เพิ่งตั้งตระกูลได้อย่างมั่นคง แต่แล้วการจากลา ภัยสงคราม ความมุ่งร้าย กลับเริ่มเบนศรมาทางห้าพี่น้องสกุลกู่!

ภาค 2 บทที่ 43 พี่สาวตกใจเกินไป

ชื่อตอน : ภาค 2 บทที่ 43 พี่สาวตกใจเกินไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 231

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.พ. 2564 21:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 บทที่ 43 พี่สาวตกใจเกินไป
แบบอักษร

เนื้อหายังไม่ผ่านการอีดิธคำผิดจ้า 

 

---------------------------------------- 

 

บทที่ 43 

พี่สาวตกใจเกินไป 

 

ช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยพัดผ่านหมู่บ้านสกุลกู่ไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ข้างกายของกู่มี่เอินนอกจากตีชุ่ยแล้วก็ได้เพิ่มตู้เว่ยเอ๋อร์ขึ้นมาอีกคน 

เว่ยเอ๋อร์คนนี้เป็นคนทำงานเก่งมาก เรื่องดูแลจัดการงานในบ้านคล่องแคล่วกว่าตีชุ่ย โดยเฉพาะความใส่ใจเรื่องสุขภาพและการดูแลผู้ป่วยก็ที่ทำได้ดี เป็นเพราะมีประสบการณ์จากการดูแลเรื่องภายในบ้านและผู้เฒ่าตู้ที่ป่วยติดเตียงมานาน 

ตีชุ่ยมาวันนี้เริ่มรู้สึกอันตราย ด้วยกลัวว่าสถานะของตนจะมีการเปลี่ยนแปลง จึงเริ่มเปลี่ยนไปเป็นเด็กที่ช่วงประจบประแจงมากขึ้น 

กู่มี่เอินขมวดคิ้วแน่น การฟังคำหวานหากพอเหมาะพอควรก็ไม่ใช่เรื่องแย่ที่จะได้ฟังบ่อยๆ แต่ทว่าอีกฝ่ายก็ต้องมีความก้าวหน้าและเต็มที่กับการทำงานตามหน้าที่ วันหนึ่งเธอรอจนเว่ยเอ๋อร์ออกไปดูเรื่องงานในครัว กู่มี่เอินจึงฉวยโอกาสนี้กล่าวคำพูดที่ใช้กระตุ้นตีชุ่ยตรงๆ ว่า 

“หากเจ้าหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็เสียดายโอกาสที่เจ้าได้มาอยู่ข้างกายข้าแล้ว วันหน้าเมื่อข้ามีงานที่จำเป็นต้องใช้ความสามารถคนจริงๆ แล้วเจ้าจะทำอย่างไร? เจ้าจะสั่งงานคนมีความสามารถให้มาทำแทนหรือ? แล้วเจ้าจะเอาความสามารถใดไปควบคุมพวกเขาได้?” 

ตีชุ่ยฟังแล้วตัวชาก่อนก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด 

“ข้าทำให้คุณหนูต้องอับอายแล้ว” 

“ยังมีเวลาให้เจ้าคิดได้ทำใหม่อยู่นะ” กู่มี่เอินถอนหายใจ อย่างไรเด็กสาวคนนี้ก็อยู่ข้างกายเธอมาก่อน ความผูกพันย่อมมากกว่า เธอจึงชี้แนะอีกฝ่ายต่อว่า “เว่ยเอ๋อร์มีสิ่งที่นางถนัดและทำงานกับมันได้อย่างเต็มที่ ตอนนี้นางเริ่มที่จะไปดูงานในครัว และขอคำชี้แนะกับจูเหนียงเพื่อเข้าใจในรสนิยมการทานของข้า อีกทั้งนางยังฝึกฝนการปรุงอาหารและควบคุมมันให้ได้ผลดีสุขภาพของข้าด้วย ซึ่งนี่เป็นทางเลือกในการพัฒนาและจับที่ทางของนาง” 

ตีชุ่ยรู้เรื่องนี้ดี นางคอยสังเกตอีกฝ่ายมาโดยตลอด 

“แบบนั้นก็เป็นการวางแผนมาแล้วสินะเจ้าคะ...” ตีชุ่ยเอ่ยครางออกมา ด้วยไม่เคยคิดว่าเพื่อนบ้านที่เคยสนิทสนมกันมาจะเป็นคนแบบนี้! 

กู่มี่เอินมองอีกฝ่ายก่อนจะส่ายหน้า 

“นี่คือการทำงาน ข้าต้องการผู้ที่มีความสามารถและทำประโยชน์ให้ข้าได้ นั่นจึงจะคุ้มกับการลงทุนของข้า อย่าคิดว่าข้าไม่ดีต่อเจ้าเลย ด้วยความสามารถที่เจ้าเป็นอยู่ การเป็นบ่าวรับใช้ทั่วไปในบ้านหลังอื่นมันอาจจะเพียงพอ แต่ไม่ใช่ที่บ้านสกุลกู่ และไม่ใช่ด้วยฐานะของสาวใช้ขั้นสูงผู้ติดตามเจ้าบ้านอย่างเจ้าด้วย มันไม่เพียงพอซะแล้ว 

ข้าต้องการให้เจ้าเก่งกาจกว่านี้ เปลี่ยนความคิดอิจฉาผู้อื่นให้เป็นความพยายามในการก้าวข้ามผู้อื่น เมื่อนั้นต่อไปก็จะไม่มีใครสามารถก้าวข้ามตัวเจ้าไปได้ เพราะพวกเขาจะไม่สามารถตามเจ้าทันเนื่องจากเจ้าไม่ยอมหยุดอยู่กับที่!” 

เอ่ยความจริงด้วยวาจาเรียบเฉย ฟังดูโหดร้ายเล็กน้อย แต่เธอไม่อาจไม่พูดมันออกมา เพราะเด็กสาวคนนี้ค่อนข้างซื่อมาก “เอาล่ะ ข้าจะถือว่าวาจานี้เป็นการตักเตือน ต่อไปยังคาดหวังว่าเจ้าจะพัฒนาตนเองต่อไป จนสามารถกลายเป็นแขนขาให้ข้าและเสนอความคิดก้าวหน้าของเจ้าต่อข้าได้!” 

ตีชุ่ยไม่ได้ถึงกับหดหู่จนล้มแล้วลุกไม่ขึ้น นางเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น 

ถัดจากตีชุ่ยออกไปดูความเรียบร้อยตามโรงงานในหมู่บ้าน ตู้เว่ยเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาพร้อมกับจานใส่ก้อนข้าวเหนียวทอดเข้ามา 

“เอ๋ พี่ตีชุ่ยล่ะเจ้าคะ?” 

ตู้เว่ยเอ๋อร์เอ่ยถาม นางมองไปรอบห้องเห็นเพียงคุณหนูใหญ่นั่งคัดตำราอยู่คนเดียวก็รู้สึกแปลกใจ แม้ที่นอกห้องจะมีบ่าวคนอื่นอยู่รอรับคำสั่งอยู่ แต่ก็ไม่ดีเท่ามีคนสนิทอยู่ข้างกาย 

กู่มี่เอินไม่ได้หยุดเขียนและไม่ได้เลื่อนสายตาขึ้นมาจากหน้ากระดาษ “นางไปดูบันทึกรายงานตามโรงงานในหมู่บ้าน วันนี้พอดีเป็นวันที่หัวหน้าหน่วยแต่ละที่ต้องทำหนังสือส่งไปให้นางตรวจหนึ่งฉบับ” 

ตู้เว่ยเอ๋อร์สูดหายใจเข้าลึกๆ ในขณะที่ดวงตาฉายแววชื่นชม 

“พี่ตีชุ่ยยอดเยี่ยมมาก!” 

รอบนี้กู่มี่เอินหยุดมือและเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวตรงหน้าก่อนเอ่ยถามยิ้มๆ “นางยอดเยี่ยมอย่างไร?” 

“สามารถดูแลงานนอกบ้านแทนคุณหนู และควบคุมคนงานแทนคุณหนูได้ด้วย” ตู้เว่ยเอ๋อร์กล่าวพยักหน้ารัวๆ “คุณหนูใหญ่ท่านทราบหรือไม่ สำหรับเด็กสาวที่ทำงานในหมู่บ้าน พี่ตีชุ่ยถือเป็นตัวอย่างที่พวกเราให้ความเคารพนับถือมากที่สุด ไม่ว่าใครก็ต้องการตามรอยเท้าของพี่สาวกันทั้งนั้น!” 

“เจ้าอยากเป็นให้ได้อย่างพี่ตีชุ่ยของเจ้าอย่างนั้นสินะ” กู่มี่เอินถาม 

ตู้เว่ยเอ๋อร์วางชามใส่ข้าวเหนียวลงบนโต๊ะ จากนั้นเดินไปฝนหมึกที่ด้านข้างอย่างตั้งใจพร้อมกับกล่าวว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะคุณหนู เว่ยเอ๋อร์เชื่อมั่นว่าจะต่อไปตนเองจะมีความสามารถให้ได้ครึ่งหนึ่งของพี่สาว เพื่อไม่ให้ผิดกับความตั้งใจของท่านปู่และไม่ทำให้พี่ๆ น้อๆ ในหมู่บ้านต้องผิดหวังที่ข้าได้รับโอกาสแต่กลับทำหน้าที่ได้ไม่ดี” 

กู่มี่เอินพยายามซ่อนรอยยิ้มด้วยการหยิบถ้วยชาอุ่นๆ มาจิบหนึ่งคำ “พี่ตีชุ่ยของเจ้าเก่งจริงๆ นางมีความสามารถในการอ่านเขียน และต่อมายังพยายามเรียนรู้การคำนวณจนช่วยงานฝ่ายบัญชีได้หลายครั้งด้วย เจ้าก็ต้องพยายามเรียนรู้จากนางบ้างนะ” 

“เว่ยเอ๋อร์...จะพยายามเช่นกันเจ้าค่ะ” ตู้เว่ยเอ๋อร์กล่าวไปก็รู้สึกลังเลเล็กน้อย “แต่ข้าอ่านเขียนตัวอักษรได้ไม่ถึงร้อยคำ เกรงว่าจะเป็นตัวถ่วงคุณหนูกับพี่ตีชุ่ยมากกว่านะเจ้าคะ” 

“คนในบ้านมีผู้ที่เป็นวิชาหลายอย่างนะ” กู่มี่เอินบอกเท่านี้ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ 

กู่มี่เอินคิดมาได้สักพักแล้วว่าจะผลักดันให้ตีชุ่ยรับผิดชอบงานนอกบ้านแทนเธอมากขึ้น แต่กระนั้นความสามารถของอีกฝ่ายก็ยังไม่พอ ทั้งไม่มีความกล้าและไม่มีแนวคิดก้าวหน้าต่อไป ด้วยเติบโตมากับความเรียบง่ายแม้จะเผชิญความอดอยากมาก่อน แต่ก็มีดีแค่ความอดทน หนักเบาเอาสู้ พึงพอใจกับปัจจุบัน ทำให้กู่มี่เอินรู้สึกว่ารอช้าไม่ได้แล้ว 

เธอไม่อยากเลี้ยงคนรอบตัวให้กลายเป็นหมูที่รอถูกคนอื่นมาเชือดทิ้ง และไม่ใช่วัวควายทำเป็นแค่งานลงแรงให้คนอื่นชักจูง แต่ต้องกลายเป็นมนุษย์ที่มีสมองและพัฒนาตนเองได้ถึงจะสร้างทางรอดได้เองแม้อยู่ในยุคมืดเช่นนี้! 

คิดถึงข่าวสถานการณ์รอบนอกที่พ่อบ้านเฉินออกไปสำรวจมาทุกวันสองวัน กู่มี่เอินรู้สึกอีกไม่นานสงครามก็จะข้ามจากในทะเลเข้ามาสู่แผ่นดินใหญ่ หรือไม่ก็จากนอกด่านเข้ามาสู่ในกำแพงแล้ว นับวันยิ่งรอช้าไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง 

ตู้เว่ยเอ๋อร์ขบคิดแล้วก็พอเดาได้ “เช่นนั้นเว่ยเอ๋อร์จะไปขอให้พี่ป้าน้าอาในบ้านช่วยสอนหนังสือให้ตอนค่ำๆ นะเจ้าคะ” 

“ตามใจเจ้าเถอะ เวลาหลังหนึ่งทุ่มก็ต้องอยู่รับใช้ข้าแล้ว” กล่าวจบกู่มี่เอินก็โรยทรายลงบนแผ่นกระดาษ ทำให้น้ำหนักแห้งเร็วขึ้นอีกหน่อย จากนั้นเธอหันไปชามที่วางอยู่ตรงขอบโต๊ะ “ว่าแต่สิ่งนี้คืออะไร?” 

“ข้าวเหนียวใส่ผู่กงเองเจ้าค่ะ!” ตู้เว่ยเอ๋อร์ตอบเสียงดังฟังชัด และกระตือรือร้นที่จะเลื่อนชามเข้ามาใกล้ตัวกู่มี่เอินมากขึ้น 

“ผู่กงเอง? เป็นของจูเหนียงหรอกหรือ” กู่มี่เอินพอฟังชื่อสมุนไพรแล้วก็นึกได้ว่าสรรพคุณไม่ได้เหมาะที่ใช้บำรุงร่างกายของเธอเลย แต่เป็นตัวของจูเหนียงต่างหาก 

ผู่กงเองเป็นสมุนไพรที่ช่วยบำรุงกระเพาะ ช่วยสร้างน้ำดี บรรเทาอาการท้องเสีย และที่สำคัญคือมันมีสรรพคุณเพิ่มน้ำนมให้กับมารดาได้ด้วย 

เป็นเวลาเกือบสองเดือนแล้วที่จูเหนียงคลอดบุตรชายออกมาชื่อจูหลิงน้อย ตอนนี้เด็กทารกตัวอ้วนยังถึงช่วงหย่าน้ำนมมารดา แต่มารดากลับไม่มีน้ำนมไหลออกมาให้เจ้าตะกละน้อยกินเสียแล้ว เธอเคยเสนอจะจ้างมารดาที่คลอดบุตรแล้วในหมู่บ้านมาให้น้ำนม แต่ตัวจูเหนียงรู้สึกว่าตนเองไม่สมควรได้รับการดูแลเช่นนี้ ก็เลยดื้อดึงให้นมบุตรด้วยนมแพะ สลับกับการพยายามบำรุงตนเองเพื่อให้มีน้ำนมไหลออกมาเอง 

ช่วงนี้ตู้เว่ยเออร์ไปคลุกที่ห้องครัวเป็นประจำ เพราะเป็นสถานที่ที่นางคุ้นเคยมากกว่าภายในเรือนหรูหราของคุณหนูใหญ่ นางจึงสนิทกับจูเหนียงและแม่ครัวคนอื่นๆ ที่นั่นเนื่องจากมีพื้นเพใกล้เคียงกันมากกว่า 

นี่เป็นอีกสาเหตุที่กู่มี่เอินให้ตู้เว่ยเอ๋อร์เริ่มจากการเข้าหาคนอื่นๆ ในบ้านที่มาจากหลายทิศหลายทาง การจะขอให้คนอื่นช่วยงานตนหรือช่วยเหลือตนก็ต้องอาศัยทักษะการผูกสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นอะไรที่ตีชุ่ยทำได้ดีและเธอก็อยากให้ตู้เว่ยเอ๋อร์ทำได้เช่นกัน เพราะมันจะมีผลต่อการทำงานร่วมกันของอีกฝ่ายในอนาคตมาก 

แต่ตอนนี้ให้ทั้งคนนี้แข่งขันกันไปเองก่อน เพื่อไม่ให้เด็กพวกนี้สูญเสียเป้าหมายในการพัฒนาตนเอง 

“ท่านป้าจูเหนียงต้องการเพิ่มน้ำนมเพื่อให้จูหลิงน้อยดื่ม ข้าจำที่คุณหนูแนะนำสมุนไพรตัวนี้ได้ ก็เลยแนะนำท่านป้าไปน่ะเจ้าค่ะ!” 

“ช่างสังเกตและช่างจดจำ ดีมากๆ ” 

กู่มี่เอินกล่าวชมพลางหยักหน้า จากนั้นก็หยิบก้อนข้าวเหนียวทอดขึ้นมาชิม 

“ใส่อะไรลงไปบ้าง?” รสชาติไม่เลวเลย 

“นอกข้าวเหนียวและผู่กงเองแล้ว ก็ยังมีกุ้งแห้งตัวเล็กที่ได้จากแม่น้ำ มีเนื้อหมู มีเมล็ดสน มีแปะก้วย และมีเห็ดหอมเจ้าค่ะ!” ตู้เว่ยเอ๋อร์พูดอธิบายพลางนับนิ้วไป “พวกเราแช่ผู่กงด้วยน้ำอุ่น กับแช่เห็ดหอมและกุ้งแห้งแยกกันออกมา ต้มแปะก้วยให้สุก และส่วนข้าวเหนียวก็แช่น้ำทิ้งไว้ก่อนมากกว่าหนึ่งชั่วยามแล้วค่อยซาวข้าว พอเห็ดหอมแช่น้ำจนพองก็เอ่ไปหั่นพร้อมกับเนื้อหมูแล้วคลุกด้วยซีอิ๊วกับแป้งมัน จากนั้นก็นำมาหมักให้ได้ที่ แล้วค่อยเอาข้าวเหนียวไปคลุกกับส่วนผสมพวกนั้นพร้อมเติมน้ำที่แช่ผู่กงเองลงไป ส่วนผู้ช่วยท่านป้าก็เอาไปปิดฝาใส่หม้อก่อนจะเอาไปทอดต่อเจ้าค่ะ” 

“ปีนี้ทดลองปลูกข้าวเหนียวค่อนข้างเป็นไปได้ด้วยดีสินะ” 

กู่มี่เอินเห็นข้าวเหนียวในมือแล้วก็ยังรู้สึกอัศจรรย์ใจต่อที่ดินในหมู่บ้านสกุลกู่ว่าสามารถปลูกพืชสายพันธุ์ใดก็ได้ โดยไม่สนเรื่องความเหมาะสมตามสภาพดินฟ้าอากาศเลย 

ผลไม้ฤดูหนาวได้ยินว่าโตมาได้ครึ่งลำต้นแล้ว อีกสักครึ่งปีถัดมาก็คงมีของมาให้หมักทำสุราเพิ่มได้อีกอย่างสองอย่าง เช่นสุราดอกท้อหรือเหล้าบ๊วย ถึงอย่างไรข้าวเหนียวก็เยอะ เพียงพอจะผลิตสุราหมักกันได้เอง 

อยู่ในความประหลาดใจไม่นานกู่มี่เอินก็เอ่ยถามต่อ “แสดงว่าในครัวตอนนี้กำลังหมักสุราข้าวกันอยู่หรือ?” 

“เจ้าค่ะ พวกท่านป้าเอาข้าวเหนียวมาแช่น้ำไว้เยอะมาก ข้านำของทานเล่นนี้มาคุณหนูก่อนก็กะว่าจะไปช่วยพวกท่านหมักสุราน่ะเจ้าค่ะ” แต่ตอนนี้นางผละตัวจากไปไม่ได้แล้ว พี่ตีชุ่ยวางใจที่จะออกไปทำงานข้างนอกเพราะทราบว่ามีเราอยู่คอยรับคุณหนูที่นี่... ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ แล้วนางจะไปช่วยงานคนอื่นๆ ในครัวได้อย่างไรกัน 

กู่มี่เอินความร้อนใจในสายตาของนางออกก็โบกมือให้นางไป 

“ไปเถอะ ข้าอยู่ที่นี่ต้องการความสงบและไม่ต้องการให้มาจับตาดู ประเดี๋ยวหากถึงเวลาทานอาหารก็ค่อยมาพบข้าที่นี่ก็แล้วกันนะ” 

เอาเข้าจริงเธอก็ยังไม่ชินที่จะมีคนมานั่งจ้อง หมอบรออยู่แบบนี้ แต่ด้วยความมีอภิสิทธิ์ชน เธอจะแหกกฏของที่นี่มากไปก็ไม่ได้ ได้แต่โอนอ่อนในบางจุดที่เธอพออะลุ่มอล่วยได้บ้างเท่านั้น 

อย่างไรตอนนี้เธอกำลังทดสอบบางอย่าง คงไม่สามารถให้คนที่เธอยังไม่สนิทใจมารู้มาเห็นได้อย่างโจ่งแจ้งด้วย 

พอภายในห้องเหลือเธอคนเดียว หน้ากระดาษแผ่นหนึ่งก็ถูกดึงออกจากลิ้นชัก ภายในกระดาษคือการร่างแนวคิดในการขุดบ่อเกลือ และวิธีการสกัดเกลือให้บริสุทธิ์ 

ตอนนี้นอกจากพี่น้องของเธอ เธอก็ไว้ใจเพียงพ่อบ้านเฉินเท่านั้น มิเช่นนั้นหากข้อมูลที่หลุดออกไป เทพเจ้าแห่งภัยพิบัติคงได้มาเยือนบ้านเธออย่างจริงจังแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพวกที่สู้กันในทะเลกับพวกที่กำลังสู้กันอยู่ที่ในเมืองหลวง 

ไม่ว่างกองทัพฝ่ายไหนหรือใครก็ขาดเกลือไม่ได้ 

เมื่อวันก่อนช่วงที่ทุกคนยังยุ่งกันอยู่ ตัวเธอ หยางเซิง หยางจื้อ เล่อฉวี่และพ่อบ้านเฉินก็ได้เดินทางตามจุดหมายที่ผู้เฒ่าตู้เขียนบอกเอาไว้ ที่นั่นมีหินเกลืออยู่จริงๆ แต่กู่มี่เอินก็ลองเดินดูต่อไปเรื่อยๆ เพื่อหาจุดสร้างโรงงานผลิต จุดที่จะขุดบ่อเกลือ และที่พักของคนงานทาส 

ความยากลำบากมีตามมาไม่น้อย เพราะต้องจัดการสร้างทางเดินใหม่ให้สัญจรสะดวกขึ้นอีกนิด หาเครื่องมือสำหรับขุดดินและก่อหินสำหรับทำบ่อลึกตั้งแต่ 60 จั้งขึ้นไป ความอันตรายจากการหน้าดินที่อาจถล่มก็มี การป้องกันไม่ให้น้ำจากบ่ออื่นซึมเข้ามาก็ต้องดูแล อา...เธออาจจำเป็นต้องหาวิศวกรด้านนี้ เพราะเรื่องการก่อสร้างเธอทำได้เพียงแค่คิดคร่าวๆ แต่ต้องหามืออาชีพมาจัดการค้นคว้าต่อเอาเอง 

พอพูดคุยในเบื้องต้นกับพ่อบ้านเฉินเขาก็หายตัวไปอีกครั้ง คาดว่าคงไปตามหาช่างในเมืองที่มีฝีมือด้านการขุดบ่อมาให้เธอนั่นแหละ เรื่องนี้เธอวางใจในประสิทธิภาพของพ่อบ้านเฉินได้ 

ส่วนพวกทาส คนพวกนี้ซื่อสัตย์และจริงใจต่อปัจจัยสี่ของมนุษย์มาก โดยเฉพาะอาหารและที่พัก ขอแค่มีสองสิ่งนี้พวกเขาล้วนก้มหน้ารับคำสั่งเธอเชื่อฟังจริงๆ จนถึงตอนนี้งานที่พวกเขาทำได้ก็คือการสร้างที่พักให้ตนเอง และเดินทางไปช่วยถางที่เพื่อสร้างสถานที่เพาะปลูกเพิ่มเติม 

หลังจากนั้นหยางจื้อและเล่อฉวี่ก็วุ่นวายกับการขยายเส้นค่ายวงกลเพิ่มขึ้น ดูแล้วทั้งสองก็มีความก้าวหน้าในวิชาการวางค่ายกล การลงอาคม และขั้นพลังเองก็สูงขึ้นมากด้วย เธอสังเกตจากที่หยางเซิงร้องทักพวกเขาหลังจากที่เขากลับมาจากการเก็บตัวฝึกวิชาทุกๆ ครึ่งเดือน 

ตอนนี้คนที่พัฒนาน้อยที่สุดก็คงเป็นเธอที่ฝึกวิชาแบบพวกเขาไม่ได้ ได้แต่พัฒนาปากท้องและพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มทรัพย์สินภายในบ้านอย่างขยันขันแข็งแทน! 

กู่มี่เอินกำลังจะขีดเขียนต่อก็ทันได้ยินเสียงฝีเท้าจากข้างนอกเข้ามา สาวใช้เฝ้าประตูเข้ามาเอ่ยเสียงเบาว่าต้องการเข้าพบ เธอจึงรีบอนุญาตทันทีด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่คิดว่ากำลังคิดถึงเขาอยู่ดีๆ ก็โผล่หน้ามาให้เห็นทันตาเสียแล้ว 

พ่อบ้านเฉินไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ และยังให้คนหามพาคนผอมแห้งคนหนึ่งที่ผอมจนติดกระดูกเข้ามา 

เห็นสภาพของชายชราที่ถูกหามมาคนนี้ กู่มี่เอินถึงกับสูดหายเย็นใจเข้าปอด 

รับรู้ไม่เท่ากับมองเห็นสภาพของผู้อดอยากที่แท้จริง การได้เห็นมนุษย์กลายสภาพเป็นหนังหุ้มกระดูกที่ยังหายใจได้อยู่ตรงหน้า ราวกับมีระเบิดแฟลชปาเข้ามาจนเธอไม่กล้าที่จะใช้สายตามองได้โดยตรง 

เธอหดหู่จนใจฝ่อ แต่ก็ไม่อาจเสียกิริยาตนเองจึงกล่าวถามเสียงเรียบ 

“คนผู้นี้คือผู้เชี่ยวชาญที่ข้าต้องการหรือ?” 

“ขอรับ” 

พ่อบ้านเฉินกล่าวก่อนจะออกคำสั่งให้วางคนผู้นี้ลงบนพื้น แต่ต้องให้ร่างของเขาไม่หลุดออกจากเสื่อฟาง เพราะไม่ต้องการให้ความสกปรกนี้แปดเปื้อนไปถึงห้องของคุณหนูใหญ่ 

“ท่านต้องคาดไม่ถึงแน่ว่างานที่เขาทำมาก่อนจะกลายสภาพเป็นเช่นนี้คืองานแบบใด” 

กู่มี่เอินเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว หรือจะเคยเป็นคนงานในบ่อเกลือของราชสำนักมาก่อน? 

“เขาทำงานอะไร?” เธอถาม 

“เป็นโจรขุดสุสานผู้หนึ่งขอรับ” พ่อบ้านเฉินเอ่ยตอบก่อนเหลือบไปทางชายชราผู้นี้แวบหนึ่ง สีหน้าทอแววรังเกียจเดียดฉันท์ขึ้นมาแวบหนึ่ง 

พู่กันในมือของกู่มี่เอินหล่นออกจากมือ แววตาที่มองชายที่นอนอยู่บนเสื่อพลันแปรเปลี่ยนไป 

นักขุดมืออาชีพที่ไม่ว่าสภาพดินเป็นแบบใดก็สามารถขุดได้ ชำนาญการก่อสร้างบ่อหลุมหรือโพรงดิน มีความรู้เกี่ยวกับการคิดคำนวณ สามารถวางแผนผังได้ ทั้งยังสร้างคานรับน้ำหนักหรือที่กั้นดินถล่มได้อย่างมีประสบการณ์ 

คนที่พ่อบ้านเฉินควานหาออกมาได้ในเวลาไม่นานก็คือ ‘โจรขุดสุสาน’ คนหนึ่งนี่เอง!? 

“ท่านหามาได้อย่างไร?” กู่มี่เอินถึงกับต้องตั้งคำถาม โจรพวกนี้หากตกอยู่ในมือทางการ สิ่งที่รออยู่คือการประหารลูกเดียวไม่มีต่อรอง! 

พ่อบ้านมีสีหน้าอึมครึมเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ก่อนจะเอ่ยตอบ “พบเจอระหว่างจัดการสุสานของสกุลเดิมขอรับ” 

ทั้งสองคนเคยคุยกันมาแล้วว่าต่อหน้าคนอื่นหากจำเป็นต้องคุยถึงสกุลหนาน ให้กู่มี่เอินยึดถือพวกเขาเป็นสกุลเดิมฝ่ายมารดาของตนเองไปแทน 

แสดงว่าการไปเมืองหลวงหลายครั้งมานี้ ร่างของสกุลได้รับการฝังและทำพิธีอย่างเงียบๆ เรียบร้อยแล้ว นี่เป็นช่วยบรรเทาความหนักอึ้งในใจของหยางหมิงลงได้ด้วย 

กู่มี่เอินพยักหน้ารับด้วยท่าทีสงบนิ่ง จากนั้นมองดูชายชราที่ทำได้เพียงนอนหมดท่าอยู่บนพื้น เธอจึงเอ่ยถามพ่อบ้านเฉินต่อ “เขาเป็นเช่นนี้มาก่อนที่จะไปขุดสุสานหรือเปล่า” 

พ่อบ้านเงียบไปสักพักหนึ่ง “เขาผ่ายผอมคล้ายกับตอนนี้ ไม่ถึงกับเป็นเห็นโครงกระดูกเด่นชัดนัก” 

“คนด้านนอกล้วนเป็นเช่นนี้?” กู่มี่เอินขมวดคิ้วแน่น น้ำเสียงพลันเคร่งเครียดตาม 

“ราษฎรกว่าสามในห้าล้วนเป็นเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดสมส่วนเช่นผู้คนในหมู่บ้านสกุลกู่ของเขาเลยขอรับ” 

จนถึงตอนนี้เขารู้สึกขอบคุณสวรรค์จริงๆ ที่ส่งคุณหนูใหญ่มาช่วยนายน้อย ช่วยตัวเขา และยังออกความคิดพัฒนาหมู่บ้านในตอนนี้ให้ผู้คนสามารถเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ได้ ทั้งได้มีโอกาสได้รับความช่วยจากผู้วิเศษ! ทำให้ไม่มีใครต้องผอมแห้งและหิวโหยจนตายอีกต่อไป 

กู่มี่เอินรู้ดีว่าช่วยผู้คนมากกว่านี้ไม่ได้ นอกจากเกินกำลังแล้วยังไม่วายเป็นการหาเรื่องใส่ตัวอีก “ท่านจะจัดการคนคนนี้ให้ทำงานกับเราได้อย่างภักดีอย่างไร เขามีจุดอ่อนที่สามารถกุมไว้แล้วหรือไม่?” 

“เราสอบสวนเขาจนสามารถจับกุมคนในครอบครัวเขามาได้คนหนึ่ง เป็นบุตรชายคนสุดท้องที่ยังมีชีวิตอยู่ของเขาขอรับ เมื่อจับคนคนนี้ได้แล้วเราก็พาเด็กน้อยคนนั้นมา ไม่ต้องให้พวกเราบังคับขู่เข็ญเขา เขาก็ยอมศิโรราบให้พวกเราแล้ว ยิ่งทำให้เขาเห็นว่าบุตรชายของเขาได้รับอาหาร เขาก็สาบานจะมอบชีวิตให้เราทันที” พ่อบ้านเฉินตอบทุกคำถามและยังขยายผลเพิ่มเติมให้เจ้านายฟัง 

กู่มี่เอินเป็นฝ่ายนิ่งเงียบไปบ้าง ด้วยพอจะเดาเรื่องราวของคนตรงหน้าได้ 

“ครอบครัวที่คงเหลืออดตายไปแล้วสินะ” 

พ่อบ้านเฉินพยักหน้าก่อนถอนหายใจออกมา 

“ข้าสำรวจดูในบ้าน พบว่า...” เขาเงียบเสียงไปคล้ายอึดอัดเกินกว่าที่จะพูด 

กู่มี่เอินส่งสายตาตั้งคำถาม จนพ่อบ้านเฉินยอมบอกออกมา “มีมารดาและเด็กสาวที่โตกว่าเขาอยู่ด้วย บิดาออกไปหาข้างนอกนานแล้วเพราะทำงานขุดสุสานจนถูกพวกเราจับได้ มารดาเฉือนเนื้อตัวเองให้บุตรทั้งสองกิน จากนั้นนางก็เสียเลือดจนตายไปก่อน พอเด็กสาวเห็นว่าไม่มีอาหารให้น้องชายกินแล้ว นางก็เอาอย่างมารดา เฉือนเนื้อตัวเองให้น้องชายกินบ้าง...” 

เหลือเด็กชายรอดชีวิตอยู่คนเดียวในบ้าน กู่มี่เอินรู้ชะตากรรมของเด็กสาวที่เด็ดเดี่ยวและเสียสละอย่างกล้าหาญคนนั้นแล้วเช่นกัน 

กู่มี่เอินไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อ เสียงสะอื้นแผ่วเบาก็ดังขึ้นมาในห้อง จนเธอเลื่อนสายตาไปมองชายชราที่ยกมือขึ้นปิดบังใบหน้าที่กำลังร้องไห้ เขาแทบไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้ว กระทั่งลมหายใจก็ยิ่งกระท่อนกระแท่นพานจะขาดหายใจได้ทุกเมื่อ 

พ่อบ้านเฉินรีบให้คนไปตามหมอมาดูอาการ จะให้ชายคนนี้ร้องไห้เสียใจจนตายไม่ได้! เพราะอีกฝ่ายยังมีงานรออยู่! 

กู่มี่เอินลุกขึ้นและทำท่าจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ พริบตาต่อจากนั้น แววตาของเธอก็ได้ฝ่ามือคู่หนึ่งกำลังกดลงที่หน้าอกของชายคนนั้นอย่างเลือนราง ทั่วทั้งร่างมีหมอกสีดำเข้ารายล้อม เป็นกลิ่นอายของความตายที่กำลังกลืนชีวิตของชายชราคนนี้อย่างรวดเร็ว! 

กู่มี่เอินเกือบจะตะโกนออกมา กระทั่งในหูของตัวเองได้ยินเสียงพูดที่ครั้งหนึ่งเธอเคยได้ยินมันเมื่อตอนที่อยู่ในวังใต้ดินของสุสานฝังแม่ทัพ 

 

‘นายหญิงแห่งหุบเขา พวกเรายินดีติดตามรับใช้ท่าน...’ 

 

 

--------------------- 

Riordan Talk : 

 

วิธีการตายที่ไม่ควรเกิดกับมนุษย์มากที่สุด 

ก็คือการหิวโหยจนตาย 

 

WFH ใกล้จบแล้ว 

ทุกท่านที่กำลังจะกลับไปทำงานที่ออฟฟิซ 

ขอให้รักษาสุขภาพ 

และอย่าผ่อนคลายการป้องกันตนเองเด็ดขาดนะคะ 

 

//ก้มหัว 

 

---------------------- 

แท็กในทวิตเตอร์และเฟส 

#พี่สาวกับสี่ยอดกุมาร 

#กู่มี่เอินต้าเจี่ยผู้ยิ่งใหญ่ 

ความคิดเห็น