facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ขยับครั้งที่ 0 : บทนำ

ชื่อตอน : ขยับครั้งที่ 0 : บทนำ

คำค้น : นิยายวาย, รักเพื่อน, ฟีลกู้ด, น่ารัก, แอบชอบ, แรก, แบร์รี่, RiRi

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.1k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2564 22:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ขยับครั้งที่ 0 : บทนำ
แบบอักษร

ขยับเพื่อนเลื่อนเป็นรัก 

บทนำ 

 

สองปีก่อน 

“แรก มาคุยกับพ่อหน่อย” กอบกุล ผู้นำของตระกูลโยธาสิทธิ์เอ่ยเรียกลูกชายคนโตที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่กับน้องชายอีกสองคน 

“มีอะไรพ่อ” 

“ไปคุยที่ห้องทำงาน” ผู้เป็นพ่อพูดเสร็จก็หันหลังเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น ปล่อยให้ลูกชายสามคนมองหน้ากันด้วยความสงสัย 

“ผมว่าเรื่องนั้นแน่นอน” ‘คนรอง’ ลูกชายคนกลางกระซิบกระซาบขึ้น 

“เรื่องอะไรอะ” ‘คนเล็ก’ น้องคนสุดท้องถามด้วยความอยากรู้ 

“เรื่องที่พี่แรกมีแฟนเป็นผู้ชายไง” คนรองเหล่ตามองพี่ชายแล้วยักคิ้วกวนๆ ให้

“ไม่ใช่แฟน” แรกพูด ก่อนจะลุกขึ้น

“ไม่ใช่แฟนอะไร วันก่อนผมยังเห็นจูบกันที่โรงเรียน”

“ไม่ใช่แฟน” แค่มีอะไรกันเฉยๆ  

แรกบอกกับน้องชายทั้งสองคนของตัวเองสั้นๆ ก่อนจะเดินไปหาผู้เป็นพ่อที่ห้องทำงาน 

แรกเคาะประตูห้องก่อนจะเปิดเข้าไป ชายรูปร่างภูมิฐานนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่มองตรงมายังลูกชายนิ่ง กอบกุลมองสำรวจ ‘คนแรก’ อย่างละเอียดถี่ถ้วน เด็กผู้ชายตรงหน้ารูปร่างสูงใหญ่เหมือนเขา มีแววว่าจะสูงได้มากกว่านี้ ซึ่งปัจจุบันลูกชายคนแรกของเขาเพิ่งจะอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า อายุก็สิบเจ็ดปี เรียกได้ว่าเป็นวัยรุ่น วัยหนุ่มเต็มตัว 

นอกจากรูปร่างและความสูงแล้ว ใบหน้าของคนแรกก็ยังหล่อเหลาได้เชื้อของกอบกุลสมัยหนุ่มๆ มาเต็มกระบุง และได้ผิวพรรณดีๆ มาจากผู้เป็นแม่ คุณหญิงปรารถนา เรียกได้ว่าเพียบพร้อมได้รูปและทรัพย์

ยิ่งกว่านั้นลูกชายของเขายังเรียกเก่ง เล่นกีฬาดี ไม่มีจุดไหนทำได้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย กอบกุลไม่เคยต้องกังวลใจกับคนแรก จนกระทั่งเขาได้รับรูปถ่ายจากเพื่อนที่รู้จัก ถึงความสัมพันธ์ของคนแรกกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

ใช่ เขาพูดไม่ผิด เด็กผู้ชาย ไม่ใช่เด็กผู้หญิง

และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่กอบกุลเรียกลูกชายคนโตมาคุย

“พ่อมีอะไรจะคุยกับผมเหรอ” แรกทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามบิดา สายตาที่มองตอบกับผู้เป็นพ่อสงบนิ่งไร้แววกังวล ถึงจะไม่รู้ว่าพ่อเรียกมาคุยเรื่องอะไร แต่เท่าที่เป็นพ่อลูกกันมา แรกคิดว่าเขากับพ่อสามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง

“แรก ลูกมีแฟนหรือยัง” กอบกุลถาม เห็นหัวคิ้วของลูกชายขยับขึ้นสูงเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าเป็นการตอบ

“ไม่มีครับ”

“ถ้ามีก็บอกพ่อได้นะ”

“ถ้าพ่อหมายถึงแฟน คนที่ผมรัก ยังไม่มีครับ” แรกตอบอย่างจริงจัง เขาไม่ได้โกหก หลังจากเลิกกับแฟนคนก่อนเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้รู้สึกชอบใคร มีคุยบ้าง แต่ยังไม่ถึงกับรักชอบ

“งั้นคนนี้ใคร” กอบกุลส่งรูปถ่ายใบหนึ่งให้แรกดู เด็กหนุ่มหยิบรูปไปดูก่อนจะเหลือบสายตามองปฏิกิริยาของผู้เป็นพ่อ

รูปถ่ายที่ว่าเป็นรูปของเขากับเพื่อนร่วมห้อง ที่กำลังนั่งกินไอศกรีมหลังเลิกเรียนในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และเพื่อนคนที่ว่าก็กำลังยื่นหน้าเข้ามาหอมแก้มเขา เหตุการณ์ในตอนนั้น เขาไม่ได้เต็มใจให้อีกฝ่ายหอมแก้มเท่าไหร่ ถึงแม้จะมีอะไรกัน แต่ก็ไม่ใช่แฟนที่จะมาทำสวีทหวานต่อหน้าผู้คน เขาทำเพียงดุไป และอีกคนก็เข้าใจดีว่าไม่ควรทำอีก

ความสัมพันธ์บางรูปแบบ ต้องขีดเส้นไว้ให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นมันจะพัวพันกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างคนรักกับคู่นอน

“แค่เพื่อนครับ”

“เพื่อน? เพื่อนผู้ชายที่หอมแก้มกัน อย่างนั้นเหรอแรก”

“ผมพูดไปมันก็ไม่ดีกับอีกคน ถึงเขาจะเป็นผู้ชายเหมือนกับผมก็ตาม แต่ถ้าพ่ออยากรู้ ผมบอกได้แค่ว่าเรามีความสัมพันธ์กัน แต่เราไม่ได้รักกัน” กับพ่อแรกไม่มีอะไรต้องปิดบัง แต่เรื่องบนเตียง บางครั้งก็ไม่สามารถเล่าให้คนนอกฟังได้อยากสะดวกปาก

“แรกชอบผู้ชายเหรอ” กอบกุลขมวดคิ้วมองลูกอย่างไม่เข้าใจ ที่ผ่านมาเขารับรู้ว่าลูกมีแฟน และแฟนคนก่อนเป็นเด็กผู้หญิง เขาได้แต่บอกได้แต่สอนว่าจะทำอะไรก็คิดให้ดี เพราะอีกฝ่ายเขาจะเสียหาย และหากยับยั้งชั่งใจไม่ได้ก็ต้องรู้จักป้องกัน

แรกถอนหายใจกับคำถามของพ่อ เขาเว้นระยะคิดราวหนึ่งนาทีก่อนจะเอ่ยปากพูด

“ผมไม่ได้มีความชอบเรื่องเพศที่ตายตัวนะพ่อ ผู้หญิงผมก็ชอบ ผู้ชายผมก็ชอบ ถ้าหากว่าเขาตรงสเปคหรือมีอะไรบางอย่างถูกใจผม พ่ออาจจะไม่เข้าใจ ถ้าพ่อรู้สึกชอบแค่กับผู้หญิง และเผื่อพ่อจะคิดว่าผมมีอาการทางจิตที่ชอบผู้ชายเพศเดียวกัน ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าผมจิตปกติมากครับ”

“เปล่า พ่อไม่ได้คิดแบบนั้น แค่ไม่คิดว่าลูกจะชอบผู้ชาย”

“พ่อผิดหวังในตัวผมไหม” แรกถามกลับในสิ่งสามัญที่ไม่ว่าพ่อแม่คนไหนก็คงกังวลใจกับเรื่องนี้

“ไม่รู้สิ พ่อไม่ได้ผิดหวังนะ แต่มันรู้สึกเบาโหวงอยู่ในอก”

“พ่อ ตอนนี้ผมอายุสิบเจ็ด อาจจะยังโตไม่มาก แต่ผมก็โตพอจะรู้ความแล้วว่าอะไรคืออะไร พ่อเลี้ยงผมมา พ่อก็รู้ว่าอะไรที่ผมไม่ชอบ ผมไม่มีทางแตะ และผมคงกอดผู้ชายด้วยกันไม่ได้ ถ้าใจผมไม่ได้ชอบ ไม่มีใครบังคับผมได้ แต่เรื่องพวกนี้มันคือรสนิยม”

“...”

“และความจริงผมก็เพิ่งจะอายุแค่สิบเจ็ด ผมก็แค่อยากลองใช้ชีวิตก็เท่านั้น ผมมองคนที่ตัวบุคคลนะพ่อ ถ้าเขาจะใช่ ต่อให้เป็นเพศอะไร ผมว่าเขาก็จะใช่สำหรับผม”

“ตอนนี้ลูกกำลังจะบอกพ่อว่า อย่ายุ่งเรื่องความรักของลูก ใช่ไหม”

“เปล่าครับ ผมแค่อยากบอกพ่อว่า ผมรักได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และผมปกติดี ไม่ได้ป่วยอาการทางจิตแบบที่คนอื่นๆ คิด ผมรักคนที่จิตใจ ไม่ใช่เพศหรือรูปลักษณ์ภายนอก เหมือนกับพ่อที่รักแม่ แม้ว่าตอนนั้นใครต่อใครจะคิดว่าแม่ไม่เหมาะกับพ่อก็ตาม”

กอบกุลรู้สึกตกตะลึงในความคิดความอ่านของลูกชาย ในสายตาของคนเป็นพ่อ แรกยังคงเป็นลูกชายตัวน้อยๆ ที่เขารู้สึกเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงลูกชายอีกสองคนก็ด้วย แต่วันนี้ภาพการมองเห็นของกอบกุลเปลี่ยนไป แรกไม่ใช่เด็กตัวน้อยๆ ที่วิ่งร้องไห้งอแงตอนที่หกล้มหรือตอนที่โดนเพื่อนล้อว่าตัวเล็กแคระแกร็นอีกต่อไปแล้ว

ลูกของเขาโตแล้วจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีอีกเรื่องที่กอบกุลรู้สึกเป็นกังวล

“แต่แรกรู้ใช่ไหม ในอนาคต แรกต้องมาแทนตำแหน่งพ่อ แรกต้องเป็นผู้นำครอบครัว ดูแลธุรกิจ และจะต้องมีทายาทสืบเชื้อสายของวงศ์ตระกูลเรา”

แรกพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่พ่อบอก ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิด เขารู้ว่าด้วยสถานะลูกชายคนโต เขาต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อกับแม่เป็นธรรมดา ทว่าเขาก็เป็นแค่คนคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ

เขาอยากมีอิสระในการใช้ชีวิต ความคิดของเด็กวัยรุ่นที่ผู้ใหญ่มักบอกว่าอ่อนต่อโลก แต่สำหรับแรกแล้ว มันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่

“พ่อว่าผมเก่งไหม ผมสอบได้คะแนนเต็มทุกวิชา เล่นกีฬาผมก็แข่งชนะ เรื่องงาน ถ้าผมเรียนจบ ผมว่าผมสามารถช่วยงานพ่อได้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องทายาท ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่ชอบผู้หญิงนะ วันหนึ่งผมอาจจะมีเมียเป็นผู้หญิงก็ได้ แต่ถ้าหากไม่ใช่ ผมก็อยากให้พ่อรู้ไว้ว่าผมได้คิดดีแล้ว ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรที่ต้องประชดชีวิตด้วยการคบผู้ชาย”

“...”

“พ่อเป็นคนที่เลี้ยงผมมา ย่อมต้องรู้จักผมดีที่สุด ว่าผมไม่มีทางหลงผิด ถูกไหมครับ”

กอบกุลไปต่อไม่ถูก เขาเหมือนถูกลูกชายตัวเองต้อนให้จนมุม เด็กคนนี้มันร้าย เขาเลี้ยงลูกให้ฉลาดขนาดนี้ได้ยังไง คิดแล้วก็ได้แต่หลุดหัวเราะ

“เรื่องทายาทเอาไว้ค่อยคิดเถอะครับพ่อ ผมเพิ่งจะสิบเจ็ดเองนะ อีกอย่าง ต่อให้วันหนึ่งคนรักของผมเป็นผู้ชาย พ่อก็ยังมีรองกับเล็กอยู่ หรือจะให้ผมรับเด็กมาเลี้ยงเหมือนครอบครัวคุณสงครามก็ได้ เขาเป็นนักธุรกิจใหญ่โต พ่อทำธุรกิจกับเขา พ่อก็น่าจะรู้ว่าเขามีภรรยาเป็นผู้ชาย ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะทำให้ชีวิตเขามีปัญหาที่ตรงไหน”

จบคำพูดของลูกชายคนโต ผู้เป็นพ่ออย่างกอบกุลก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกต่อไปแล้ว เพราะที่ลูกของเขาพูดมานั้น มันจริงทุกคำ

“ถ้าอย่างนั้น วันไหนที่เจอคนที่รักที่คิดว่าใช่ ก็อย่าลืมพามาให้พ่อรู้จักล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร พ่อยินดีต้อนรับ”

“ขอบคุณครับพ่อที่เข้าใจและยอมรับในตัวผม”

 

ในเวลาเดียวกัน ณ บ้านไม้สีขาวสองชั้น ภายในห้องนอนสีขาวสะอาดตา มีบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้ ในห้องนอนเล็กๆ แต่กว้างใหญ่ราวกับเป็นโลกทั้งใบของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

‘แบงค์’ หรือ นายวรัชญ์ วงค์ปัญญา อายุสิบเจ็ดปี กำลังนั่งขีดเขียนร่างภาพชุดสวยลงบนกระดาษสีขาว บนโต๊ะเขียนหนังสือแทบไม่มีพื้นที่หลงเหลืออยู่ เพราะเต็มไปด้วยกระดาษที่ถูกฉีดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นบ้าง หรือรูปเครื่องแต่งกายที่ปรินท์อยู่บนกระดาษเอสี่บ้าง 

ภายใต้ลิ้นชักของโต๊ะเขียนหนังสือ ซุกซ่อนจักรเย็บผ้าขนาดเล็กเอาไว้ เป็นความสุข ความฝันที่แบงค์ไม่เคยบอกใครแม้แต่พ่อกับแม่ เพราะสิ่งที่เขาเป็น คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ

แบงค์ หรืออีกชื่อที่เจ้าตัวสร้างขึ้นมา ‘แบร์รี่’ เขาเป็นผู้ชายที่มีใจเป็นผู้หญิง แบร์รี่บอกไม่ได้ว่าตัวเองอยากแปลงเพศไหม เขาไม่รู้ แบร์รี่ไม่ได้อยากเป็นผู้หญิงขนาดนั้น แต่เขาชอบอะไรก็ตามที่ผู้หญิงมักจะชอบ ของสวยๆ งามๆ ชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น และเขาชอบผู้ชาย

ใครต่อใครนิยายในสิ่งที่เขาเป็นว่า ‘ตุ๊ด’ คำคำนี้น่าจะมีมาก่อนที่แบร์รี่จะเกิดเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นแบร์รี่คิดว่ามันเป็นชื่อเรียกของเพศสภาพหรือรสนิยมอย่างหนึ่ง และเขายอมรับโดยดุษณีว่าเขาเป็น ‘ตุ๊ด’ หรือถ้าบางคนจะบอกว่าเขาเป็นเกย์ ก็ได้หมด 

เพื่อนที่โรงเรียนจะเรียกแบร์รี่แบบไหนก็ได้ ทุกคนรู้ว่าแบร์รี่เป็นอะไร ยกเว้นก็แต่พ่อกับแม่

แบร์รี่เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของนายพนมและนางสุดา เจ้าของกิจการขายน้ำอบ น้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้ไทย พวกท่านไม่ใช่คนใจร้าย แต่เพราะกลัวว่าพวกท่านจะผิดหวังและเสียใจ แบร์รี่จึงไม่เคยคิดบอก

กลัวว่าถ้าบอกไปแล้ว จะทำให้พ่อกับแม่มองตัวเองเปลี่ยนไป และอาจจะเหมือนเพื่อนคนหนึ่งในแก๊งที่ถูกพ่อกับแม่ไล่ออกจากบ้าน

แบร์รี่ไม่อยากเห็นพ่อแม่ร้องไห้ ไม่อยากถูกต่อว่าที่ไม่ใช่ชายแท้ ไม่อยากทะเลาะจนมองหน้าพ่อกับแม่ไม่ติด ดังนั้น เรื่องที่แบร์รี่เป็นตุ๊ดและชื่นชอบผู้ชายเพศเดียวกัน จำต้องเก็บไว้เป็นความลับ รวมไปถึงความชอบและอนาคตที่ฝันอยากเป็นดีไซเนอร์ แบร์รี่ก็ต้องปิดบังเอาไว้ ให้เป็นเพียงงานอดิเรกที่ต้องแอบทำอย่างหลบๆ ซ่อนๆ

“แบงค์ ลูก พ่อกับแม่กลับมาแล้ว” เสียงทุ้มใหญ่ของบิดาดังก้องไปทั่วบ้าน แบร์รี่สะดุ้งตกใจ เผลอกดดินสอสีไม้แรงจนมันหัก ซ้ำยังเกิดเป็นจุดสีเข้มบนพื้นที่ที่ควรจะเป็นสีอ่อน

“เฮ้อ มีตำหนิเลย” แบร์รี่ถอนหายใจ แล้วรีบกวาดกระดาษทั้งหมดลงลิ้นชักด้วยความรีบเร่ง ไม่มีเวลาให้เสียดายผลงานที่กำลังสร้างสรรค์ ก่อนจะรีบลงไปหาพ่อกับแม่ที่ชั้นล่าง

“ทำไมวันนี้กลับเร็วล่ะครับ” แบร์รี่ถาม พลางเหลือบดูนาฬิกาที่บอกเวลาสี่โมงเย็น

“ก็เมื่อวานซืนอินคลอดลูก วันนี้กลับบ้านแล้ว ก็เลยกลับบ้านเร็วหน่อยจะได้ไปเยี่ยมหลานด้วย”

“คลอดแล้วเหรอครับ”

“ใช่ ลูกผู้ชายด้วยนะ สมใจอยากเขาล่ะ อยากได้ลูกผู้ชายไว้สืบสกุล เห็นว่าคนต่อไปอยากได้เป็นลูกสาว แต่ต้องรอดูว่าจะได้ไหม”

แบร์รี่เม้มปากแน่น เขาไม่ชอบคำว่าอยากได้ลูกชายไว้สืบสกุล แบร์รี่ไม่รู้ว่าผู้ชายคนอื่นคิดยังไง แต่ความคาดหวังแบบนี้ แบร์รี่แบกรับเอาไว้ไม่ได้ เขาไม่ชอบผู้หญิง แล้วเขาจะคบหาและรักผู้หญิงได้ยังไง ไม่ต้องนึกถึงการมีลูกเลย มันไม่มีทางเป็นไปได้

ยิ่งตอนที่มองภาพพ่อกับแม่กำลังอุ้มหลานชายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข แบร์รี่ยิ่งรู้สึกปวดหน่วงในอก คนมีอายุชอบเล่นกับเด็กๆ ชอบการมีลูกหลาน แบร์รี่เห็นมานักต่อนัก พอลูกเติบโตจนมีครอบครัว ก็มักจะบอกให้มีหลานให้อุ้มไวๆ

อินเป็นลูกพี่ลูกน้องของแบร์รี่ อายุห่างกันสิบปี ทันทีที่เรียนจบและเริ่มทำงาน ก็ได้พบกับรักกับคนรัก คบหาดูใจกันสี่ปี ก็แต่งงานไปเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นพ่อกับแม่ทั้งฝั่งของอินและคนเป็นสามีคอยพูดรบเร้ากรอกหูอยู่ทุกวันว่าให้รีบๆ มีหลาน จากนั้นไม่นานอินก็ท้องลูกคนแรก สมใจปู่ย่าตายายที่คาดหวังอยากจะอุ้มหลานเร็วๆ

“น่าเกลียดน่าชังจังลูกเอ้ย” สุดาพูดกับหลานชาย ยิ้มจนแทบไม่เห็นลูกตา เอ็นดูเจ้าตัวเล็กเหลือคณา เหมือนตัวเองได้ย้อนเวลากลับมาอุ้มลูกชายอีกครั้ง

ตอนเด็กๆ น้องแบงค์ก็น่าเกลียดน่าชังแบบนี้ จนอยากจะฟัดหอมแก้มหลายๆ ที

“ถ้าอยากมีหลานแบบนี้บ้าง ก็ต้องรอตอนที่เจ้าแบงค์โตพอจนมีเมียนั่นแหละ แต่ดูถ้าจะนานหน่อยนะ” พี่สาวของสุดาเอ่ยแซว ก่อนจะเบนสายตามองหลานชายที่นั่งจับมือทารกน้อยเล่น

“ในอนาคต ถ้าแบงค์มีลูก ก็จะต้องน่ารักแบบนี้แน่นอน” สุดาพูดยิ้มๆ ด้วยความสุข เธอไม่ได้คิดอะไร ที่พูดไปเพราะไม่ว่าวันหนึ่งหลานจะออกมามีใบหน้าแบบไหน ยังไงก็ต้องน่ารักที่สุดอยู่แล้ว

แบร์รี่มองหน้าหลานก่อนจะยิ้มเศร้า เพราะมีแค่เขาที่รู้ว่าในอนาคตที่พ่อกับแม่คาดหวัง คงไม่มีวันเป็นจริง

 

#ขยับเพื่อนเลื่อนเป็นรัก 

 

............ 

น้องแบร์ลูก มาหอมหัวทีสิคะ โอ๋เอ๋ไม่เศร้านะลูก เดี๋ยวตอนหน้าส่งพี่แรกมาปลอบนะคะคนดี 

บอกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ดราม่านะคะ ไม่ต้องกังวล บทนำแค่ชี้ถึงภูมิหลังของพระนายแล้วก็ครอบครัวแค่นั้นค่ะ เพราะถ้าใครเคยอ่านปราบซ่ามาก่อน จะรู้ว่าไม่มีดราม่าครอบครัวแน่นอน มีแค่ความน่ารักหนุบหนิบหัวใจ และเชื่อเถอะค่ะ ว่าพี่แรกของเรา คลั่งรักไม่แพ้พี่ปราบแน่นอน คอนเฟิร์ม 55555 

Facebook Page : RiRiWorld 

Twitter : @NovelsRiri 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว