ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 17.การพบเจอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 458

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 18 เม.ย. 2564 13:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
17.การพบเจอ
แบบอักษร

เมืองผิงเฉิง ทางทิศเหนือ กรงขายทาส

​ขบวนขายทาสได้ทางเข้ามาสู่เมืองผิงเฉิงด้วยความทุลักทะเล จากเหตุการณ์การตายของคนในขบวนขายทาส ทำให้หัวหน้าขบวนจะต้องรีบกลับไปทำงานศพให้คนเหล่านั้น เหย่เตี๋ยกับคนอื่น ๆ จึงถูกขายส่งสู่พ่อค้าขายทาสส่วนกลางของเมืองผิงเฉิงทันที ทำให้พวกเหย่เตี๋ยถูกเปลี่ยนมือจากขบวนขายทาสเมืองหลันหลินสู่ขบวนขายทาสส่วนกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ค้าขายทาสอย่างถูกกฎหมายและปฏิบัติตามกฎข้อบังคับในการขายทาสของพิภพไท่หยางด้วย

พวกเหย่เตี๋ยและคนอื่น ๆ จึงถูกดูแลดีกว่าเดิมเพราะได้กินข้าว2เวลา ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่อย่างน้อยก็เป็นข้าวจริง ๆ ซึ่งต่างจากขบวนขายทาสเมืองหลันหลินอย่างชัดเจนที่ดูแลอย่างตามมีตามเกิด เพราะขบวนขายทาสเมืองหลันหลินอยู่ในการดูแลเจ้าเมืองไม่ได้ขึ้นตรงต่อหน่วยงานที่ค้าขายทาสถูกกฎหมายของราชสำนักเทียนสุ่ยนั่นเอง... พวกเหย่เตี๋ยและคนอื่น ๆ จึงไม่อาจที่จะเรียกร้องอะไรได้

“พี่เตี๋ยขอรับ ทำไมสถานะทาสของเมืองนี้ เราถึงมีข้าวกินได้ล่ะขอรับ?” เหย่เซียวถามขึ้นด้วยความสงสัยทันที เพราะการดูแลมันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวอย่างชัดเจน

“ข้าเองนั้นก็ตอบเจ้ามิได้นะอาเซียว ข้ามิเคยร่ำเรียนมาก่อน เจ้าคงต้องถามฮุ่ยหรงดูแล้วล่ะเพื่อเขาอาจจะมีคำตอบให้เจ้าก็ได้” เหย่เตี๋ยนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้จริง ๆ ก็เลยไม่สามารถที่จะตอบคำถามของเหย่เซียวได้ อีกอย่างเหย่เตี๋ยก็รู้หนังสือแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นจึงไม่อาจที่จะอ่านหนังสือได้ เด็กน้อยเหย่เซียวรีบมองไปที่ฮุ่ยหรงขึ้นมาในทันใด

“น่าจะเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่นับผิดชอบมากกว่า ตอนนี้พวกเราน่าจะตกอยู่ภายใต้ขบวนค้าขายทาสที่ถูกกฎหมายของราชสำนักเทียนสุ่ยน่ะ เมืองผิงเฉิงแห่งนี้เป็นเมืองใหญ่พอ ๆ เมืองเหมยซาน ที่เป็นรองเพียงแค่เมืองหลวงเท่านั้น เมืองหลันหลินของเราเทียบอะไรมิได้เลย ดังนั้นการจัดการทุกเรื่องก็จึงค่อนข้างที่จะเรียกได้ว่า... ดีกว่าเห็น ๆ ยังไงล่ะ” ฮุ่ยหรงตอบออกมาทำเอาทุกคนต่างเข้าใจกันเป็นอย่างดี ซึ่งใครที่มาได้ยินก็ต้องคิดว่า...ฮุ่ยหรงนั้นขี้โม้อย่างแน่นอน เพราะคนในกรงขายทาสไม่น่าจะมีความรู้มากถึงขนาดนี้ได้ แต่ก็หาได้รู้กันเลยไม่ว่า...ฮุ่ยหรงผู้นี้นั้นเป็นเพื่อนเรียนของคุณชายเล็กตระกูลหานมาก่อน ซึ่งคุณชายได้เรียนอะไร ฮุ่ยหรงนั้นก็จะได้เรียนตามไปด้วย จึงไม่แปลกที่ฮุ่ยหรงจะมีความรู้มากกว่าคนอื่น ๆ และยังเป็นคนที่สามารถอ่านออกเขียนได้อีกด้วย

“จะว่าไปแล้วหากโชคชะตามิเล่นตลกกับพวกเรา ป่านนี้พวกเราก็ยังคงมีความสุขอยู่ที่จวนตระกูลหานกันแน่ ๆ เลยนะขอรับ” เหย่ซวินได้เอ่ยขึ้นมาทันที พร้อมคิดถึงเรื่องเก่า ๆ ในอดีต

“ก็จริงนะอาซวิน แต่ถ้านายท่านหานชงมิขายพวกเรามาเป็นทาสก่อนล่ะก็... พวกเราอาจจะต้องอาญาไปก่อนแล้ว ดีมิดีอาจจะตายไปกันหมดแล้วก็ได้” ฮุ่ยหรงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วงเจ้านายคนเดิมผู้ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณของตนที่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีเช่นไร

“มันก็จริงอย่างที่เจ้าว่ามานะฮุ่ยหรง” เหย่ซวินเองนั้นก็ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างเห็นด้วยกับที่ฮุ่ยหรงเช่นกัน เพราะไม่ใช่ไม่รู้ว่า...นายท่านชงจะรักษาชีวิตบ่าวไพร่ภายในจวนจึงต้องขายทุกคนมาเป็นทาสเสียก่อน

“อย่ามัวไปคิดถึงแต่ผู้อื่นอยู่เลยนะ ตอนนี้ขอแค่ได้ออกจากกรงบ้า ๆ นี่ให้ได้ก่อนก็น่าจะพอแล้วนะขอรับ” อันหนิงที่พึ่งได้รู้จักกันก่อนหน้านี้ได้เอ่ยขึ้นมา ซึ่งก็ถูกของอันหนิงเพราะหากว่าไม่มีใครซื้อพวกเขาไป พวกเขาก็จะถูกขายเข้าเมืองหลวงซึ่งมีคนรับซื้ออย่างแน่นอน แต่ชีวิตทาสในเมืองหลวงมันก็ลำบากมากกว่าที่อื่น ๆ เพราะเป็นที่ที่แบ่งชนชั้นและฐานะทางสังคมอย่างชัดเจน...

“แล้วพวกเราจะต้องอยู่ที่นี่กันอีกนานเท่าไรล่ะ?” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยถามฮุ่ยหรงออกไปบ้าง

“ข้าก็มิรู้ แต่ก็น่าจะ4-5ราตรีมั้งขอรับ” ฮุ่ยหรงได้เอ่ยตอบโดยใช้การประมาณเวลาของตัวเอง เพราะเขาก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยจริง ๆ

“ถ้าโชคดี ชิงอย่างพวกเราคงถูกซื้อไปที่หอนางโลมแห่งใดแห่งหนึ่งล่ะนะ” อันหนิงได้เอ่ยออกมา ถึงแม้ว่าหอนางโลมจะไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก แต่ก็ยังมีอิสระมากกว่าในกรงทาสนี้

“ชีวิตในหอนางโลมมันก็ไม่ได้ดีอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะอันหนิง” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยปากขึ้นมาบอกเด็กอย่างอันหนิง

“แต่ก็มีข้าวให้กินทุกมื้อ และก็ยังมีเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ใส่มากมายอีกด้วยนะขอรับ” อันหนิงที่มองจากมุมมองคนนอกที่มองพวกเหล่านางโลมแล้วเอ่ยออกมา

“เอาไว้เจ้าโตก่อนเจ้าจะรู้ว่า...การเป็นนางโลมนั้น ชีวิตก็รันทดเช่นกัน” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยออกมาเพราะว่าท่านแม่ของเหย่เตี๋ยกลัวว่าเหย่เตี๋ยจะไปขายตัวเป็นนางโลมเพื่อเอาเงินมารักษาตน... จึงได้ห้ามทุกวิธีทาง เหย่จึงขายตัวเป็นบ่าวแทน และท่านแม่ของเหย่เตี๋ยก็ยังเคยได้เล่าถึงเรื่องชีวิตที่สุดรันทดในปั้นปลายชีวิตของนางโลมให้เหย่เตี๋ยฟังด้วย จนเหย่เตี๋ยเปลี่ยนใจในที่สุด

​คนผู้คนเมืองผิงเฉิงมากหน้าหลายตามาเลือกซื้อทาสไปเป็นบ่าวไพร่กัน พวกเด็ก ๆ ไม่ถูกเลือกเลยด้วยเหตุผลที่ว่า... เอาไปก็ยังทำงานอะไรไม่ได้ต้องเลี้ยงต่อไปก่อนเสียเวลาอีก ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ชายฉกรรณ์กับ สตรี ชิง ที่หน้าตาสวยงามที่ถูกซื้อไป เหย่เตี๋ยทำหน้าตัวเองให้มอมแมมตลอดเวลาเพราะไม่อยากถูกซื้อไป กลัวจะต้องพรากจากญาติผู้น้องทั้ง2คน เพราะถึงจะซื้อเหย่เตี๋ยจะเอาไปใช้แรงงานไม่ได้ แต่ถ้าให้เป็นดาวเด่นในหอนางโลมนี่ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เพราะเหย่เตี๋ยนั้นมีน่าตาที่สวยงามมากในระดับนึงอยู่แล้ว...

​2วันผ่านไปไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในวันนี้อยู่ ๆ ก็มีทาสมาเพิ่มที่กรงขายทาสอีกหลายคน แต่มี4คน ที่มีลักษณะโดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ เป็นชายหนุ่มที่หมดสภาพเหมือนโดนทำร้ายมา1คน สตรียังมิถึง20ปีอีก2คนแต่ดูเหมือนได้รับการอบรมมาอย่างดี กับเด็กชายที่เป็นชิงน่าตาน่ารักและท่าทางเป็นมิตรคนนึงเพิ่มเข้ามาในกรงขายทาส และเป็นครั้งแรกที่ปิ่นผีเสื้อมรกตที่เหย่เตี๋ยได้พกติดตัวไว้นั้นมีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมานิดหน่อยแต่เหย่เตี๋ยก็ไม่ได้รู้สึกตัวแต่อย่างใด...

คนที่มาใหม่ทั้งหมดถูกแยกกรงกัน โดยที่พวกคนที่เหย่เตี๋ยคิดว่ามีความโดดเด่นนั่นถูกส่งเข้ามาอยู่ในกรงเดียวกับที่พวกเหย่เตี๋ยอยู่ทันที แต่อยู่กันคนละมุมของกรง

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งวันพวกเหย่เตี๋ยยังไม่ถูกซื้อไปแม้แต่คนเดียว พอตกตอนกลางคืนชายหนุ่มสภาพใกล้ตายที่มาใหม่ผู้นั้นก็เพ้อขึ้นมาด้วยพิษบาดแผลทันที

“ท... ท... ท...ท่านปู่ ข... ข...ข้าขอโทษ ที่มิอาจจะช่วยคุณคืนความยุติธรรมให้คุณชายน้อย ตามคำสั่งเสียของท่านได้...” ชายหนุ่มคนนั้นเพ้อออกมา พร้อมกับน้ำตาไหลออกมาด้วยอย่างไม่รู้ตัว เหย่เตี๋ยที่เห็นก็รู้สงสารชายหนุ่มผู้นั้นมาก ๆ เพราะตัวเหย่เตี๋ยเองที่ว่าเคราะห์ร้ายแล้วก็ไม่ได้บาดเจ็บใกล้ตายแบบนี้ จากนั้นมือของชายหนุ่มผู้นั้นก็ได้ยกขึ้นมาเหมือนซาวหาอะไรสักอย่างนึง เหย่เตี๋ยจึงจับมือของชายหนุ่มผู้นั้นเอาไว้ เพราะจะให้อีกฝ่ายเลิกเพ้อจากพิษบาดแผลและสงบลง ซึ่งมันก็ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อเพราะชายหนุ่มผู้นั้นเลิกเพ้อเพราะพิษไข้ไป และกุมมือของเหย่เตี๋ยเอาไว้แน่น แล้วหลับไปทั้งคืน...

 

​เช้าวันต่อมาชายหนุ่มที่โดนรุมทำร้ายมาผู้นั้นก็ยังไม่ได้สติตื่นขึ้น ท่าทางอาการบาดเจ็บของเขานั้นจะไม่ธรรมดาเลย ส่วนเหย่เตี๋ยก็ได้แค่สงสารและไม่อาจที่จะทำอะไรได้มากกว่านี้... เพราะตอนนี้แค่ตัวเองนั้นก็ยังเอาตัวไม่รอดเลย... เหย่เตี๋ยไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดสงสารคนอื่นเสียด้วยซ้ำไป

​เวลาต่อมาเหย่เตี๋ยก็ได้มองเห็นเกวียนเวทย์เล่มนึงมาจอดที่ลานจอดเกวียนเวทย์ใกล้ ๆ กรงขายทาส แต่คนที่ลงมาจากเกวียนเวทย์นั้น ต่างก็ใส่ชุดที่ทอจากผ้าไหมบริสุทธิ์ที่เนื้อไหมดีมาก ๆ จนเหย่เตี๋ยต้องรีบสะกิดให้เหย่ซวินได้ดู ทั้งคู่ได้อ้าปากค้างขึ้นทันทีเลย เพราะเนื้อผ้าไหมบริสุทธิ์พวกนั้นสามารถสัมผัสได้จากระยะไกลเลยทีเดียว แสดงว่าจะต้องได้เส้นใยไหมที่เกิดมาจากหนอนไหมอสูรที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน... เหย่เตี๋ยกับเหย่ซวินถึงจะอยู่ในกรงขายทาสกัน แต่ก็ยังพากันเกิดอาการตื่นเต้นที่ได้เห็นผ้าไหมบริสุทธิ์ของคนกลุ่มนั้นอยู่...

“พี่เตี๋ยข้ามิได้จับสัมผัสผิดไปใช่ไหมขอรับ?” เหย่ซวินได้เอ่ยถามเหย่เตี๋ยผู้เป็นญาติผู้พี่ของตนออกไปทันที

“เกรงว่าจะมิผิด เพราะหากว่าเจ้าจับสัมปราณผิด ข้าก็ต้องจับสัมผัสปราณผิดด้วยนั่นเอง...” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยออกมา ถึงจะไม่ได้บอกความหมายออกมาตรง ๆ แต่เหย่ซวินที่ฟังอยู่ก็รู้ว่ามีความหมายอย่างไร เพราะเป็นไปได้ยากมาก ๆ ที่จะจับสัมผัสผิดทั้งคู่แบบนี้

“มิคิดว่าจะมีผ้าไหมบริสุทธิ์ชั้นดีแบบนี้เลยนะขอรับ” เหย่ซวินได้เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

“นั่นสินะ หากได้ทำงานอยู่ที่จวนของคุณชายท่านเมื่อสักครู่นี้ คงจะดีมิน้อยเลย” เหย่เตี๋ยพูดลอย ๆ ออกมา

“ใช่ขอรับหากว่าเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราก็จะได้กลับมาเลี้ยงหนอนไหมอสูรและทอผ้าไหมธาตุกันอีกครั้ง” เหย่เซียวหันไปหาเหย่เตี๋ยและทั้งคู่ก็ได้พยักหน้าขึ้นมาพร้อมกันทันที

“คุณชายเฟิ่งซื่อหมิงขอรับ เป็นคุณชายตกอับจากตระกูลอู๋ที่เป็นตระกูลดังในผิงเฉิงแห่งนี้ มีข่าวว่า...ถูกไล่ออกจากจวนตระกูลอู๋ไปแล้ว คนส่วนใหญ่คิดว่าท่านเสียไปแล้ว เพราะไม่มีใครเห็นท่านมาหลายเดือนแล้วขอรับ” เด็กชายที่เป็นชิงที่มาใหม่พร้อมชายหนุ่มที่เจ็บปางตายกับสตรีอีก2คนได้เอ่ยขึ้นมา

“เจ้าเองก็อายุยังน้อยเหตุใดจึงถูกจับมาขายที่กรงทาสได้กันล่ะ?” เหย่เตี๋ยถามเด็กชายที่เป็นชิงมาใหม่ขึ้นมาทันที

“ข้าน่ะมันโชคร้ายขอรับ เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยเถ้าแก้เนี้ยร้านขายยาสมุนไพรในผิงเฉิงขอรับ พอเถ้าแก่เนี้ยได้จากไป... คุณชายสามของร้านได้นำเงินไปเที่ยวหานางโลมเป็นประประจำ แล้วใส่ร้ายว่า...ข้าขโมยเงิน เถ้าแก่ก็เลยนำข้ามาขายเพื่อชดเชยกับเงินที่หายไปขอรับ” เด็กชายที่เป็นชิงได้เอ่ยขึ้นมา

“แล้วเจ้ามิโกรธเลยหรือที่เถ้าแก่ที่ฟังความข้างเดียวแบบนั้น?” เหย่เตี๋ยจึงถามเด็กน้อยกลับไปทันที

“จะโกรธได้เช่นไรล่ะขอรับ ถ้าเถ้าแก่มิเห็นด้วยในตอนนั้น มีหรือเถ้าแก่เนี้ยหรือจะรับเลี้ยงข้าได้ ถือว่านี่คือการแทนบุญคุณก็แล้วกัน” เด็กน้อยได้เอ่ยออกมาอย่างเศร้า ๆ แต่ความคิดของเขานั้นนับโตมาก ๆ เลยทีเดียว

“เจ้าเป็นคนดี ข้าเชื่อว่า...สักวันเจ้าจะได้เจอแต่สิ่งดี ๆ อย่างแน่นอนเลย...” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยอกไปพร้อมยิ้มเช่นกัน

“ท่านก็ใจดีนะขอรับพี่ชาย พูดกับข้าเหมือนกับข้าเป็นคน ๆ นึง มิได้เห็นข้าเป็นคนรับใช้เหมือนคนอื่น ๆ ในเมืองนี้” เด็กน้อยได้พูดออกมาต่อ

“เช่นนั้นข้าจะภาวนาขอให้เจ้าได้เจอกับเจ้านายที่ใจดีนะ” เหย่เตี๋ยคุยกับเด็กน้อยออกไปอย่างถูกโฉลก

“ตัวข้านั้นก็ขอให้ท่านเองได้เจอเจ้านายที่ดี ๆ เช่นกันขอรับ” เด็กน้อยได้เอ่ยขึ้นต่อเช่นกัน

“เช่นนั้นก็ขอให้พวกเราได้เจอเจ้านายดี ๆ เช่นกันนะ จะได้มีความสุขหลังจากเจอเรื่องราวร้าย ๆ ในครั้งนี้” เหย่เตี๋ยได้เอ่ยออกไปด้วยแรงปรารถนาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจและตั้งจิตอธิษฐานต่อฟ้าเบื้องบน

‘หากข้าเมิ่งเหย่เตี๋ยหมดเคราะห์แล้ว ก็ขอให้ความดีที่ข้าทำและมิเคยริษยาผู้ใด กลับมาช่วยคุ้มครองให้ข้าและคนที่ข้ารักมีแต่ความสุขด้วยนะขอรับ’ เหย่เตี๋ยเอ่ยขึ้นพร้อมมองขึ้นไปบนฟ้าทันที

​เวลาเย็นที่มีแดดอ่อน ๆ ดวงตะวันกำลังจะลับไปในอีกไม่ถึงชั่วยาม ผู้คนทางทิศเหนือของเมืองมีมากขึ้นเพราะน่าจะเตรียมกลับไปยังหมู่บ้านของที่อยู่นอกเมือง และเวลาอย่างนี้ก็คงไม่มีใครจะแวะมาดูที่กรงขายทาสอย่างแน่นอน แต่ผิดคาดเพราะมีผู้คนมามุงดูพวกตนอย่างมากมาย และก็มีสิ่งนึงที่ทำให้เหย่เตี๋ยรู้สึกใจเต้นขึ้นมาอย่างแรงทันที... คุณชายคนที่เขาเห็นเมื่อเช้านี้กำลังเดินมาทางกรงขายทาสที่เหย่เตี๋ยอยู่ด้านใน และพอมาถึงคุณชายคนนั้นก็ร้องขึ้นทันทีว่า...

“กู้...เหยียน... นั่นเจ้านี่ ใช่กูเหยียน...ใช่ไหม?” คุณชายท่านนั้นร้องเรียกขึ้นอย่างตกใจและรีบเข้ามาใกล้ ๆ กรงขังพร้อมร้องถามชายหนุ่มที่สภาพใกล้ตายผู้นั้นออกมาในทันที

“คุณชายน้อย ท่านเองหรือขอรับ?” ชายหนุ่มที่สภาพใกล้ตายผู้นั้นที่ได้สติขึ้นมาก็พยายามที่จะพูดตอบออกไป และเหมือนจะใกล้สลบอีกครั้งเพราะพิษบาดแผลที่โดนทรมานมา คุณชายท่านนั้นได้ตรงเข้าไปหาผู้คุมทันที

 

“ข้าอยากซื้อคนสัก3คนน่ะ นายท่านพอจะขายให้ข้าได้หรือไม่?” คุณชายท่านนั้นได้ถามออกไป แต่ดูเหมือนว่าผู้คุมนั้นได้มองเขากลับมาด้วยสายตาเหยียดหยามแทน ราวกับว่าคุณชายท่านนั้นไม่น่าจะมีปัญญามาซื้อใครได้

“เจ้าคนไร้ค่าอย่ามาทำให้ข้าเสียเวลาหน่อยเลย แต่ข้าจะบอกราคาให้ถือว่าเอาบุญ ถ้าเจ้ามีเงิน10เหรียญทองต่อผู้ชายหรือชิง1คน และ5เหรียญทองต่อผู้หญิง1คน เจ้าจะเอาใครไปก็ได้แต่เจ้าคงมิมีปัญญา” ผู้คุมพูดจาออกมาอย่างสบประมาทคุณชายท่านนั้นทันที

“อย่าผิดคำพูดล่ะ” อยู่ ๆ คุณชายท่านนั้นก็เอาเหรียญทอง50เหรียญแสดงให้ผู้คุมได้ดู ผู้คุมจึงแทบจะวิ่งมาเลียแข้งเลียขาของคุณชายท่านนั้นเลยที่ได้เห็นเงินมากมายขนาดนั้น

“นำสัญญาซื้อขายทาสมาให้ข้าด้วย” ผู้คุมที่เห็นเหรียญทองแล้ว ก็นอบน้อมต่อเขา และปฏิบัติตามที่คุณชายท่านนั้นบอกทันทีเพราะอยากได้เงินนั่นเอง...

 

“ที่จริงข้าขายทาสพวกนี้ที่นี่มิได้นะ...” ผู้คุมได้เอ่ยขึ้นมาทันที

“ถ้าขายให้ข้าตอนนี้ ข้าจะจ่ายสด ท่านจะเอาหรือมิเอา? ก็แล้วแต่ท่าน” คุณชายท่านนั้นพูดขึ้นโดยมีเสียงโมโหเจือนิดหน่อยพอให้ผู้คุมได้รู้ เพราะหากผู้คุมเล่นลิ้นมากเกินไปก็จะอดได้เงินอย่างแน่นอน ซึ่งผู้คุมก็รู้ได้จากน้ำเสียงว่า...ถ้าต่อรองมากไปกว่านี้ เขาอาจจะไม่ได้อะไรเลย

“งั้นก็เชิญท่านเลือกเลยขอรับ” ผู้คุมจึงได้เอ่ยขึ้นทันที

“เอาผู้ชายสูง ๆ ที่ร่างกายมีบาดแผล ใกล้จะสลบที่นอนอยู่คนนั้น กับผู้หญิง2คนที่นั่งอยู่ด้วยกันตรงมุมข้าง ๆ ผู้ชายคนที่ข้าเลือกด้วย” คุณชายท่านนั้นเลือกเสร็จก็เหลือบไปมองที่เหย่เตี๋ยทันที เป็นจังหวะที่ทั้งคู่ได้สบสายตากัน แต่แค่ครู่เดียวก่อนที่เหย่เตี๋ยจะก้มหน้าลงไปเช่นเดิม แต่ผีเสื้อไหมดาราของของคุณชายท่านนั้นได้บินไปเกาะที่ไหล่ของเหย่เตี๋ยอย่างไม่มีสาเหตุ คุณชายท่านนั้นจึงยิ้มออกมาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า...

“แล้วก็เอาชิงที่ใส่ชุดสีตาลนั่งกอดเข่าก้มหน้าคนนั้นด้วย” เสียงของคุณชายท่านนั้น ทำเอาเหย่เตี๋ยที่นั่งกอดเข่าก้มหน้าอยู่ตกใจขึ้นมาเล็กน้อย ที่อยู่ ๆ ก็ถูกคุณชายผู้นั้นเลือกเขาไปทั้ง ๆ ที่คุณชายท่านนั้นไม่ได้รู้จักอะไรกับเขาเลยแท้ๆ มันทำให้น้ำตาของเหย่เตี๋ยไหลออกมาทันที เมื่อได้ยินว่า...คุณชายท่านนั้นได้เลือกตนเพิ่ม

 

 

 

 

 

_____________________________

作成:令和030407

ตอนนี้ก็เดินเรื่องเข้าเทพยุทธทะลุมิติกันแล้วนะครับ แต่จากนี้ไปจะเป็นมุมของเหย่เตี๋ย และเรื่องราวการเพิ่มเติมที่ไม่ได้เขียนในเทพยุทธทะลุมิติครับ

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ความคิดเห็น