facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MW 04 : Like a dream

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 00:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MW 04 : Like a dream
แบบอักษร

 

 

MW 04 : Like a dream

 

 

ท่าอากาศยานเลโอนาร์โด ดา วินชี-ฟีอูมีชีโน...

 

 

เครื่องบินแอร์บัสของสายการบินระดับเวิร์ลคลาสลดระดับเพดานบินลงจนกระทั่งล้อสัมผัสกับพื้นรันเวย์ด้วยความนิ่มนวล การเดินทางจากบาร์เซโลนาถึงกรุงโรมกินเวลายาวนานกว่ายี่สิบสองชั่วโมง ตอนแรกผมกะว่าจะไปพักผ่อนหย่อนใจกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบชิลล์ๆ ระหว่างรอเวลามารายงานตัวกับบริษัทเจ้าของทุนปริญญาโท แต่ที่ไหนได้ดันเกิดเรื่องวุ่นวายเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อน แถมตอนนี้ยาคุมฉุกเฉินสำหรับโอเมก้าที่ผมกินเข้าไปเมื่อวานมันก็เริ่มออกฤทธิ์จนผมรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้

 

เฮ้อออ...

 

ต้องกินยาแก้ไข้เหรอ

 

ผมเกลียดการกินยาที่สุด

 

เมื่อเห็นว่าผู้โดยสารทยอยเดินออกไปจนเกือบหมด ผมก็ขยับเสื้อกันหนาวสีขาวลายยูนิคอร์นของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางก่อนเตรียมตัวลุกขึ้นเดิน

 

ครืดดด!

 

ด้วยความที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่ตอนเที่ยงทำให้เจ้าพุงน้อยๆ ของผมส่งเสียงร้องน่าเกลียดออกมา ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยรู้สึกหิวเท่าไหร่ เลยยกอาหารที่แอร์โฮสเตสนำมาเสิร์ฟให้กับเด็กชายวัยห้าขวบที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ แทน แต่จะให้ไปหาอะไรลงท้องตอนนี้ก็ไม่ได้ เพราะผมต้องไปยื่นเอกสารรายงานตัวกับบริษัทเจ้าของทุน

 

การเดินทางจากสนามบินมายังบริษัทอาร์มาเรลด้วยรถแท็กซี่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว จะไม่ให้เร็วได้ยังไงก็พี่แกดันซิ่งไม่สนใจใคร ปาดซ้ายทีปาดขวาทีจนผมต้องสวดอัญเชิญเทพเทวดาให้ลงมาปกปักรักษา

 

นึกว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปหาพ่อกับแม่เสียแล้ว

 

ผมยื่นเงินให้คนขับรถแท็กซี่ก่อนลากกระเป๋าเดินทางสีแดงใบใหญ่เข้ามาในตึกสูงระฟ้า ภายในตัวอาคารตกแต่งหรูหราทันสมัยสมกับเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ติดอันดับโลก จะว่าไปก็นึกโชคดีอยู่ไม่น้อยที่ได้รับโอกาสดีๆ เช่นนี้ ค่าตั๋วเครื่องบินฟรี เรียนฟรี ที่พักฟรี แถมยังมีเงินเดือนระหว่างเรียนให้อีกด้วย

 

“สวัสดีครับ ผมไรวินท์ เวชพิสิฐ ผมมาขอพบคุณโรเบอร์โต ฟรันโกครับ”

 

เสียงสั่นหลุดลอดออกจากปาก สายตาของหญิงสาววัยกลางคนจ้องเขม็งมองผมไม่วางตา ผมพูดภาษาอิตาเลียนผิดไปหรือเปล่า

 

“ได้นัดไว้หรือเปล่า”

 

“คะ...ครับ”

 

“อืม รอเดี๋ยว ฉันจะให้คนพาไป”

 

ยืนรอได้ไม่ถึงสิบนาที พนักงานสาวสวมชุดเดรสสีทองผูกผ้าพันคอลายเหยี่ยวโลโก้ของบริษัทก็เดินออกมาเรียก ผมฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ก่อนเดินตามเธอเข้าไปด้านใน

 

พื้นหินอ่อนสีขาวสะอาดตาตัดกับผนังกระจกเหลี่ยมคริสทัลส่องแสงประกายแวววาวราวกับว่าตัวเองเป็นเพชรเม็ดงาม พวกเรายืนรอลิฟต์อยู่สักพักประตูลิฟต์ก็ถูกเปิดออก เธอเดินนำผมก้าวเข้าไปข้างในและกดตัวเลขหนึ่งร้อยสามสิบหกซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของตึก

 

“คุณเดินต่อไปจนสุดทางเดินนะคะ ห้องคุณโรเบอร์โตอยู่ทางด้านซ้ายมือ ส่วนด้านขวามือเป็นห้องของท่านประธาน อย่าเข้าผิดห้องนะคะ ดิฉันขอตัวก่อน”

 

เมื่อพูดจบเธอก็เดินกลับไปยังห้องกระจกที่พวกเราเพิ่งเดินผ่านมา ดูจากการตกแต่งแล้วผมคิดว่าน่าจะเป็นห้องทำงานของผู้บริหารระดับสูงของบริษัท

 

‘โรเบอร์โต ฟรันโก’

 

ห้องนี้สินะ

 

ผมยกมือขึ้นเคาะประตู ก่อนเสียงเข้มของคนข้างในจะเอ่ยอนุญาต เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบเข้ากับชายสูงวัยกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาเขียนเอกสารกองโตบนโต๊ะ

 

“สวัสดีครับคุณโรเบอร์โต”

 

ผมน้อมตัวลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ คุณโรเบอร์โตเงยหน้าขึ้นมองพร้อมส่งรอยยิ้มใจดีตอบกลับมา

 

“นั่งลงก่อนสิ”

 

ผมเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามคุณโรเบอร์โตแล้วยื่นซองเอกสารรายงานตัวส่งให้เขา

 

“สวัสดีครับผมชื่อไรวินท์ เวชพิสิฐ ผมมารายงานตัวทุนปริญญาโทครับ”

 

คุณโรเบอร์โตพยักหน้าลงก่อนหยิบเอกสารออกจากซองมาอ่านรายละเอียด ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศตกกระทบผิวจนผมต้องเลื่อนมือลูบเพื่อเพิ่มความอบอุ่นเบาๆ อย่างกลัวเสียมารยาท

 

“ทำไมถึงเลือกเรียนประวัติศาสตร์” เสียงทุ้มเอ่ยถาม

 

“ผมว่ามันน่าสนใจและมีอะไรที่รอให้เราได้ค้นหาครับ”

 

คุณโรเบอร์โตช่วยแนะแนวทางการเรียน การฝึกปฏิบัติงาน และการใช้ชีวิตในระหว่างอยู่ที่กรุงโรมด้วยท่าทางใจดีเหมือนญาติผู้ใหญ่

 

“ยินดีด้วยอีกครั้งนะ ถ้ามีปัญหาอะไรโทรหาฉันได้ตลอดไม่ต้องเกรงใจ”

 

น้ำเสียงและแววตาเอ็นดูถ่ายทอดมาจากคนสูงอายุตรงหน้า ผมกล่าวขอบคุณก่อนลงไปเอากระเป๋าเดินทางที่ฝากไว้เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

 

ได้เวลาไปหาอะไรลงท้องสักที หิวจะตายอยู่แล้ว!

 

ตั้งแต่ออกจากบริษัทอาร์มาเรล ผมก็ยืนรอรถประจำทางอยู่นานสองนาน สุดท้ายผมก็ตัดสินใจนั่งรถแท็กซี่เพราะทนความหิวไม่ไหว

 

หิวจนตาลายไปหมด

 

ผมเปิดประตูไม้สีเข้มเข้าไปข้างในร้านอาหารญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก บรรยากาศของร้านตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยไม้เนื้อดี แสงไฟสีเหลืองนวลให้ความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และเพิ่มความเจริญอาหาร 

 

ผมลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปตั้งไว้ตรงที่วางกระเป๋าสำหรับนักท่องเที่ยวข้างประตูทางเข้า ก่อนเดินตรงไปยังบาร์ซูชิด้านในเพื่อสั่งซูชิหน้าปลาแซลมอนกับข้าวหน้าเนื้อกับพนักงานสาวที่ยืนรอรับออเดอร์

 

คิดถึงข้าวหน้าเนื้อฝีมือของน้องรินชะมัด

 

น้องสาวผมน่ะ ทำอาหารอร่อยที่สุดในโลกเลย

 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ”

 

เมื่อรู้สึกว่าถูกจับจ้องด้วยสายตาของใครบางคน ผมก็เงยหน้าจากโทรศัพท์มือถือมองไปตามสัญชาตญาณ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังจ้องมองมาที่ผมด้วยสีหน้าท่าทางครุ่นคิด

 

โรคจิตปะเนี่ย?

 

ปิ๊ป! ปิ๊ป!

 

เสียงโทรศัพท์ของคนตัวสูงดังขัดจังหวะ เขารีบกดรับโทรศัพท์แล้วยกขึ้นแนบหูพลางหยิบปากกาจากกระเป๋าเสื้อสูทมาเขียนลงบนกระดาษ ก่อนเขาจะลุกหอบแฟ้มเอกสารเดินออกไปด้วยความรีบร้อน

 

พลันสายตาของผมดันไปสะดุดเข้ากับปากกาสเตนเลสสีเงินด้ามหรูบนบาร์ซูชิ ของผู้ชายคนนั้นนี่นา

 

“คุณครับ! รอก่อนครับ”

 

เสียงสั่นตะโกนเรียกคนที่กำลังเดินไปยังรถมาเซราติสีดำเงางามด้วยความเหนื่อยหอบ 

 

“มีอะไร…” เขาถามเสียงเข้มก่อนหันกลับมา

 

“คุณลืมปากกาไว้ที่บาร์ซูชิ ผมคิดว่าน่าจะเป็นของคุณ” ผมยื่นปากกาด้ามสวยส่งคืนเจ้าของ

 

“ขอบคุณนะ”

 

เขาเอื้อมมือมารับปากกาเก็บลงกระเป๋าเสื้อสูทด้านในอย่างกลัวว่ามันจะหายไปอีก

 

“ไม่เป็นไรครับ คราวหลังอย่าลืมอีกนะครับ ของราคาแพงขนาดนี้ถ้าหายไปเสียดายแย่เลย”

 

ทำไมผมถึงรู้สึกคุ้นหน้าเขาอย่างบอกไม่ถูก เขาหน้าเหมือนคนที่ผมเคยช่วยเอาไว้บนเรือสำราญ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง โลกคงไม่กลมขนาดนั้นหรอกมั้ง

 

“คุณมีเบอร์ติดต่อไหม ผมอยากเลี้ยงอะไรตอบแทน”

 

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องแค่นี้เอง ผมขอตัวก่อนนะครับ”

 

ผมรีบยกมือปฏิเสธ แม่ผมเคยสอนว่าทำความดีอย่าหวังผลตอบแทนแล้วใจเราจะเป็นสุข ผมยิ้มให้เขาด้วยไมตรีจิตก่อนหันหลังเดินกลับเข้าไปข้างในร้านอาหารดังเดิม

 

หิวจะแย่อยู่แล้ว

 

 

ตึกระฟ้าทรงแปดเหลี่ยมตั้งตระหง่านโดดเด่นในย่านเศรษฐกิจใจกลางกรุงโรม แสงไฟจากตัวอาคารส่องสว่างไสวสวยงามราวเมืองฟ้าเมืองสวรรค์

 

หากดูตามแผนที่บนแผ่นกระดาษที่คุณโรเบอร์โตให้มา ตึกสูงแห่งนี้น่าจะเป็นที่พักที่ทางโครงการได้จัดเอาไว้ให้เหล่านักศึกษาทุนปริญญาโทได้พักอาศัยตลอดระยะเวลาหนึ่งปี

 

ผมลากกระเป๋าเดินทางคู่ใจไปตามทางเดินมุ่งตรงสู่ตัวอาคาร เมื่อประตูกระจกบานเลื่อนอัตโนมัติเปิดแยกออกจากกัน ดอกไม้นานาชนิดในแจกันเซรามิกทรงสูงก็ส่งกลิ่นหอมต้อนรับผู้มาเยือน แสงจากโคมไฟระย้าคริสตัลเหนือโถงรับแขกส่องสะท้อนพื้นหินอ่อนมันปลาบเงางามไร้รอยขูดขีด

 

ถ้าทำพื้นเป็นรอยจะถูกปรับไหมนะ?

 

“สวัสดีครับ ผมชื่อไรวินท์ เวชพิสิฐ มาติดต่อขอรับคีย์การ์ดครับ”

 

ผมยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้กับพนักงานสาวสวยหน้าเคาน์เตอร์ เธอหยิบเอกสารออกมาอ่าน ก่อนก้มลงเขียนอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มยาว

 

“นี่ค่ะคีย์การ์ด ส่วนรายละเอียดการเข้าพักดิฉันพับใส่ไว้ในซองให้แล้วนะคะ ห้องของคุณไรวินท์คือห้องหมายเลขสองชั้นห้าสิบสาม ทางไปขึ้นลิฟต์อยู่ด้านซ้ายมือค่ะ”

 

ผมรับคีย์การ์ดและซองขาวประทับตราบริษัทอาร์มาเรลใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้าง ก่อนลากกระเป๋าเดินไปขึ้นลิฟต์ตามทางที่เธอบอก ถ้าถึงห้องเมื่อไหร่ จะกระโดดขึ้นเตียงเป็นอันดับแรกเลยคอยดู

 

เหนื่อยที่สุด!

 

ผมทาบคีย์การ์ดบนเครื่องสแกนบัตรหน้าประตูไม้สีขาวบานใหญ่ สงสัยว่าเจ้าของบริษัทคงจะชอบสีเอิร์ธโทนเอามากสินะ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือแม้แต่ตึกแห่งนี้ ทุกที่ล้วนตกแต่งด้วยสีขาว สีน้ำตาล และสีทองทั้งนั้น

 

โอ้โห! โคตรสวยเลย

 

เมื่อผมเปิดประตูเข้าไปข้างในห้องก็ต้องตาโตเป็นไข่นกกระจอกเทศ เฟอร์นิเจอร์สีขาวตัดขอบสเตนเลสสีทองเรียบหรูดูดีถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ แถมห้องยังกว้างเหมือนเพนท์เฮาส์ที่ผมเคยอาศัยอยู่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยไม่มีผิด ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแต่ละชั้นถึงมีเพียงแค่สามห้อง เจ้าของบริษัทต้องรวยขนาดไหนถึงได้ให้นักศึกษาทุนพักที่เพนท์เฮาส์

 

หลังจากสำรวจทั่วทั้งห้องแล้ว ผมก็เลือกห้องนอนฝั่งขวามือ เพราะคุณโรเบอร์โตบอกว่าห้องนึงอยู่กันสองคน แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็นเงาของเพื่อนร่วมห้องเลย สงสัยว่าคงเดินทางมายังไม่ถึงล่ะมั้ง

 

กริ๊งงงงง! กริ๊งงงงง!

 

ผมรีบยกมือขึ้นปิดหูทันทีเมื่อได้ยินเสียงกริ่งประตูหน้าห้องดังลากยาวจนแสบแก้วหู หรือว่ารูมเมทของผมจะเดินทางมาถึงแล้ว ว่าแต่ทำไมเขาถึงไม่เปิดเข้ามาล่ะ ในเมื่อเขาก็มีคีย์การ์ดของห้องนี้เหมือนกันกับผม

 

ผมผละตัวจากกองเสื้อผ้าที่เพิ่งรื้อออกจากกระเป๋าเดินทางมาวางกระจัดกระจายอยู่บนเตียง ก่อนลุกเดินออกจากห้องนอนพลางยกท่อนแขนเหยียดบิดไปมาไล่ความเมื่อยล้า ตาเหลือบมองหน้าจอแสดงผลของกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ข้างประตู แต่ก็ไม่เห็นมีใครยืนอยู่หน้าประตูห้องเลยสักคน ใครมันบังอาจมากดกริ่งเล่นตอนสามทุ่มเนี่ย ถ้าจับได้จะบ่นให้หูชา

 

กริ๊งงงงง!

 

เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้งขณะที่ผมกำลังจะเดินกลับเข้าห้อง ผมรีบเดินไปกดรหัสเปิดประตูออกเพื่อดูว่าใครกันที่มากดกริ่งกวนประสาท แต่ทว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าห้องกลับเป็นเจ้ากรรมนายเวรตัวฉกาจ

 

“เห้ย! คุณมาได้ไงอะ”

 

คุณมาร์โคยืนล้วงกระเป๋ากางเกงพลางจ้องหน้าผมอย่างเอาเรื่อง ผมอุตส่าห์รีบลงจากเรือไปสนามบินเพื่อบินกลับโรมให้เร็วที่สุดไม่ให้เขาตามมาได้ทัน เพราะผมอยากทิ้งเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นไว้บนเรือ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าจะหนีไม่พ้น

 

เฮ้อออ!

 

“พี่บอกให้เธอรออยู่ห้องไม่ใช่เหรอ”

 

เมื่อวานตอนเช้าเขาวางยาคุมฉุกเฉินไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอนพร้อมเขียนโน้ตบอกเอาไว้ว่าเขามีประชุมด่วนให้ผมรอเขาอยู่ที่ห้องห้ามไปไหน คิดเหรอว่าคนอย่างผมจะอยู่ ผมรีบลุกขึ้นแต่งตัวแล้วกลับห้องไปเก็บกระเป๋าเตรียมลงจากเรือทันทีที่เรือจอดเทียบท่า

 

“เอ่อ...ผมกลัวไม่ทันไฟล์ทบินมาโรม”

 

“เธอคิดจะหนีพี่สินะ เธอได้พี่แล้ว เธอคิดจะทิ้งพี่หรือไง”

 

คุณมาร์โคดันประตูเปิดออกพอให้ตัวของเขาแทรกผ่านเข้ามาได้ ขายาวก้าวตามผมที่เดินถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับโต๊ะอาหารกลางห้อง

 

มาขวางอะไรตอนนี้!

 

“แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ ตอนนั้นผมควบคุมตัวเองไม่ได้อะ”

 

เขาจับเอวผมไว้แน่นก่อนยกตัวผมขึ้นนั่งบนโต๊ะอาหาร ฝ่ามือค้ำขอบโต๊ะล็อกตัวของผมไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหนได้

 

“เธอต้องรับผิดชอบพี่”

 

ลมหายใจร้อนผ่าวรดลงบนแก้มป่องไล่มาจนปลายจมูกของเราทั้งสองคนสัมผัสกัน

 

“อะ อื้อออ...คุณ”

 

ริมฝีปากอุ่นทาบทับลงบนเรียวปากของผมแนบแน่น กลิ่นแชมเปญหอมหวานจากร่างสง่างามลอยตลบอบอวลไปทั่วเพนท์เฮาส์

 

“จะให้ผมรับผิดชอบยังไง ถ้ารับผิดชอบเป็นเงินคุณก็ไม่เอา”

 

ผมก้มหน้าลงเพื่อซ่อนหน้าร้อนผ่าวที่เริ่มเป็นรอยเลือดฝาด ผมยอมรับก็ได้ว่าจูบของเขาทำเอาหัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะเหมือนจะระเบิดออกมา

 

“ย้ายออกจากที่นี่”

 

“จะบ้าเหรอคุณ ทำไมผมต้องย้ายออกด้วย”

 

“พี่ไม่ชอบ”

 

“คุณไม่ชอบก็เรื่องของคุณสิเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ”

 

เขาไม่ชอบก็ไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวอะไรกับผมสักหน่อย มือหนาเลื่อนมาจับเอวของผมอีกครั้ง

 

“คนของพี่บอกว่าเธอต้องอยู่กับรูมเมท พี่กลัวว่าเธอจะไม่สะดวกสบาย พี่เลยซื้อเพนท์เฮาส์ใกล้มหาวิทยาไว้ให้เธอ เธอออกไปอยู่ที่นั่นได้ไหม”

 

ดวงตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวสะกดจิตให้คล้อยตาม 

 

“อ๊ะ! อะ อื้อออ...”

 

ปากร้อนผ่าวประทับลงมาบนกลีบปากของผมพร้อมแทรกลิ้นไล้ไปตามไรฟันเรียงสวยกวาดวนหาน้ำหวาน มือหนาเริ่มซุกซนสอดเข้ามาในเสื้อยืดตัวบางพลางลูบไล้ผิวเนียนเบามือ

 

“ทำอะไรกันน่ะ!”

 

เสียงของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่เอ่ยทัก ผมรีบผลักตัวของคุณมาร์โคออกทันที ชายหนุ่มชาวเอเชียอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผมมองเราสองตาโต ผมรีบลงจากโต๊ะมายืนบนพื้นพลางส่งสายตาไล่คนข้างๆ ให้ออกจากห้องไป แต่เขากลับดึงผมเข้าไปกกไว้ในอ้อมกอด

 

“เอ่อ...หวัดดี”

 

ผมส่งยิ้มตาปิดทักทายเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ ดูจากสีหน้าไม่สู้ดีของคนตรงหน้าแล้วผมก็รีบเงยหน้ามองคนที่กำลังยืนกอดผมอยู่ เข้าใจแล้วว่าทำไมรูมเมทผมถึงหน้าซีด ก็คุณมาร์โคดันจ้องเขาด้วยสายตาอาฆาตขนาดนั้น

 

“เอ่อ...สงสัยว่าเราเข้ามาผิดจังหวะสินะ งั้นเดี๋ยวเราออกไปก่อนก็ได้”

 

“เห้ย! ไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาก็กลับแล้ว”

 

“ใครบอกว่าพี่จะกลับ พี่จะนอนค้างกับเธอที่นี่”

 

คุณมาร์โคปล่อยแขนออกก่อนเดินเข้าไปในห้องที่เปิดประตูเอาไว้

 

ใช่ครับ! ห้องนอนของผมเอง

 

“เราชื่อไรวินท์นะ เรียกวินเฉยๆ ก็ได้”

 

ผมแนะนำตัวกับคนที่ยังคงยืนหน้าซีด เขาพยักหน้าลงเล็กน้อย 

 

“ระ...เราชื่อจีฮุน เราขอตัวเข้าห้องก่อนนะ ห้องนี้ใช่ไหม จะ...เจอกันพรุ่งนี้นะวิน”

 

“อื้ม ฝันดีนะ”

 

เขาพยักหน้ารับก่อนรีบเปิดประตูห้องนอนของตัวเองและปิดมันลงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ผมว่าผมควรเข้าไปเคลียร์กับคนที่เข้าห้องนอนของผมโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

“คุณกลับไปได้แล้ว”

 

“พี่ขอนอนกับเธอไม่ได้เหรอ”

 

ดวงตาคมกะพริบอ้อน หน้าหล่อหงอยลงเมื่อผมส่ายหน้าปฏิเสธ ถ้าไม่บอกว่าเป็นมาเฟียผมนึกว่าเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทเสียอีก

 

“อย่าเยอะครับ กลับไปได้แล้วผมจะได้กินยานอนพักผ่อน”

 

ฤทธิ์ยาแก้ไข้ที่ผมกินเข้าไปเมื่อหกชั่วโมงก่อนเริ่มอ่อนฤทธิ์ ความร้อนระอุจากร่างกายเหมือนจะปะทุขึ้นอีกครั้ง

 

“อืม ถ้าอย่างนั้นพี่รอเธอหลับก่อน แล้วพี่ค่อยกลับ โอเคไหม?”

 

ไม่ว่าจะไล่ยังไง คนหน้ามึนอย่างเขาคงไม่ไปอยู่ดี ผมเดินไปหอบเสื้อผ้าที่วางอยู่บนเตียงย้ายไปกองไว้บนโซฟาก่อนกินยาลดไข้แล้วเดินกลับมาล้มตัวลงนอนซุกผ้าห่มผืนหนา

 

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเหนื่อยหรือเพราะฤทธิ์ยาทำให้เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ คล้อยลง ภาพของคนตัวสูงกำลังจับเสื้อของผมใส่ไม้แขวนเริ่มเลือนรางคล้ายความฝันเข้าไปทุกที

 

“พี่นัท...มาหาน้องวินแล้วเหรอ”

 

ถ้าหากว่าภาพตรงหน้าคือความฝัน มันคงเป็นฝันดีที่สุดในรอบสิบสามปี แววตาอบอุ่นคู่นั้นเหมือนแววตาของพี่นัทไม่มีผิด

 

อืมมม...ผมขอฝันแบบนี้ทุกวันเลยได้หรือเปล่านะ

 

“พี่เก็บเสื้อผ้าให้เธอเสร็จ พี่ก็จะกลับแล้วครับ ฝันดีนะครับคนเก่ง”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

To be continued...

 

เป็นเพียงแค่ความฝันจริงๆ น่ะเหรอ

 

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

กดหัวใจ และเม้นท์เป็นกำลังใจให้ไรท์หน่อยน้าาา // อ้อนรีดเดอร์หนักมาก

 

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

 

ความคิดเห็น