ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เส้นทางวิวัฒนาการที่ 7: ระดับพลัง

ชื่อตอน : เส้นทางวิวัฒนาการที่ 7: ระดับพลัง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 792

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2564 21:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เส้นทางวิวัฒนาการที่ 7: ระดับพลัง
แบบอักษร

เส้นทางวิวัฒนาการที่ 7: ระดับพลัง 

 

หลังจากเสร็จกิจกาม อีวานถูกทาเนียจับไปอาบน้ำและแต่งตัว ด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว เน็คไทสีทองดำ กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าคอมแบต และเสื้อโค้ดยาวสีดำขอบทอง อีวานยืนอยู่หน้ากระจกอย่างอึ้งๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนในกระจกจะเป็นตัวเค้าเอง ไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าที่ทาเนียแต่งให้ แต่เป็นหน้าตาและรูปลักษณ์ของเค้าที่เปลี่ยนไปเยอะมาก 

 

 

ถึงจะมีเค้าโครงหน้าเก่าอยู่บ้าง แต่มันหล่อขึ้นจนตัวเขาเองจำแทบไม่ได้ เขาสูงขึ้นกว่าเดิมจนถึง 190 เซนติเมตร ร่างกายแน่นกระชับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่ดูดีและแข็งแรงเป็นอย่างมาก นี่มันยิ่งกว่าพระเอกดาราที่เค้าเคยเห็นเป็นไหนๆ ยิ่งบวกกับชุดที่ทาเนียแต่งให้ยิ่งทำให้เขาดูดีมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว 

 

เมื่อพร้อมแล้วทาเนียจึงพาอีวานออกจากห้องไปเดินเล่นชมสถานที่ต่างๆ ภายในพระราชวังแห่งนี้ ใช่แล้วคุณฟังไม่ผิดหรอกที่ๆเขาอยู่คือพระราชวังขนาดใหญ่ ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมทันสมัยคล้ายกับในหนังไซไฟหลายเรื่อง ตัวอาคารมีพื้นที่ถึง 5000 ตารางเมตร 

 

ได้ฟังแค่นี้ก็ทำให้อีวานทึ่งมากแล้ว ด้วยความสูงกว่า 1500 เมตร มันใช้เวลาสร้างเพียงแค่สามปีเท่านั้นนี่แสดงให้เห็นถึงความทรงพลังของเผ่าอีโวล็อค พื้นที่ด้านนอกพระราชวังแบ่งเป็นสี่ส่วน ได้แก่สวนดอกไม้พืชพรรณธรรมชาติ ศูนย์วิจัยหลักต่างๆ ค่ายทหารองครักษ์พิทักษ์ราชา และเขตที่อยู่อาศัยชนชั้นสูงของเผ่า 

 

ในขณะที่เธอพาอีวานเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ เธอก็บอกแนวทางการพัฒนาเผ่าว่าไปถึงไหนแล้วและในอนาคตจะต้องพัฒนาไปในทิศทางใดบ้าง “ในตอนนี้เราได้ทำการฟื้นฟูโลกที่มนุษย์ได้บ่อนทำลายไว้ไป 70% แล้วไม่ว่าจะเป็นขยะหรือมลพิษต่างๆเกือบจะหายไปหมดแล้ว ด้วยความสามัคคีที่รวมเป็นหนึ่งเดียวของเผ่าเราทำให้เทคโนโลยีของเรานั้นก้าวหน้ากว่ามนุษย์ถึง 200 ปีทั้งๆที่เราวิจัยและพัฒนามาเพียงห้าปีเท่านั้น เรามีวัสดุเส้นใยพืชที่สามารถแทนที่พลาสติก ส่วนใหญ่ได้ เรามีแบตเตอรี่ความหนาแน่นสูง ซึ่งมีความหนาแน่นของพลังงานมากกว่าน้ำมันถึงห้าเท่า ดังนั้นเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ของเราจึงใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างไม่มีปัญหาแถมยังทรงพลังกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันถึงห้าเท่าอีกด้วย แหล่งพลังงานปัจจุบันของเราคือโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่ง ทางด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และปัญญาประดิษฐ์ของเราก็พัฒนาไปมากเช่นกัน ทำให้เรามีหุ่นยนต์แรงงานมากมาย มีซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลัง ปัจจุบันเรากำลังวิจัยยานอวกาศที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ที่สามารถผลิตพลังงาน อากาศ น้ำและอาหารได้ในตัวเอง เรากำลังหาวิธีทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เล็กลงจนสามารถติดตั้งบนยานอวกาศได้ เหล่านักวิจัยคาดว่าน่าจะสามารถเริ่มสร้างยานอวกาศดังกล่าวได้ภายในสามปีข้างหน้า หลังจากนั้นเราจะเริ่มทำการสำรวจระยะยาวในจักรวาลชั้นนอกนี้ ขยายอาณานิคมเพิ่มจำนวนประชากรจนมีพลังมากพอที่จะเข้าไปในจักรวาลชั้นกลางและชั้นในได้ตามลำดับ” 

 

ยิ่งได้ฟังทาเนียพูดมากเท่าไหร่อีวานฝากก็ยิ่งตกใจมากขึ้นเท่านั้น เค้าต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับเผ่าพันธุ์ใหม่ของเขาแล้วสิ ด้วยภาระของราชาที่แบกไว้บนไหล่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

 

ทาเนีย “รูปแบบการปกครองของเผ่าเราคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจะได้เป็นราชาและมีอำนาจสูงสุด รองลงมาคือราชินีและเหล่านางสนมมีอำนาจเป็นอันดับสอง ต่อมาคือเหล่าแม่ทัพและรัฐมนตรีต่างๆจะมีอำนาจเป็นอันดับสาม อำนาจอันดับสี่เป็นของเหล่าชนชั้นสูงของเผ่า และสุดท้ายผู้ที่มีอำนาจต่ำสุดของเผ่าพันธุ์คือทหารประชาชนธรรมดาทั่วไป แน่นอนว่าประชาชนธรรมดาที่พูดถึงล้วนแล้วแต่เป็นทหารโดยกำเนิดสามารถต่อสู้ได้หมดทุกคนดังนั้นสิ่งที่ใช้แบ่งแยกว่าประชาชนคนไหนเป็นทหารนั้นคือความแข็งแกร่งที่มากกว่าประชากรส่วนใหญ่” 

 

ฟังถึงตรงนี้อีวานก็เกิดสงสัยขึ้นมาและกล่าวถามออกไป “แล้วเราจะเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของคนทั้งหมดได้ยังไงให้มาต่อสู้กันอย่างนี้เหรอ” 

 

ทาเนียยิ้มตอบกลับอย่างสบายๆ “ท่านคงทราบแล้วว่านอกจากร่างกายของเราแล้วเรายังมีวิญญาณซึ่งเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง ดังนั้นแต่ละเผ่าพันธุ์จะมีการฝึกฝนบ่มเพาะพลังวิญญาณเป็นของตัวเอง อ้อยกเว้นเผ่าพันธุ์ระดับต่ำอย่างมนุษย์ที่ไม่มีความสามารถในการบ่มเพาะเพิ่มพลังวิญญาณ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ในจักรวาลชั้นนอกซึ่งไม่มีแหล่งพลังวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์เพียงพอทำให้ไม่มีวิวัฒนาการทางด้านนี้ พลังวิญญาณนั้นสำคัญมากมันสามารถใช้ในการต่อสู้ควบคุมพลังของกฎต่างๆ กฏแห่งธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือใช้ในการกระตุ้นเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นการชั่วคราว ดังนั้นความแข็งแกร่งของแต่ละบุคคลจึงถูกแบ่งแยกตามขนาดและความหนาแน่นของพลังวิญญาณที่ตนมี โดยสากลแล้วจะถูกแบ่งออกเป็นแปดระดับจากระดับต่ำไปสูง 

 

1.ไร้พลัง 

2.สามัญชน 

3.ทหาร 

4.แม่ทัพ 

5.ราชา 

6.จักรพรรดิ 

7.ครึ่งเทพ 

8.พระเจ้า 

 

ประชากรส่วนใหญ่ของเผ่าพันธุ์เรานั้นอยู่ในระดับสามัญชน เนื่องจากดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่มีแหล่งพลังวิญญาณที่เพียงพอทำให้ผู้คนของเราไม่สามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวข้าและเหล่าชนชั้นสูงเองก็มีพลังวิญญาณเพียงแค่ระดับทหารเท่านั้น อ้อและเมื่อพูดถึงเรื่องนี้เดิมทีตัวท่านเองเคยเป็นมนุษย์มาก่อนทำให้ยังไม่รู้วิธีบ่มเพาะพลังวิญญาณ ข้าจะส่งข้อมูลให้ท่านเดี๋ยวนี้นี่คือวิธีเพิ่มพลังวิญญาณของเผ่าพันธุ์เรา” 

 

กล่าวเสร็จทาเนียก็เปิดดวงตาบนหน้าผากของเธอมันทำให้อีวานตอบสนองด้วยการเปิดดวงตาบนหน้าผากของตัวเองเช่นกัน นั่นทำให้เขาค่อนข้างรู้สึกแปลกประหลาดเล็กน้อย ข้อมูลจำนวนมากไหลเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อการส่งผ่านข้อมูลเสร็จสิ้นดวงตาบนหน้าผากของพวกเขาทั้งคู่ก็ปิดลงโดยอัตโนมัติ อีวานเริ่มย่อยข้อมูลที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว 

 

อีวานพยักหน้าอย่างเข้าใจ “งั้นเผ่าเราก็ต้องทำการย้ายถิ่นฐานประชากรทั้งหมดไปตั้งรกรากที่ดาวดวงอื่นที่มีพลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์กว่านี้ เพื่อพัฒนาพลังวิญญาณเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเผ่าพันธุ์สินะ” 

 

ทาเนียส่ายหน้าเล็กน้อย “เราไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น การย้ายประชากรทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความเสี่ยงที่ตามมามากมาย ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้มีสิ่งของวัตถุวิญญาณที่ทรงพลังจำนวนมากหลากหลายชนิด แต่ส่วนมากจะอยู่ในจักรวาลชั้นกลางและจักรวาลชั้นใน และสิ่งที่เราต้องการอย่างเร่งด่วนนั้นมีอยู่ด้วยกันสามอย่างคือ 

 

1.ศิลาจิตวิญญาณแห่งดวงดาว มันอาศัยอยู่ในแกนกลางของดาวเคราะห์ทุกดวง เมื่อศิลานี้ถูกทำลายหรือช่วงชิง ดาวเคราะห์ดวงนั้นจะไม่สามารถดำรงอยู่ได้ และพังทลายลงในที่สุด สมมุติว่าเผ่าของเราทำการช่วงชิงศิลาจิตวิญญาณแห่งดวงดาวของดาวเคราะห์ดวงนึงได้สำเร็จ และศิลานั้นมีพลังมากกว่าหรือเท่ากับศิลาจิตวิญญาณของดาวเคราะห์โลกที่เราอาศัยอยู่นี้หากนำมันมาผสานเข้ากับศิลาจิตวิญญาณโลกของเรา โลกของเราก็จะเกิดการวิวัฒนาการกลายเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทรงพลังขึ้น และมีพลังวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะเป็นการง่ายกว่าที่จะทำลายดาวเคราะห์ดวงอื่นที่มีพลังเทียบเท่าหรือมากกว่าโลกของเราเพื่อนำศิลาจิตวิญญาณแห่งดวงดาวมาพัฒนาโลกของเราให้ให้ทรงพลังมากยิ่งขึ้น เผ่าพันธุ์ของเราก็จะทรงพลังมากขึ้นตามไปด้วย แถมยังมีฐานที่มั่นที่มั่นคงแข็งแกร่ง ดีกว่าการย้ายที่ตั้งถิ่นฐานเป็นเผ่าเร่ร่อนไปตามดาวเคราะห์ต่างๆเป็นไหนๆ 

 

2.ศิลาวงโคจรแห่งดวงดาว มันค่อนข้างหายากกว่าศิลาจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเป็นไหนๆ ส่วนมากมันจะปรากฏขึ้นในจักรวาลชั้นกลางและจักรวาลชั้นใน มันสามารถเปลี่ยนวงโคจรของดาวเคราะห์ได้ ปัจจุบันโลกของเรายังถือเป็นบริวารของดวงอาทิตย์ โลกเรายังคงโคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ ดังนั้นศิลานี้สามารถทำให้ดวงอาทิตย์มาโคจรรอบโลกของเราได้ แน่นอนว่ามันมีกฎและขอบเขตอำนาจของมัน นั่นก็คือโลกของเราจำเป็นต้องมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เสียก่อนจึงจะทำได้ 

 

3.ศิลามิติ สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากในการสร้างประตูมิติเชื่อมต่อระหว่างดวงดาวทำให้เราสะดวกในการขยายอาณานิคมและเพิ่มจำนวนประชากร แน่นอนว่าสิ่งนี้ไม่ได้หามาง่ายๆเช่นกัน” 

 

เมื่อเข้าใจแล้วอีวานก็พยักหน้าให้เธออีกครั้งเชิงเข้าใจ มันเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ราชาอย่างเขาจำเป็นต้องรู้

 

--------------------------------------------------------

สำหรับนักอ่านผู้ใจดี น่ารัก และหล่อเหลาเหมือนกับไรท์ สามารถโดเนทค่ากาแฟได้ที่ true wallet : 0939639931 

--------------------------------------------------------- 

ความคิดเห็น