ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : HONGTAE-9-

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.พ. 2564 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HONGTAE-9-
แบบอักษร

-9- 

 

ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮ่องเต้ได้เห็นบ้านหลังใหม่ของตัวเอง แต่เขาก็ยังตื่นเต้นยินดีอยู่เหมือนเดิม เผลอๆ อาจจะมากกว่าครั้งแรกที่ได้มาที่นี่เสียอีก เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรที่คาดเดายาก ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเพราะวันนี้ได้มาพร้อมกับเจ้าของบ้านอีกคน และพวกเขาก็กำลังจะได้ใช้ชีวิตที่นี่ด้วยกันอย่างจริงจัง 

“ดูดีกว่าที่คิดเยอะเลย”​ พายุที่เพิ่งเคยเห็นบ้านที่เสร็จสมบูรณ์ตรงๆ เป็นครั้งแรกเอ่ยชื่นชมจากใจ ยิ่งหันไปเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคนรักก็ยิ่งมั่นใจว่าคิดถูกแล้วจริงๆ ที่เลือกทำบ้านจากความต้องการของพวกเขาทั้งคู่แบบนี้… ถึงจริงๆ แล้วเขาแทบจะทำตามความชื่นชอบของคนรักทั้งหมดเลยก็ตาม 

“เข้าไปข้างในกันเถอะ” ฮ่องเต้จูงมือพาพายุเดินเข้าไปด้านในอย่างอารมณ์ดี แน่นอนว่าก่อนจะเริ่มต้นช่วยกันจัดบ้านไม่ลืมพาผู้มาใหม่เดินสำรวจรอบๆ เสียก่อน “ตอนแรกผมมาที่นี่พร้อมมุข ยังไม่ทันได้จัดข้าวของก็รีบบินไปหาพี่ยุก่อน แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันเราจะได้ช่วยกันจัดของทุกอย่างเลย ขาดเหลืออะไรค่อยออกไปซื้อทีเดียว" 

“แล้วมุขล่ะ กลับไปแล้วเหรอ” 

“มันบอกว่าโดนทิ้งเลยบินไปหาพี่จักร อีกสองสามวันน่าจะมาพร้อมกัน” 

“ทิ้งน้องแบบนั้นจะโดนงอนหรือเปล่า” 

“ก็คงงอนนั่นแหละ” ฮ่องเต้หัวเราะเมื่อนึกถึงสีหน้างุนงงของน้องชายในตอนที่เขาบอกว่าจะไปหาพี่ยุ “แต่มันก็ยังไปส่งผมถึงสนามบินอยู่ดี ถ้าจะงอนก็น่าจะงอนเพื่อหาเรื่องขอนั่นขอนี่มากกว่างอนจริงๆ” 

 เพราะรู้จักกันดีพวกเขาสองพี่น้องจึงเข้าใจกันยิ่งกว่าใคร ในช่วงเวลานั้นฮ่องเต้มั่นใจว่าประมุขสนับสนุนความคิดและความต้องการของเขาเป็นอย่างมากแม้จะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม พอรู้ว่าเขาจะทำอะไรก็ช่วยเตรียมการแล้วยังบอกให้การ์ดของตัวเองขับรถไปส่งถึงสนามบิน  

ระหว่างพวกเขาสองพี่น้องมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ... ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความก็เชื่อและเคารพการตัดสินใจของกันและกันเป็นที่สุด 

“ถ้าอย่างนั้นตอนออกไปซื้อของเข้าบ้านอย่าลืมซื้ออะไรเอาไว้ให้น้องนะ” 

“โอเคครับ” ฮ่องเต้พยักหน้าให้คนรักที่มักจะตามใจน้องชายของเขาอยู่บ่อยๆ หลังจากนั้นจึงหันไปมองสำรวจรอบกาย ดูข้าวของที่ขนมาไว้ที่นี่แต่ยังไม่ได้จัดการอย่างละเอียด ฮ่องเต้เอาของมาไม่มากก็จริงเมื่อเทียบกับคนย้ายบ้านคนอื่นๆ แต่อย่างน้อยเขาก็มีของชิ้นใหญ่ๆ ที่ต้องขนมาอยู่บ้าง ต่างจากอีกคนที่นอกจากเสื้อผ้าและของจำเป็นไม่กี่อย่างก็แทบไม่มีอะไรเลยโดยสิ้นเชิง 

ปกติพายุก็เป็นคนมีข้าวของน้อยอยู่แล้ว ยิ่งต้องย้ายมาอยู่อีกประเทศของที่มีเลยยิ่งน้อยลงไปใหญ่ เขาใช้เวลาจัดเสื้อผ้าเข้าตู้เพียงไม่นานก็ทำส่วนของตัวเองเสร็จอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจึงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเป็นลูกมือให้เจ้าของบ้านอีกคนเรียกใช้งานให้ยกของชิ้นใหญ่ๆ ผ่านไปสองชั่วโมงก็ยังไม่ได้ดูเหมือนคนหมดแรง กลับกลายเป็นฮ่องเต้เสียเองที่ต้องหยุดมือแล้วดึงแขนคนรักให้นั่งลงเคียงข้างกัน 

พวกเขาใช้เวลาในครึ่งเช้าทั้งหมดไปกับการจัดของ เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงจดรายชื่อของที่ต้องการซื้อเพิ่มแล้วขับรถของฮ่องเต้ออกไปที่ห้างสรรพสินค้าด้วยกัน  

“ตอนแรกผมคิดว่าจะจัดของวันนี้แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปซื้อของ ไม่คิดว่าเราจะทำทุกอย่างเสร็จไวขนาดนี้” ฮ่องเต้เหลือบมองคนงานจำเป็นที่ทำทุกอย่างได้รวดเร็วและไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิดด้วยความอิจฉา “คนแข็งแรงนี่ดีจริงๆ เลยเนอะ” 

“ต่อจากนี้เต้ก็จะแข็งแรงเหมือนกัน” 

“พี่ยุ...ยังไม่ลืมอีกเหรอ” 

คนที่ไม่ชื่นชอบการออกกำลังมาแต่ไหนแต่ไรกะพริบตาปริบๆ หลายปีก่อนหน้านี้เขาเคยพูดคุยกับพี่ยุเล่นๆ ว่าหากได้อยู่ด้วยกันเมื่อไรจะยอมให้อีกฝ่ายเป็นเทรนเนอร์พาออกกำลังอย่างจริงจังเพื่อสุขภาพที่ดี แต่หลังจากคุยกันรอบนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเลย กลายเป็นเขาเองก็เกือบจะลืมมันไปแล้ว ไม่คิดว่าพี่ยุจะยังจำได้อยู่ 

“พี่ไม่เคยลืมเรื่องที่พูดกับเต้” 

“…จริงๆ เรื่องนี้ทำเป็นลืมไปก็ได้นะ” 

พายุยิ้มรับเงียบๆ โดยไม่ได้พูดตอบอะไร เขาปล่อยให้คนรักตั้งใจขับรถโดยไม่ได้รบกวนอีก แต่มีหรือที่ฮ่องเต้จะไม่รู้ว่ามันคือการปฏิเสธทางอ้อม น่าเสียดายที่เขายังไม่ทันได้หาทางหลีกเลี่ยงต่อก็เดินทางไปถึงจุดหมายเสียก่อน 

“พี่จะรีบไปจัดการเรื่องเอกสารการขับรถให้เรียบร้อย ระหว่างนี้คงต้องให้เต้ขับไปก่อน” พายุจับมือคนที่เพิ่งออกมาจากรถเอาไว้แล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน  

สัมผัสเย็นๆ จากแหวนที่มีหน้าตาเหมือนกันกับวงที่ตัวเองใส่อยู่ทุกประการทำให้ฮ่องเต้ยกยิ้มโดยอัตโนมัติ แทบจะลืมเลือนเรื่องการออกกำลังที่นึกกังวลไปจนหมดสิ้น 

“ผมขับให้ได้ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” 

“ถ้าอย่างนั้นเอาไว้เราสลับกันขับก็ได้ พี่ไม่อยากให้เต้เหนื่อยอยู่คนเดียว” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ในใจพายุตัดสินใจไปแล้วว่าเขาจะเป็นคนขับรถเอง สำหรับคนรักที่ชื่นชอบการอยู่บ้าน ไม่อยากออกไปไหนบ่อยๆ มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ชอบการขับรถมากนัก เผลอๆ ก่อนหน้านี้เวลาจำเป็นต้องไปไหนอาจจะนั่งรถสาธารณะมากกว่าขับเองด้วยซ้ำ 

“เอาไว้ให้พี่ยุจัดการเรื่องใบอนุญาตให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยว่ากันก็ได้” ฮ่องเต้แกว่งมือที่จับจูงกันอยู่ของพวกเขาเบาๆ แล้วพูดต่อ “ตอนนี้เราไปจัดการเรื่องเบอร์ใหม่ของพี่ยุกันก่อนดีกว่า เสร็จแล้วค่อยไปซื้อของอย่างอื่น” 

พายุพยักหน้าก่อนจะเดินตามแรงจูงของฮ่องเต้ไปอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะถูกพาเข้าร้านไหนเขาก็ไร้ปากเสียง ยินยอมทำตามทุกอย่างและปล่อยให้อีกคนจัดการเรื่องต่างๆ ให้ทั้งหมด นอกจากมองทางเดินและกวาดสายตามองสังเกตรอบด้านตามความเคยชิน โฟกัสของสายตาแทบจะติดอยู่กับคนสำคัญตลอดเวลาจนถูกจ้องมองกลับมาอยู่บ่อยครั้ง 

ความสุขของการได้อยู่ด้วยกันอบอวลไปทั่วทั้งหัวใจของคนทั้งคู่ ไม่ต้องให้ใครมาชี้บอกพวกเขาก็รู้ตัวว่ามีความสุขมากเพียงใด และมันก็ทำให้บรรยากาศรอบกายแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด  

เสียอย่างเดียว... เพราะความโดดเด่นจากภายนอกของพายุมีมากเกินไป ต่อให้สวมหมวกเอาไว้เขาก็ยังถูกลอบมองอยู่บ่อยๆ ยิ่งเห็นว่าชายหนุ่มจับจูงมือชายอีกคนอย่างใกล้ชิดสนิทสนม พวกเขาก็ยิ่งตกเป็นเป้าสายตา แม้ว่าคนทั่วไปจะมองด้วยความชื่นชมโดยไม่เข้ามารบกวนก็ตาม 

“อึดอัดหรือเปล่า”  

“ไม่เลยครับ จริงๆ อยากอวดอยู่แล้วแหละ” ฮ่องเต้พูดด้วยน้ำเสียงขบขัน เพราะรู้ดีว่าคนขี้เป็นห่วงข้างกายคิดอะไร 

จริงอยู่ที่ตัวเขาค่อนข้างจะเก็บตัว แล้วก็ไม่ค่อยชอบอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะรับไม่ได้เสียทีเดียว ในเมื่ออยากเลือกรักคนที่โดดเด่นขนาดนี้ก็ต้องทำใจเอาไว้อยู่แล้ว แค่เปลี่ยนความไม่พอใจมาเป็นความอวดโอ่ก็สิ้นเรื่อง 

“ถ้าอยากอวดให้พี่ถอดหมวกด้วยดีไหม” พายุแกล้งถามยิ้มๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อถูกมองตาขวาง “ไปเถอะ รีบไปซื้อของจะได้กลับบ้านกัน” 

ฮ่องเต้เพิ่งได้เข้าใจว่าการท่องเที่ยวกับคนรักอย่างสบายใจคืออะไรก็วันนี้... ไม่ต้องกังวลว่าวันไหนจะต้องแยกจากกันอีก ไม่ต้องห่วงว่าคืนนี้จะได้นอนด้วยกันเป็นคืนสุดท้ายหรือเปล่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ใช้เวลาได้อย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องวางแผนอย่างละเอียดเพื่อให้ใช้เวลาด้วยกันได้อย่างคุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ 

หลายปีมานี้เหนื่อยมากขนาดไหน... ช่วงเวลาที่รอคอยก็คุ้มค่ามากเท่านั้น 

บางทีนี่อาจจะเป็นวันแรกที่เขายิ้มและหัวเราะได้อย่างสบายใจโดยไม่มีอะไรมาขวางกั้น ไม่ใช่เพียงมีความสุขเป็นอย่างมาก แต่ในใจไร้ซึ่งความรู้สึกด้านลบใดๆ โดยสิ้นเชิง หากเป็นแบบนี้ตลอดไปคงจะดีไม่น้อย 

ไม่สิ มันจะต้องเป็นแบบนี้ตลอดไปต่างหาก 

“เต้ เป็นอะไรหรือเปล่า”  

ฮ่องเต้ที่เหม่ออยู่พักใหญ่รู้สึกตัวเมื่อถูกแตะแขนเบาๆ เขากะพริบตาปริบๆ แล้วยิ้มให้คนของตัวเอง จากนั้นจึงหันไปหาพนักงานที่ยืนตัวเกร็งอยู่ด้านหน้า คงเพราะเขาไม่ได้สนใจฟัง แล้วพี่ยุก็ไม่เข้าใจภาษาไทย พนักงานจึงแสดงท่าทีลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด 

“ขอโทษด้วยนะครับ ผมกำลังคิดเรื่องที่ทำให้มีความสุขมากๆ อยู่เลยเหม่อลอยไปหน่อย” 

“อา...ไม่เป็นไรค่ะ” พนักงานสาวหน้าแดงวาบเมื่อถูกรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะที่ดูมีความสุขมากตามที่พูดจริงๆ โจมตีเข้าอย่างจัง แต่อาการเช่นนั้นกลับทำให้คนที่รักษาอาการหน้านิ่งได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายกดหัวคิ้วลงเล็กน้อย 

“รีบจัดการเรื่องการส่งของให้เรียบร้อยเถอะ” ภาษารัสเซียที่ใช้พูดคุยแน่นอนว่ามีเพียงฮ่องเต้ที่ฟังออก ทว่าน้ำเสียงกับสายตาที่ดูนุ่มนวลไม่ใช่เพียงเขาที่เห็น นอกไปจากนั้นยังกอบกุมมือกันเอาไว้อย่างมีความหมาย ต่อให้คำพูดธรรมดาขนาดไหน คนที่มองอยู่แต่ไม่เข้าใจย่อมต้องตีความไปไกล 

อย่างเช่น...คิดว่าพวกเขากำลังบอกรักกัน 

พนักงานสาวหน้าแดงหนักกว่าเก่า ไม่อาจฝืนกลั้นรอยยิ้มได้อีกต่อไปจึงรีบแจกแจงช่วงเวลาส่งของและวางเอกสารไว้ให้บนโต๊ะด้านข้าง ก่อนจะหมุนกายเดินจากไปอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาของคู่รัก 

“นี่พี่ยุจงใจเหรอ” ฮ่องเต้ที่ต่อให้รู้ทันยังไงก็ไม่อาจห้ามใจได้เมื่อเห็นสายตาอ่อนโยนจากคนรักถอนหายใจออกมาเบาๆ “ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” 

“เต้ยิ้มแล้วก็หัวเราะ ดูมีความสุขมากเป็นพิเศษ แต่กลับมอบมันให้คนอื่น” 

“ผมไม่ได้มอบมันให้คนอื่นสักหน่อย อีกอย่างที่เป็นแบบนั้นก็เพราะคิดเรื่องของพี่ยุนั่นแหละ”  

“เถียงเหรอ” พายุเลิกคิ้วถามอย่างหยอกล้อทั้งที่หน้านิ่งสนิท แต่เพียงแค่นั้นก็เรียกเสียงหัวเราะอารมณ์ดีจากคนมองได้แล้ว 

“ไม่เถียงแล้ว ขอโทษครับ” 

พวกเขาส่งยิ้มให้กันและไม่ได้พูดอะไรอีก หลังจากตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งต่างๆ ที่รอเอาไปส่งที่บ้านเรียบร้อยแล้วก็เดินออกไปเงียบๆ โดยไม่ได้ปล่อยมือที่กอบกุมกันไว้ 

พายุสัมผัสได้ถึงความสุขของคนข้างกายแทบจะตลอดเวลา เขาอดยิ้มตามไม่ได้เมื่อพบว่าฮ่องเต้อารมณ์ดีขนาดไหน สังเกตเอาจากการที่เจ้าตัวแกว่งมือที่กอบกุมกันไว้ราวกับเป็นเด็กๆ ก็รู้แล้ว ทว่าในจังหวะที่กำลังจะพากันเดินออกจากประตูห้างตรงไปยังลานจอดรถ เพียงเสี้ยววินาทีที่เขาหันไปมองด้านข้าง สายตากลับจับสังเกตสิ่งผิดปกติบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว 

รอยยิ้มจางบนใบหน้าพายุจางหายไปเหลือเพียงความดุดันจริงจัง ชายหนุ่มปล่อยมือคนรักแล้วเปลี่ยนเป็นโอบอีกฝ่ายเข้ามาแนบกาย เท้าก้าวเดินไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพื่อให้ไปถึงรถโดยเร็วที่สุด และฮ่องเต้ที่เชื่อใจเขายิ่งกว่าใครก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เพราะนอกจะไม่ถามอะไรออกมายังรีบเดินตามแรงโอบอย่างมีสติ 

“พี่ขับเอง” พายุพูดเสียงเรียบขณะเปิดประตูข้างคนขับเพื่อให้คนรักขึ้นไปก่อน ซึ่งฮ่องเต้ก็รีบพยักหน้าแล้วทำตามโดยไม่เถียงอะไร  

พวกเขาออกเดินทางในทันทีโดยไม่รั้งรอ พายุเหลือบสายตามองไปทางประตูเชื่อมระหว่างลานจอดรถกับตัวห้างพลางหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อมีคนวิ่งตามออกมาจริงๆ ต่อให้คนเหล่านั้นสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป แต่เพียงแค่เห็นอุปกรณ์สื่อสารและท่าทางการวิ่งก็บอกได้แล้วว่าคนพวกนั้นมาด้วยกันทั้งยังมีบางส่วนผ่านการฝึกมาก่อน 

“คนพวกนั้นตามหาพี่ยุเจอไวเกินไปหรือเปล่า” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วมุ่น ต่อให้ทำใจไว้บ้างแล้วว่าคนทางนั้นคงไม่ปล่อยพี่ยุมาง่ายๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะถูกตามเจอได้ไวขนาดนี้ 

อย่างกับ... 

“ตั้งใจไว้แล้ว” คนที่กำลังขับรถอย่างจริงจังถอนหายใจออกมาเบาๆ “พี่ไม่ควรมองโลกในแง่ดีเลยจริงๆ” 

เพราะคิดว่าต่างคนต่างอยู่ได้ก็คงดีเขาจึงเสี่ยงด้วยการเลือกเดินจากมา หากคนทางนั้นปล่อยวางได้ก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันอีก แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่ต้นทางนั้นก็ไม่คิดจะปล่อยกันไปอยู่แล้วไม่ว่าเขาจะได้อะไรจากพ่อบุญธรรมหรือไม่ก็ตามถึงได้ส่งคนมาเฝ้าสังเกตการณ์แบบนี้ 

“พี่ยุ” ฮ่องเต้เรียกคนรักด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะได้รับรอยยิ้มอ่อนโยนตอบกลับมาคล้ายจะบอกว่าไม่เป็นไร 

“ตอนนี้อาจจะหนีพ้นเพราะพวกนั้นไม่ทันตั้งตัว คงไม่คิดว่าพี่จะเห็นพอดี แต่คงหนีไม่ได้ตลอด อีกไม่นานพวกมันคงรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน”  

“ถ้าอย่างนั้นทำยังไงกันดีครับ เราควรจะหนีไปไหนหรือเปล่า” 

พายุจ้องมองคนที่ภายนอกดูสงบนิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไรอย่างปวดใจ เขาเร่งขับรถกลับไปที่บ้านโดยไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที กระทั่งได้อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวด้วยกันแล้วจึงดึงร่างที่สั่นเทาน้อยๆ เข้ามากอดเอาไว้แน่น  

กับคนที่ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นธรรมดามาโดยตลอด ไม่มีทางที่จะไม่รู้สึกอะไรเมื่อต้องพบเจอเหตุการณ์แบบนี้ ต่อให้เตรียมใจหรือทำใจเอาไว้ขนาดไหนก็ยากที่จะนิ่งเฉยเป็นปกติ ยิ่งคิดว่าต้นเหตุของทุกอย่างเกิดจากอะไร ดวงตาของพายุก็ยิ่งเย็นเยียบ แทบจะละทิ้งความคิดที่อยากอยู่อย่างสงบและปล่อยให้ทุกอย่างเงียบหายไปจนหมดสิ้น 

“พี่ปล่อยให้เต้ติดอยู่กับความหวาดกลัวไปตลอดไม่ได้หรอก” พายุตอบคำถามที่ฮ่องเต้ถามตอนอยู่บนรถด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ถ้าเราหนีก็ต้องคอยระวังหลังตลอดเวลา ตัวพี่ไม่เท่าไร แต่กับเต้ที่ควรจะมีความสุขยิ่งกว่าใคร ยังไงก็ทำแบบนั้นไม่ได้” 

เขาต้องการให้ฮ่องเต้มีความสุขในทุกช่วงเวลานับจากนี้ไป ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายให้ต้องเจ็บช้ำน้ำใจ หากจะบอกให้อยู่หวาดระแวงไปตลอด พายุไม่มีทางยินยอมแน่นอน 

“แล้วเราจะทำยังไงกันดี” 

“เริ่มจากทำสิ่งที่ทำได้ก่อน”​ คนพูดหยิบโทรศัพท์ของฮ่องเต้ออกมาแล้วพาเจ้าตัวไปนั่งลงบนโซฟา “พี่จะคุยกับพี่ชายของเต้ เล่าสถานการณ์ทุกอย่างให้ฟังตามตรง” 

“พี่ยุจะขอความช่วยเหลือเหรอครับ” 

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” พายุตอบรับง่ายๆ “ความปลอดภัยของเต้สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะต้องก้มหัวขอร้องหรือเป็นหนี้บุญคุณใครก็ไม่เป็นไร” 

ถึงก่อนหน้านี้จะพูดเหมือนไม่อยากรบกวนคนอื่น แต่จริงๆ เขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้นานแล้ว ถ้ามีตัวคนเดียวคงหลบหนีหรือท้าชนได้ง่ายๆ เพราะไม่จำเป็นต้องห่วงอะไรแม้กระทั่งชีวิตตัวเอง แต่ในเมื่อตอนนี้มันไม่ใช่แค่ตัวเขาที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยว การมองหาทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับฮ่องเต้จึงสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด 

ต่อให้มีเงินมากมายขนาดไหน พายุก็ยังไร้ซึ่งอำนาจ ลำพังการปกป้องฮ่องเต้ในระยะสั้นเขาย่อมทำได้ แต่หากพูดถึงระยะยาว... ไม่ว่าอย่างไรการตัดปัญหาทิ้งก็ดีกว่าการป้องกันที่ไม่รู้ว่าต้องทำไปถึงเมื่อไร 

“พี่จักรไม่คิดว่าเป็นหนี้บุญคุณหรอกครับ” พอพูดถึงพี่ชาย ฮ่องเต้ที่ตอนนี้กลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิมแล้วก็ยิ้มได้อย่างง่ายดาย “เชื่อเถอะว่าทุกคนยินดีช่วย แล้วก็คงรู้สึกดีมากๆ ด้วยที่พี่ยุเชื่อใจ” 

พายุก้มหน้าลงมองมือที่ยังคงกอบกุมกันไว้ของพวกเขาทั้งคู่ ปลายนิ้วค่อยๆ ลูบไล้ผิวเนื้อนุ่มช้าๆ คล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ จวบจนตกตะกอนความคิดของตัวเองได้แล้ว เขาจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ ทว่าแฝงความอ่อนล้าเอาไว้ไม่น้อย 

“ดูเหมือนว่าพี่จะเคยชินกับการรับคำสั่งและการใช้กำลังมากเกินไป... ถ้าฉลาดกว่านี้อีกหน่อยคงมองหาหนทางแก้ไขเรื่องพวกนี้เอาไว้ตั้งแต่แรก ไม่ปล่อยให้เต้ต้องมาเครียดไปด้วยแบบนี้” 

“พี่ยุอย่าพูดอย่างนั้น ไม่มีใครเก่งไปหมดทุกอย่างหรอก” ฮ่องเต้ขมวดคิ้วไม่พอใจแล้วบีบมือคนรักแน่น 

คนของเขาใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวในฐานะทหารมาโดยตลอด นอกเหนือจากการทำภารกิจตามคำสั่งก็แทบไม่ได้ยุ่งกับใคร ฮ่องเต้ย่อมเข้าใจดีว่าจะให้พี่ยุตามทันเล่ห์เหลี่ยมของนักธุรกิจหรือนักการเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างคนมีอำนาจมาโดยตลอดย่อมเป็นไปได้ยาก ต่างจากเกรย์หรือพี่จักรที่อยู่ในสายของผู้มีอำนาจเช่นกันจึงรับมือกับเรื่องแบบนี้ได้ดีกว่า 

ถึงจะไม่อยากเปรียบเทียบ... แต่พี่ยุก็คงทำแบบนั้นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ  

“พี่เพิ่งรู้ว่าตัวเองอยากเก่งไปหมดทุกอย่างก็ตอนนี้” พายุลูบไล้แก้มขาวของคนรักที่ยังคงแสดงสีหน้าห่วงใยยามมองมาที่เขาเบาๆ ฮ่องเต้ก็ยังเป็นฮ่องเต้ที่ใส่ใจกันที่สุดอยู่เสมอ เพราะพอได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ส่งยิ้มกว้างมาให้แล้วพูดเอาใจอย่างรวดเร็ว 

“สำหรับผมพี่ยุดีที่สุด ไม่ว่าใครก็เทียบไม่ได้” 

เพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับคนที่พูดชื่นชมเขาทั้งสีหน้าจริงจัง พายุจึงได้แต่ส่ายหน้าหน่ายพลางรั้งตัวอีกคนเข้ามากอดเอาไว้อีกครั้ง 

“ยังกลัวอยู่หรือเปล่า” 

“ไม่ได้กลัวมากขนาดนั้นหรอก” ฮ่องเต้ถูใบหน้ากับอกกว้างอย่างออดอ้อน “เรียกว่าตกใจมากกว่า พี่ยุไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ผมมีภูมิคุ้มกันแล้ว ต่อไปต้องไม่แสดงอาการแบบนั้นออกมาอีกแน่” 

“แสดงออกนั่นแหละดีแล้ว ไม่ว่าจะคิดหรือรู้สึกอะไร พี่อยากให้เต้บอกพี่ทุกอย่าง” 

ฮ่องเต้พยักหน้า รีบตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง 

“ผมสัญญาว่าจะไม่ปิดบังพี่ยุ” ...แต่ก็จะไม่มีทางแสดงอาการสั่นกลัวอีกเด็ดขาด 

ที่คิดแบบนั้นไม่ใช่เพราะเขาต้องการจะโกหกหรือผิดสัญญา เพียงแต่ไม่ต้องการให้คนรักเป็นห่วง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าต่อไปจะไม่หวาดกลัวอีกเด็ดขาด ในเมื่อตัดสินใจเลือกทางนี้แล้วก็ต้องทำให้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือคนสำคัญก็ตาม 

“ดี” พายุลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างเบามือ สายตาที่ใช้ทอดมองฮ่องเต้ ยิ่งนานยิ่งดูอ่อนโยนมากขึ้นทุกที  

“พี่ยุอยากให้ผมคุยกับพี่จักรแทนหรือเปล่า” 

“ไม่เป็นไร ให้พี่คุยเองเถอะ”  

ฮ่องเต้เงยหน้ามองคนที่ใช้แขนข้างหนึ่งกอดเขาไว้ ขณะที่อีกมือกดโทรศัพท์ของเขาโทรออกนิ่งๆ ตั้งแต่ต้นจนจบการพูดคุย พี่ยุไม่มีท่าทีหวั่นไหวเลยสักนิด กระทั่งตอนที่บอกว่าต้องการให้ช่วยก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งราวกับไม่รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาอะไร ถึงฮ่องเต้จะมั่นใจว่าอย่างไรพี่จักรก็ต้องช่วยเหลือแน่นอน แต่เขาก็อดเป็นกังวลไม่ได้ เพราะกลัวว่าพี่ชายจะพูดอะไรที่ทำให้คนรักไม่สบายใจ 

“พี่ชายเต้จะคุยด้วย”  

เสียงทุ้มต่ำที่ดูอ่อนโยนขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อใช้พูดคุยกับเขาทำให้ฮ่องเต้รู้สึกตัวอีกครั้ง ชายหนุ่มรับโทรศัพท์มาจากมือคนรักก่อนจะยกยิ้มจางเมื่อใครอีกคนพยักหน้าให้แล้วผละกายลุกขึ้นเดินไปอีกทางเพื่อให้เขาได้พูดคุยกับพี่ชายเป็นการส่วนตัว 

“พี่จักร...” 

[เป็นอะไรหรือเปล่า] 

“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ” 

[อย่าโกหก]  

“เต้ไม่ได้โกหกจริงๆ” ฮ่องเต้หัวเราะเมื่อเสียงของพี่ชายดูดุขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ตอนนี้ไม่เป็นอะไรเลยครับ สบายดีมากๆ ก่อนหน้านี้แค่ตกใจนิดหน่อย” 

[อยากมาอยู่กับพี่ก่อนไหม] 

“ถ้าเต้ไปแล้วพี่ยุจะอยู่กับใครล่ะ”  

[เรื่องนี้เรียบร้อยเมื่อไรค่อยกลับไปอยู่ด้วยกัน] ปลายสายตอบกลับมาโดยไม่เสียเวลาหยุดคิด แม้จะรู้ดีว่าน้องชายไม่มีทางตกลงก็ตาม 

“ไม่ได้หรอกครับ พี่จักรก็รู้ว่าเต้รอเวลาที่จะได้อยู่กับพี่ยุมานานขนาดไหน จากนี้ไปไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางยอมแยกจากกันอีกแน่ๆ”​ ว่าจบฮ่องเต้ก็หันไปมองคนที่นั่งกอดอกอยู่ริมหน้าต่างแล้วเผยยิ้มออกมาอีกครั้ง “ไม่ต้องบอกว่าให้ไปหาพี่จักรด้วยกันทั้งคู่นะ เต้ไม่อยากลากปัญหาไปให้ภีมปวดหัว” 

[ภีมติดงานทางนี้ คงไม่ได้ไปหาเต้ที่นั่น แต่จะฝากขนมไปให้] 

“พี่จักรจะมาวันศุกร์พร้อมมุขใช่ไหมครับ” 

[พี่กับมุขจะไปพรุ่งนี้] 

“พรุ่งนี้...” ฮ่องเต้เลิกคิ้วประหลาดใจ จำได้ว่าพวกเขาไม่ได้นัดกันพรุ่งนี้แน่ๆ แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นก็เข้าใจได้ในทันทีว่าพี่ชายกับน้องชายรีบมาหาเพราะอะไร “โอเคครับ เดี๋ยวเต้เตรียมห้องไว้ให้ ตั้งแต่มาถึงยังไม่ได้ปูที่นอนอะไรไว้เลย” 

[เต้ไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหม... พี่จักรอย่าพูดดีกับมัน เต้มันเนียนเก่งจะตาย ต้องทำเสียงโหดๆ แล้วบีบให้มันยอมรับ] 

เสียงของน้องชายที่น่าจะแอบฟังอยู่ตั้งแต่ต้นทำเอาฮ่องเต้ต้องกลอกตาด้วยความรำคาญใจ ถึงอย่างนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็ไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย กลับกันดูจะกว้างขึ้นเสียด้วยซ้ำ 

“เต้ไม่เป็นอะไรจริงๆ พี่จักรไม่ต้องเป็นห่วงครับ ฝากบอกมุขด้วยว่าถ้ายังพูดมากจะโดนดี” 

[คิดว่ากูกลัวมึงเหรอ!... มุข อย่าเสียงดัง] 

“สมน้ำหน้า” พอรู้ว่าอีกฝั่งน่าจะเปิดลำโพงอยู่ ฮ่องเต้ก็หัวเราะใส่น้องชายอย่างอารมณ์ดี มั่นใจได้เลยว่าตอนนี้เด็กติดพี่อย่างประมุขต้องกำลังงอแงที่ถูกดุแน่ๆ 

พวกเขายังไม่ทันได้พูดคุยอะไรต่อ ฮ่องเต้ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ของใครบางคนดังขึ้นจากทางนั้น และเมื่อได้ยินน้องชายพูดคำว่า ‘เกรย์’ ออกมาด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าคนรักของเจ้าตัวคงติดต่อมาพอดี นับจากนั้นความวุ่นวายที่อยู่อีกฝั่งจึงหายวับไปในทันตา ไม่ต้องให้พี่ชายบอกฮ่องเต้ก็รู้ว่าประมุขคงแอบหนีไปคุยโทรศัพท์ที่อื่นแล้ว 

[มุขฟังอยู่ตั้งแต่แรก เดี๋ยวคงจะเล่าเรื่องนี้ให้เกรย์ฟัง] 

“เต้คงต้องขอให้เขาช่วย” 

[ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พี่มั่นใจว่าทุกคนยินดีช่วย ถ้าภีมรู้ก็คงทิ้งงานทุกอย่างแล้วขอตามไปหาเต้ด้วยเหมือนกัน] 

“อย่าเพิ่งบอกภีมเลยครับ ให้ภีมทำงานแบบไม่ต้องคิดมากดีกว่า” พอนึกถึงเพื่อนสมัยเด็กที่ควบตำแหน่งคนรักของพี่ชายซึ่งตอนนี้เป็นเจ้าของสวนดอกไม้เต็มตัวแล้ว ฮ่องเต้ก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “เต้รู้ว่าพี่จักรไม่เคยมีเรื่องปิดบังภีม แต่ว่าเรื่องนี้เต้ไม่อยากให้ภีมเป็นกังวลไปด้วยเลย” 

[พี่จะบอกเท่าที่ควรบอก] 

ฮ่องเต้พูดคุยกับพี่ชายอยู่พักหนึ่งจึงวางสาย ก่อนไปยังคงถูกย้ำให้ดูแลตัวเองเหมือนอย่างทุกครั้ง แต่มีการเพิ่มเติมคำพูดขึ้นมานิดหน่อยตรงที่บอกว่าจะมาคุยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดตอนมาถึงที่นี่ เพราะเข้าใจความหมายของพี่ชายดีฮ่องเต้จึงได้แต่รับคำอย่างว่าง่าย 

ดูท่าพรุ่งนี้พี่ยุคงถูกซักจนขาวแน่ๆ 

“พี่ยุ”​ ฮ่องเต้เดินเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่ตรงขอบหน้าต่าง แต่เมื่อเห็นว่าคนรักกำลังพูดคุยโทรศัพท์อยู่เขาจึงเงียบเสียงลงแล้วเตรียมจะหมุนตัวเดินไปอีกทาง ทว่าก่อนจะได้ทำแบบนั้นกลับถูกดึงมือเอาไว้ให้นั่งลงด้านข้างเสียก่อน  

“ได้เรื่องแล้วติดต่อมาทางนี้นะ” พายุพูดกับคนในสายเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะวางโทรศัพท์ น้ำเสียงที่ใช้พูดคุยระหว่างเพื่อนกับคนรักแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง “พี่ชายเต้บอกแล้วใช่ไหมว่าจะมาหาพรุ่งนี้เลย” 

“บอกแล้วครับ โชคดีที่เราซื้อวัตถุดิบเอาไว้แล้วเลยต้องไม่ต้องออกไปซื้อเพิ่ม น่าเสียดายที่เกิดเรื่องเลยไม่ได้แวะเข้าไปทักทายป้าแสงเดือนสักที” พวกเขาพูดคุยกันว่าจะไปทักทายป้าแสงเดือนหลังกลับจากซื้อของ แต่เพราะเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาคดิดเข้าก็เลยต้องทิ้งกำหนดการเดิมไปก่อน 

“เอาไว้หลังจากนี้ค่อยไปก็ได้ ยังไงบ้านเราก็อยู่ที่นี่ ไม่ต้องรีบไปไหนอยู่แล้ว” 

“จริงด้วย บ้านเราอยู่ที่นี่อยู่แล้วนี่นา” คนที่ยังไม่คุ้นชินกับบ้านใหม่หัวเราะอารมณ์ดี “เอาไว้จบเรื่องเราไปหาป้าแสงเดือนด้วยกันนะครับ ผมยังไม่ได้ขอบคุณท่านที่ขายที่ตรงนี้ให้เลย ตอนทำเรื่องก็เป็นลูกชายที่มาจัดการ ไม่คิดว่าท่านจะยังจำคำพูดในอดีตได้” 

“ได้ จบเรื่องแล้วเราไปด้วยกัน” 

ฮ่องเต้นั่งพูดคุยกับพายุได้พักหนึ่งก็ขอแยกตัวไปเตรียมห้องให้พี่ชาย คนที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังและโดนบีบบังคับให้นั่งพักผ่อนจึงทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังของคนรักไปจนสุดสายตา 

จนถึงตอนนี้ภาพของฮ่องเต้ที่แสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่เข้มแข็งมาโดยตลอดก็ยังติดอยู่ในความทรงจำของเขาอยู่เหมือนเดิม และดูท่าคงไม่มีทางจางหายไปง่ายๆ ยิ่งคิดว่าเหตุผลที่ทำให้ฮ่องเต้ตัวสั่นเทาแบบนั้นคืออะไร พายุก็ยิ่งโกรธตัวเอง 

โกรธที่เขามองโลกในแง่ดี โกรธที่เขามั่นใจมากเกินไปว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไร ถ้าป้องกันเอาไว้ตั้งแต่แรก คาดเดาจากลักษณะนิสัยของคนพวกนั้นไปเลยว่าจะต้องหาเรื่องกันแน่นอน ฮ่องเต้ก็คงไม่ต้องตกใจจนแสดงความหวาดกลัวออกมาแบบนี้ 

พายุถอนหายใจยาวเหยียด ใบหน้าที่เคยราบเรียบดูคล้ายจะเย็นชาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงอารมณ์ในด้านลบออกมามากมายขนาดนี้โดยที่ไม่ได้อยู่ระหว่างทำภารกิจ ต่อให้อยากเพียงใดก็คงไม่อาจทำเฉยได้อีกต่อไป ในเมื่อไม่ยอมลาจากกันดีๆ ก็มีแต่ต้องเผชิญหน้าให้เห็นผลแพ้ชนะอย่างชัดเจน  

ชายหนุ่มก้มลงมองข้อความที่เพื่อนส่งมาให้ ทว่ายิ่งเห็นแววตากลับยิ่งน่ากลัวมากขึ้นทุกที ทั้งที่ข้อความในนั้นบอกว่าคนที่นั่นยังไม่รู้เรื่องทรัพย์สินที่พ่อบุญธรรมมอบให้เขาแท้ๆ 

‘ดูเหมือนว่าพวกนั้นตั้งใจจะเล่นงานนายตั้งแต่แรกแล้วนะ คนพวกนั้นที่นายเจอไม่เหมือนเพิ่งเดินทางไป น่าจะเฝ้าอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่แรกมากกว่า แต่ฉันสงสัยจริงๆ ว่าเป้าหมายคืออะไรในเมื่อยังไม่รู้เรื่องทรัพย์สมบัติของพ่อนาย... จะบอกว่าถึงขั้นอยากเอาชีวิตกันเลยก็ดูจะมากเกินไปหน่อยหรือเปล่า’  

คำถามนั้นพายุก็ตอบไม่ได้เช่นกัน แต่เขาพอจะมองออกว่าระยะเวลาที่ผ่านมาอเล็กซานเดอร์คงไม่กล้าทำอะไรเพราะพ่อบุญธรรมยังอยู่ เมื่อท่านจากไปแล้วถึงได้ทำตามที่คิดโดยไม่เสียเวลาเลยแม้แต่น้อย 

…แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างมันเถอะ 

เพราะตั้งแต่ทางนั้นกล้าทำท่าจะแตะต้องฮ่องเต้ พายุก็เปลี่ยนสายตาที่ใช้มองอีกฝ่ายไปแล้ว 

จาก ‘ไม่มีตัวตน’ กลายเป็น ‘ศัตรู’ ที่ต้องกำจัด 

ความคิดเห็น