email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 15 ความเหงาที่เกาะกินใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 ความเหงาที่เกาะกินใจ

คำค้น : gglover

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 445

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2564 20:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 ความเหงาที่เกาะกินใจ
แบบอักษร

 

ตอนที่ 15 

ความเหงาที่เกาะกินใจ 

  

9 โมงเช้า 

นานะนั่งดูทีวีที่ห้องของตัวเองอยู่คนเดียวอย่างเหงาๆ พลางรู้สึกว่าห้องมันดูแปลกๆไป ดูโล่งๆยังๆไงก็ไม่รู้ หลังจากที่แบมแบมกลับไปแล้ว

“เฮ้อ!~” หญิงสาวรู้สึกใจหายขึ้นมา เพราะเมื่อไหร่ที่นานะเดินเข้าห้องมา ก็จะโดนยัยแบมแบมจิกกัดอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูว่างเปล่าไปหมด

นานะเริ่มรู้สึกว่าบางทีการมีใครสักคนเข้ามาอยู่ด้วย มันก็รู้สึกดีไปอีกแบบหนึ่ง แต่พอเวลาที่เขาจากไปมันกลับรู้สึกเหงาและใจหายอย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับเวลาที่พ่อกับแม่เธอย้ายไปอยู่ต่างประเทศในวันที่เธอเรียนจบมัธยมปลาย แม้ว่านานะจะอยากไปด้วย แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ เธออยากจะอยู่ดูแลภูวดลเพื่อนรักที่กำลังเสียใจและเจ็บปวดจนกลายเป็นคนเงียบขรึมไม่พูดไม่จากับใคร นานะยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนที่เธอรัก และตอนนี้เธอก็ทำให้เขาหันกลับมารักเธอได้สำเร็จ แต่...?

ณ ตอนนี้เธอกลับมีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมา นานะยอมรับว่าตอนนี้เธอรู้สึกเหงามาก เธอคิดถึงครอบครัว คิดถึงพ่อกับแม่ สามปีมาแล้วที่เธอไม่ได้เจอกับพวกท่านเลย แม้จะโทรศัพท์คุยกันบ่อยๆแต่ก็ทำให้อดคิดถึงไม่ได้ คิดมาถึงตรงนี้!! นานะถึงกลับร้องไห้ออกมาอย่างกลั่นไม่อยู่ เธอพยายามเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาแต่ก็ไม่หมดสักที ยิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม เธอตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะกดเบอร์ไปยังมารดาที่อยู่ต่างประเทศทันที สักพักปลายทางก็รับสาย

“แม่...อือๆ....” เธอเอ่ยเรียก

(นานะ! เป็นอะไรลูก ร้องไห้ทำไม?) ปลายสายถามอย่างตกใจ

“ฮึกก..อือ หนูคิดถึงพ่อกับแม่...ฮือๆ” เธอบอกอย่างสะอึกสะอื้น

(โธ~ นึกว่าเรื่องอะไร ถ้าคิดถึงก็มาหาสิจ๊ะอังกฤษใกล้แค่นี้เอง) คุณราณีพูดอย่างปลอบใจ

“ไม่ได้ค่ะ หนูยังไปหาแม่ไม่ได้” 

(ทำไมล่ะลูก? พ่อกับแม่อยากให้เราสามคนได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา รู้มั้ยว่าพ่อเราคิดถึงเราทุกวันเลยนะ)

“หนูก็คิดถึงพ่อ...แต่ว่าหนู...อึกก” 

(ไม่เห็นเป็นไรเลย ลูกก็แค่มาเยี่ยมพ่อกับแม่ชั่วคราวก็ได้หนิ ถือซะว่ามาดูที่ทางก่อนที่ลูกจะย้ายมาเรียนต่อที่นี่ไงจ๊ะ แม่จำได้ว่าลูกเคยสัญญาเอาไว้ ว่าเรียนจบเมื่อไหร่ลูกจะย้ายมาเรียนที่นี่ และอีกไม่นานลูกก็จะเรียนจบแล้ว) ผู้เป็นแม่เอ่ยทวงสัญญา นานะถึงกลับนิ่งค้างไป

“ค่ะแม่...หนูไม่เคยลืม แต่ภู...!” เธอกำลังจะเอ่ยบอก คุณราณีจึงพูดตัดขึ้น

(ฟังแม่นะนานะ ตั้งแต่ที่ลูกบอกว่าจะไม่เรียนหมอแล้ว รู้มั้ยว่าพ่อกับแม่ผิดหวังมากแค่ไหน แต่เราก็เข้าใจและเคารพการตัดสินใจของลูกมาตลอด หนูขอเวลาพ่อกับแม่แค่ไม่กี่ปีเพื่อที่จะเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวของลูกเองเพื่อผู้ชายคนหนึ่ง พ่อกับแม่ก็ยอม แต่พอมาถึงตรงนี้แล้วแม่จะไม่ยอมอีกต่อไป!) ผู้เป็นแม่เอ่ยบอกอย่างจริงจัง

“ขอโทษนะคะแม่ ที่หนูเป็นลูกที่ไม่รักดี คอยแต่ทำให้พ่อกับแม่เสียใจ ฮือๆๆ” เธอร้องออกมา

(ไม่เป็นไรลูก อย่าร้องนะ ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเอง แม่ก็รู้และคิดว่าทางที่หนูเลือกมันเหมาะกับหนูที่สุดแล้ว แต่แม่ขอแค่เรื่องเดียวเท่านั้น แม่อยากจะให้นานะมาเรียนที่นี่เพื่ออนาคตต่อไปของลูก ถึงแม้ว่าลูกกับตาภูจะชอบพอกัน แม่กับพ่อก็จะไม่ห้าม แต่ขอแค่รอเวลาที่เหมาะสมก่อน เข้าใจแม่ใช่มั้ยนานะ?)

​“หนูเข้าใจค่ะแม่...และหนูก็จะทำตามที่แม่บอกทุกอย่าง หนูรักพ่อกับแม่นะคะ” เธอเอ่ยบอกไป

(พ่อกับแม่ก็รักลูกจ๊ะ) หลังจากตัดสายจากมารดา นานะถึงกลับถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ ถึงแม้ว่ามันจะเหลือเวลาอีกตั้งปีกว่าๆ แต่ถ้าคนเรากังวลกลับเรื่องอะไรมากๆ เวลามันมักจะผ่านไปเร็วเสมอ แต่สิ่งที่เธอหนักใจ 

นั่นก็คือ ภูวดล!! เธอไม่รู้จะบอกกับเขายังไงดี ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว!!!

วันสุดท้ายของการสอบปลายภาค

ภูวดล จอน จรณ วิทยา และก้องภพ เดินออกมาจากห้องสอบด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด

“ฉันกะไว้แล้วเชียว...ว่าอาจารย์จะต้องออกข้อสอบแบบนี้ ฉันไม่น่าพลาดเลย!” วิทยาเอ่ยบอก

“อย่ามามั่ว!! ฉันเห็นแกหลับตั้งแต่เข้าห้องสอบมาแล้ว เอาเวลาที่ไหนไปอ่านข้อสอบวะ!” ก้องภพดักคอทันที

“ใช่! แกรอเวลาที่จะโดนซ่อมดีกว่าวะ!” จอน จรณพูดสมทบขึ้น ยิ่งทำให้วิทยาทำหน้าเซ็งมากกว่าเดิม

“มีแต่แกคนเดียวแหละไอ้ภู ทำข้อสอบได้ก็ไม่ยอมให้เพื่อนหลอก...แกไม่มีจรรยาบรรณของความเป็นเพื่อนเลยจริงๆ!!” วิทยาว่าอย่างงอนๆ

“นี่แกยังไม่ชินอีกหรอไอ้วิทย์ รู้ก็รู้ว่ามันสอบได้คะแนนสูงกว่าคนอื่นตลอด ฉันว่าจบไปมันคงได้เกียรตินิยมแน่ๆ” ก้องภพเอ่ยบอก

“เอ่อจริง พวกเราสามคนก็คงจะต้องก้มหน้ารับกรรมกันไป ส่วนไอ้ภูก็คงจะไปเสวยสุขอยู่คนเดียว” จอน จรณเอ่ยบอกอย่างประชด

“พอเหอะๆ นี่ฉันงงไปหมดแล้วว่าพวกแกจะชมหรือจะด่าฉันกันแน่ห๊ะ?!...ไอ้พวกบ้า” ภูวดลว่า ก่อนจะเดินออกไป

“แล้วนี่แกจะไปฉลองสอบเสร็จกับพวกฉันมั้ยวะ?” จอน จรณตะโกนถาม ภูวดลหันกลับมาตอบ

“ไม่ว่ะ...ฉันไม่ว่าง” พูดเสร็จชายหนุ่มก็เดินออกไปทันที

“ดูมันๆ ตั้งแต่เปิดตัวเมียมาเนี่ย ไม่เคยเห็นหัวเพื่อนเลย” วิทยาเอ่ยบอก 

“ใช่! ขนาดฉันยังไม่อยากเห็นหัวแกเลย” ก้องภพเอ่ยอย่างขำๆ วิทยาถึงกลับหันขวับไปมองตาขว้าง

“ไอ้ก้อง!!...แกตายยยย” พูดจบวิทยาก็ไล่เตะเพื่อนทันที จอน จรณได้แต่ส่ายหัวไปมาให้กลับความเป็นเด็กของเพื่อนทั้งสองคนจริงๆ นี่ขนาดโตจนหมาเลียก้นไม่ถึง ยังเล่นกันเป็นเด็กๆไปได้ เฮ้อ!!...

 

ภูวดลเดินมานั่งรอนานะที่ม้านั่งหินอ่อนที่ประจำของเธอ เขาจัดการส่งข้อความไปหาหญิงสาวทันทีผ่านไปสักพักนานะก็เดินคอตกออกมาพร้อมกลับเพื่อนทั้งสองคน ก่อนจะนั่งลงข้างๆชายหนุ่ม แล้วฟุบหน้าลงบนไหล่ของเขา ภูวดลมองอย่างแปลกใจ

“เป็นอะไรเนี่ย?...ทำไมทุกคนดูหงอยๆกันจัง?” เขาถามอย่างสงสัย

“เฮ้อ!! ฉันว่าชีวิตการเป็นนักศึกษาของพวกเรามันจบแล้วล่ะ ฮือๆ ข้อสอบมีทั้งหมดร้อยข้อ ฉันทำได้แค่สิบข้อเอง แงงงง~ แล้วฉันจะกลับไปบอกเตี่ยกับม้าว่ายังไง?” เจนจิราเอ่ยขึ้น ทำท่าจะร้องไห้ออกมา

“ฉันด้วย...ฮือๆๆ นี่แกยังดีนะที่ทำได้ตั้งสิบข้อ ดูฉันนี่! ทำได้แค่ข้อเดียวเอง ฮืออๆๆ ฉันจะเอาหน้าสวยๆไปไว้ที่ไหนเนี่ย!!” ภาริดาเอ่ยขึ้นอีกคน ภูวดลพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะหันมามองหญิงสาวข้างๆที่ยังไม่ได้พูดอะไร

“เธอก็ทำไม่ได้ด้วยหรอ?” เขาถามขึ้น

“เปล่าหรอก...ฉันทำได้หมดทุกข้อ” เธอบอกออกมานิ่งๆ ก่อนจะถอยออกมามองหน้าชายหนุ่ม ภูวดลขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“แล้วเธอทำหน้าเศร้าทำไมล่ะ?...”

“ฉันแค่ทำหน้าเสียใจเป็นเพื่อนยัยสองคนนี่ต่างหาก ฮ่าๆๆ” เธอบอกออกมา พลางหัวเราะเสียงดัง

“เพื่อ?” ภูวดลถามอีกครั้ง

“ก็เพื่อนทุกข์เราก็ต้องทุกข์ด้วยไง เห็นมั้ย ฉันตีบทแตกจะตาย” เธอบอกอย่างอารมณ์ดี

“เธอนี่เป็นเพื่อนที่ดีจริงๆนะ!!” ชายหนุ่มว่า

“ขอบคุณที่ประชด” นานะยิ้มรับทันที ภูวดลถึงกลับเค้นหัวเราะออกมา

“แล้วนายสอบเป็นยังไงบ้าง?” เธอถามเขา

“ก็ดี...ไม่ค่อยยากเท่าไหร่”

“อืม~ งั้นวันนี้เราไปฉลองกัน หลังจากที่การสอบมาราธอนนี้ได้จบลงไปแล้ว” นานะเอ่ยบอกอย่างดีใจ

“ฉันขอบายนะ วันนี้ฉันต้องไปเฝ้าร้านให้แม่” ภาริดาเอ่ยปฏิเสธ

“ฉันด้วย วันนี้มีนัดกินข้าวกับครอบครัวอ่ะ” เจนจิราปฏิเสธอีกคน นานะทำหน้าอย่างเซ็งๆ

“งั้นก็เหลือแค่ฉันกับภูสองคนสินะ แล้วเราจะไปไหนกันดีล่ะภู?” นานะเอ่ยขึ้น

“ดูหนังกันมั้ย?” เขาเสนอ

“ไม่เอาอ่ะ ดูบ่อยแล้วเบื่อ”

“งั้นไปกินข้าว?”

“ไม่เอา ยังไม่หิวเลย” 

“อืม..ไปช้อปปิ้ง?” 

“ขี้เกียจเดินอ่ะ”

“งั้นกลับบ้าน ไม่ต้องทงต้องทำมันละ!!” ภูวดลว่าอย่างเหลืออด เพราะไม่ว่าเขาจะเสนออะไรออกไปเธอก็บอกว่าไม่!! ทุกอย่าง

“โห~ภูอ่ะ ทำเป็นงอนไปได้” นานะพูดขึ้นพลางกอดแขนเขาไว้แล้วซบหน้าลงบนไหล่ชายหนุ่มอย่างอ้อนๆ

“นี่ๆๆ!!!  ถ้าจะหวานกันขนาดนี้ รอให้พวกฉันไปก่อนจะดีกว่ามั้ย ไม่สงสารคนโสดกันบ้างเลย” เจนจิราพูดอย่างอิจฉา

“ก็ไปดิ รออะไร?” นานะบอกอย่างขำๆ พลางยิ้มอย่างหน้าตายใส่เพื่อนรักทั้งสอง

“จ้าๆ งั้นพวกฉันไปแล้วนะ เจอกันภู?” ภาริดาเอ่ยลา ก่อนที่ทั้งสองจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไป

“วันนี้เราไปซื้อหนังสือกันมั้ย?” นานะหันไปถามชายหนุ่ม

“คิดยังไงถึงอยากจะซื้อหนังสือล่ะ?...”

“ก็ปิดเทอมแล้วหนิ ฉันกลัวว่าจะเบื่อ ก็เลยอยากจะไปซื้อหนังสือไว้อ่านตอนเวลาว่างๆน่ะ” เธอบอกออกมา

“อืม~ ไปสิ ฉันก็มีหนังสือที่อยากให้เธอดูด้วย” เขาบอกอย่างยิ้มๆ 

“โอเค~ ไปกันเถอะ” พูดจบ ภูวดลและนานะจึงลุกขึ้น ก่อนที่จะเดินจับมือกันออกไป

 

หลังจากที่ซื้อหนังสือเสร็จ ภูวดลและนานะจึงมาหาอะไรทานที่ร้านอาหารแถวบ้าน ภูวดลหยิบหนังสือที่ตัวเองซื้อมาดู ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย นานะมองชายหนุ่มอย่างสงสัย ก่อนจะถามออกไป

“ยิ้มอะไรอ่ะภู?” เธอถามออกไป

“ก็นี่ไง ที่ฉันอยากจะให้เธอดู” เขาเอ่ยบอก ก่อนจะยื่นหนังสือมาตรงหน้าเธอ นานะมองภาพในหนังสือเล่มนั้นที่มีรูปนางแบบสาววัยรุ่นที่ถ่ายแฟชั่นเสื้อผ้าก่อนจะเงยหน้ามองชายหนุ่มอย่างงงๆ

“ก็สวยนะ แต่ทำไมนายถึงซื้อหนังสือนี่มาล่ะ?อย่าบอกนะว่านายชอบนางแบบคนนี้!!” นานะถามอย่างฉุนๆ

“เปล่าสักหน่อย นี่มันภาพที่ฉันเป็นคนถ่ายต่างหาก” เขาอธิบายให้ฟัง 

“อะไรนะ! นายเป็นคนถ่ายรูปพวกนี้หรอ?!” เธอถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ใช่...ฉันเป็นคนถ่ายเองทั้งหมด ไม่คิดว่าหนังสือมันจะออกเร็วขนาดนี้” เขาเอ่ยบอกพลางยิ้มออกมาเล็กน้อย

“แล้วนายไปทำยังไงถึงได้ไปถ่ายหนังสือแฟชั่นได้ล่ะ? ทั้งที่นายเคยบอกเอาไว้ว่าไม่ชอบถ่ายคนไม่ใช่หรอ?” 

“ก็ใช่ ฉันไม่ชอบถ่ายรูปคน แต่เมื่อเดือนที่แล้ว พี่ชลเขาเกิดอุบัติรถชน ทำให้ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เขาก็เลยมาขอร้องฉันให้ไปถ่ายรูปแทน ฉันสงสารก็เลยตกลงยอมถ่ายแทนให้ แต่พอไปลองทำแล้ว มันก็สนุกดีนะ” เขาเอ่ยบอกยิ้มๆ

“แล้วทำไมนายไม่บอกอะไรฉันเลยล่ะ?” เธอว่าอย่างงอนๆ

“ก็...ฉันลืม ขอโทษด้วยนะ” เขาส่งยิ้มแห้งๆมาให้เธอ

“แล้วที่ว่ามันสนุกนี่คือสนุกที่ได้ถ่ายผู้หญิงสวยๆใช่มั้ย?!” เธอว่าอย่างจับผิด

“เปล่าสักหน่อย สนุกที่ได้ทำงานจริงๆต่างหาก” เขาเอ่ยแก้ทันที

“แล้วไป แต่อย่าให้รู้นะว่านายแอบมองผู้หญิงคนอื่น ไม่งั้นฉันเอาตายแน่!!” เธอบอกอย่างดุๆ ภูวดลถึงกลับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ

“ครับๆ”

“แล้วระหว่างถ่ายภาพ กับถ่ายหนัง นายชอบอะไรมากกว่ากันล่ะ?” 

“อืม~ ไม่รู้สิ แต่ฉันคิดว่าถ่ายภาพกับถ่ายหนังมันให้อารมณ์คนละแบบกัน มันเหมือนกับ...!” 

​“หยุด!” ก่อนที่ชายหนุ่มจะอธิบาย นานะก็ยกมือขึ้นห้ามทันที

“พอเลยนะ..ไม่ต้องอธิบายแล้ว! ถ้านายอธิบายตอนนี้ฉันคิดว่ามันคงจะยาวมาก ฉันไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์ติสก์ของศิลปินหรอก” เธอเอ่ยห้ามทันที ภูวดลถึงกลับหัวเราะออกมา ทั้งที่เธอเป็นคนถามเขาเองแต่กลับไม่อยากจะฟังเอง

“ก็ได้ๆ ไม่พูดแล้วๆ” เขาเอ่ยบอก ก่อนที่อาหารที่พวกเขาสั่งจะมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ทั้งสองคนลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าทันที พลางพูดคุยกันไปอย่างเรื่อยเปื่อย

 

 

ฝากติดตามและให้กำลังใจกันด้วยนะคะ❤️ 

ความคิดเห็น