facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MW 02 : Dancing in the moonlight

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 00:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MW 02 : Dancing in the moonlight
แบบอักษร

 

Dancing in the moonlight

 

 

กระจกเงาบานยาวแบบเต็มตัวส่องสะท้อนภาพของดีไซเนอร์สาวชาวฝรั่งเศส ขณะที่เธอกำลังตรวจสอบความเรียบร้อยของชุดสูทจากห้องเสื้อแบรนด์ดังระดับโลกอย่างอเล็กซานเดอร์อาโมซู บนเรือนร่างสง่างามของผู้เป็นเจ้าชีวิต

 

“มองอะไรครับ”

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองสำรวจร่างกายของผมที่นั่งอ่านหนังสือรอเขาอยู่บนโซฟา ตาคมไล่มองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าผ่านกระจกเงาบานใหญ่พร้อมยกยิ้มพึงพอใจ

 

“มองทุกอย่างที่เป็นคุณ...ไรวินท์”

 

ไม่ต้องถามว่าเขารู้จักชื่อผมได้อย่างไร เพราะแค่เขาเอ่ยปากสั่งให้ลูกน้องตามสืบประวัติผมมันคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร จะสืบตั้งแต่ผมเป็นตัวอ่อนลอยอยู่ในท้องแม่เลยก็ยังได้

 

“สมบูรณ์แบบค่ะนายท่าน” มือเรียววางทาบอกมองร่างสูงสง่าด้วยความปริ่มเปรม

 

เมื่อดีไซเนอร์ประจำตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้น เธอก็น้อมศีรษะลงเคารพคนเป็นนายก่อนเดินหายออกจากห้องไป

 

“เคยมีใครบอกคุณหรือยังว่าคุณน่ารักแค่ไหน”

 

ผมพยักหน้าลงแทนคำตอบ ตั้งแต่เด็กจนโตผมโดนชมว่าหล่อไม่ถึงสิบครั้ง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนรอบข้างถึงชอบชมว่าผมน่ารัก ทั้งที่จริงแล้วผมหน้าตาหล่อเหลาได้พ่อกับแม่มาเต็มๆ ถึงจะค่อนไปทางแม่มากหน่อยก็เถอะ

 

“วันนี้คุณน่ารักเหลือเกิน น่ารักจนผมละสายตาไปจากคุณไม่ได้เลย”

 

คุณมาร์โคเดินมานั่งลงข้างๆ เขายกนิ้วไล่ไปตามกรอบหน้าผากมนพลางปัดปอยผมที่ลู่ลงปรกหน้าของผมออกอย่างอ่อนโยน ผมลอบมองใบหน้าได้สัดส่วนราวถอดแบบออกมาจากประติมากรรมเดวิดผลงานชิ้นเอกของไมเคิลแองเจโล

 

วันนี้เขาก็หล่อมากเหมือนกัน

 

“โบคุณไม่เรียบร้อย”

 

คุณมาเฟียโน้มหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นพ่นรดบนพวงแก้มเนียน ผมรีบยกมือดันแผ่นอกของเขาพร้อมเลื่อนมืออีกข้างจับโบหูกระต่ายขยับไปมาเปลี่ยนความสนใจไม่ให้เขาขยับเข้ามาใกล้มากกว่านี้

 

หัวใจจะวาย

 

มือหนาล้วงเอากล่องกำมะหยี่สีดำออกจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วเปิดมันออก นิ้วยาวหยิบแหวนเพชรแถวเรียงกว่ายี่สิบกะรัตบรรจงสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของผม

 

“ทำไมคุณต้องสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายให้ผมด้วยล่ะ มันเอาไว้สวมแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงานไม่ใช่เหรอ”

 

การสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายเป็นความเชื่อของชาวโรมันโบราณว่านิ้วมือทั้งสิบของคนเรา มีเพียงนิ้วนางข้างซ้ายเท่านั้นที่มีเส้นเลือดใหญ่ที่ชื่อว่า วีนา อะมอริส (Vena Amoris) หรือเส้นเลือดแห่งความรัก วิ่งตรงเข้าสู่หัวใจ และเชื่อกันว่าหากคู่รักคู่ไหนสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายเหมือนกัน แหวนนั้นจะเป็นตัวเชื่อมอำนาจแห่งความรักของคนทั้งสอง

 

แต่ผมไม่ใช่คนรักของเขาสักหน่อย

 

“แหวนประจำตัวของผม คุณใส่เอาไว้แล้วคุณจะปลอดภัย”

 

ผมก้มลงมองแหวนเพชรบนนิ้วของตัวเอง เพชรบลูมูนไดมอนจำนวนสามเม็ดรายล้อมด้วยเพชรน้ำงามสะอาดใสเปล่งประกายเล่นแสงไฟระยิบระยับเรียงเป็นแถวยาวรอบวง ของมีค่ามากขนาดนี้ทำไมเขาถึงกล้าสวมให้คนที่เพิ่งรู้จักกัน

 

“แน่ใจนะครับ ไม่ใช่ว่าผมใส่แล้วศัตรูของคุณเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นผมแทน”

 

แค่คิดก็ขนลุก ผมไม่อยากวิ่งหนีลูกกระสุนปืนอีกแล้ว ผมยังอยากมีชีวิตกลับไปหาพ่อกับแม่และน้องสาวของผม

 

“ใครมันกล้าแตะต้องคนของผม ผมไม่เอามันไว้แน่”

 

แววตาและน้ำเสียงจริงจังเอ่ยลอดออกจากริมฝีปากหยักได้รูป ไม่ยักจะรู้ว่ามาเฟียอย่างเขาจะปกป้องดูแลลูกน้องดีขนาดนี้

 

“ผมก็ขอให้เป็นแบบนั้น แต่คนอื่นจะเชื่อเหรอว่าผมเป็นลูกน้องของคุณ”

 

ตัวเล็กเท่าลูกแมว แถมหน้าตาไม่ได้ดูน่าเกรงขามเหมือนลูกน้องร่างยักษ์ของเขาเลยสักนิด ไม่มีทางที่คนอื่นจะเชื่อว่าคนอย่างผมจะเป็นลูกน้องของเขาแน่ๆ

 

“เฮ้อออ! ไปกันเถอะ”

 

 

งานเลี้ยงจตุภาคีของแก๊งมาเฟียทั้งสี่แห่งอิตาลี ถูกจัดขึ้นบริเวณโดมกระจกบนชั้นลอยของเรือสำราญมาเชล เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงขับขาน บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราราคาแพง ใบหน้าซุกซ่อนภายใต้หน้ากากแฟนซีลวดลายงดงาม

 

“ต้องสวมหน้ากากด้วยเหรอคุณ”

 

คุณมาร์โคหยิบหน้ากากลูกไม้ตกแต่งด้วยขนนกสีขาวบนโต๊ะด้านหน้าประตูทางเข้า มาวางทาบลงบนใบหน้าของผม

 

“อันนี้น่ารักดีนะ น่ารักเหมือนคุณเลย”

 

รอยยิ้มกว้างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นจากนายท่านมาร์โคกลับประดับบนหน้าคม มือหนาจับตัวผมหมุนหันหลังก่อนเขาจะผูกเชือกของหน้ากากไว้บริเวณหลังศีรษะ เขาคอยถามผมตลอดว่าเขาผูกแน่นหรือหลวมไปหรือเปล่า เอาจริงเขาก็ไม่ได้ดูโหดร้ายสักเท่าไหร่

 

“โอ้! นายท่านมาร์โคผู้ยิ่งใหญ่ สบายดีใช่ไหม”

 

ชายชราร่างท้วมเดินเข้ามาสวมกอดคนตัวสูงแนบแน่น หน้าคมเข้มที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยระบายยิ้มดีใจราวได้เจอลูกหลาน ไม่น่าเชื่อว่าพวกมาเฟียจะมีมุมอ่อนโยน ไม่เห็นเหมือนในซีรีย์ที่ผมเคยดูเลยสักนิด

 

“ดอนกิลเบิร์ต ดีใจที่ได้เจอท่านที่นี่ ท่านสบายดีนะครับ”

 

คุณมาเฟียน้อมศีรษะลงเคารพ เขาคว้าเอวพร้อมดึงให้ผมเข้าไปยืนข้างๆ ผมรีบน้อมศีรษะลงเคารพคนสูงอายุเหมือนอย่างที่เขาทำ

 

“ตั้งแต่ลูกยอมเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจ ผมก็หนีเที่ยวได้บ้างแล้วล่ะนายท่าน ฮ่าๆ”

 

“ใช่สิ ผมได้ข่าวว่าภรรยาคนที่ห้าของท่านเพิ่งคลอดลูกสาวใช่ไหมครับ ยินดีด้วยนะครับ”

 

ภรรยาคนที่ห้า?

 

พวกมาเฟียมีบ้านเล็กบ้านน้อยเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วทำไมในนิยายที่ผมเคยอ่านถึงชอบเขียนว่ามาเฟียรักเดียวใจเดียว

 

เฮ้อออ...เชื่อไม่ได้

 

“ฮ่าๆ ขอบใจนะมาร์โค แล้วเมื่อไหร่ฝั่งเกาะจะมีข่าวดี”

 

ฝั่งเกาะที่ดอนกิลเบิร์ตพูดถึงจะใช่เกาะซิซิลีที่เขาว่ากันว่าเป็นดินแดนแห่งมาเฟียไหมนะ ถ้าใช่นั่นก็แสดงว่าคุณมาร์โคเป็นผู้คุ้มครองเกาะที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างนั้นเหรอ

 

โอ้โห! ไม่ธรรมดา

 

“อีกไม่นานเกินรอหรอกครับ” หน้าคมหันมองผมด้วยสายตาแพรวพราว

 

“คุณผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

 

ผมเลื่อนหน้าไปกระซิบที่ข้างหูของเขาเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท ความจริงผมไม่ได้อยากไปเข้าห้องน้ำหรอก แต่ผมอยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกงานต่างหาก

 

อึดอัดจะแย่

 

“เดี๋ยวผมให้คนพาไป”

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมมีแหวนของคุณคุ้มครองเสียอย่าง ไม่มีใครกล้าทำอะไรผมหรอก”

 

ผมยกมือข้างที่สวมแหวนประจำตัวให้คนเป็นเจ้าของดู เขาพยักหน้าลงแทนคำตอบ ผมแอบเห็นสายตาของเขาหันไปมองทางลูกน้องที่ยืนอยู่รอบบริเวณเชิงบอกว่าให้ตามผมไป

 

เฮ้อ! เจ้ากรรมนายเวรตามติดอีกแล้ว

 

 

ร่างสูงของใครบางคนทรุดลงนั่งพิงราวระเบียงบนชั้นลอยอีกฟากฝั่งของงาน มือใหญ่วางทาบตรงหน้าอก แสงสว่างสีนวลจากดวงจันทร์ลอดผ่านกลุ่มเมฆเบาบางพอให้เห็นสีหน้าอันแสนเจ็บปวด

 

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ผมว่าคุณไปนั่งพักตรงนั้นก่อนดีกว่า มาครับ...ผมช่วย”

 

ผมที่ยืนมองดวงดาวมองพระจันทร์เหลือบไปเห็นเหตุการณ์พอดีจึงรีบวิ่งเข้าไปถาม หน้าคมพยักลงพลางดันตัวลุกขึ้นยืนโดยมีผมคอยช่วยประคอง 

 

“ตัวคุณร้อนรุมๆ คุณโอเคใช่ไหม?”

 

ผมพยุงร่างสูงใหญ่ไปนั่งลงบนม้านั่งไม้ยาวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้พร้อมพ่นลมหายใจออกมา

 

“ขอบคุณ”

 

“คุณมาร่วมงานเลี้ยงเหรอ? แล้วทำไมถึงออกมาตากลมแบบนี้ล่ะ เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอกครับ”

 

“สักหน่อยก็เข้าไปแล้ว ว่าแต่คุณเองก็มาร่วมงานเลี้ยงเหมือนกันเหรอ” ใบหน้าหล่อราวรูปสลักหันมามองเสื้อผ้าของผมก่อนถามออกมา

 

“ครับ แต่ผมไม่รู้จักใครเลย”

 

ถ้าหากคุณมาร์โคไม่บังคับให้ผมมางานเลี้ยงจตุภาคีด้วยเหตุผลที่ว่าคนอื่นจะได้รู้ว่าผมเป็นคนของเขา ป่านนี้ผมคงนอนตีพุงดูซีรีย์อยู่ห้องสบายใจเฉิบ

 

“งานสังคมก็แบบนี้แหละ ผมก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อมันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”

 

เขาหันมามองพร้อมระบายยิ้มอ่อน คำว่าหน้าที่มักมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ ผมเข้าใจคำคำนี้ดีเลยทีเดียว

 

“ตอนนี้คุณดีขึ้นแล้วใช่ไหม คุณเจ็บหน้าอกเหรอ ผมว่าคุณควรกลับไปพักผ่อนจะดีกว่านะ ถ้าเกิดว่าคุณเป็นอะไรขึ้นมาแย่แน่เลย”

 

ถึงแม้ว่าบนเรือสำราญจะมีห้องพยาบาลและทีมแพทย์เตรียมพร้อมตลอดเวลา แต่ถ้าผู้ป่วยอาการหนักเกินกว่าความพร้อมของเครื่องมือแพทย์บนเรือก็จำเป็นต้องนำตัวผู้ป่วยกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลบนฝั่งด้วยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อส่งผู้ป่วยให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด ถึงอย่างนั้นก็ใช้เวลามากพอสมควร

 

“ดีขึ้นแล้วล่ะ ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ถึงเจ็บหน้าอกขึ้นมา”

 

มือหนาลูบหน้าอกของตัวเองไปมาเบาๆ ราวปลอบประโลมความเจ็บปวดให้คลายลง ทำไมผมถึงรู้สึกคุ้นเคยกับผู้ชายคนนี้แปลกๆ เหมือนเคยเจอเขาที่ไหนสักที่หนึ่ง

 

“คุณทำงานหนักจนร่างกายไม่ได้พักผ่อนหรือเปล่าครับ รู้ไหมว่าถ้าเราพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้หัวใจเราทำงานหนักและอาจล้มเหลวได้ ถ้าหัวใจของคุณไม่แข็งแรงร่างกายของคุณก็จะไม่แข็งแรงไปด้วยนะ”

 

“คุณพูดเก่งจัง”

 

ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของเขาทำเอาผมต้องรีบยกมือปิดปากตัวเองทันที ผมลืมตัวไปเลยว่าผมไม่ควรคุยกับคนแปลกหน้า ถ้าเกิดว่าเขาเป็นพวกแก๊งมาเฟียที่ตามไล่ฆ่าผมล่ะจะทำยังไง ยังดีที่มีหน้ากากปิดใบหน้าเอาไว้ไม่อย่างนั้นผมอาจลงไปว่ายน้ำกับฝูงฉลามจริงๆ ผมว่าผมควรรีบกลับเข้างานไปหาคุณมาร์โคดีกว่า

 

“คุณชื่ออะไร คุณบอกผมได้ไหม เผื่อผมจะได้ตอบแทน”

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมต้องกลับเข้าไปในงานแล้ว เดี๋ยวผมถูกเจ้านายบ่นเอา”

 

ผมรีบลุกวิ่งกลับเข้าไปในงานพลางสอดสายตามองหาคุณมาร์โค ตรงนั้นก็ไม่มี ตรงโน้นก็ไม่มี รู้แบบนี้ไม่น่าวิ่งหนีลูกน้องของเขาไปนั่งตากลมเลย

 

หมับ!

 

“คุณหายไปไหนมา! รู้ไหมว่าผมห่วงคุณแทบแย่” เสียงเข้มเอ่ยถามดัง มือหนาบีบข้อมือแน่นจนรู้สึกเจ็บ

 

“คุณผมเจ็บ...” เขารีบปล่อยมือออกเมื่อเห็นสีหน้าเหยเกแสดงความเจ็บปวดออกมา

 

“ผมขอโทษ เจ็บมากไหม”

 

เขาจับข้อมือของผมไปดูพลางเป่าลมออกจากปากรดตรงรอยแดงจากนิ้วทั้งห้าเบาๆ นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่มีใครใช้วิธีนี้ปลอบโยน และคนสุดท้ายที่ผมจำได้คือพี่นัท

 

“ขอโทษนะครับที่ทำให้เป็นห่วง”

 

ผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องเป็นห่วง ยิ่งพอได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล ผมยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นกว่าเดิม

 

“ไม่มีใครทำอะไรคุณใช่ไหม”

 

คุณมาร์โคจับผมหันซ้ายหันขวาไปมาเพื่อตรวจหาความผิดปกติ เมื่อเห็นว่าร่างกายของผมอยู่ครบทั้งสามสิบสองเขาก็พ่นลมหายใจหนักออกมา

 

รู้สึกผิดชะมัด

 

“ขอเชิญผู้นำทั้งสี่ท่านให้เกียรติเปิดฟลอร์เต้นรำด้วยครับ”

 

พิธีกรประกาศเรียกหัวหน้าแก๊งมาเฟียทั้งสี่คนให้ออกไปเปิดฟลอร์เต้นรำ คนในงานต่างยืนล้อมรอบฟลอร์รอชมการเต้นรำของเหล่าผู้นำ

 

“ไรวินท์...คุณจะเป็นคู่เต้นรำให้ผมได้ไหม”

 

ผมพยักหน้าตอบรับ เขาเดินโอบเอวผมตรงไปยังกลางฟลอร์เต้นรำ คุณมาร์โคจับมือผมด้วยมือซ้ายก่อนนิ้วทั้งห้าของเราจะประสานเข้าด้วยกัน มืออีกข้างของเขาวางบนสะบักหลังของผมพลางรั้งตัวของผมเข้าไปจนชิดร่างกำยำ

 

“มือคุณนุ่มดีจัง ถ้าให้เดาไม่ผิดคุณคงเป็นลูกหลานคนมีอันจะกินสินะ”

 

“คุณจะจับผมเรียกค่าไถ่เหรอ?”

 

“คุณเห็นผมเป็นคนยังไง”

 

“โหดร้าย”

 

ผมยกมือขวาวางบนบ่ากว้างเพื่อเป็นหลักยึด เสียงดนตรีจากวงซิมโฟนีออร์เคสตร้าเริ่มบรรเลงอีกครั้ง คุณมาร์โคเลื่อนมือจากสะบักหลังมาลูบไล้บริเวณช่วงเอวของผมไปมาเบาๆ

 

“ยกเว้นแค่กับคุณที่รัก”

 

“ไม่จริง เมื่อตอนเย็นคุณยังบังคับให้ผมทำนู่นทำนี่อยู่เลย”

 

“ต่อไปจะไม่บังคับแล้วครับ”

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายทอดมองมาด้วยความอ่อนโยน ร่างกายของเราทั้งสองกรีดกรายขยับไปตามจังหวะดนตรีบรรเลงอันแสนไพเราะ

 

“เราจะเจอกันอีกเหรอ? ผมว่าเรือจอดเทียบท่าเมื่อไหร่ เราควรแยกย้ายกันดีกว่านะ ผมสัญญาว่าจะไม่เอาเรื่องที่พวกคุณทำอะไรผิดกฎหมายบนเรือไปบอกตำรวจ”

 

“ผมเชื่อใจคุณได้เหรอ?”

 

“สาบานสามนิ้วเลย” ผมปล่อยมือจากไหล่กว้างยกสามนิ้วชูให้เขาดู

 

“รู้ไหมว่าคำสาบานมันจะมีผลเมื่อไหร่?”

 

“เมื่อไหร่ครับ?”

 

มือหนารั้งเอวคอดเว้าเข้าประชิดร่างกำยำ หน้าคมโน้มลงจนริมฝีปากของเราทั้งสองคนสัมผัสกันแผ่วเบา

 

“คุณ...”

 

ตาคมจ้องลึกเข้ามาประสานดวงตาของผมนิ่งนานราวถูกร่ายมนตร์สะกด

 

ตาคู่นั้นของเขาช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน

 

“ตัวคุณหอมอีกแล้วที่รัก”

 

ฟีโรโมนกลิ่นจูเลียตโรสลอยฟุ้งกระจายจากผิวกายขาวเนียนละเอียด ปากหยักขบเม้มละเลียดชิมกลีบปากบางนุ่มดุจกลีบกุหลาบ เรียวลิ้นอุ่นสอดแทรกเข้าหาความหวานฉ่ำกวาดวนไปจนทั่วโพรงปากอ่อนนุ่ม

 

“อะ อือออ...”

 

มือเล็กบีบไหล่หนาแน่นปล่อยให้ผึ้งตัวผู้ได้กลืนกินน้ำหวานตามความต้องการ ช่องท้องปั่นป่วนคล้ายมีผีเสื้อนับล้านแข่งขันกันกระพือปีก ร่างกายเริ่มร้อนระอุราวถูกไฟโลกันตร์แผดเผาจนมอดไหม้

 

ต้องการ

 

ร่างกายของผมต้องการเขา

 

ต้องการจนแทบบ้า

 

“ที่รักมองหน้าผม”

 

คุณมาร์โคผละจูบออก มือทั้งสองประคองแก้มนวลให้มองหน้าเขา อารมณ์ความร้อนรุ่มภายในกายพัดโหมกระหน่ำจนยากเกินควบคุม

 

“อือ! คะ...คุณมาร์โค”

 

ดวงตาปรือมองอ้อนวอนคนตรงหน้า ความกระสันใคร่อยากวิ่งพล่านตีตื้นขึ้นมาแทนที่สติที่เริ่มพร่าเลือน มือลดลงปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ด

 

“เวรเอ๊ย! ฉันจะพาไรวินท์กลับห้อง นายอยู่เป็นตัวแทนฉันไปก่อนแล้วกัน”

 

เสียงสบถดังก้องกระทบโสตประสาท ร่างอ่อนระทวยลอยหวือขึ้นเหนือพื้น มือยกโอบกอดรอบลำคอแกร่งพลางซุกหน้าลงกับแผ่นอกกว้าง

 

อืม...กลิ่นแชมเปญบนตัวเขาหอมจัง

 

อยากชิมแล้วสิ

 

“คุณยาอยู่ไหน”

 

คุณมาเฟียวางผมลงบนเตียงนุ่มคล้ายปุยเมฆ ก่อนเขาจะเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายข้างของผมเพื่อหายาระงับฮีทด้วยความร้อนรน เขาควบคุมอารมณ์ของตัวเองไว้ได้ยังไงกันนะ ทำไมเขาไม่รู้สึกทรมานเหมือนที่ผมกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้

 

“ทำไมไม่มีวะ!”

 

ถึงแม้ว่าเขาจะหายาเจอ แต่ตอนนี้ไม่ว่ายาอะไรก็ไม่สามารถทัดทานแรงปรารถนาของผมได้อีกแล้ว

 

ผมเลื่อนมือปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ออกจากร่างกายตัวเองจนล่อนจ้อน พลางยันตัวนั่งชันเข่าอ้าขาออกพอให้มือได้ลูบไล้แกนกลางกายน่ารักได้อย่างถนัด ก่อนค่อยๆ เลื่อนนิ้วเรียววนรอบรอยจีบสีชมพูอ่อนและค่อยๆ กดมันผ่านเข้าไปในช่องทางอ่อนนุ่ม ฟันเรียงสวยกัดริมฝีปากด้วยความทรมานจนกลายเป็นสีแดงช้ำ

 

“อ๊ะ! นะ...นายท่าน!”

 

เสียงสั่นเครือเอ่ยเรียกคนตัวสูงให้หันกลับมา ดวงตากลมโตมองออดอ้อน ขอบตาร้อนผ่าวเอ่อรื้นด้วยหยาดน้ำตาใสจากความเสียดเสียว

 

“อึก! ช่วยทำรักน้องวินที”

 

 

 

 

 

 

---------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

To be continued...

 

น้องวินนนน! ไม้เรียวแม่วีร์อยู่ไหนไรท์จะเอาไปซ่อน เดี๋ยวโดนตี

 

ตอนนี้เอาพริกไปกินหนึ่งเม็ดพอ

 

ป.ล.ตอนหน้าพริกหมดสวนค่ะ นายท่านเหมา!

 

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

กดหัวใจ และเม้นท์เป็นกำลังใจให้ไรท์หน่อยน้าาา // อ้อนรีดเดอร์หนักมาก

 

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

 

ความคิดเห็น