facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : MN 01 : Your smell like my soulmate

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.5k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2564 00:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
MN 01 : Your smell like my soulmate
แบบอักษร

 

Welcome to my world

 

Your smell like my soulmate

 

 

คุณเชื่อในโชคชะตาหรือเปล่า?

 

 

เรือสำราญขนาดมหึมาลอยละล่องเหนือท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผืนน้ำสีครามทอดยาวสุดลูกหูลูกตาจรดเส้นขอบฟ้าสีส้มอมแดงจากแสงของดวงตะวันที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า สายลมเย็นสบายพัดปะทะผิวกายขาวเนียนละเอียดดุจแพรไหมของ ‘ไรวินท์ เวชพิสิฐ’ นักศึกษาทุนปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งโรม

 

“ผมมาที่นี่ตามที่พี่บอกแล้วนะ มันสวยเหมือนภาพที่พี่เคยถ่ายส่งไปให้ผมดูเลย ความจริงผมอยากให้พี่มายืนอยู่ด้วยกันกับผมตรงนี้แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้ พี่อยู่ข้างบนนั้นมีความสุขดีใช่ไหม เทวดากับนางฟ้าข้างบนนั้นน่ารักเท่าผมหรือเปล่า พี่เคยบอกว่าไม่ชอบเห็นผมร้องไห้ ตอนนี้ผมยิ้มได้แล้วนะ ผมเก่งไหมล่ะ ผมเข้มแข็งขึ้นมากแล้วพี่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมมาที่นี่เพื่อจะบอกกับพี่ว่าผมจะก้าวออกจากความเสียใจและจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามคำขอสุดท้าย พี่กิต...ผมคิดถึงพี่มากนะ”

 

เสียงแผ่วเบาเปล่งออกจากเรียวปากบางเป็นกระจับ หนึ่งปีแล้วที่ชายอันเป็นที่รักต้องลาจากโลกใบนี้ไป คนเคยคบกันมานานกว่าเจ็ดปีมันไม่ง่ายเลยที่จะลืมเลือนภาพความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นในอดีต กว่าจะผ่านพ้นวันเวลาอันแสนทรมานมาได้มันช่างยากเย็นเหลือเกิน แต่วันนี้เขาได้ตัดสินใจแล้วที่จะก้าวผ่านเรื่องราวความเจ็บปวดเหล่านั้น

 

“พี่เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะ”

 

ห้องแฟมิลี่สวีททางด้านท้ายเรือสำราญราเชลตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีขาวฟ้าพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เมื่อเลื่อนบานประตูกระจกด้านหลังห้องออกก็จะพบกับระเบียงที่สามารถเดินออกไปรับชมทัศนียภาพของท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างเต็มอิ่ม

 

“งานเลี้ยงเริ่มกี่โมง”

 

คิงส์อัลฟ่าเจ้าของร่างสง่างามนั่งเอนตัวพิงพนักโซฟาด้วยความเหนื่อยล้าจากการประชุมที่เพิ่งผ่านพ้นไป นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหลุบต่ำลงมองแหวนเพชรแถวเรียงบนนิ้วของตัวเอง

 

“หนึ่งทุ่มครับนายท่าน”

 

ชายร่างยักษ์ในชุดสูทสีดำสนิทตอบกลับคนเป็นนาย งานเลี้ยงบอร์ดบริหารพรรคการเมืองท้องถิ่นของเกาะซิซิลีจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า และเจ้านายของเขา 'นายท่านมาร์โค กัสเซลโล' ต้องเป็นประธานพิธีกล่าวเปิดงาน

 

ทุกสิ่งทุกอย่างบนเกาะซิซิลีตกอยู่ภายใต้อาณัติของอัลฟ่าหนุ่มลูกครึ่งอิตาเลียน-ไทย คนนี้เพียงคนเดียว

 

“อย่าลืมงานที่ฉันสั่งให้ไปทำ พรุ่งนี้ข้อมูลทุกอย่างต้องมาวางอยู่บนโต๊ะ ไม่อย่างนั้นพวกนายเตรียมตัวหางานใหม่ได้เลย”

 

หน้าคมเงยมองลูกน้องคนสนิทด้วยสีหน้าจริงจัง เขาต้องการข้อมูลการสัมปทานขุดเจาะน้ำมันแถบประเทศตะวันออกกลางโดยด่วน ไม่อย่างนั้นมีหวังบริษัทคู่แข่งบนแผ่นดินใหญ่ได้ชิงตัดหน้าคว้าขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาลไปเสียก่อน

 

“นายท่านเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

 

ชายร่างกำยำชนชั้นเบต้าเอ่ยถามเมื่อเห็นคนเป็นนายทำจมูกฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นอะไรบางอย่าง

 

ฟีโรโมนกลิ่นกุหลาบพันธุ์หายากอย่างจูเลียตโรสโบราณ ลอยอวลแตะปลายจมูกเย้ายวนปลุกอารมณ์ความต้องการของคิงส์อัลฟ่าให้ฟุ้งซ่านจนแทบอดใจไม่ไหว มันเป็นกลิ่นแห่งความปรารถนา ความเสน่หา และความสุขสม

 

ใครกันที่เป็นเจ้าของกลิ่นจูเลียตโรส

 

“ฉันได้กลิ่นกุหลาบ ไปตามหาเจ้าของกลิ่นมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

 

เสียงทุ้มตะโกนสั่งด้วยความหงุดหงิด ตอนนี้เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้คงที่ได้เลย คิ้วเข้มของลูกน้องคนสนิททั้งสองขมวดเข้าหากันอย่างนึกสงสัย เจ้านายของเขาเกลียดดอกกุหลาบเข้าไส้ แต่ทำไมถึงสั่งให้เขาไปตามหาเจ้าของกลิ่นมาให้เสียอย่างนั้น

 

นายท่านจะจัดการสั่งเก็บเจ้าของกลิ่นกุหลาบอย่างนั้นหรือ?

 

“บนเรือสำราญลำนี้ไม่มีใครที่มีกลิ่นกุหลาบตามที่นายท่านต้องการเลยแม้แต่คนเดียว”

 

หลังจากได้รับคำสั่ง เขากับลูกน้องอีกหลายสิบคนก็ช่วยกันออกตามหาเจ้าของกลิ่นตามที่เจ้านายต้องการ จริงๆ แล้วเรือสำราญลำนี้ไม่อนุญาตให้นำน้ำหอมหรือของใช้ที่มีกลิ่นกุหลาบขึ้นเรือตามที่แจ้งไว้ในใบจำหน่ายตั๋ว เพราะเจ้าของเรือสำราญลำนี้เกลียดดอกกุหลาบเข้ากระดูกดำ

 

หรือกลิ่นกุหลาบที่นายท่านให้ตามหาจะเป็นกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้า ที่มีเพียงอัลฟ่าเท่านั้นที่จะสามารถรับกลิ่นได้ พวกเขาถึงตามหาเจ้าของกลิ่นไม่เจอ

 

“จะเป็นไปได้ไงวะ! ตอนนี้ฉันก็ยังได้กลิ่น”

 

มาร์โคลุกออกจากห้องพักอย่างหัวเสีย ถ้าหากว่าเขาตามหาเจ้าของกลิ่นไม่เจอ มีหวังงานเลี้ยงบอร์ดบริหารเย็นนี้ล่มไม่เป็นท่า

 

ตุบ!

 

“ขอโทษครับ ผมเดินซุ่มซ่ามไปหน่อย คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

 

เจ้าของเรือนร่างบอบบางก้มลงเก็บสมุดไดอารี่และภาพถ่ายที่ตกกระจัดกระจายบนพื้นก่อนเงยหน้าขึ้นถามคนที่เขาเพิ่งเดินชน ตาคมเป็นประกายแวววับเมื่อเขาค้นพบต้นตอที่ทำให้เขาฟุ้งซ่านแผ่ออกมาจากร่างกายคนตรงหน้า น่าแปลกที่เขาไม่รู้สึกเหม็นกลิ่นจูเลียตโรสของคนตัวเล็กเลยแม้แต่นิด ทว่ามันกลับหอมเสียจนอยากเก็บเอาไว้ข้างกาย

 

หรือว่าผู้ชายหน้าหวานคนนี้เป็นควีนโอเมก้า เพราะมีแค่เพียงควีนโอเมก้าเท่านั้นที่จะทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้

 

ตามคำทำนายของผู้เฒ่าตระกูลกัสเซลโลบอกเอาไว้ว่า เมื่อเขาได้กลิ่นหอมของดอกกุหลาบนั่นแสดงว่าเขาได้พบคู่แห่งโชคชะตาแล้ว

 

ชายหน้าสวยคนนี้เป็นคู่ของเขาอย่างนั้นเหรอ?

 

“คุณโอเคไหม? สีหน้าคุณดูไม่ค่อยดีเลย”

 

ไรวินท์มองหน้าซีดเผือดไร้สีสันของคนที่สูงกว่าตัวเองราวยี่สิบเซนติเมตร ดวงตาคมพินิจพิจารณามองว่าที่ภรรยาในอนาคต ตัวเล็กน่ารักน่าทะนุถนอมจนอยากจับขังไว้ในกรงทอง

 

“อืม...”

 

โชคดีที่เขาฉีดยาระงับอาการรัทก่อนมาเจอเจ้าของกลิ่น ไม่อย่างนั้นเขาได้จับคนตัวเล็กพาดบ่าพาเข้าห้องเสพความสุขสมไปแล้ว แต่ถึงอยากทำอย่างนั้นมากแค่ไหน เขาก็ต้องข่มใจเอาไว้เพราะเขาไม่อยากบังคับหรือขืนใจใครถ้าคนคนนั้นไม่ได้เรียกร้องหรือยินยอม

 

“ถ้าคุณไม่เป็นอะไรแล้ว อย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

 

“เดี๋ยวสิ คุณชื่ออะไร”

 

“แม่ผมสอนว่าอย่าบอกชื่อกับคนแปลกหน้า”

 

คนตัวเล็กยกยิ้มมุมปากก่อนเดินกระชับสมุดไดอารี่และกระเป๋ากล้องสะพายข้างไปตามทางเดิน โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าได้ปล่อยกลิ่นฟีโรโมนออกมารบกวนเจ้าพ่อมาเฟียแห่งซิซิลีจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 

แสบใช่เล่น

 

“นายท่านสนใจผู้ชายคนนั้นเหรอครับ”

 

อันเดรลูกน้องคนสนิทที่ยืนสังเกตการณ์เดินเข้ามาถามหลังจากชายหน้าหวานคนนั้นเดินจากไปแล้ว ดวงตาคมกริบมองตามร่างบางที่ค่อยๆ เดินลับตาไปด้วยใจปรารถนา

“รู้ใช่ไหมว่าต้องทำอะไร”

 

 

 

[Part : Raiwin]

 

ปัง! ปัง! ปัง!

 

ขณะที่ผมกำลังเก็บภาพบรรยากาศท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนบนชั้นดาดฟ้าของเรือสำราญราเชล อยู่ๆ เสียงปืนก็ดังสนั่นกระทบโสตประสาทเข้าอย่างจัง ผมรีบยกมือขึ้นปิดหูทั้งยังถือกล้องถ่ายรูปในมือ ใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำระรัวแรงราววิ่งมานานหลายชั่วโมง ร่างกายของผมเริ่มอ่อนแรงและในที่สุดมันก็ลงไปนั่งกองกับพื้นจนได้

 

ใครมายิงปืนแถวนี้นะ

 

เรือสำราญลำนี้ เขาอนุญาตให้นำอาวุธขึ้นมาได้ด้วยหรือไงกัน?

 

เสียงดังน่ากลัวสงบลงไปนานแล้ว ผมพยายามเรียกสติที่มันแตกกระเจิงให้กลับเข้าที่ มือเอื้อมเกาะราวระเบียงเพื่อพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน

 

เฮ้อออ!

 

เมื่อไหร่โรคกลัวเสียงดังจะหายสักที

 

ทุกครั้งที่ผมได้ยินเสียงดัง หัวใจของผมจะเต้นเร็วผิดปกติ หายใจลำบากติดขัด ร่างกายขยับไม่ได้ชั่วคราว และรู้สึกเหมือนกำลังจะตายลงไปให้ได้ ผมมีอาการแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้และคุณหมอวินิจฉัยว่าผมเป็นโรคกลัวเสียงดัง หรือทางการแพทย์เรียกว่าอะคูสติกโฟเบีย (Acousticophobia)

 

ผมค่อยๆ เกาะราวระเบียงเดินอ้อมหลังห้องอาหารที่ปิดช่วงเวลากลางวัน เพื่อเดินไปยังบันไดทางลง ทว่าสายตาของผมดันไปสะดุดเข้ากับภาพอันน่าสยดสยอง

 

คะ... คนตาย!

 

ภาพตรงหน้าของผมมันชัดเจนเกินกว่าจะเรียกว่าความฝันหรือมโนคิดไปเอง ชายฝรั่งร่างยักษ์กำลังยกร่างไร้วิญญาณที่โชกชุ่มไปด้วยเลือดของชายชาวเอเชียโยนทิ้งลงทะเล

 

เหี้ยยย!

 

ผมรีบยกมือปิดปากห้ามไม่ให้เสียงร้องตกใจดังลอดออกมา ผมว่าผมควรถอยไปหลบหลังห้องอาหารจนกว่าคนโหดเหี้ยมพวกนั้นจะเดินจากไป

 

แชะ!

 

กล้องไม่รักดีดันส่งเสียงเรียกแขก หน้าคมเข้มของคนที่กำลังถือปืนมองมายังต้นกำเนิดเสียงด้วยแววตาวาวโรจน์ดุจพญามาร

 

ฉิบหาย!

 

วิ่งไปจากตรงนี้เร็วไรวินท์!

 

ทว่าเท้าเฮงซวยของผมมันกลับไม่ยอมตอบสนองคำสั่งจากสมอง ชายฉกรรจ์มีแผลเป็นรอยบากบนหน้าหันปากกระบอกปืนพร้อมเดินตรงเข้ามาหาผม

 

แม่จ๋าน้องวินอยากกลับบ้าน

 

“ตามผมมา”

 

มือของใครบางคนเข้ามาคว้าแขนของผมให้วิ่งตามเขาลงบันไดไปยังด้านล่าง เขาเลื่อนมือลงมาจับมือเย็นเฉียบยิ่งกว่าก้อนน้ำแข็งของผมไว้แน่น เสียงตะโกนสั่งให้ฆ่าผมทิ้งดังไล่หลังเข้ามาทุกที ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาช่วยกำลังจะพาผมไปที่ไหน แต่มันคงดีกว่ายืนเป็นเป้านิ่งให้คนใจร้ายพวกนั้นฆ่าตาย

 

ประตูเหล็กของห้องเก็บผ้าถูกเปิดออก เขาดันผมเข้าไปข้างในก่อนรีบปิดล็อกประตูแน่นหนา ภาพร่างไร้วิญญาณของชายคนนั้นลอยเข้ามาในความคิด ร่างกายที่มันยังไม่สมบูรณ์ของผมทรุดนั่งลงบนพื้นอีกครั้ง สติเริ่มหลุดลอยจนสมองขาวโพลน ผมยกแขนโอบกอดร่างกายของตัวเองราวปลอบประโลมให้หายจากความหวาดกลัว

 

“คุณ...มองหน้าผม”

 

เสียงทุ้มเรียกผมให้หลุดออกจากห้วงแห่งความคิด มือหนายกกอบกุมใบหน้าของผมให้มองที่หน้าของเขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายคู่นั้นผมรู้สึกคุ้นมันเหลือเกิน

 

ใช่! เขาคือคนที่ผมเดินชนเมื่อวันก่อน

 

“คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

 

“พวกเขาจะฆ่าผมใช่ไหม”

 

ผมหันมองประตูเหล็กที่ถูกปิดแน่น เสียงฝีเท้าด้านนอกดังใกล้เข้ามา ยิ่งเสียงนั้นดังเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่หัวใจของผมมันก็ยิ่งเต้นแรงมากจนแทบระเบิด

 

ผมยังไม่อยากตาย

 

“อยู่กับผม คุณจะไม่เป็นอะไร”

 

เสียงปืนดังรัวหน้าประตู เขายกมือขึ้นปิดหูของผมเอาไว้เหมือนรู้ว่าผมกลัว เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร ตัวผมสั่นเป็นเจ้าเข้าขนาดนี้

 

“คุณเชื่อใจผมไหม”

 

ผมพยักหน้าลงตอบรับ น่าแปลก...ทำไมผมถึงรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้

 

บานประตูเหล็กถูกผลักออกจนกระแทกกับผนังห้อง ร่างกำยำของชายหน้าโหดก้าวเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์นับสิบชีวิต ปืนกระบอกสีดำมะเมื่อมเล็งมาที่พวกเราทั้งสองคน

 

อยากให้สถานการณ์ตอนนี้เป็นเพียงแค่ฉากภาพยนตร์ในเน็ตฟลิกซ์

 

เขาปล่อยมือออกก่อนลุกยืนเผชิญหน้ากับชายที่ดูแล้วน่าจะเป็นหัวหน้าของคนพวกนั้น เขาเดินเข้าไปจนปลายกระบอกปืนจ่อเข้าที่หน้าผาก

 

นั่นมันปืนไม่ใช่ที่ตรวจไข้นะคุณ!

 

“ผมไม่อยากมีปัญหากับนายท่าน ได้โปรดหลีกทางให้กระผมด้วยเถอะครับ” ชายคนนั้นน้อมศีรษะลงอย่างเคารพ

 

นายท่าน? ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงเรียกคนตัวสูงว่านายท่าน คำว่านายท่านมันใช้เรียกพวกมาเฟียไม่ใช่หรือไง

 

เดี๋ยวนะ...เขาเป็นมาเฟียอย่างนั้นเหรอ!

 

“ถ้าพวกมึงแตะต้องเมียกูแม้แต่เศษเสี้ยวปลายเล็บ อย่าหวังว่าชีวิตของพวกมึงจะได้อยู่อย่างสงบสุข เพราะที่ที่เหมาะกับพวกมึงมีแต่ปรโลกเท่านั้น!”

 

 

แก้วเซรามิกลายจุดสีทองสไตล์นอร์ดิกวางแน่นิ่งบนโต๊ะกลางภายในห้องแฟมิลี่สวีท ดวงตาคมมองแก้วชาดอกลาเวนเดอร์สลับกับมองผมที่นั่งหน้าซีดเป็นไก่ต้มบนโซฟา

 

“คุณยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะออกจากห้องของผมสินะ”

 

น้ำเสียงเรียบเอ่ยถาม ระหว่างเหตุการณ์นองเลือด เขาก็สั่งให้คนพาผมมารออยู่ที่ห้องพักของเขา พอผมหายจากอาการหวาดกลัว ผมก็คิดว่าผมควรรีบกลับห้องพักและขังตัวเองอยู่ในนั้นจนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้ที่เรือจอดเทียบท่า แต่เมื่อเปิดประตูห้องออกกลับมีชายฝรั่งร่างยักษ์สองคนยืนทำหน้าเข้มพร้อมเปิดเสื้อสูทโชว์อาวุธปืนที่เหน็บอยู่บริเวณเอวให้ผมเห็นจนต้องถอยร่นกลับมานั่งแหมะลงบนโซฟาดังเดิม

 

“คะ...คุณยิงคน”

 

ภาพลูกกระสุนทะลุกลางลำตัวชายที่เอาปืนจ่อหน้าผากของคนที่พวกมันเรียกว่านายท่าน ทั้งเลือดสีแดงฉานไหลซึมเสื้อสูทสีดำขลับให้กลายเป็นสีดำช้ำยังคงติดตา ไม่ว่าจะสลัดมันออกจากความคิดเท่าไหร่ แต่ภาพเหล่านั้นมันยังคงติดตาของผมอยู่ดี

 

“ผมเปล่ายิงสักหน่อย ลูกน้องผมยิงต่างหาก”

 

ใช่...เขาไม่ได้เป็นคนยิง แต่ชายร่างกำยำที่เดินเข้ามาสมทบทีหลังเป็นคนลั่นไกปืนเจาะกลางอกต่างหาก

 

“เขาจะตายไหม” แล้วทำไมผมต้องเป็นห่วงคนที่จะฆ่าผมด้วย

 

“หึ! ไม่หรอก ไม่น่าโดนจุดสำคัญ”

 

ถึงเขาจะบอกว่าไม่โดนจุดสำคัญ แต่เลือดท่วมตัวขนาดนั้น ผมว่าชายคนนั้นไม่มีทางรอดจากเงื้อมมือของพญามัจจุราชหรอก

 

“อะ เอ่อ...คุณชื่ออะไรเหรอ”

 

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งเมื่อเราทั้งสองคนต่างไม่พูดอะไรกัน แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่าผมยังไม่รู้จักชื่อของเขาเลยถามออกไป ร่างสูงยกแขนกอดอกนั่งมองหน้าผมเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

 

หรือว่ามีอะไรติดที่หน้าของผมอย่างนั้นเหรอ?

 

“มาร์โค”

 

“ขอบคุณนะคุณมาร์โคที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้”

 

ผมยกมือไหว้ขอบคุณทั้งที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะเข้าใจในสิ่งที่ผมทำหรือเปล่า แต่ผมชินกับการทำแบบนี้ไปเสียแล้วสิ

 

“เปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นได้ไหม”

 

“คุณต้องการเงินเหรอ? ได้สิ ถึงฝั่งแล้วผมจะไปถอนเอามาให้คุณทันทีเลย แต่ว่าในบัญชีผมมีไม่มากหรอกนะ แต่ถ้าคุณไม่รีบผมจะให้พ่อของผมโอนมาให้ คุณรอได้หรือเปล่าล่ะ”

 

“หึ! ผมรวยแล้ว ผมจะเอาเงินจากคุณมาอีกทำไม”

 

นั่นสินะ มาเฟียพวกนี้มีเงินเก็บไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนล้าน เขาคงไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเงินแค่ไม่กี่ยูโร แล้วเขาต้องการอะไรจากผมกัน

 

“แล้วคุณต้องการอะไร”

 

เขาลุกจากโซฟาฝั่งตรงข้ามมานั่งลงข้างๆ มือหนารั้งเอวของผมให้ไปนั่งลงบนตักพลางใช้วงแขนแกร่งตวัดกอดรอบเอวของผมไว้แน่น

 

“คุณมากอดผมทำไมเนี่ย ปล่อย!”

 

ผมทั้งแกะมือทั้งดันแขนของเขาออกแต่ก็ไม่สำเร็จ มือคนหรือตีนตุ๊กแกทำไมมันเหนียวขนาดนี้ ยิ่งผมดิ้นมากเท่าไหร่เขาก็ขยับกอดแน่นมากขึ้นเท่านั้น

 

“อย่าดิ้นสิ ถ้าคุณดิ้นผมจะจูบคุณ”

 

เสียงของเขาจริงจังจนผมต้องนั่งนิ่งเป็นรูปปั้นประดับสวน ลมหายใจอุ่นพ่นรดบริเวณต้นคอจนรู้สึกร้อนผ่าว หัวใจของผมเพิ่มจังหวะการเต้นจนเหมือนมันกำลังจะกระดอนออกจากอก

 

“คุณต้องการอะไรก็พูดมาสิ”

 

เป็นผมเองที่เอ่ยถามเขาก่อน แต่อยู่ๆ แผ่นหลังของผมก็เหมือนมีอะไรบางอย่างวางนาบลง

 

“คืนนี้มีงานเลี้ยงจตุภาคี คุณต้องไปกับผม”

 

เขายอมคลายกอดออกพอให้ผมได้หายใจหายคอ แต่ก็ไม่ยอมให้ผมลุกออกจากตักอยู่ดี

 

“จตุภาคี?” ผมหันหน้าไปมองด้วยสายตามีคำถาม

 

“อืม...แก๊งมาเฟียทั้งสี่แห่งอิตาลี”

 

หาาา! เขาจะให้ผมไปเผชิญหน้ากับพวกแก๊งมาเฟียเนี่ยนะ ผมเพิ่งรอดตายมาหยกๆ เขาจะพาผมไปตายอีกหรือไง ใครๆ ก็รู้ว่าพวกมาเฟียมันโหดร้ายขนาดไหน ไม่ต้องไปดูไหนไกลหรอกครับ ดูคนที่กอดผมอยู่นี่แหละ

 

“ผมจำเป็นต้องไปด้วยเหรอ”

 

“อืม...ทุกคนจะได้รู้ว่าคุณคือคนของผม แล้วจะไม่มีใครกล้ามายุ่งกับคุณอีก หรือว่าคุณอยากลงไปว่ายน้ำเล่นกับฉลามก็ตามใจ”

 

“ผมมีทางเลือกหรือไง”

 

ถ้าให้ผมเลือกระหว่างเป็นคนของมาเฟียกับลงไปว่ายน้ำเล่นกับฉลามในทะเล ผมว่าผมเลือกอย่างแรกดีกว่าอย่างน้อยก็ยังมีชีวิตไปเจอหน้าพ่อหน้าแม่ ว่าแต่...เป็นคนของเขา หมายถึงผมเป็นลูกน้องของเขาใช่ไหม

 

น้ำหน้าอย่างผมเป็นลูกน้องมาเฟียเนี่ยนะ? ใครเชื่อก็บ้าแล้ว

 

“ไม่มีครับที่รัก”

 

“ใครเป็นที่รักคุณอย่ามั่วดิ”

 

ผมหันขวับมองคนที่กอดผมไม่ยอมปล่อย คิ้วเข้มเลิกอย่างไม่ใส่ใจแถมยังแอบขโมยหอมแก้มผมไปฟอดใหญ่

 

ทำไมผมรู้สึกเปลืองตัวจัง?

 

“ไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว”

 

“ผมไม่มี...”

 

ยังไม่ทันจะได้พูดจนจบประโยค ประตูห้องพักก็ถูกเปิดออกพร้อมกับมีผู้หญิงผมบลอนด์เข็นราวแขวนชุดทองเหลืองที่มีชุดสูทสีหวานแขนเรียงจนเต็มมาหยุดตรงหน้า

 

“ชุดสำหรับคนของนายท่าน ฉันเตรียมมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ” หญิงสาวผมบอนด์ก้มศีรษะลงเล็กน้อยก่อนเงยหน้าส่งยิ้มหวาน

 

“ไปสิ ถ้าคุณไม่ไปตอนนี้ผมจะเป็นคนเปลี่ยนชุดให้คุณเอง”

 

ผมรีบลุกเดินตามผู้หญิงคนนั้นเข้าไปในห้องแต่งตัวด้วยความรวดเร็ว ขืนชักช้ามีหวังนายท่านนั่นได้จับผมแต่งตัวแน่

 

ห้องแต่งตัวบนเรือสำราญตกแต่งหรูหรากว่าที่ผมคิดเอาไว้ หลอดไฟของโต๊ะเครื่องแป้งถูกเปิดสว่างสาดแสงไปทั่วห้อง เธอหยิบชุดมาวางทาบบนตัวผมจนหมดทั้งราว กว่าจะเลือกชุดที่เข้ากันกับผมได้กินเวลาไปเกือบชั่วโมง

 

“นายท่านชอบสีขาว ฉันว่าชุดนี้เหมาะกับคุณมากนะคะ”

 

“แล้วทำไมผมต้องใส่ชุดสีที่เขาชอบด้วย”

 

เธอไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับดันตัวผมให้เดินเข้าไปในห้องน้ำและจัดการเปิดน้ำอุ่นลงในอ่างอาบน้ำขนาดพอดีตัว

 

“ฉันจะอาบน้ำและขัดผิวให้คุณค่ะ”

 

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมทำเอง”

 

“ไม่ได้ค่ะ!”

 

เธอพูดเสียงดังพร้อมเหลือบมองปืนพกกระบอกสีดำขลับที่วางบนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าพร้อมยกยิ้มมุมปาก

 

เฮ้อออ...ผมจะมีชีวิตรอดกลับขึ้นฝั่งไหมนะ

 

“ผมไม่ถอดเสื้อผ้านะ”

 

เอาวะ! ในเมื่อไม่มีทางเลือก วิธีนี้แหละน่าจะดีที่สุด

 

“ที่บ้านคุณใส่เสื้อผ้าอาบน้ำหรือไง”

 

เสียงเข้มของร่างสูงที่ยืนพิงขอบประตูเอ่ยถาม สาวผมบลอนด์ขยับตัวหลีกทางให้คนเป็นนายเดินเข้ามา มือหนายกขึ้นเป็นเชิงบอกให้เธอออกไป เมื่อประตูห้องน้ำปิดลงนิ้วเรียวเริ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตก่อนถอดมันออกพร้อมก้าวขายาวเดินเข้ามาหาผมที่ค่อยๆ ถอยหลังหนีจนชนเข้ากับกำแพง ฝ่ามือใหญ่ค้ำผนังล็อกร่างของผมให้อยู่ในวงแขนของเขา

 

“คุณจะทำอะไร”

 

“อาบน้ำพร้อมคุณไง เหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงเราต้องไปถึงงาน ผมไม่อยากไปสายหรอกนะ”

 

เขาเลื่อนมือปลดตะขอกางเกงและถอดมันออกโยนลงตะกร้า ร่างเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อได้สัดส่วนเรียงสวยขยับไปยืนใต้ฝักบัวและปล่อยให้น้ำไหลรดลงมาจากหัวจรดปลายเท้า แต่สิ่งที่ทำให้ผมยืนนิ่งเหมือนร่างไร้วิญญาณกลับเป็นส่วนกลางลำตัวของเขา

 

อึกกก!

 

แปะ...

 

“เห้ย!”

 

เลือดสีแดงสดไหลออกจากรูจมูกร่วงหล่นลงบนพื้นกระเบื้อง เขารีบคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันรอบเอวแล้วช้อนตัวผมออกไปนั่งตัวตรงบนโซฟา เขาวิ่งออกไปจากห้องแต่งตัวก่อนกลับเข้ามาพร้อมผ้าเย็นและใช้มันประคบข้างจมูกจนเลือดกำเดาเริ่มหยุดไหล

 

ขายหน้าชะมัดเลย

 

มืออีกข้างปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนของผมออกเมื่อเห็นว่ามันโชกชุ่มไปด้วยเลือดก่อนใช้ทิชชูเช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อนบริเวณไหปลาร้า ทว่าตาคมกลับจ้องสร้อยคอของผมไม่ละสายตา

 

“สร้อยคุณ...”

 

“อ๋อ...พี่ชายผมให้มาน่ะ มันน่ารักใช่ไหมล่ะ”

 

สร้อยเงินจี้ปลาดาวประดับพลอยขาวบนคอของผม ‘พี่นัท’ หลานชายของป้าหทัยหัวหน้าแม่บ้านคฤหาสน์ตระกูลเทพประสิทธิ์มอบให้ผมเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบแปดขวบ วันนั้นพี่นัทบอกกับผมว่าเขาจะกลับไปอยู่กับพ่อที่ต่างประเทศ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเป็นที่ไหน เขาสัญญากับผมว่าจะกลับมาหาผมทุกปี แต่เขาก็ไม่มา...

 

แม่วีร์บอกกับผมว่าพี่เขาคงมีเหตุผลจำเป็นที่ไม่สามารถกลับมาหาผมได้ ผมไม่โกรธพี่นัทหรอกนะ แค่น้อยใจที่พี่เขาไม่รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับผมก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากเจอเขาอีกสักครั้ง ตอนนี้พี่นัทน่าจะอายุประมาณสามสิบกว่าพอๆ กับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าของผม

 

“อืมมม...น่ารัก น่ารักมาก”

 

 

 

 

---------------------------------------

 

ฝากเล่นแท็กในทวิตเตอร์ #มนัสวินทร์

 

ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

To be continued...

 

น้องวินนนน! ทำไมถึงเลือดกำเดาไหลล่ะลูกกกก

 

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

 

กดหัวใจ และเม้นท์เป็นกำลังใจให้ไรท์หน่อยน้าาา // อ้อนรีดเดอร์หนักมาก

 

 

 

ถ้าคุณรีดคนไหนเล่นทวิตเตอร์เข้าไปพูดคุยกันกับไรท์ได้ตลอดนะคะ

 

ไรท์จะลงเวิร์ดต่างๆ นอกเหนือจากตอนที่อัพ ในทวิตเตอร์นะคะ

 

ตามลิ้งก์นี้ไปได้เลยค่ะ > https://twitter.com/Rosesarin_novel

 

หรือทาง Facebook

 

https://m.facebook.com/Rosesarin.novel/

 

 

ความคิดเห็น