของสำคัญมาแอบอ้างเช่นนี้ เจ้าไม่รู้หรือว่ามีโทษอย่างไร”

“ท่านอาวุโส พวกท่านทราบดีว่าของสิ่งนี้ไม่สามารถแอบอ้างได้ เหตุใดท่านไม่สอบถามจากแม่นางด้านหลังท่านดูเล่า ว่าป้ายที่ข้าถืออยู่นี่เป็นของจริงหรือไม่” อี้หานพูดจบ เหล่าเซียนจึงต่างพากันมองไปยังบุคคลที่อี้หานเอ่ยถึง คนที่เขาพูดถึงมิใช่ใครนั่นก็คือหญิงสาวชุดดำก่อนหน้า

เมื่อถูกพูดถึงท่าทางของนางจากที่นิ่งเงียบรอดูเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างในเย็น ในยามนี้กลับไม่อาจสงบได้ นั่นเพราะสายตาที่ทุกคนต่างจับจ้องมาที่นาง ทว่าเมื่อได้สตินางก็รีบแก้ไขสถานการณ์ทันที

“เจ้าหยุดพูดเรื่องไร้สาระเสียที ข้ามิสนใจว่าสิ่งที่เจ้าทำอยู่นั้นคืออะไร ท่านอาวุโสทั้งหลาย ยามนี้พวกเรามาเพื่อนำลูกแก้ววิญญาณกลับไปผนึกและกำจัดปีศาจชั่วมิใช่หรือ เหตุใดพวกท่านจึงต้องใส่ใจสิ่งที่ชายแปลกหน้าผู้นี้เอ่ยด้วยเล่า หรือว่าเจ้าเองก็เป็นปีศาจเช่นกัน”

คำพูดของนางทำให้เซียนหลาย ๆ คนเริ่มคิด

“ก็เป็นเจ้ามิใช่หรือที่ทำสัญญากับองค์ราชัน จริงหรือไม่เล่าท่านเฉิงปิง!” คนถูกเอ่ยชื่อเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

“เหลวไหล ศิษย์พี่เฉิงปิงเป็นถึงศิษย์สำนักเซียน เหตุใดต้องทำเช่นนั้น เจ้าบังอาจนักที่กล้าใส่ร้ายศิษย์พี่ใหญ่” ลั่วเหอที่ฟังอยู่นานฉุนขึ้นทันที เขาไม่มีทางเชื่อคำพูดของอี้หานเด็ดขาด เพราะในวันนั้นเขาเห็นกับตาว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเขาถูกพวกปีศาจทำร้ายจนแขนขาดสาหัส

ทางด้านของอันไป๋เฟิ่งเองก็ตกใจไม่แพ้กันกับสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยคำถามมากมาย หากแต่เขาเองก็ไม่รู้จะเริ่มถามจากสิ่งใดก่อนดี อันไป๋เฟิ่งจึงทำได้เพียงหันกลับไปสบตากับดวงตาสีแดงดุจโลหิตข้างนั้น หย่งฉางเหิงเองก็เข้าใจดีว่าอันไป๋เฟิ่งต้องการสิ่งใด จอมราชันจึงพยักหน้าลงช้า ๆ นั่นทำให้ภายในใจของอันไป๋เฟิ่งหล่นวูบดั่งกับตกลงสู่เหวลึก ดวงตาเรียวหลับค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อข่มความสับสนวุ่นวายในใจ เมื่อคิดว่าสงบลงแล้วอันไป๋เฟิ่งจึงกลับมาสนใจสิ่งตรงหน้าต่อ

“เหตุใดจึงไม่ถามศิษย์พี่ของเจ้าดูเองเล่า ข้าเป็นเพียงคนนอก และข้าก็ได้พูดสิ่งที่ข้าต้องการไปเสียจนหมดสิ้นแล้ว ป้ายหยกนี้ข้าเองก็ได้ต้องการอีกต่อไป เซียวอี้หานได้ตายไปแล้วในครานั้น” อี้หานพูดจบก็หมายจะทำลายป้ายหยกในมือทิ้ง ทว่าไม่ทันที่จะลงมือ…เข็มพิษนับสิบเล่มต่างพุ่งตรงมาที่เขา อี้หานไหวตัวทันและสามารถหลบได้ในทันทีแต่ก็ไม่อาจหลบได้พ้นจนหมด ทำให้เขาถูกเข็มพิษบางส่วน

แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ถึง ในจังหวะที่ทุกคนต่างตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า ทว่าในยามนี้กลับมีกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งตรงมายังร่างบางที่ยืนอยู่ไม่ไกล

อันไป๋เฟิ่งได้แต่ยืนนิ่ง ไม่คิดว่าเป้าหมายของกระบี่เล่มนี้จะเป็นตนเอง ใบหน้างดงามยามนี้มีแต่ความเจ็บปวดเต็มในหัวใจ ดวงตาเรียวจ้องมองบุคคลที่เป็นเจ้าของกระบี่ด้วยความไม่เข้าใจ ใบหน้าของท่านอาจารย์ในวันนั้นยังติดตรึงในหัวใจของอันไป๋เฟิ่งอยู่เสมอ เขาเฝ้าคิดว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะตัวเขาเองนั่นโง่เขลา และอ่อนแอ หากแต่ยามนี้เขากระจ่างแล้วกับสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวกับเขาในวันนั้น

“เฟิ่งเอ๋อร์ผู้คนในโลกนี้ เจ้าย่อมเชื่อใจใครไม่ได้เด็ดขาด แม้แต่คนใกล้ชิดหรือคนที่เจ้ารัก ล้วนแต่เห็นแก่ตัวทั้งสิ้น”  

เสียงของท่านอาจารย์ยังคงก้องอยู่ในหู ยามนี้เขาเข้าใจแล้ว หากแต่ก็ไม่อาจหวนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีกแล้ว ใบหน้างดงามคลี่ยิ้มออกมาด้วยความเวทนา ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ

ท่านอาจารย์ศิษย์นั้นโง่เขลานัก ศิษย์ขอไปรับโทษครั้งนี้กับท่านเถิด”  

ทว่า…เสี้ยววินาทีที่อันไป๋เฟิ่งยอมรับแก้โชคชะตา ภายรอบกายของเขากลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เสียงผู้คนมีเพียงสัมผัสอบอุ่นที่คุ้นเคยกอดร่างของเขาเอาไว้ อันไป๋เฟิ่งคิดว่าช่างดีจริง ๆ อย่างน้อยการตายของเขาในครั้งนี้ก็ไม่ได้ทรมานเช่นครั้งนั้น ดวงตาที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาค่อย ๆ ลืมขึ้น เขาหวังก่อนที่เขาจะจากไปขอเพียงได้รับรู้ว่าสัมผัสอบอุ่นเช่นนี้คือของผู้ใด

“หย่งฉางเหิง…”

 

ใบหน้าหล่อเหลาก้มมองคนในอ้อมแขน ร่างใหญ่โตโอบกอดเอาไว้จนมิดชิด ครั้นเมื่อดวงตาคู่ที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่ลืมขึ้น รอยยิ้มของจอมราชันที่ยากนักจะได้เห็นก็ปรากฏบนใบหน้า หย่งฉางเหิงกอดร่างของอันไป๋เฟิ่งเอาไว้ก่อนที่จะโน้มใบหน้ามอบจุมพิตให้กับคนในอ้อมกอด อันไป๋เฟิ่งยอมรับรอบจูบนั่นด้วยความเต็มใจ ทว่า…

ในสัมผัสนั้นกลับเจือไปด้วยกระแสพลังบางอย่างที่ไหลเข้าไปสู้ในร่างกายของอันไป๋เฟิ่ง บาดแผลที่ได้รับจากอีกฝ่ายและความเจ็บปวดเริ่มเบาบางลง อันไป๋เฟิ่งรับรู้ได้ทันทีว่าหย่งฉางเหิงกำลังทำสิ่งใด ร่างบางเบิกตาโพลงพร้อมกับขัดขืนทว่ามือหนาของจอมราชันกลับยกขึ้นมากดศีรษะของอันไป๋เฟิ่งเอาไว้ จุมพิตที่อ่อนโยนแปลเปลี่ยนเป็นกึ่งบังคับให้อีกฝ่ายไม่อาจถอยหนี

ความสับสนวุ่นวายใจในไม่อาจขจัดมันออกไปได้จนหมด อันไป๋เฟิ่งได้แต่ยอมรับจุมพิตนั้นแม้จะไม่เต็มใจสักนิด ทำนบน้ำตารินไหลจากดวงตากลมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันกลับเจ็บปวดเสียยิ่งเกินกว่าจะบรรยายได้

ไม่นานสัมผัสอบอุ่นนั่นก็ผละออก

มือหนายกขึ้นเกลี่ยน้ำตาบนใบหน้างดงามของอันไป๋เฟิ่ง นั่นเพราะเขามิชอบเห็นน้ำตาของอีกฝ่าย ก่อนจะจุมพิตเบา ๆ อีกครั้งบนหน้าผากมน ครั้นผละออกเรือนผมสีดำของคนตรงหน้าก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวดุจหิมะเช่นเดิม

อันไป๋เฟิ่งได้แต่ต่อว่าอยู่ภายในใจ เขาไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ทั้งนั้น ได้แต่จ้องมองใบหน้าหล่อเหล่าของจอมราชันผู้ที่เขาแสนเกลียดชังฝ่านม่านน้ำตา

“เฟิ่งเออร์ ข้าชดใช้ให้เจ้าได้เพียงเท่านี้” สิ้นคำพูดของจอมราชัน หย่งฉางเหิงก็กระอักโลหิตออกมา อันไป๋เฟิ่งตื่นตะลึงก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านั้นกระบี่ของศิษย์พี่ใหญ่กำลังพุ่งมาทางเขา ทว่ายามนี้คนที่เข้ามารับกระบี่แทนเขากลับเป็นหย่งฉางเหิง

ใบหน้างดงามก้มมองตรงอกแกร่ง โลหิตสีแดงฉานค่อย ๆ ไหลซึมผ่านอาภรณ์ของจอมราชันอย่างช้า ๆ อันไป๋เฟิ่งยกมือของตนเองขึ้นแทบบนหน้าอกด้านซ้ายของจอมราชัน ไม่มีแม้แต่จังหวะคุ้นเคยเช่นของตนเอง ร่างบางลนลานจนทำสิ่งใดถูก

“ข้าเคยบอกเจ้าหรือไม่ว่า ข้ามิชอบให้เจ้าร้องไห้”

“เจ้าทำเช่นนี้ทำไม” อันไป๋เฟิ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ข้าขอโทษ ขอโทษเจ้า สีผมเจ้ายามนี้สวยนัก ข้าชอบมันตอนที่แสงจันทราส่องกระทบ อึก…งดงามราวกับดวงดาว เฟิ่งเออร์…” ก่อนที่จะได้เอ่ยสิ่งได้ออกมาอีก จอมราชันก็กระอักโลหิตพร้อมกับร่างกายที่ทรุดลงกับพื้น

“หย่งฉางเหิง…ไม่ เจ้าตายไม่ได้ข้าต้องเป็นคนฆ่าเจ้ามิใช่คนอื่น” อันไป๋เฟิ่งนั่งลงประคองร่างของจอมราชันไว้แนบตัก เขาไม่รู้เลยว่ายามนี้ควรรู้สึกเช่นไร แม้คนตรงหน้าจะบอกว่าไม่ชอบที่เขาร้องไห้ หากแต่ก็ไม่สามารถหยุดทำนบน้ำตาที่ไหลออกมาได้เช่นกัน

“ข้าขอโทษ หยุดร้องไห้เถิด” มือหนายกขึ้นเพื่อสัมผัสใบหน้างดงามอย่างช้า ๆ ทว่ายามนี้เขากลับแทบไม่มีแรงที่จะช่วยเช็ดน้ำตาของอีกฝ่าย เขาเกลียดเหลือเกินที่อันไป๋เฟิ่งต้องร้องไห้ คนตรงหน้าเขาเหมาะกับการทำหน้าบึ้งตึงและต่อว่าเขาเสียมากกว่า จอมราชันจ้อมมองใบหน้างดงามตรงหน้าเพื่อจดจำ

ทว่าไม่ทันได้เอื้อมถึงใบหน้าของอันไป๋เฟิ่งมือเรียวก็รีบคว้ามือของจอมราชันขึ้นแนบข้างแก้มของตนเองทันที เป็นจังหวะเดียวที่มือหนาของจอมราชันเองก็หมดแรงลงเช่นกัน

 

 

 

......... 

ยากมาก ยากมาก ๆ 

หลายคนอาจจะงงว่าเพราะอะไร ทำไม ยังไง ตอนหน้าเฉลยทุกอย่างแล้ว อดใจรอเลย

สงสารเฟิ่งเออร์อะ สูญเสียตลอดเลย ฮื่อๆ 

ความคิดเห็น