email-icon

สอบถามเรื่องนิยายหรือพูดคุยกับนักเขียนฝึกหัด : Euglanaforfiction@gmail.com ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจนะคะ ผู้เขียนสัญญาว่าจะพัฒนาผลงานของตัวเองเรื่อย ๆ ค่ะ

ดวงใจอคิราห์

ชื่อตอน : ดวงใจอคิราห์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มี.ค. 2564 18:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดวงใจอคิราห์
แบบอักษร

คุณเชื่อเรื่อง พรมลิขิต ไหม?

คุณเชื่อเรื่อง การรอคอย ไหม?

“เขามีครอบครัวและมีชีวิตที่ดีแล้ว สักวันหนึ่งพรมลิขิตจะพาเขากับลูกมาเจอกัน” แล้วมันเมื่อไหร่ล่ะ?

 

“แม่ครับ เด็กกำพร้าคือเด็กที่ไม่มีพ่อแม่หรอ” เด็กชาย อคิราห์ วัยเจ็ดขวบเอ่ยถามมารดาของตนขณะที่รถตู้คันหรูสีดำทมิฬกำลังแล่นอยู่บนถนนหมายเลข346มุ่งหน้าสู่จังหวัด กาญจนบุรี

“ครับ จะว่าอย่างนั้นก็ใช่ แต่จริง ๆ เด็กกำพร้าคือเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิต เด็กที่ไม่ปรากฏพ่อแม่หรือไม่สามารถสืบหาพ่อแม่ได้” ผู้เป็นแม่อธิบายตอบลูกชายอย่างละเอียด ส่วนเด็กชายผงกหัวรับรู้

“ถ้าอย่างงั้นของเล่นที่เราจะเอาไปให้พวกเขาเราเอาไปให้ฟรีใช่ไหมครับ” เด็กชายอคิราห์เอ่ยถามต่อพร้อมชี้รถกระบะที่บรรทุกของเล่นเด็กมากมายเต็มหลังรถ ก่อนคุณแม่จะยิ้มแล้วตอบแกมสอนลูกชาย

“ของเล่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นน่ะลูก พ่อกับแม่ตั้งใจมามอบทุนการศึกษาให้พวกเขามากกว่า เด็ก ๆ ที่นั่นจะได้มีทุนการศึกษาได้เรียนหนังสือเทียบเท่ากับเด็กทั่วไป” ด้วยความเหลื่อมล้ำหลายข้อที่เห็นได้ชัดการให้ของขวัญเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สามีภรรยาครอบครัวนี้นำมาเติมเต็มความสุขสำหรับเด็ก ๆ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือตั้งใจมามอบทุนการศึกษาเพื่อต่อยอดด้านการเรียนให้เด็ก ๆ มากกว่า

“พวกเขาน่าสงสารจัง ฮ้าว! ตะวันง่วงละถ้าถึงแล้วเรียกตะวันหน่อยนะ” คำตอบของผู้เป็นแม่เด็กชายยังไม่เข้าใจแน่ชัด เจ้าตัวจึงตัดปัญหาความอยากรู้ของตนโดยการนอนหลับ

สองชั่วโมงครึ่งกับการเดินทางจากกรุงเทพมหานครมาสถานที่แห่งหนึ่งลักษณะคล้ายโรงเรียนแต่ไม่ใช่ สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเด็ก ๆ ครั้นรถตู้คันหรูและรถกระบะสีขาวจอดสนิทเด็กหลายคนที่กำลังเล่นอยู่บริเวณนั้นต่างหันมองด้วยความสงสัย ที่นี่คือ…สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า จังหวัดกาญจนบุรี

“ตะวัน จันทร์เจ้า ถึงแล้วครับลูก” เสียงนุ่มทุ้มของผู้เป็นพ่อปลุกลูกชายแฝดคนละฝาอย่างเด็กชาย อคิราห์ แฝดคนพี่และเด็กชาย เพียงจันทร์ แฝดคนน้องให้ตื่นนอนส่วนภรรยาของเขาลงจากรถไปหาแม่ครูประจำสถานสงเคราะห์เด็ก

“อื้อ…ถึงแล้วหรอฮะ คุณพ่ออุ้มจันทร์เจ้าหน่อย” เด็กชายเพียงจันทร์อ้อนพ่อ เขามักเป็นแบบนี้ทุกครั้งหลังตื่นนอนชอบให้คุณพ่ออุ้มจนติดเป็นนิสัย

“จันทร์เจ้าชอบทำตัวเป็นเด็ก” เด็กชายอคิราห์ตำหนิน้องชายทีหนึ่งก่อนจะเอี้ยวตัวหยิบกล้องถ่ายรูปยี่ห้อโซนี่ของประจำตัวขึ้นมาคล้องคอ เดินลงรถ

“ชิ! ตะวันขี้บ่น” เด็กชายเพียงจันทร์ยกแขนกอดอกทำปากขมุบขมิบพลางย่นจมูกตามหลังพี่ชายทันทีทำเอาคุณพ่อแทบหลุดหัวเราะกับท่าทางน่ารัก ๆ นั่น จันทร์เจ้าน่ะทำได้แค่บ่นตามหลังเท่านั้นแหละเพราะลึก ๆ เจ้าตัวก็กลัวพี่ชายอยู่ไม่น้อย

การมอบทุนมอบของเล่นไม่ได้มีพิธีอะไรมากมายนอกจากถ่ายรูปและร่วมรับประทานอาหารกับเหล่าแม่ครู เหล่าเด็ก ๆ ก็เท่านั้น ซึ่งจันทร์เจ้าด้วยความรักเด็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงนั่งเล่นกับเด็กผู้หญิงอายุสองขวบครึ่งบนเสื่อสาน ส่วนตะวันขออนุญาตพ่อกับแม่เดินเที่ยวตามลำพัง

“ตะวันอย่าไปไกลนะลูกแม่เป็นห่วง” คุณแม่กำชับลูกชายอีกหนกลัวลูกชายไปเล่นซนแล้วหลงทาง

“ตะวันมีโทรศัพท์ ถ้าจะกลับก็โทรเรียกตะวันนะ” เด็กชายตอบแม่พร้อมหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องหรูข้างกระเป๋าสะพายหลังที่คุณตาซื้อให้เป็นของขวัญให้แม่ดูเพื่อความมั่นใจ

“โอเคครับ” เมื่อคุณแม่พยักหน้ารับรู้ เด็กชายอคิราห์ไม่รอช้าจึงสาวเท้าเดินออกไป

เด็กชายเดินตามทางเล็ก ๆ ยามที่เจอดอกไม้หรือนกเขาจะหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพไว้เป็นความทรงจำ จนกระทั่งสองเท้าเดินมาหยุดตรงป้ายบอกสถานที่แห่งหนึ่ง สวนสวรรค์ อะไรคือสวนสวรรค์? เด็กชายขมวดคิ้วไม่เข้าใจแต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามวัยเด็กชายอคิราห์ตัดสินใจเดินเข้าไปในสวนทันที

“สวยมาก” เสียงเล็กพึมพัมออกมาเมื่อเห็นภาพปรากฎตรงหน้า สวนสวรรค์ มันคือสวนสวรรค์ที่แท้จริง มีดอกไม้หลากหลายสีปลูกเป็นแปลงเรียงกันอย่างสวยงามมีร่มเงาต้นไม้ใหญ่ไว้สำหรับปูเสื่อปิคนิค อีกทั้งยังมีลำธารน้ำใสไหลผ่าน ทิวทัศน์เบื้องหน้ายากแก่การละสายตาแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่จริง

“อืม…เอาดอกอะไรอีกดีน๊า” เสียงใสพึมพัมกับตนเองและเสียงนั่นมันดังพอให้เด็กชายอคิราห์หันมองตามเสียง ไม่รู้อะไรดลใจตะวันยกล้องขึ้นมาถ่ายคนตรงหน้า เด็กผู้ชายถือตะกร้าสาน ใส่หมวกสานกำลังเก็บดอกไม้อยู่กลางสวน

“ดอกนี้ผู้ใหญ่เขาจะชอบไหมนะ” ดูเหมือนเด็กชายไม่รู้ว่าตนถูกแอบถ่ายเขายังก้มเก็บดอกไม้ก่อนจะสะดุ้งเฮือกแทบปล่อยตะกร้าหลุดมือเมื่อมีคนเข้ามากล่าวทักทาย

“สวัสดี” ไม่แปลกที่ตกใจและสะดุ้งเพราะอีกฝ่ายมาไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียง แถมตอนนี้ยังหัวเราะกับภาพที่ตนถ่ายได้ในกล้อง

“เฮือก! โอ๊ะ! ทักทายเราหรอ” นิ้วชี้เล็กชี้เข้าหาตัวเอง ใบหน้าจิ้มลิ้มเอียงคอสงสัย

“อาฮะ แล้วนี่ทำอะไรอยู่หรอ” เด็กชายอคิราห์เอ่ยถาม

“ฟ้าโปรดกำลังเก็บดอกไม้ไปให้ผู้ใหญ่” เด็กชาย ฟ้าโปรด ตอบตามความจริง วันนี้ได้ยินแม่ครูบอกว่าจะมีแขกผู้ใหญ่มามอบทุนการศึกษาเขาก็รีบปลีกตัวมาเก็บดอกไม้อย่างน้อยก็ถือเป็นการตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ จากบ้านเด็กกำพร้า

“มาคนเดียวไม่กลัวผีหรอ” คำพูดติดตลกทำเอาเด็กชายฟ้าโปรดอมยิ้ม มือเล็กหยิบดอกไม้สีขาวยื่นให้ตะวัน

“กลางวันแสก ๆ ไม่มีผีหรอก ปกติฟ้าโปรดมาเก็บดอกไม้กับแม่ครูเป็นประจำแต่วันนี้แม่ครูมีแขกมาไม่ได้ ว่าแต่นายชื่ออะไรหรอ” ฟ้าโปรดอธิบายต่อด้วยคำถาม

“ชื่อตะวัน อายุเจ็ดขวบ” เด็กชายอคิราห์ตอบพร้อมเอื้อมมือรับดอกไม้จากคนตรงหน้า

“อายุเท่ากันเลย เราชื่อฟ้าโปรดนะ” ความสัมพันธ์ของเด็กทั้งคู่กระชับ ตะวันอาสาช่วยฟ้าโปรดเก็บดอกไม้เด็กทั้งสองเดินตามทางเล็ก ๆ คนละฝั่งเพื่อเก็บดอกไม้จนเต็มตะกร้า

“เฮ้อ! เหนื่อยเหมือนกันนะ แดดก็ร้อนเธอทนไปได้ยังไง” เด็กชายอคิราห์บ่นพลางทรุดตัวนั่งใต้เงาต้นไม้ใหญ่ สองขาเหยียดตรงส่วนสองแขนค้ำไว้ด้านหลัง ก่อนเด็กชายอีกคนจะเรียกให้ลุก

“ตะวันไปกันเถอะ เดี๋ยวผู้ใหญ่จะกลับก่อนนะ” แค่มาเก็บดอกไม้ก็ปาไปแล้วหนึ่งชั่วโมงเพราะผู้มาใหม่ที่อาสาช่วยมือหนักไปหน่อย การเก็บดอกไม้ครั้งนี้จึงใช้เวลานานพอสมควร

“ไม่ต้องรีบหรอกผู้ใหญ่ที่เธอว่านั่นพ่อแม่เราเอง” ตะวันบอกให้ทราบพร้อมกับเอื้อมมือดึงตะกร้าเบา ๆ เป็นการบอกให้ฟ้าโปรดนั่งลง

“เดี๋ยวตอนแม่เราโทรมาเธอค่อยเอาไปให้ก็ได้” ตะวันไม่ใช่เด็กเอาแต่ใจเพียงแค่เขาอยากรู้จักคนตรงหน้ามากกว่าเดิมเท่านั้น เขาถอดกระเป๋าสะพายหลังแล้วเปิดมันออก มือเล็กหยิบลูกอมช็อกโกแลตออกมายื่นให้คนที่ยืนลังเลอยู่

“อยากกินมั้ย นั่งลงสิ” เท่านั้นแหละฟ้าโปรดที่ชื่นชอบขนมอยู่แล้วรีบนั่งแหมะลงทันที

“ฮ่า ๆ เธอซื้อได้ด้วยขนมแฮะ” เด็กชายอคิราห์หัวเราะออกมาพลางคิดในใจ “คนอะไรพอเอาขนมมาหลอกล่อก็รีบนั่งลงอย่างรวดเร็วไม่แปลกที่แก้มจะเยอะแบบนี้”

“ขอบคุณนะ” ฟ้าโปรดกล่าวขอบคุณพร้อมยิ้มตาหยีก่อนจะเอื้อมมือหยิบลูกอมช็อกโกแลตในมือของตะวันมาแกะเข้าปาก

“นายกินช็อกโกแลตไหมเราแบ่งให้แต่จริง ๆ มันก็เป็นของนายนี่เนอะ คิก ๆ” ระหว่างเคี้ยวลูกอมช็อกโกแลตจนแก้มตุ่ยมีหรือตะวันเพียงแต่จะมอง เขาหยิบกล้องที่คล้องคอยกขึ้นมาถ่ายอีกคนจนหน้าเหวอ

แชะ!

“ถ่ายรูปเราหรอ ทำไมไม่บอกให้เรายิ้มก่อนเล่า” ปากเล็กยังคงเคี้ยวลูกอมตุ้ย ๆ แต่กลับย่นจมูกใส่ตะวันหนึ่งที

“โอเค เดี๋ยวเรานับหนึ่งถึงสามถ้านับสามแล้วยิ้มนะ” เด็กชายอคิราห์ให้โอกาส เขายกกล้องขึ้นมาเตรียมถ่ายภาพอีกครั้ง

“เอาล่ะ หนึ่ง…สอง…”

แชะ! แชะ! แชะ! ยังไม่ทันได้ยิ้มและนับถึงสามเสียงกดชัตเตอร์ก็ดังขึ้นรัวทำเอาฟ้าโปรดหน้าเหวอกว่าเก่า ภาพที่ได้แต่ละภาพเรียกเสียงหัวเราะให้คนถ่ายได้ไม่น้อย

“ฮ่า ๆ ๆ โอ้ย เธอหน้าเหวอมาก ฮ่า ๆ”

“ตะวันขี้แกล้งอะ ไหนเราขอดูหน่อยสิ นะ ๆ ๆ” คนโดนถ่ายจนหน้าเหวออ้อนวอนแต่กลับถูกปฏิเสธ ตะวันปิดกล้องและถอดออกจากคอก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไม่ให้ดูหรอกจะเก็บไว้เป็นความทรงจำ ว่าแต่ถามหน่อยสิว่าสวนนี้เป็นของที่นี่หรอ” เด็กชายอคิราห์ทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องหน้า ขนาดช่วงสายยังสวยขนาดนี้ถ้าเป็นช่วงเช้าตอนพระอาทิตย์ขึ้นจะสวยขนาดไหน

“เปล่าหรอก สวนเป็นของคุณยายใจดีน่ะเขาปลูกต้นไม้ดอกไม้ไว้ให้พวกเราเอาไปขายสร้างรายได้” อย่างที่ฟ้าโปรดบอกสวนนี้เป็นสวนของคุณยายใจดีท่านปลูกดอกไม้ไว้ให้เด็ก ๆ นำไปขายสร้างรายได้ให้กับสถานสงเคราะห์ดีกว่าคอยนั่งรอรับทุนไปวัน ๆ

“ปกติเธอกับเพื่อน ๆ เล่นอะไรกันหรอ” ตะวันเอ่ยถามด้วยความสงสัยที่นี่มีของเล่นไม่มากนักแถมแถวนี้ยังไม่เห็นสวนสนุกเลยด้วยซ้ำ เครื่องอำนวยสนุกพื้นฐานของเด็กยังไม่มีแล้วพวกเขาอยู่กันได้อย่างไร

“พวกเราเล่นไล่แตะกัน อยากลองเล่นไหม” ฟ้าโปรดชวนมีหรือเด็กในเมืองไม่อยากเล่น ตะวันรีบพยักหน้าก่อนอีกคนจะเริ่มอธิบายวิธีการเล่น

“วิธีเล่นก็คือเป่ายิ้งฉุบกันถ้าตะวันแพ้ต้องไล่แตะเราให้ได้แล้วเราก็จะไล่แตะตะวันต่อ โอเคไหม…เอาล่ะ เป่า ยิ้ง ฉุบ!” เมื่อตะวันแพ้ผลการเป่ายิ้งฉุบฟ้าโปรดรีบหยัดตัวลุกขึ้นทันที

“ตะวันนับหนึ่งถึงสามแล้วเริ่มไล่เราเลยนะ” ฟ้าโปรดอธิบายก่อนจะเริ่มวิ่งหนีส่วนคนแพ้อย่างตะวันก็ทำตามกติกาโดยนับหนึ่งถึงสามและเริ่มวิ่งไล่ตามฟ้าโปรด เด็กสองคนวิ่งไล่กันไปมาซึ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม โชคดีวันนี้แดดไม่แรงนักจึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่น

“คิก ๆ ฮ่า ๆ ตะวันขี้โกง” เด็กชายฟ้าโปรดกุมท้องหัวเราะ แขนเล็กเท้าต้นไม้ใหญ่พักให้หายเหนื่อยแล้ววิ่งไล่ตะวันต่อจวบจนกระทั่งถึงเที่ยงเด็กน้อยสองคนหยุดเล่น พากันมาพักเหนื่อยใต้ต้นไม้ที่เดิม

“ไปทานข้าวกันเถอะเราหิวแล้ว” เสียงใสเอ่ยชวนเพราะเริ่มหิวหลังจากใช้พลังงานมหาศาลในการเล่่นไล่จับเกือบชั่วโมงกว่า ๆ

“เรามีแซนด์วิชทูน่ากินมั้ย” เด็กชายอคิราห์ยังไม่ลุกไปไหนแต่เขากลับเปิดกระเป๋าอีกครั้งพร้อมล้วงหยิบแซนด์วิชยื่นให้ฟ้าโปรด

“น่ากินจัง ขอบคุณนะ” คราวนี้ฟ้าโปรดยอมนั่งลงเช่นเดิม สองมือเล็กเริ่มแกะแซนด์วิชทานก่อนเสียงสมาร์ทโฟนเครื่องหรูของตะวันจะดังขึ้น

“ฮัลโหลครับแม่” เด็กชายสไลด์หน้าจอรับสายตามด้วยคำทักทายถึงมารดา

“ตะวันอยู่ไหนแล้วลูก ได้เวลากลับแล้วนะครับ” ปลายสายบอกลูกชายส่วนตะวันหันมองคนด้านข้างของตนที่กำลังนั่งเคี้ยวแซนด์วิชตุ้ย ๆ อยู่

“ตะวันขออีกสิบห้านาทีได้มั้ย”

“ได้ครับ รักษาเวลานะลูก” เมื่อลูกชายขอคุณแม่จึงยอมและไม่วายที่จะบอกเด็กชายให้รักษาเวลา

“ครับแม่” ครั้นวางสายจากคุณแม่ ตะวันหันมองฟ้าโปรดอีกครั้งเขาไม่อยากกลับเลยด้วยซ้ำอาจเป็นเพราะได้เล่นสนุก ๆ กับเพื่อนใหม่กระมังตะวันจึงอ้อยอิ่งอยากถ่วงเวลา

“ตะวันมีอะไรรึเปล่า” ฟ้าโปรดเอียงคอถามด้วยความสงสัยขณะที่ปากก็งับแซนด์วิชไปด้วย

“อ่ะ…เราให้” ตะวันเมินคำถามของเด็กชายฟ้าโปรด เขาหยิบนามะช็อกโกแลตกล่องใหญ่ของฝากจากญี่ปุ่นให้เด็กชายตัวเล็กกว่า

“ตะวันเป็นโดเรม่อนหรอทำไมมีของกินเยอะจัง” คนถูกถามหลุดหัวเราะอันที่จริงเขาตั้งใจเอาขนมพวกนี้มาแบ่งเด็กที่นี่อยู่แล้วเพราะในห้างของคุณตามีเยอะแยะถมไป

“เคยกินป่าวอันนี้” เด็กชายอคิราห์เอ่ยถาม ส่วนอีกคนส่ายหน้ารัวขนมราคาแพงแบบนี้ไม่มีใครเขาอยากเอามาให้กินหรอก

“ลองชิมดูอร่อยนะอันนี้ ขนาดเราไม่ชอบช็อกโกแลตยังว่าอร่อยเลย รับไปสิ” ฟ้าโปรดพยักหน้าอมยิ้มรับกล่องขนมสีน้ำเงินมาไว้ข้างตัวก่อนจะหันหน้างับแซนด์วิชในมือต่อ

“ไม่ชิมก่อนหรอ” คำตอบที่เด็กชายอคิราห์ได้รับคือการส่ายหัว ฟ้าโปรดรีบเคี้ยวแซนด์วิชกลืนลงคอแล้วค่อยตอบ

“ขนมแบบนี้เราไม่เก็บไว้กินคนเดียวหรอก เราจะเอาไปแบ่งทุกคนกินด้วย” ฟ้าโปรดใจกว้างไม่เห็นแก่ตัว ไม่แปลกที่เหล่าแม่ครูต่างรักและเอ็นดูเขา คนอะไรจะไร้เดียงสาได้ขนาดนี้

“มีนิดเดียวเองแบ่งไม่หมดหรอก” ตะวันไม่เข้าใจการแบ่งปัน อาจเป็นเพราะเขาเติบโตมากับสังคมคนมีฐานะเวลาจะกินขนมพ่อกับแม่มักซื้อให้คนละอันกับน้องแม้กระทั่งห้องนอนยังแยกห้องไม่เคยมานอนเบียดกันสักครั้ง

“ถ้าหมดเราก็ไม่กิน แม่ครูสอนไว้มีอะไรต้องแบ่งน้อง ๆ กินด้วย” ฟ้าโปรดเชื่อฟังคำสอนของแม่ครูเขาจำได้แม่นเป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง การใช้ชีวิตโดยไม่เห็นแก่ตัวจะนำมาซึ่งความสุข

“น่ารักแล้วยังเป็นคนดีอีก” อคิราห์พึมพัมเสียงเบา แต่แล้วเสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งบนหน้าจอปรากฎเบอร์คุณแม่ตะวันลอบถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนยอมรับสาย

“ตะวันกำลังเดินไปครับ” เขาบอกกับคนปลายสาย

“ครับผม หนูอย่าวิ่งนะลูกเดี๋ยวล้มจะเอา” ผู้เป็นแม่บอกเด็กชายด้วยความห่วงใย

“ตะวันโตแล้ว ตะวันไม่วิ่งถ้าอย่างงั้นแค่นี้ก่อนนะแม่ตะวันกำลังไป”

“ครับ” สิ้นคำตอบรับของคุณแม่ ตะวันจึงหันมาเก็บของเขาแอบโกหกแม่ว่ากำลังเดินแท้จริงแล้วกำลังเก็บของต่างหากล่ะ

“ตะวันขี้โกหกนี่นา ตัวเองไม่ได้เดินซะหน่อย” ฟ้าโปรดตำหนิอคิราห์ คนอะไรเป็นเด็กเป็นเล็กหัดโกหกไม่น่ารักเอาซะเลย

“ฮ่า ๆ ถ้ารู้ว่ายังไม่เดินเดี๋ยวแม่ก็บ่นอีก ตะวันไม่อยากโดนบ่น” ของทุกอย่างถูกเก็บลงกระเป๋าเด็กชายอคิราห์หยิบกล้องขึ้นมาคล้องคอต่อพร้อมหยัดตัวลุกขึ้นยืน ไม่วายที่เขาจะแบมือหวังรับของฝากจากอีกคน

“ตะวันจะเอาอะไรหรอ” ฟ้าโปรดไม่เข้าใจดีนักก็หยัดตัวลุกขึ้นตามตะวัน

“ของฝากของเราไง เราให้เธอแล้วเธอก็ให้เราบ้างสิ” ตะวันยังคงต้องเรียนรู้กับอะไรอีกมากมายเรื่องการเป็นผู้ให้ แม้ว่าเขาจะเก่งนักหนากับเรื่องความคิดและการเอาตัวรอดแต่เขายังขาดความรู้เรื่องคุณธรรมอยู่มากโข

“เรามีแต่ดอกไม้ตะวันจะรับไหม” เด็กชายฟ้าโปรดยื่นตะกร้าดอกไม้ที่เริ่มเหี่ยวให้ตะวันเพราะมัวแต่ติดเล่นไปหน่อยดอกไม้จึงเริ่มเฉา

“ไม่เอาหรอก ดอกไม้มีเยอะแยะ” เมื่อได้รับคำปฏิเสธฟ้าโปรดนิ่งคิดครู่หนึ่ง สองขาของเด็กตัวเล็กกว่าก้าวเท้าสองก้าวเดินเข้าใกล้และหยุดตรงหน้าอคิราห์ ก่อนจะยืดเท้าเพิ่มความสูงและจุ๊บลงตรงหน้าผากของเด็กชายตัวสูงกว่า

จุ๊บ!

ตึกตัก! ตึกตัก! จุ๊บแรกของชีวิตทำเอาตะวันหัวใจเต้นรัวกว่าปกติ กระพริบตาถี่ ๆ พลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“ฟ้าโปรดจุ๊บหน้าผากตะวันเป็นของขวัญนะเพราะแม่ครูชอบจุ๊บฟ้าโปรดบ่อย ๆ” ฟ้าโปรดทำตามสิ่งที่ตนเข้าใจ ทุกครั้งเวลาเขาช่วยงานแม่ครูเสร็จแม่ครูมักมอบจุ๊บให้เขาเสมอ

“ท…ทำแบบนี้กับใครบ่อยไหม” ตะวันถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก การจูบหรือจุ๊บตรงหน้าผากเป็นการสร้างความทรงจำหรือเปล่าก็ไม่รู้…แต่สำหรับผม ผมว่าผมจำเธอได้แม่นแล้วแหละฟ้าโปรด

“กับนายคนแรกเลย” ยิ่งฟังยิ่งใจเต้นแทบทะลุอก ตะวันสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพร้อมพยักหน้ารัวแล้วรีบหันหลังกลับ สาวเท้าเดินออกไปไม่รอฟ้าโปรด

“อ้าว…ตะวันรอฟ้าโปรดด้วย” เด็กน้อยรีบก้มลงหยิบช็อกโกแลตกล่องสีน้ำเงิน วิ่งตามเด็กชายอคิราห์ที่ตอนนี้เดินก้มหน้า แก้มแดงแจ๋

ครั้นถึงเวลาล้อหมุน ทั้งคุณพ่อคุณแม่และจันทร์เจ้าอยู่ในรถรอตะวันกล่าวร่ำลาเพื่อนคนใหม่ที่ทำเขาใจเต้นแรง

“เดี๋ยวมาหาใหม่นะ” เด็กชายอคิราห์กล่าวลาอีกคนที่กำลังยืนถือตะกร้า ส่วนฟ้าโปรดอมยิ้มผงกหัวรับ

“ได้สิ เราจะรอนะ” รอยยิ้มสี่เหลี่ยมนี้เวลาปรากฎบนใบหน้าจิ้มลิ้มยิ่งชวนน่ามองเข้าไปใหญ่ ตะวันโบกมือลาฟ้าโปรดอีกครั้งแล้วหันหลังเดินขึ้นรถ

“บ้านบายนะตะวัน” เสียงใสดังขึ้นตามหลังเมื่อรถตู้คันหรูเริ่มเคลื่อนที่ ตะวันเปิดม่านที่ปิดหน้าต่างไว้สายตาทอดมองเด็กชายตัวเล็กกว่าเขาจนสุดสายตา

 

“เพื่อนใหม่หรอลูก” ผู้เป็นพ่อสังเกตุเห็นลูกชายทำหน้าหงอยจึงเอ่ยถาม

“ครับ” เด็กชายอคิราห์ตอบคุณพ่อ เขายกกล้องขึ้นมาและเปิดดูรูปที่พึ่งถ่ายได้ช่วงสายแล้วยื่นให้คุณแม่ของตนดู

“เขาน่ารักไหมครับ”

“หืม น่ารักจังเลยคนนี้ชื่ออะไรล่ะลูก” คุณแม่ตอบเขาตามความจริง คนในภาพที่ตะวันให้ดูน่ารักจริง ๆ หน้าตาจิ้มลิ้มดวงตากลมโตอีกทั้งยังเป็นเด็กผิวดีถ้าได้มองเผิน ๆ คงคิดว่าเป็นลูกคุณหนูด้วยซ้ำ

“เขาชื่อฟ้าโปรด…แม่ครับความรักคืออะไรหรอ” สิ่งที่พอรู้อยู่ในหัวของเด็กชายอคิราห์ความรักคือการมีครอบครัวเหมือนพ่อและแม่

“ความรักน่ะไม่มีนิยามหรอกลูก รักคือรัก เราไม่สามารถบอกได้ว่าความรักคืออะไรรอถ้าตะวันโตตะวันจะเข้าใจเองนะลูก” คุณแม่ตอบตรงไปตรงมา ความรักน่ะมันมีทุกรูปแบบ หากถามว่าความรักคืออะไรคำตอบคือความรักไม่มีนิยาม การเป็นห่วงก็เป็นความรัก การใช้ชีวิตคู่ก็เป็นความรัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีความรู้สึกดี ๆ ต่ออีกฝ่ายนั่นคือความรัก

“ถ้าอย่างนั้นตะวันก็รักฟ้าโปรด” คำบอกรักเปล่งออกจากปากเด็กชายทำเอาทั้งคุณพ่อและคุณแม่อมยิ้มสองสามีภรรยาเหลียวมองหน้ากัน ลูกชายคนนี้นิสัยเหมือนพ่อไม่มีผิด

“พ่อครับ ตะวันมาหาฟ้าโปรดบ่อย ๆ ได้ไหม” เด็กชายยังไม่หยุดถาม เขาหันไปถามแกมอ้อนวอนขอคุณพ่อของตนเองก่อนที่คำตอบของพ่อจะตอบกลับมา

“ได้สิ ไว้พ่อว่างพ่อจะพาตะวันมาอีกเนอะ” ทำไมคุณพ่อจะไม่เข้าใจการมีความรักตั้งแต่ยังเด็กก็ในเมื่อคุณพ่อเองตามจีบภรรยาตั้งแต่อายุสิบสามโดนแม้กระทั่งพ่อตาไล่เตะตามตูดก็โดนมาแล้วแถมยังรับบทปั่นรถจักรยานเก่า ๆ อ้อมซอยยอมเหนื่อยเพื่อให้เห็นหน้าภรรยาก็ทำมาแล้วเรื่องแค่นี้ไม่เหนือบ่ากว่าแรง

 

ตลอดทางตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรีถึงกรุงเทพมหานครตอนขากลับใช้เวลานานกว่าปกติเนื่องจากพากันแวะสถานที่ท่องเที่ยวและแวะรับประทานอาหารจวบจนกระทั่งถึงบ้านหนึ่งทุ่มกว่า ๆ คุณพ่อและคุณแม่พาเด็กแฝดสองคนกลับบ้านก่อนเพราะจันทร์เจ้าเริ่มบ่นง่วงส่วนตะวันก็อยากกลับไปดูรูปถ่ายวันนี้ เมื่อส่งลูก ๆ ถึงบ้านสองสามีภรรยาจึงขับรถยนต์ส่วนตัวออกไปรับน้องอิงดาวลูกสาวคนเล็กอายุหนึ่งขวบที่บ้านคุณตาและคุณยายหลังฝากเลี้ยงหนึ่งวัน

“ป้านอม ป้านอมว่าความรักคืออะไรครับ” อาบน้ำแต่งตัวเตรียมเข้านอนเสร็จตะวันยังนอนไม่หลับจึงลงมาเดินเล่น ครั้นเจอป้านอมกำลังปอกผลไม้รอผู้เป็นนายของบ้านจึงแวะเอ่ยถาม

“โถ…คุณหนูคะ ป้าไม่รู้หรอกค่ะแก่ปูนนี้ป้ายังไม่มีความรักเลย นู่นค่ะ ถามเจ้าอ๊อดนู่นรายนั้นน่ะเจ้าชู้ชอบจีบสาวเซเว่น” ป้านอมแม่บ้านเก่าแก่ของบ้านตอบพลางชี้ไปที่อ๊อดเด็กหนุ่มวัยรุ่นอายุสิบห้าปีหลานชายแท้ ๆ ตำแหน่งคนล้างรถ

เด็กชายวัยเจ็ดขวบพยักหน้ารับพลางสาวเท้าเดินไปหาอ๊อดที่กำลังเช็ดรถอยู่พร้อมเอ่ยถามทันที

“พี่อ๊อด ความรักคืออะไรทำไมไม่มีคนตอบได้เลย”

“ถามอ๊อดหรอคุณหนู ง่ายมากเลยครับ สำหรับอ๊อดความรักคือการที่เราใจเต้นกับอีกฝ่ายแบบว่าใจเต้นแรงตึกตักตึกตักเหมือนใจจะทะลุออกมานั่นแหละครับ” เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีตอบคุณหนู ส่วนเด็กชายวัยเจ็ดขวบยกมือขึ้นทาบอก

“ฮั่นแน่ะ…ถามอ๊อดแบบนี้มีความรักล่ะสิท่า” อ๊อดหรี่ตายิ้มแซวเด็กชายอายุน้อยกว่า ทำเอาอีกคนรีบปฏิเสธ

“เปล่า ตะวันไม่ได้มีความรัก”

“โอเค๊ แต่ก็นะคุณหนูชอบใครก็รีบจีบเดี๋ยวเขามีแฟนแล้วยุ่งเลยนะครับ” ป้านอมคิดผิดที่ให้อคิราห์มาถามคนเจ้าเล่ห์แบบอ๊อดเพราะตอนนี้ดูเหมือนตะวันจะเริ่มคล้อยตามเป็นที่เรียบร้อย

“แล้วตะวันต้องจีบยังไง” เด็กชายถามอย่างไม่เข้าใจ ฟ้าโปรดอยู่ตั้งไกลจะไปจีบก็คงไม่ได้คุณแม่ไม่อนุญาตแน่ ๆ

“โทรหาสิครับ คุณหนูมีเบอร์คน ๆ นั้นรึเปล่าล่ะ เดี๋ยวอ๊อดสอนจีบเอง” ความเจ้าเล่ห์ที่ได้มาจากการฝึกฝนบัดนี้เขาจะถ่ายทอดให้คุณหนูตะวันให้หมดเลยคอยดู

“ตะวันลืมถาม แต่ตะวันมีเบอร์ที่อยู่ของฟ้าโปรดนะ” ตะวันนึกขึ้นได้ เอกสารที่คุณแม่ปริ้นต์ไว้อยู่ในรถตู้ในนั้นมีเบอร์สถานสงเคราะห์เด็กอยู่ไม่รอช้าจึงซุบซิบกับอ๊อดก่อนเริ่มลงมือปฏิบัติการ

ผ่านไปไม่นานเบอร์โทรศัพท์ประจำสถานสงเคราะห์ก็อยู่ในมือ ตะวันกับอ๊อดรีบกดเบอร์ตามที่ระบุไว้ในเอกสารพร้อมกดโทรออกทันที

“สวัสดีค่ะ” รอไม่นานปลายสายรับโทรศัพท์เป็นเสียงผู้หญิงวัยกลางคน หากลองเดา ๆ ดูแล้วคงเป็นแม่ครูแน่ ๆ ล่ะ

“สวัสดีครับ นี่ตะวันเองนะครับ” เด็กชายรีบแนะนำตัว

“อ๋อ น้องตะวันมีอะไรรึเปล่าลูก” แม่ครูจำได้ดี เด็กชายตะวันเพื่อนใหม่ของฟ้าโปรดเขารู้จักตะวันเนื่องมาจากฟ้าโปรดเล่าให้ฟังตอนช่วยแม่ครูทำอาหาร

“ตะวันขอคุยกับฟ้าโปรดได้ไหมครับ” ทั้งอ๊อดและแม่ครูเมื่อได้ฟังคำขอต่างฝ่ายต่างอมยิ้ม เด็กอะไรแก่แดดชะมัดเลย

“ฮ่า ๆ ได้ครับแต่แม่ครูให้คุยไม่นานนะลูกฟ้าโปรดต้องเข้านอนก่อนสามทุ่ม”

“ครับผม” เมื่อเด็กชายตอบรับ เขาถือสายรอครู่หนึ่งก่อนเสียงเล็กที่เขาอยากฟังตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสดใส

“ฮัลโหลตะวัน” เท่านั้นแหละตะวันยิ้มจนแก้มปริ ทำเอาอ๊อดเบะปากมองบนใส่ทีหนึ่ง ตะวันกระชับโทรศัพท์แนบหูเด็กน้อยสองคนคุยกันเจี๊ยวจ๊าวผ่านสายโทรศัพท์

“คุณหนูของกูคลั่งรักแต่เด็กว่ะ” อ๊อดแอบพึมพัมพลางส่ายหัวให้ เขาปล่อยให้คุณหนูใช้เวลาส่วนตัวในการคุยกับอีกฝ่ายที่โต๊ะม้าหินอ่อนส่วนตัวเองเดินไปเช็ดรถต่อ

จนกระทั่งถึงสองทุ่มสี่สิบนาทีเด็กชายสองคนใช้เวลาคุยกันเพียงแค่สิบนาทีกว่า ๆ แม่ครูก็เอ่ยเรียกฟ้าโปรดให้เข้านอน

“ฟ้าโปรดถามแม่ครูให้หน่อยว่าตะวันสามารถโทรหาฟ้าโปรดทุกวันได้ไหม”

“เดี๋ยวฟ้าโปรดถามแม่ครูแป๊บนึงนะ” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง สงสัยเดินไปถามแม่ครูและตามด้วยเสียงสดใสตอบกลับมาอีกครั้ง

“ตะวัน แม่ครูบอกว่าโทรมาได้แต่ห้ามเกินสามทุ่มอีกอย่างแม่ครูให้คุยวันละสิบห้านาที” เพียงเท่านี้ก็พอใจ เด็กชายอคิราห์เข้าใจดีว่าฟ้าโปรดต้องทำกิจกรรมและเข้านอนตรงเวลา

“ถ้าอย่างงั้นแค่นี้ก่อนนะตะวันเดี๋ยวแม่ครูดุ” ใจนึงก็กลัวโดนดุอีกใจก็อยากคุยกับเพื่อนใหม่ แต่แล้วก็ต้องเลือกกลัวโดนดุเพราะไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเด็กดื้อนิสัยไม่ดี

“อาฮะ ฝันดีนะ” อีกฝ่ายยังไม่ทันบอกฝันดีสายก็ถูกตัด คงเป็นเพราะกลัวแม่ครูดุฟ้าโปรดจึงตัดสายทั้ง ๆ ที่ยังคุยไม่จบ

ตลอดหลายวันตะวันโทรหาฟ้าโปรดทุกหัวค่ำ มีบางครั้งทำการบ้านไปด้วยคุยกันกระหนุงกระหนิงไปด้วยเรียกความหมั่นไส้จากคนเป็นพ่อได้ไม่น้อยจนสองวันที่ผ่านมาเขาไม่ได้ติดต่อหาฟ้าโปรดเพราะโทรศัพท์ดันจมน้ำ ขอคุณพ่อซื้อให้ใหม่คุณแม่ก็ดันมาเดิมพันด้วยการอ่านหนังสือสองอาทิตย์เท่ากับว่าเขาต้องขาดการติดต่อฟ้าโปรดไปสองอาทิตย์ จะขอคุณตาซื้อให้คุณตาดันไปเที่ยวฝรั่งเศสกลับอีกทีต้นเดือนหน้า

“พ่อครับ เราไปกาญจนบุรีอีกเมื่อไหร่ครับ” คำถามรอบที่สี่ของวัน อคิราห์ถามคุณพ่อทุกมื้ออาหารแถมตอนนี้ก่อนเข้านอนยังถามอีกแล้ว

“อีกสองอาทิตย์พ่อจะพาไปครับ ช่วงนี้พ่อมีประชุมกับเคลียร์เอกสารที่บริษัท” คุณพ่อตอบด้วยเหตุผล ตะวันเข้าใจดีคุณพ่อต้องทำงานส่วนคุณแม่ต้องเลี้ยงน้องถ้าจะให้แม่ไปส่งเพียงคนเดียวใครจะดูแลอิงดาว

“ครับ” เด็กชายคอตกเดินกลับห้องนอน ทุกวันได้แต่นั่งดูภาพในกล้องถ่ายรูปจนผ่านไปสองอาทิตย์ วันที่รอคอยก็มาถึงเด็กชายอคิราห์เตรียมขนมช็อคโกแล็ตจนเต็มกระเป๋าสะพายหลังใบใหญ่

รถตู้สีดำทมิฬเริ่มเคลื่อนออกจากบ้านในเวลาแปดโมงเช้า ตะวันดูตื่นเต้นเป็นพิเศษตลอดการเดินทางเขาไม่หลับเลยสักงีบเอาแต่นั่งมองข้างทางดูว่าเมื่อไหร่จะถึงจนกระทั่งสองชั่วโมงต่อมา รถตู้คันสีดำจอดตรงสถานที่เดิมเมื่อประตูเปิดตะวันไม่รอช้ารีบกระโดดลงรถพร้อมสับขาวิ่งไปหน้าหอประชุมอเนกประสงค์ของสถานสงเคราะห์เด็กทันที

“สวัสดีครับ” เด็กชายรีบยกมือไหว้ตามด้วยรอยิ้มอย่างดีอกดีใจ ตามด้วยเสียงทักทายจากคุณพ่อและคุณแม่ของเขาตามหลัง

“อ้าว…สวัสดีค่ะ ตายจริงอิฉันไม่ได้เตรียมของว่างต้อนรับเลย” แม่ครูยกมือทาบอก เธอบอกตามความจริง

“ฮ่า ๆ ไม่เป็นไรหรอกครับแม่ครู พวกเราพาเจ้าดื้อมาหาน้องฟ้าโปรดน่ะ อีกอย่างพวกเราเอาขนมมาแจกเด็ก ๆ ด้วยครับ” คุณพ่อของตะวันบอกกับแม่ครู ส่วนคนฟังอย่างแม่ครูยกยิ้มให้ก่อนตอบ

“อ๋อ น้องฟ้าโปรดไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ” คำตอบของแม่ครูตะวันได้ยินชัดแจ๋ว จากที่ชะโงกชะเง้อดูคนในใจกลับต้องหันขวับมองแม่ครู

“ฟ้าโปรดไปไหนครับ” ตะวันรีบเอ่ยถาม ระหว่างรอคำตอบเขาตั้งใจฟังเป็นอย่างดี…ฟ้าโปรดไปไหน ทำไมฟ้าโปรดไม่อยู่ที่นี่

“ฟ้าโปรดมีผู้ใหญ่ใจดีรับอุปการะแล้วค่ะ พวกเขาเป็นคนดีไว้ใจได้อีกอย่างพวกเขารักฟ้าโปรดเหมือนลูกแท้ ๆ ค่ะ” แม่ครูยิ้มตอบ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ใจหายวาบหันมองลูกชายเป็นตาเดียว

ราวกับฟ้าผ่าลงตรงกลางอกเด็กชาย ขนมที่เจ้าตัวหอบมาจนล้นมือบัดนี้หล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น…การตั้งใจมาหาคราวนี้ล้มเหลว ฟ้าโปรดไม่อยู่แล้ว เด็กชายน้ำตาคลอหน่วยสองขารีบวิ่งกลับขึ้นรถทันที

“เอ่อ…ขอโทษแทนตะวันด้วยนะครับแม่ครู สงสัยแกคงตกใจไปหน่อย” คุณพ่อรีบกล่าวขอโทษแม่ครูแทนบุตรชายส่วนคุณแม่รีบก้มเก็บขนมจนเสร็จ ยี่สิบนาทีต่อมาครั้นมอบขนมให้เด็ก ๆ เรียบร้อย สองสามีภรรยาเดินกลับมาขึ้นรถตู้คันหรูประจำบ้าน

“ฮึก…แม่ครับ ทำไมฟ้าโปรดต้องไปด้วย” อคิราห์โผกอดคุณแม่แน่น มือเรียวยกขึ้นลูบหัวลูกชายเป็นการปลอบ

“ตะวันฟังแม่นะลูก เด็ก ๆ ที่นี่ล้วนอยากมีครอบครัวกันทั้งนั้น พวกเขาต้องการความรักความอบอุ่นจากครอบครัวการที่ฟ้าโปรดตัดสินไปอยู่กับครอบครัวใหม่ เท่ากับว่าฟ้าโปรดเลือกแล้วนะครับ” ยิ่งคุณแม่ปลอบลูกชายยิ่งกอดรัดคุณแม่กว่าเดิม คำถามปนสะอื้นถูกถามอีกครั้ง

“แล้วเราไปขอฟ้าโปรดจากครอบครัวนั้นได้ไหม”

“ไม่ได้ครับลูก…ตะวันเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม ตอนนี้ฟ้าโปรดมีครอบครัวและมีชีวิตที่ดีแล้ว สักวันหนึ่งพรมลิขิตจะพาเขากับลูกมาเจอกัน” คำปลอบโยนจากคุณแม่ไม่ได้ทำให้เด็กชายดีขึ้นเลยสัดนิด เคยเข้มแข็งไม่ร้องไห้ตอนต่อยกับเพื่อนแล้วไหงมาร้องไห้ให้ฟ้าโปรดกันล่ะ

“พรหมลิขิตจะมาอีกนานไหมครับ” ความหมายของพรหมลิขิตเด็กชายไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อแม่บอกแบบนี้เขาก็อยากรู้ว่าเมื่อไหร่พรหมลิขิตจะมา อีกกี่วัน?กี่เดือน?

“สักวันหากลูกรอคอย”

 

พรหมลิขิต มาคู่กับ การรอคอย

อย่างงั้นหรอ?

“น่าขำสิ้นดีผมรอคอยพรหมลิขิตมาตั้งสิบกว่าปีจนตอนนี้ผมบรรลุนิติภาวะ แม่งยังไม่เจอพรหมลิขิตเหมือนที่แม่บอกหรือมันเป็นคำปลอบลม ๆ แล้ง ๆ สำหรับเด็กคลั่งรักแบบผม น่าสมเพชตัวเองชิบหายจากเด็กที่เคยร่าเริงกลับเป็นเด็กนิ่งเงียบแต่การใช้ชีวิตแบบนี้แม่งก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องแคร์เหี้ยอะไรทั้งนั้น” ชายหนุ่มทอดสายตามองพระจันทร์ดวงโตพลางใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มของตน ขณะที่นิ้วชี้และนิ้วกลางกำลังคีบบุหรี่อยู่ในมือเขาสูบมันเพื่อหวังเอาสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย…วิธีนี้คงเป็นวิธีเดียวที่ทำให้เขามีความสุข

“ไอ้ตะวันมึงนั่งทำเอ็มวีเหี้ยไรตรงระเบียงวะ แล้วบุหรี่อะกูเห็นมึงสูบสามมวนแล้วนะเว้ย” เสียงเพื่อนสนิทวัยสิบแปดย่างสิบเก้าปีตะโกนทัก อคิราห์ บัดนี้กลายเป็นหนุ่ม เจ้าของฉายา เจ้าชายน้ำแข็ง ไปแล้ว

 

—-TBC—-

 

|||

ความคิดเห็น