facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 4 - 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.พ. 2564 10:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 - 100%
แบบอักษร

สวัสดีค่า มาอัปต่อแล้วน้า ช่วงนี้อัปช้าหน่อยเพราะกำลังเร่งปิดต้นฉบับอยู่นะคะ

ประมาณเดือนมีนาคงจะได้อัปอย่างสม่ำเสมอแล้วค่ะ

ฝากติดตามกันต่อด้วยน้าาา

ส่วนใครที่อยากจะจอง จองได้ที่เว็บ www.sasibook.com ได้เลยนะคะ ขอบคุณค่า

 

-----------------------------------------------------------

เมื่อเดินอ้อมต้นสนสูงท่วมศีรษะ จะเห็นทางเดินทอดยาวไปสู่ถนนที่ใช้สัญจรเป็นปกติ

คีรีกรณ์ยืนอยู่ตรงมุมโค้งของถนน มือข้างหนึ่งเท้าต้นไม้ใหญ่ขนาดสองคนโอบ อาศัยร่มไม้ใบบังยืนหลบแสงแดดที่กำลังร้อนแรง ทอดสายตามองผู้คนที่เดินขวักไขว่ บ้างหิ้วของพะรุงพะรังเดินอย่างเร่งรีบ บ้างถือแก้วกาแฟเดินทอดน่องชมนกชมไม้ บ้างสะพายกระเป๋าใบใหญ่และหอบเอกสารเต็มอ้อมแขน ผู้คนเหล่านี้มีทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ผู้ป่วย ญาติคนไข้และคนที่มาเยี่ยมไข้ เขาหรี่ตา ควานหาอะไรก็ตามที่ทำให้ประสาททั้งห้าของเขาตื่นตัว พยายามเพ่งมองคนเหล่านั้นอย่างไม่ให้เล็ดรอดไปแม้แต่คนเดียว

ทว่าสุดท้ายกลับไม่พบเจอสิ่งใด ราวกับว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงจินตนาการที่เขาสร้างขึ้นมาเองเท่านั้น

หัวใจของคีรีกรณ์เต้นช้าลงจนกลับคืนสู่ปกติ เหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นมาตามไรผมถูกสายลมพัดโหมจนเหือดแห้ง ทว่าความรู้สึกบางอย่างเมื่อถูกกระตุ้นแล้วก็ยากจะกำจัดออกไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตรงกันข้าม มันกลับกวนตะกอนของความทรงจำที่อยากจะฝังกลบลึกลงไปในหัวใจให้ขุ่นมัวและลอยฟุ้งขึ้นมา พัดพาเอาความรวดร้าวเสียดแทงตรงกลางอก และพานทำให้แผลเป็นที่พาดผ่านดวงตาข้างซ้ายของเขาเจ็บแปลบขึ้นมาอีก

“คุณ!” นายแพทย์ภารัณก้าวเข้าประชิดตัวเมื่อใด คีรีกรณ์ไม่ทันรู้ตัว แต่ต้องขอบคุณที่อีกฝ่ายยื่นมือมาช่วยพยุงเขาได้ทันการณ์ ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะล้มหัวกระแทกพื้นไปแล้วก็เป็นได้

“เป็นอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงร้อนรนดังอยู่ข้างหู มือข้างหนึ่งจับต้นแขนของเขาเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อที่ผุดขึ้นมาตามหน้าผากและซอกคอโดยที่เขาไม่ได้ข่มขู่เหมือนทุกครั้ง

“ไหวไหมเนี่ย” นายแพทย์หนุ่มจ้องหน้าคนป่วย ประเมินอาการครู่หนึ่งจึงตัดสินใจ “ไปห้องฉุกเฉินดีกว่า”

ภารัณดึงตัวคีรีกรณ์ให้เดินย้อนกลับทางเดิม แต่แทนที่จะเลี้ยวไปทางหอพักกลับเดินไปอีกทางหนึ่ง

เวลานี้ห้องฉุกเฉินอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนเวร ผู้คนยังไม่พลุกพล่าน อุบัติเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดหลังตะวันตกดินไปแล้ว ภารัณคิดเพียงส่งตัวเขาให้พยาบาลห้องฉุกเฉินแล้วค่อยแยกตัวจากมา งานยังรอเขาอยู่ เอกสารที่ต้องส่งให้ตำรวจก็ยังเขียนไม่เสร็จ รอช้ากว่านี้งานสืบสวนก็จะยิ่งล่าช้าเข้าไปใหญ่

จริงๆ แล้วการจะพาคนคนหนึ่งที่มีสติครบถ้วนสมบูรณ์ดีไปยังห้องฉุกเฉินไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าคนที่ดื้อด้านไม่ยอมไปทั้งยังตัวโตกว่าเขาเกือบเท่าตัวนั้นนับว่ายากเอาการ การลากอีกฝ่ายเดินมากว่าสิบก้าวทำให้เสียกำลังไปมาก เหงื่อไหลซึมจนเต็มแผ่นหลัง เสียงลมหายใจเริ่มถี่กระชั้น สุดท้ายกลายเป็นต้องยืนหอบกลางทาง

“ผมบอกแล้วว่าไม่ไป”

“หน้าซีดขนาด...” ภารัณหันกลับมา เห็นใบหน้าที่เคยซีดขาวราวกระดาษกลับคืนสู่สภาพปกติถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อครู่สภาพราวกับใกล้ขาดใจตาย แต่ตอนนี้...

“กลับไปทำงานเถอะหมอ ผมไม่เป็นไร”

แววตาของคีรีกรณ์เป็นประกาย ไม่ได้วิบวับอย่างหนุ่มเจ้าชู้หว่านเสน่ห์ให้สาวๆ แต่ก็ไม่ได้ไร้ชีวิตชีวาและมืดมนเหมือนก่อนหน้านี้

เห็นสีหน้ายามนี้ ภารัณมั่นใจว่าเขาคงไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ กระนั้นก็ยังพึมพำถามออกไป

“แน่ใจ?”

คนตัวโตกว่าพยักหน้า ดวงตาหลุบลงมองมือที่กุมรอบมือของตนเอง ภารัณมองตาม สะดุ้งเฮือกหนึ่ง พลางกระตุกมือออกราวกับโดนของร้อน

“ไม่เป็นไรก็ดี” เขาใช้มือเช็ดเสื้อกาวน์ของตนเองไปมา พูดพึมพำแทบไม่ได้ยิน “ผมไปทำงานแล้ว”

ทิ้งท้ายประโยคไว้เพียงแค่นั้นแล้วเดินลิ่วจากมา หากเป็นคนอื่นย่อมรู้ว่าเขาไม่อยากเสวนาด้วย หากคนหน้ามึนดื้อด้านอย่างคีรีกรณ์กลับยังเดินตามหลังเขาต้อยๆ

เขาเร่งฝีเท้าหนี ไอ้หมอนั่นมันก้าวเท้ายาวๆ ไม่กี่ก้าวก็ตามทันแล้ว

จนใจที่มันตัวโตกว่า ขายาวกว่า แข็งแรงกว่า และบึกบึนกว่า หนีเท่าไรก็หนีไม่พ้น สุดท้ายภารัณก็เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเอาชนะจึงปล่อยเลยตามเลย

ยามเดินเข้าตึกนิติเวช เขาผ่อนฝีเท้าลง คีรีกรณ์จึงก้าวขึ้นมาเดินเคียงข้าง

ยืนรอลิฟต์ก็ยืนข้างกัน

เดินเข้าลิฟต์ก็เข้าพร้อมกัน

ครั้นเห็นว่าน้ำหนักจะเกิน เพียงสายตาอำมหิตของมาเฟียตัวพ่ออย่างเขา คนที่ก้าวเข้าไปก่อนหน้าจำต้องฝ่ายเดินล่าถอยออกมาอย่างสงบเสงี่ยม

คีรีกรณ์ยิ้มมุมปาก ผงกศีรษะขอบคุณใครคนนั้น

ประตูลิฟต์ปิดแล้ว ด้านในมีคนอยู่แออัด แต่ต่างคนต่างเงียบงัน ยืนมองเพดานบ้าง ก้มมองนาฬิกาบ้าง ยืนเล่นโทรศัพท์บ้าง ในขณะที่ภารัณขยับแว่นของตนเองครั้งหนึ่ง พลางยืนมองป้ายประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลที่ติดอยู่ตรงประตูลิฟต์ ตั้งใจอ่านอย่างจริงๆ จังๆ

จู่ๆ ก็รู้สึกถึงเงาอำมหิตที่เข้ามาบดเบียดข้างกาย จะกระเถิบหนีก็ไม่ได้เพราะเกรงว่าจะไปเบียดคนอื่นเข้า จึงต้องยอมทนให้ลมหายใจอุ่นๆ ปัดเป่าอยู่ที่ใบหูและซอกคอ

“ขอบคุณหมอ”

ภารัณเหลียวมอง เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

“ขอบคุณที่เป็นห่วง”

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ

ติ๊ง...ลิฟต์หยุดนิ่ง ประตูลิฟต์เปิดออก มีเสียงขอทางดังขึ้นเบาๆ ทางด้านหลัง ยังไม่ถึงชั้นที่ภารัณต้องลง แต่แทนที่เขาจะเบี่ยงตัวเปิดทางกลับเดินลิ่วออกมา ตรงดิ่งไปยังบันไดหนีไฟ นึกอยากจะขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์เสียอย่างนั้น ถ้าถามถึงเหตุผล เขาก็ให้คำตอบไม่ได้เช่นกัน

“เฮ้! หมอ! อีกสามชั้นนะหมอ! จะไปไหนน่ะ!”

เสียงคีรีกรณ์ดังตามหลังมา ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าอีกฝ่ายเดินตามเป็นเงาตามตัว

ภารัณไม่ตอบ เขาเพียงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ในใจนึกอยากจะส่งรายงานการชันสูตรศพให้ตำรวจเต็มที เมื่อถึงตอนนั้น หวังว่าเงาตามตัวที่ตามติดเขาราวกับเป็นเจ้ากรรมนายเวรจะหายไปจากชีวิตเขาเสียที

ความคิดเห็น