email-icon

สอบถามเรื่องนิยายหรือพูดคุยกับนักเขียนฝึกหัด : Euglanaforfiction@gmail.com ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจนะคะ ผู้เขียนสัญญาว่าจะพัฒนาผลงานของตัวเองเรื่อย ๆ ค่ะ

ดวงใจอคิราห์ ๓

ชื่อตอน : ดวงใจอคิราห์ ๓

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2564 10:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดวงใจอคิราห์ ๓
แบบอักษร

คฤหาสน์หลังโตย่านสาทรของคุณหญิงย่ามยุรากลับมาครึกครื้นอีกครั้งเมื่อหลานชายตัวน้อยกลับมาอยู่บ้านช่วงปิดเทอม แต่หลังจากนี้คงต้องเงียบไปอีกนานเพราะมหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอม หลานชายต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเปิดรับเนื้อหาใหม่ตามที่เลือกเรียน

“ย่ายังไม่อยากให้กลับเลย” หญิงชรากล่าวแกมลูบหัวหลานรัก หากเป็นไปได้เธออยากให้หลานพักที่บ้านมากกว่า ยามไปเรียนค่อยให้คนรถไปรับไปส่งแต่แล้วความประสงค์ของฟ้าโปรดไม่เป็นแบบนั้น คนเป็นย่าจึงต้องจำใจยอม

“เดี๋ยวฟ้าโปรดจะกลับมาเยี่ยมบ่อย ๆ นะฮะ” ฟ้าโปรดตอบแล้วยิ้มให้ย่าจนตาหยี ร่างบางโน้มตัวกอดเอวคุณย่าบนโซฟาหรู หัวทุยซบลงตรงอกหญิงชราส่วนมือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบกลุ่มผมของคนในอ้อมกอด

“อ้อนย่าอีกแล้ว ให้กลับมาอยู่บ้านดีมั้ย…หื้ม?” เธอจูบลงบนกลุ่มผมและกระชับกอดครู่หนึ่งก่อนฟ้าโปรดจะผละออกเอ่ยขอลากลับ หญิงชราวัยเจ็ดสิบปีมองตามหลานชายหิ้วกระเป๋าเดินออกจากบ้าน อายุเธอมากขึ้นทุกวันไม่ได้แข็งแรงอย่างแต่ก่อนเป็นห่วงนักหากวันใดถ้าตายจากหลานชายจะอยู่ได้อย่างไร

ฟ้าโปรดบอกลุงนากคนขับรถประจำบ้านให้ขับรถวนมาหน้าประตูบานใหญ่ นิ้วชี้เรียวสวยกดปุ่มลดกระจกรถด้านหลังลงเขายกแขนโบกมือส่งยิ้มให้คุณย่าของตน ส่วนคุณหญิงมยุรายิ้มผงกหัวตอบ

“บ้ายบายฮะคุณย่า” รอยยิ้มสี่เหลี่ยมแต่งแต้มใบหน้าจิ้มลิ้ม รอยยิ้มแบบนี้ล่ะเป็นเสน่ห์ของเขาบวกกับนิสัยไร้เดียงสายิ่งน่าเอ็นดูน่าทะนุถนอมเข้าไปอีก

 

ครั้นเดินทางมาถึงที่หมายตอนใกล้พลบค่ำ รถเมอร์เซเดสเบนซ์สีดำหยุดจอดหน้าคอนโดฯ หรูใจกลางเมืองก่อนคนร่างบางจะเปิดประตูก้าวขาลงรถและไม่วายที่จะโค้งหัวขอบคุณลุงนาก

“คุณหนูให้ลุงถือกระเป๋าช่วยไหมครับ” แม้ตนจะอายุห้าสิบกว่าแล้วก็ตามหน้าที่ก็ต้องเป็นหน้าที่ ชายวัยทองอาสาถือกระเป๋าให้คุณหนูของบ้านแต่เขากลับถูกปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรฮะ ฟ้าโปรดถือเองได้ฮะสบายมาก อีกอย่างลุงนากจะได้ไม่ต้องเดินไปเดินมาฟ้าโปรดเป็นห่วง” ก็เป็นซะแบบนี้คนในบ้านถึงรักและเอ็นดูฟ้าโปรด เขาปฏิบัติตัวกับแม่บ้านพ่อบ้านราวกับคนในครอบครัวไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นต่างจากสองแม่ลูกใจร้ายโดยสิ้นเชิง

“ถ้าอย่างนั้นลุงกลับแล้วนะครับ” หมดหน้าที่จึงขอลากลับ คนร่างบางส่งยิ้มพร้อมพยักหน้าตอบรับจากนั้นรถคันหรูจึงค่อย ๆ แล่นออกไปจนลับสายตา

โครก~ เสียงท้องร้องดังโครกครากจากความหิวเมื่อได้กลิ่นไก่ย่างเรียกให้คนยืนอยู่ใต้คอนโดฯ เหลียวมองร้านไก่ย่างรถเข็นพร้อมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“เอายังไงดี แต่เรามีต็อกโบกีในห้องนี่นา” ฟ้าโปรดพึมพัมเสียงเบาอันที่จริงเขาสามารถเดินไปซื้อไก่ย่างไปกินกับต็อกโบกี แต่ช่วงนี้ดันน้ำหนักขึ้นตั้งสามกิโลกรัมเพราะคุณย่าขุนจนพุงออก ศึกระหว่างไก่ย่างกับต็อกโบกีตีกันในหัวไปหมด

“ไปกินต็อกโบกีก็ได้” สุดท้ายฟ้าโปรดเลือกอาหารเกาหลี สองขาเรียวรีบเดินหิ้วกระเป๋าเข้าตึกใหญ่มุ่งตรงไปที่ลิฟต์โดยมีอีกคนพึ่งเข้าลิฟต์ไปก่อนหน้าไม่ถึงนาที

“รอด้วยฮะ” เสียงทุ้มหวานตะโกนบอกชายในลิฟต์ก่อนเจ้าตัวจะเร่งฝีเท้ากึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าลิฟต์

“ฟู่! ขอบคุณฮะ โอ๊ะ! คุณข้างห้องนี่เอง สวัสดีตอนเย็นนะฮะไปชั้นเดียวกันเลย” ด้วยความอัธยาศัยดีของฟ้าโปรด เขากล่าวทักทายชายหนุ่มหน้านิ่งอย่างตะวัน ถือเป็นโอกาสดีที่วันนี้จะกล่าวขอโทษคนด้านข้าง

“เพื่อไม่ให้เป็นการค้างคาใจฟ้าโปรดขอโทษที่เปิดเพลงเสียงดังนะฮะ” อคิราห์เหลียวหน้ามองฟ้าโปรดทันทีหลังคนร่างบางกล่าวขอโทษ ส่วนคนขอโทษตอนนี้โค้งหัวให้ตะวันเล็กน้อยและไม่วายจะยิ้มส่งให้

ฟ้าโปรด?…จะมีสักกี่คนกันที่ชื่อฟ้าโปรด

“ว่าแต่คุณชื่ออะไรหรอฮะ” หากทำความรู้จักกันไว้คงไม่เสียหายเท่าไหร่ อีกอย่างห้องอยู่ใกล้กันเวลาเกิดปัญหาจะได้ช่วยเหลือกันสุดท้ายก็เหมือนเดิมฟ้าโปรดไม่ได้คำตอบจากชายหนุ่มมีเพียงความเงียบเท่านั้นที่เข้าปกคลุม

“ถ้าอย่างงั้นฟ้าโปรดแนะนำตัวก่อนก็ได้ ฟ้าโปรดชื่อฟ้าโปรดนะฮะ” ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งคราวนี้ฟ้าโปรดตัดสินใจยุติชวนคนด้านข้างคุย สงสัยเขาคงไม่อยากคุยแน่ล่ะจึงเงียบไม่ตอบแบบนี้จะว่าไปคนอะไรหยิ่งชะมัดมนุษยสัมพันธ์ไม่มีเลยสักนิด แต่หารู้ไม่ว่าประโยคแนะนำตัวนั่นทำอีกคนเริ่มหัวใจเต้นแรง

ตัวเลขบอกชั้นในลิฟต์เคลื่อนสลับกันไปมาจนเกิดความงงอีกทั้งประตูลิฟต์ไม่ยอมเปิดสักที คนร่างบางที่พึ่งเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ครั้งแรกเริ่มประหม่า ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวส่วนตะวันเขาพอจะรู้อาการแบบนี้ ลิฟต์ค้าง แน่นอน

“กะ…เกิดอะไรขึ้นอะ”

“ลิฟต์ค้าง” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบนิ่ง ได้ยินแบบนั้นฟ้าโปรดไม่รอช้ารีบกระเถิบตัวหาตะวันทันทีสมองเริ่มคิดไปไกลถ้าสมมติลิฟต์หล่นแล้วตกไปข้างล่างล่ะ ยิ่งคิดยิ่งน่ากลัวเคยอ่านข่าวเจอมาบางครั้งอาจหมดสติเพราะไม่มีอากาศหายใจ

อคิราห์กดปุ่มฉุกเฉินและเหลือบตามองคนร่างบางเล็กน้อย เขาไม่ขยับตัวไปไหนแต่อีกคนตอนนี้ย้ายฝั่งมาอยู่ข้างตัวเขาเป็นที่เรียบร้อย

“คุณว่าเราจะตกลงไปใต้ดินไหมฮะ” คำถามราวกับเด็กประถมทำเอาตะวันกระตุกยิ้มก่อนปรับสีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม

“อายุเท่าไหร่” เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เจ้าของฉายาเจ้าชายน้ำแข็งตั้งคำถาม หากใครได้ฟังคงฉงนใจไม่น้อยร้อยวันพันปีมีที่ไหนตะวันจะตั้งคำถามหากเอาไปเล่าคนอื่นเขาคงไม่เชื่อกัน

“ถามฟ้าโปรดหรอ ฟ้าโปรดอายุสิบแปดอีกสามเดือนจะอายุสิบเก้าแล้ว” ฟ้าโปรดตอบตามความจริง อีกสามเดือนจะถึงวันเกิดว่าแล้วก็ตื่นเต้นปีนี้คุณย่ากับผิงผิงจะให้อะไรก็ไม่รู้เพราะปีที่ผ่านมาคุณย่าให้ตุ๊กตาหมีสีฟ้าตัวใหญ่ส่วนผิงผิงให้โควต้ากินเป็ดปักกิ่งที่ร้านของอาม่าฟรี ๆ ตั้งสองเดือน

“ปัญญาอ่อน” นั่นล่ะ…อคิราห์ถามอายุของอีกคนเพื่อด่า ไม่รู้เลยหรือยังไงปัจจุบันมาตรฐานอุปกรณ์พวกนี้มีการควบคุมและติดตั้งอย่างเข้มงวดส่งผลให้อุบัติเหตุลิฟต์ตกไม่เกิดขึ้นแล้วด้วยซ้ำ นอกจากระบบการติดตั้งห่วยแตกเท่านั้นแหละ คนถูกด่าอ้าปากค้างพร้อมคิดในใจ “คนบ้าอะไรหยิ่งไม่พอปากเสียชะมัดเลย”

โครก~ ความหิวเข้าครอบงำอีกครั้ง สุดท้ายก็ตัดสินใจผิดจนได้ถ้าเลือกซื้อไก่ย่างตั้งแต่แรกตอนนี้คงได้นั่งแทะไก่รอเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ ยิ่งคิดยิ่งหิวภาพไก่ย่างน่องโต ๆ ลอยมาในหัว คนร่างบางไม่รอช้าย่อตัวลงค้นขนมในกระเป๋าเสื้อผ้าทันที โชคร้ายกว่าการติดลิฟต์คือในกระเป๋าไม่มีขนมติดมาสักชิ้น ริมฝีปากล่างเริ่มเบะออกอัตโนมัติอะไรมันจะโชคร้ายขนาดนั้น

“อย่านั่ง” ตะวันบอกเสียงเรียบ การติดอยู่ในลิฟต์แบบนี้ถ้านั่งจะเป็นการทำให้สูดเอาปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่มากในบริเวณพื้นจนทำให้เกิดอาการหายใจไม่เพียงพอซึ่งทางที่ดีที่สุดควรยืนเอาหลังชิดผนังลิฟต์ไว้ระหว่างที่รอเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ

“ถ้ายืนมันจะหิวกว่าเดิมนี่ฮะ” เถียงคำไม่ตกฟากไม่รู้เอาตรรกะไหนมาที่บอกว่านั่งจะคลายหิวกว่ายืน ตะวันลอบถอนหายใจมือหนาล้วงกระเป๋าเสื้อแขนยาวของตนก่อนจะส่งของบางอย่างในมือให้คนร่างบางที่นั่งยอง ๆ บนพื้น

“ให้ฟ้าโปรดหรอ” ปากถามแต่แบมือรอรับของ ครั้นได้รับแล้วถึงกับต้องตาลุกวาวในที่สุดก็มีของประทังความหิว รอยยิ้มสี่เหลี่ยมคลี่ยิ้มให้อคิราห์ด้วยความดีใจพร้อมกับเริ่มแกะลูกอมช็อคโกแลตเข้าปาก

“ยืนกิน” คนฟังพยักหน้าหงึก ๆ ทำตามอย่างว่าง่าย คนหน้าหวานแทบไม่อยากเชื่อว่าคนหน้านิ่งจะมีขนมจุกจิกแบบนี้พกติดตัวด้วยซ้ำ

“คุณชอบกินช็อกโกแลตหรอฮะ” ยังเคี้ยวไม่หมดปากก็เอ่ยถามอีกแล้วขณะที่ในมือยังกำช็อกโกแลตอีกสองอันไว้

“ของน้อง” ตะวันไม่โกหก ช็อกโกแลตเป็นของอิงดาวน้องสาวคนเล็กที่ชอบเป็นแบบนี้ทุกครั้งตอนพี่ชายกลับบ้าน เมื่อเจ้าตัวโดนแม่ดุเวลากินช็อกโกแลตเกินกำหนดมีหรือที่อิงดาวจะฟัง หล่อนไม่ฟังแถมยังแอบเอาช็อกโกแลตมาใส่ไว้ในเสื้อพี่ชายเพราะรู้ว่าแม่ไม่กล้าค้น สงสัยครั้งนี้คงลืมเอาออกถึงติดมากับกระเป๋าเสื้อได้

“ว่าแต่คุณชื่ออะไรหรอ ฟ้าโปรดถามได้ไหมฮะ” คนถามเอียงคอถามด้วยความอยากรู้ไหน ๆ ก็ติดลิฟต์ด้วยกันแล้วเค้นถามชื่อเลยดีกว่า

“ตะวัน” อาจเป็นเพราะตัดความรำคาญชายหนุ่มจึงยอมตอบ

“แล้วคุณอายุเท่าไหร่ฮะ” ราวกับหมอซักประวัติคนไข้ ฟ้าโปรดไม่ยอมหยุดถามแถมยังยิงคำถามใส่คนร่างหนาอีก คนถูกถามละสายตาจากโทรศัพท์เหลือบมองคนร่างบางที่จ้องหน้าเขารอคำตอบ

“ฟ้าโปรดแค่อยากรู้ว่าจะเรียกคุณว่าพี่หรืออะไรดี” เมื่อเหตุผลพอฟังขึ้นชายหนุ่มจึงยอมปริปากตอบคำถาม

“เท่ามึง”

“โอ๊ะ! ถ้าอย่างนั้นเราก็เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันน่ะสิว่าแต่กินช็อกโกแลตไหมเราแบ่งให้แต่จริง ๆ มันก็เป็นของนายนี่เนอะ คิก ๆ ” แววตาของชายหนุ่มวูบไหวเพียงครู่หนึ่งหากไม่ได้สังเกตุก็คงไม่เห็นแววตาแบบนั้น หัวใจดวงโตเริ่มเต้นแรงรอบที่สอง ทำไมประโยคนี้มันเหมือนกับ…คนที่เขารอมาตลอด

กึก! กึก! เสียงบางอย่างดังขึ้นเรียกสติของชายหนุ่มร่างหนาครั้นหันไปดูตามเสียงพบว่าประตูลิฟต์เริ่มกว้างออกทีละนิดเผยเห็นเจ้าหน้าที่หลายคนกำลังช่วยกันง้างประตูออกจากกันคนละฝั่ง ฟ้าโปรดเห็นแบบนั้นรีบย่อตัวนั่งลงก้มตัวลงคล้ายกับท่ากราบเบญจางคประดิษฐ์ มือเล็กโบกมือใส่เจ้าหน้าที่รวมนิติบุคคลคอนโดฯ และรปภ. นับสิบคน

ผ่านไปแค่สิบนาทีเศษ ๆ การช่วยเหลือคนสองคนถือว่าสำเร็จ ต้องขอบคุณทางคอนโดฯ แห่งนี้ที่เร่งเข้าช่วยเหลือด้วยความรวดเร็วคนติดลิฟต์จึงปลอดภัยไม่มีอาการไหนน่าเป็นห่วง

“ฟ้าโปรดขอบคุณพี่ ๆ มากนะฮะ” ฟ้าโปรดโค้งหัวขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนทำเอาคนถูกขอบคุณพากันอมยิ้มให้กับความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กหนุ่มหน้าหวานส่วนตะวันเขาเพียงแค่กล่าวขอบคุณรอบเดียวเท่านั้นก็หายวับหันมาอีกทีไม่เจอซะแล้ว

 

กาลเวลาผ่านไปจากเคยเป็นพี่ใหญ่ในรั้วมัธยมคราวนี้กลายเป็นน้องเล็กเฟรชชีในรั้วมหาวิทยาลัย ผู้คนมากหน้าหลายตารุ่นราวคราวเดียวกันกำลังยืนรอเหล่ารุ่นพี่ที่ลานเกียร์กลางตึกวิศวะตามเวลานัด

“กูไม่เข้าใจเลยนะ ทำไมต้องนัดสถาปัตย์กับวิศวะมารับน้องที่เดียวกันอะ วิศวะแม่งมีกี่สาขา แล้วนัดบ่ายโมงดูแม่งตอนนี้ยังไม่มา” หญิงสาวบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าผ้าสะพายข้างมาดูเวลาหลายครั้ง ตามด้วยเสียงบ่นของนักศึกษาปีหนึ่งเริ่มดังขึ้น

“เอาเถอะผิงผิง เราว่าพี่เขาอาจมีธุระ” ไม่รู้ว่าเป็นคนใจเย็นหรือมองโลกในแง่ดีกันแน่ฟ้าโปรดถึงไม่อารมณ์เสียเลยสักนิด

การรับน้องปีนี้ค่อนข้างแปลกเพราะคณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ประกาศรับน้องที่เดียวกันแถมยังนัดรวมกันรับน้องอีก…แปลกที่สุด

“เฮ้ย! เสียงดังอะไรกันวะ” พี่ว๊าก ตะเบ็งเสียงดังมาแต่ไกลทำเอาบริเวณนั้นเงียบกริบไม่มีแม้แต่ใครปริหากพูดเลยสักคน แม้กระทั่งผิงผิงที่บ่นเมื่อกี้ตอนนี้ยังตกใจก้มหน้างุด

“สถาปัตย์ครบยัง” นึกว่าจะมีแต่พี่ว๊ากเป็นผู้ชายที่แท้ผู้หญิงก็เป็นได้หรอเนี่ย ฟ้าโปรดแอบช้อนสายตามองเหล่าพี่ว๊ากก่อนก้มหน้างุดอีกครั้งเมื่อพี่ว๊ากผู้ชายตะเบ็งเสียงถาม

“สถาปัตย์!!” ว๊ากเพียงเท่านี้ น้องปีหนึ่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์รีบยกมือขึ้นทันทีไม่เว้นแม้แต่ผิงผิงและฟ้าโปรด

“เธอ ๆ” ฟ้าโปรดสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ ๆ เขาถูกผู้ชายคนหนึ่งจิ้มเอวเรียก สงสัยคงเป็นผู้ชายคณะวิศวะแต่สาขาใดไม่แน่ชัดเพราะดูจากโฉมหน้าคร่าตาแล้วไม่ใช่เด็กสถาปัตย์

“เรียกเราหรอ” ฟ้าโปรดชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง เขาเอ่ยถามคนเรียกตามมารยาทเผื่ออีกฝ่ายอาจมีเรื่องด่วน

“ใช่ มีแฟนยังอะ” คนถามเอ่ยถามพลางยักคิ้วทำหน้าทะเล้นให้คนหน้าหวาน ก่อนฟ้าโปรดต้องตกใจสะดุ้งเฮือกตอนถูกพี่ว๊ากตะโกนเรียกพลางใช้สายตาดุดันจ้องมายังเขาและผู้ชายคู่กรณี

“เฮ้ย! สองคนนั้นคุยอะไรกันวะ ยืนขึ้น!!” สุดท้ายก็โดนจนได้ฟ้าโปรดกับชายหนุ่มปริศนาถูกเรียกให้ยืนขึ้นท่ามกลางสายตาคนนับร้อย

“ผมเปล่าครับพี่ คนนี้ชวนผมคุยผมเตือนแล้ว” ชายหนุ่มรีบโยนความผิด พี่ว๊ากจึงหันมาจ้องคนร่างบางแทนแล้วสั่งให้ลุกขึ้นเพียงคนเดียว

“น้องสถาปัตย์ลุก!” คนร่างบางจำใจลุกขึ้นตามคำสั่งของพี่ว๊ากเพื่อตัดปัญหาแม้ในใจจะสั่นระริกด้วยความกลัว ทุกสายตาที่จับจ้องทำเอาฟ้าโปรดรีบก้มหน้างุด สองมือเรียวประสานกันไว้แน่น หลับตาปี๋

“เงยหน้า!” น้ำเสียงแบบนี้ฟ้าโปรดไม่ชอบที่สุด เขากลัวแต่ก็ยอมเงยหน้าแต่โดยดี

“คุณรู้ไหมว่าพวกผมและเพื่อนรุ่นเดียวกันกับคุณกำลังทำอะไรกันอยู่ ผมบอกให้เงียบทำไมคุณไม่เงียบแล้วแบบนี้ในอนาคตคุณจะอยู่ในสังคมได้ยังไงในเมื่อมารยาทแค่นี้คุณยังไม่มี” คนโดนด่าเป็นชุดตกใจจนมือสั่น ตั้งแต่โตมาจนถึงตอนนี้ไม่เคยมีใครด่าแรงเท่านี้มาก่อนด้วยซ้ำ

“ฟ…ฟ้าโปรดเปล่าฮะ” เขารีบแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย

“ผมไม่รู้นะว่าคุณถูกปลูกฝังมายังไงถึงมีนิสัยแย่แบบนี้ แต่คุณควรรู้ไว้ว่าผมเป็นรุ่นพี่คุณควรให้ความเคารพ ทำไมถึงกล้าชวนคนอื่นคุยตอนผมว๊าก ห๊ะ!!” พี่ว๊ากเดินเข้ามาใกล้แล้วตะเบ็งเสียงดังด่าเป็นชุดทำคนฟังสะดุ้งเฮือกรอบที่สาม หยดน้ำตาเริ่มไหลแหมะกระทบมือเรียวสวย

“มึงกูว่าเขาไม่ผิดนะเว้ย ทำไมรุ่นพี่ไม่ฟังเหตุผลก่อนวะ” จัมพ์พึมพัมกับกลุ่มเพื่อนของตน ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องฟ้าโปรดเพียงคนเดียวบ้างก็ยกมือป้องปากหัวเราะมองเป็นเรื่องตลกขบขันบ้างก็นึกสงสารเช่นเดียวกับผิงผิงตอนนี้เธออยากจะลุกขึ้นชี้หน้าด่าพี่ว๊ากนักที่กล้ามาด่าเพื่อนสนิทของตนแต่ติดทีีไม่กล้าเพราะพี่ว๊ากแต่ละคนหน้าโหดอย่างกับโกรธใครมา

ชายหนุ่มปีหนึ่งคณะวิศวะกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมยานยนต์นั่งมองเหตุการณ์อยู่นานเริ่มรำคาญ ทำผิดแค่นี้ควรให้โอกาสไม่ใช่หรือไงแถมเป็นรุ่นพี่ประสาอะไรไม่ไตร่ตรองความผิดไวเท่าความคิดชายหนุ่มหยัดตัวลุกพรวดทันที

“เชี่ยตะวันจะทำอะไรวะ” จัมพ์เบิกตากว้างหวังจะคว้าแขนเพื่อนไว้แต่ไม่ทัน อคิราห์เดินข้ามแถวคว้าแขนเรียวดึงคนร่างบางยืนหลบหลังตนเอง กลายเป็นว่าอคิราห์ประจันหน้ากับพี่ว๊ากแทนฟ้าโปรดเป็นที่เรียบร้อย…และเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรก็ไม่รู้

“เฮ้ย! น้องเป็นใครวะ” คนถูกถามไม่ตอบ ใบหน้าและสายตาเรียบนิ่งนั่นจ้องคนตรงหน้าด้วยสายตายากจะคาดเดา มือหนาเอี้ยวคว้าจับข้อมือเรียวไว้พลันหันหลังกลับไม่สนใจพี่ว๊าก

“ผมถามครับ แล้วจะไปไหนกิจกรรมยังไม่จบ!” พี่ว๊ากสาวเท้าเดินตามมาประจันหน้าชายหนุ่มทั้งสองอีกครั้ง ฟ้าโปรดที่ยังสะอื้นรีบก้มหน้างุดพลางยกมือข้างซ้ายเช็ดคราบน้ำตาเพราะข้อมือขวาถูกอคิราห์จับไว้แน่น

“ไร้สาระ” น้ำเสียงทุ้มแฝงด้วยความน่าเกรงขามตอบ คำตอบเดียวทำเอาพี่ว๊ากหน้าเสียแถมรุ่นพี่ที่มาร่วมกิจกรรมต่างพากันหน้าเสียเป็นแถบตั้งแต่คุมน้องมาไม่เคยมีปีไหนขัดคำสั่งเท่าปีนี้

ทันทีที่อคิราห์จูงแขนฟ้าโปรดออกไปเสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น จนพี่ว๊ากอีกคนต้องมาปรามน้อง ๆ ก่อนจะยกเลิกกิจกรรมวันนี้ไปเสียก่อน ค่อยนัดน้อง ๆ สองคณะอีกทีในวันหลัง

“เชรด! กูลุ้นจนเกือบเยี่ยวเล็ด” จัมพ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง

“เออ กูก็ลุ้นกลัวว่าพี่แม่งจะจะต่อยมันซะละ” ครามกล่าวสมทบ

“พี่ต่อยเหี้ยไรไอ้คราม มันนั่นแหละจะต่อยรุ่นพี่ไม่เห็นสายตาไอ้ตะวันรึไงแถมน้ำเสียงที่มันใช้ตอบรุ่นพี่อีกเป็นกูนะถ้ากูโดนแบบรุ่นพี่กูนี่จะรีบไหว้ย่อไอ้ตะวันเลย ห่าเอ้ย! ไอดอลกู”

“ว่าแต่ไอ้ครามมึงรู้ปะว่าพ่อหนุ่มหน้าหวานที่ไอ้ตะวันจูงแขนออกไปเป็นใครวะ กูไม่เห็นจะคุ้นหน้า” จัมพ์ยังคงสงสัยหันหน้าขวับถามครามพอได้การส่ายหัวเป็นคำตอบจึงหันขวับมารอคำตอบจากฟิล์มต่อ “แล้วมึงรู้ปะ”

“จะเอาอะไรมารู้ กูก็สงสัยเหมือนมึงนั่นแหละ” ฟิล์มให้คำตอบกลับไป

“หรือว่าเมียมันหรอวะ บร๊ะ! ไอ้มนุษย์หินนี่แอบมีเมียน่ารักไม่บอกพวกพ้อง” มือหนาตบเข่าตนเองหนึ่งฉาด หรี่ตาพยักหน้าราวกับคนได้คำตอบจากการคาดเดาของตนเองซึ่งฟิล์มและครามส่ายหัวให้อย่างเบื่อหน่าย

 

“ข…ขอบคุณนะ” คำขอบคุณติด ๆ ขัด ๆ เปล่งออกมาจากลำคอเมื่อฟ้าโปรดถูกจูงแขนออกมาจากลานเกียร์ ทิ้งตัวนั่งลงบนม้านั่งใต้ต้นมะค่า “เรานึกว่าจะโดนรุ่นพี่ตีแล้ว โชคดีที่ตะวันใจดีช่วยเราออกมา อึก”

“เลิกสะอึกสักที รำคาญ” อคิราห์ก็ยังเป็นอคิราห์วันยังค่ำ เขาน่ะสรรหาคำพูดดี ๆ มาพูดไม่ได้หรอกคิดอะไรก็พูดแบบนั้นไม่ได้ผ่านการคัดกรอง ส่วนฟ้าโปรดรีบก้มหน้างุด

ไม่รู้ว่าคนตัวเล็กก้มหน้างุดกี่ครั้งแล้วจากการโดนดุ

“ข…ขอโทษ” หาได้รู้ว่าน้ำเสียงหรือท่าทางของฟ้าโปรดกันแน่ที่ทำให้ตะวันเหลือบตามองหัวคิ้วชายหนุ่มขมวดเล็กน้อย เขาพูดอะไรผิดในเมื่อตอนสะอึกมันน่ารำคาญจริง ๆ

ไม่รู้สิไม่เคยปลอบใครทั้งนั้น…

ปริ๊น ๆ เสียงบีบแตรลมดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ฟ้าโปรดขี้สงสัยเงยหน้าขึ้นมาดู ดวงตากลมเบิกกว้างเหมือนเจ้ากระต่ายสโนว์บอล

“ตะวันเรายืมตังค์หน่อยได้ไหม” ฟ้าโปรดช้อนสายตามองชายหนุ่มด้านข้างพร้อมกระพริบตาปริบ ๆ หวังตะวันใจอ่อนให้ยืมเงินสักยี่สิบบาทจะได้ซื้อไอติมกะทิที่ลุงเจ้าของรถซาเล้งพ่วงข้างขับเข้ามาขาย

“รำคาญ” ชายหนุ่มให้คำตอบเป็นคำว่ารำคาญอีกหน ดวงตากลมมองรถไอติมตาละห้อย…รู้งี้ยอมโดนพี่ว๊ากด่าดีกว่า ตะวันใจร้ายแค่เงินก็ไม่ให้ยืมเขาไม่ได้ยืมเป็นพันซักหน่อยแค่ยี่สิบบาทเองไม่โกงหรอก อีกอย่างถ้าไม่ฝากกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ผิงผิงป่านนี้เขาคงได้วิ่งแจ้นไปซื้อไอติมกะทิแล้ว

“หิว…” ริมฝีปากบางล่างเริ่มเบะเล็กน้อย ฟ้าโปรดลอบถอนหายใจ

“จะกินก็ลุก”

“ห๋า…ตะวันให้เรายืมตังค์แล้วใช่มั้ย” รอยยิ้มสี่เหลี่ยมแต่งแต้มบนใบหน้าจิ้มลิ้มด้วยความดีใจในที่สุดตะวันก็ใจอ่อน

“กูไม่พูดซ้ำ” ชายหนุ่มไม่รอคนร่างเล็กพล่ามให้มากความ เขาหยัดตัวลุกเดินไปหารถไอติม

“เย้! ตะวันรอเราด้วยสิ” สองขาเรียวรีบสาวเท้าวิ่งตามตูดตะวัน จนได้ไอติมกะทิขนมปังมาหนึ่งอันโรยด้วยถั่วลิสงและลูกชิด

ผมมองคนด้านข้างผมกินไอติมกะทิ มันอร่อยขนาดนั้นเลยหรอ? ปากเล็กนั่นเคี้ยวขนมปังงุ้ย ๆ มองแล้วมันน่าดีดชิบหาย แถมตอนงับไอติมแต่ละคำก็ทำตาโตอย่างกับไข่ห่าน ไม่น่าเชื่อว่าอารมณ์คนเราเปลี่ยนไปได้ง่ายขนาดนี้เลยงั้นหรือ ก่อนหน้านี้ยังเศร้าน้ำตาไหลเป็นนางเอกละครดราม่าแต่พอได้ของกินก็เปลี่ยนไปราวกับเด็กหกขวบ

“ตะวันน่ารักที่สุดในโลกเลย” เอ่ยชมพร้อมเคี้ยวขนมปังตุ้ย ๆ ตามด้วยรอยยิ้มจนตาหยี ‘น่ารักงั้นหรอ อ่า…ถ้าเป็นคนอื่นแซ็ว หมัดผมคงกระทบที่แก้มไปแล้วมั้ง’

 

 

—TBC—-

 

ความคิดเห็น