ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 ...อสรพิษเร้นกาย...

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ...อสรพิษเร้นกาย...

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2559 09:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ...อสรพิษเร้นกาย...
แบบอักษร

...อสรพิษเร้นกาย...

 

ผมตัดสินใจแอบตามจูเนียร์ฮยองหนึ่งวัน ผมต้องสืบให้ได้ว่าเขาออกไปทำอะไร    ที่ไหนทุกวัน เงินที่เขาหามาได้ ได้มาอย่างไร ดังนั้นผมจึงแกล้งทำเป็นออกจากบ้านไปเหมือนทุกวัน จากนั้นก็วกกลับไปซุ่มอยู่ในซอยใกล้ๆบ้าน รอจนฮยองเดินผ่านจึงออกติดตามไปห่างๆ

 

จูเนียร์ฮยองเดินออกไปขึ้นรถแท็กซี่ที่หน้าถนน จากนั้นรถก็ไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านคังนัม ปกติพวกผมไม่มีใครขึ้นแท็กซี่กันบ่อยนัก เพราะค่าโดยสารแต่ละครั้งแพงหูฉี่ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นฮยองเรียกแท๊กซี่ไปยังโรงแรมที่ดูหรูหราขนาดนั้น

 

 

ขณะที่ผมซุ่มดูอยู่ใกล้ๆผมเห็นฮยองหยิบเอามือถือออกมารับสาย จากนั้นก็พูดคุยครู่หนึ่งก่อนจะวางสายไป พวกเราไม่เคยมีมือถือ ทำไมอยู่ดีๆฮยองถึงมีได้ มีไว้ใช้ติดต่อใคร   คำถามพวกนี้วนเวียนอยู่ในหัวผม

 

ทันใดนั้นรถแวนคันหนึ่งก็ขับเข้ามาจอดที่หน้าโรงแรม ปกติคนเกาหลีไม่นิยมขับรถนอก เรามักเห็นแค่รถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น แต่รถคันนี้มีสัญลักษณ์ที่ต่างออกไปจากรถทั่วไปที่ผมเคยเห็น ผมไม่รู้ว่ายี่ห้ออะไร แต่ดูรู้ว่าเป็นรถแพง ผมแอบจำป้ายทะเบียนไว้คร่าวๆ

 

ไม่ช้า...พนักงานเปิดประตูพุ่งออกมาจากภายในโรงแรม จากนั้นก็กุลีกุจอมาเปิดประตูรถด้านหลังคนขับให้ ชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงโปร่งที่อยู่ในชุดเสื้อไหมพรมคอเต่าสีเทา สวมทับด้วยสูทลำลองสีดำเข้มเดินลงมาจากรถ คนคนนั้นอายุยังไม่มาก ประเมินจากสายตาของผมน่าจะอายุไม่เกิน 30 ปี แล้วคนหนุ่มอย่างหมอนี่มีธุระอะไรกับฮยองของผม ทำไมพวกเขาถึงนัดกันที่โรงแรม? ผมขมวดคิ้วมองจูเนียร์ฮยองเดินเข้าไปหาชายคนนั้นและทักทายอีกฝ่ายย่างสุภาพ ก่อนจะเดินเข้าไปในโรงแรมพร้อมกัน

 

ผมรีบรุดตรงไปยังหน้าโรงแรม แต่ถูกคนเปิดประตูกันไว้ไม่ให้เข้าไปข้างใน พอผมบอกว่าจะเข้าไปตามเพื่อนที่เพิ่งเข้าไปก็ถูกถามรายละเอียด ของดูเมมเบอร์การ์ด เมื่อผมตอบไม่ได้ก็ไม่ให้เข้า

 

สุดท้ายผมต้องยอมแพ้ ออกมายืนรอข้างนอกแต่โดยดี โรงแรมแห่งนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ น่าจะเป็นโรงแรมเฉพาะของพวกคนใหญ่คนโต มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี ผมลองพยายามจะเข้าไปจากด้านหลัง แต่ก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้หากไม่ใช่พนักงานของที่นี่หรือเป็นแขกแบบขาจรทั่วไป

 

ผมยืนทนหนาวอยู่ 2 ชั่วโมง ในที่สุดพวกเขาก็เดินออกมาพร้อมกัน จูเนียร์ฮยองเดินออกไปส่งชายหนุ่มคนนั้นที่หน้าโรงแรม ยืนโค้งให้อย่างสุภาพ ผมพยายามจะจำใบหน้าของชายคนนั้น แต่เพราะผมอยู่ห่างเกินไป และชายคนนั้นก็ขึ้นรถจากไปโดยเร็วจึงทำให้ไม่เห็นหน้า

 

จูเนียร์ฮยองออกจากโรงแรมจับรถไฟไปยังฮงแด เขาหยิบมือถือขึ้นมากดตลอดเวลา จากนั้นก็นัดเจอกับคุณป้าคนหนึ่งที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งในฮงแด คุณป้าคนนั้นเมื่อเห็นจูเนียร์ฮยองก็ตรงเข้าไปคล้องแขน พวกเขาอิงแอบกันราวกับเป็นคู่รักและหายไปด้วยกันในโรงแรมกว่าค่อนคืนจึงออกมา

 

ขาของผมแทบหมดแรง หัวผมตื้อคิดอะไรไม่ออก นึกไปแต่ในทางไม่ดี ผมนั่งกุมขมับตัวเองอยู่ที่ล็อบบี้เป็นเวลานาน จนกระทั่งพวกเขาลงมาด้วยกัน จากนั้นฮยองก็เวียนไปตามโรงแรมหรูต่างๆอีก 2-3 ที่ เปลี่ยนคู่ควงไปอีก 2-3 คน บ้างก็ผู้ชาย บ้างก็ผู้หญิง มีทั้งอายุมากและดูยังเป็นวัยรุ่น

 

ผมได้แต่กัดฟันกำหมัดแน่น ตอนนี้ผมแน่ใจแล้วว่าฮยองทำงานอะไร ผมได้แต่นึกสมเพชฮยองทั้งที่รู้ตัวดีว่าไม่ควรมีความคิดแบบนี้ แต่มันอดไม่ได้จริงๆ

 

เมื่อฮยองออกมาจากโรงแรมสุดท้าย เวลาก็เกือบตีสามแล้ว ผมมองฮยองที่เงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดสนิท เขาถอนหายใจออกมาเป็นไอสีขาวในอากาศ จากนั้นก็ออกเดินต่อไปในถนนที่ร้างผู้คน ผมเดินทอดน่องอย่างเลื่อนลอยอยู่ด้านหลัง ผมไม่รู้ว่าจะทักฮยองยังไง ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทักยังไง ขณะที่กำลังคิดวิธีอยู่ อยู่ๆฮยองก็ถูกชายร่างสูงปิดปากแล้วลากเข้าไปในซอยเปลี่ยวด้านข้าง

 

ผมรีบวิ่งตามไปด้วยความตกใจ ภายในซอยที่มืดและชื้นแฉะผมได้ยินเสียงต่อสู้ เสียงโวยวายของฮยอง และภาพเหตุการณ์เดิมที่ผมเคยเห็นเมื่อตอนเด็ก จูเนียร์ฮยองถูกกดหน้าไว้กับกำแพง มีชายร่างสูงใหญ่เบียดตัวอยู่ด้านหลัง

 

ผมก้มลงมองหาอาวุธ เจอแต่ขวดเหล้าวางระเกะระกะจึงคว้าปากขวดแล้วตรงเข้าหวดใส่ศีรษะของอีกฝ่าย ชายคนนั้นถูกตีหัวด้วยขวดเหล้าก็ล้มลงพร้อมเสียงขวดที่แตกคามือผม จากนั้นผมก็ถอยหลังกรูออกไปชิดผนังอีกด้าน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว 3 ปีที่แล้วผมเคยช่วยจูเนียร์ฮยองแบบนี้ใก่อน มาวันนี้ผมกลับต้องทำแบบเดิมซ้ำๆ ผมไม่อาจหนีจากเหตุการณ์เดิมๆได้หรือไง เราหนีมาจากจินแฮมายังโซลแล้วแท้ๆ ทำไมเราถึงต้องเจอเรื่องเดิมๆอีก....ทำไม

 

“มาเร็ว!” ผมได้ยินเสียงจูเนียร์ฮยอง รู้ว่าถูกเขาลากออกมาจากตรงนั้น รู้ว่าตัวเองถูกพาวิ่งหนีออกมาอีกครั้ง พอรู้ว่ากำลังถูกจับข้อมมือผมก็หยุดวิ่งหนีแล้วสะบัดมือออก

 

ปล่อยผม!” ผมตะโกนด้วยเสียงดังลั่น

 

“...ทำไม...” ผมมองเห็นสีหน้าประหลาดใจของจูเนียร์ฮยองแล้วหัวเราะขึ้นจมูก

 

ทำไมงั้นหรอ? พี่ต่างหากที่ต้องถามตัวเองว่าทำไม! ทำไมพี่ถึงเข้าโรงแรมกับผู้ชายพวกนั้น! ทำไมพี่ยังทำอย่างงั้นอยู่! เราหนีจากจินแฮเพราะอะไรพี่ลืมไปแล้วหรอ!!” ผมตะโกนใส่เขาด้วยเสียงดังแต่แหบพร่า

 

“ไม่ใช่นะแบมแบม....นายฟังพี่ก่อน...นายกำลังเข้าใจผิด ฉันไม่ได้ทำเพราะอยากจะทำ แต่เพราะอึน.....” ฮยองพยายามเข้ามาอธิบายแต่ผมสะบัดตัวหนี

 

“เพราะว่าชอบล่ะสิ?” ผมพูดแทรก จูเนียร์ฮยองจ้องหน้าผมแบบไม่เชื่อสายตา ผมเองก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองพูดออกไปเพราะอะไร รู้แต่ว่ามันอึดอัดหากไม่ได้ระบาย ผมพูดออกไปโดยไม่ทันคิด ด้วยอารมณ์ชั่ววูบของผม

 

พี่คงชอบที่ถูกผู้ชายกอดล่ะสิ? มันเลิกไม่ได้หรือไง? หรือว่าติดใจ? เพราะได้เงินด้วยแล้วก็สนุกด้วยสินะถึงได้เที่ยวอ้าขานอนกับใครต่อใครก็ได้! ต่ำ! แพศยา! สำส่อนที่สุด! พี่กล้าหาเงินต่ำๆแบบนั้นมาให้ยูคยอมเรียนหนังสือได้ยังไง! ไม่อายบ้างหรือไงห๊ะ! หมามันยังผสมพันธุ์เมื่อถึงฤดู แต่พี่ทำตัวต่ำซะยิ่งกว่าหมาข้าถนนซะอีก!!” สิ้นเสียงผมก็ถูกฮยองตบหน้าฉาดใหญ่

 

ผมหน้าหันไปตามแรงตบ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมถูกจูเนียร์ฮยองตบหน้า ผมถึงกับพูดอะไรไม่ออก รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกที่คอหอย ดวงตารู้สึกร้อนและพร่าเลือนด้วยหยดน้ำตาที่รื้อขึ้นมา ผมกระพริบตาถี่ๆ รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกถูกแช่แข็งเอาไว้

 

“...แบมแบม....พี่ขอโทษ...พะ...พี่ไม่ได้ตั้งใจจะตบนาย...”

 

ผมจับที่แก้มตัวเอง มันร้อนจนรู้สึกว่าหน้าด้านนั้นชาไปทั้งแถบ ฮยองยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ตรงหน้า ดวงตาของฮยองแดงรื้นด้วยน้ำตาเช่นกัน เมื่อเขาตบผม เขากลับเป็นฝ่ายร้องไห้ เขายกมือที่สั่นเทาเอื้อมขึ้นมาหาผม แต่ผมขยับเท้าถอยหนี

 

ไม่ต้องมาแตะผม!” ผมร้องลั่น หยดน้ำตาร่วงเผอะๆ ฮยองจึงทิ้งมือลงข้างลำตัว เขาก้มหน้าอยู่นานก่อนจะพูดด้วยเสียงราบเรียบ

 

ฮึ! ฉันมันเลว ฉันมันต่ำ ฉันมันแพศยา! แล้วนายล่ะ? นายเองก็ไม่มีสิทธิ์มาว่าฉันเหมือนกัน!” ผมหันไปมองหน้าฮยอง

 

หากเงินฉันเป็นเงินสกปรก เงินของนายไม่สกปรกยิ่งกว่าหรอ? นายคิดว่ายูคยอมจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่าเงินค่าเทอมของเขามาจากการปล้น จี้คนอื่นเขามา!” ผมกัดฟันมองหน้าจูเนียร์ฮยอง

 

ผมไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไงว่าผมหาเงินมาได้ด้วยวิธีไหน ใช่ว่าผมอยากจะเที่ยวทำร้ายผู้คนแล้วปล้นชิงเขามา แต่ผมทำเพราะไม่มีทางเลือก งานอื่นกว่าจะหาเงินได้ต้องใช้เวลานาน กว่าจะถึงตอนนั้นดอกเบี้ยค่าบ้านและค่าใช้จ่ายต่างๆคงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวไปแล้ว เมื่อไม่มีทางเลือกก็มีแต่วิธีสิ้นคิดแบบนี้เท่านั้น

 

“พวกเรานี่สมกันดีนะ...อีกคนเป็นอีตัว...อีกคนเป็นโจร..หึ!” เสียงหัวเราะของฮยองฟังดูขมขื่น แต่ผมในตอนนั้นกลับไม่ยอมรับความจริง

 

ผมไม่เหมือนกับพี่!” ผมปฏิเสธเสียงแข็ง

 

“ไม่เหมือนกันตรงไหนหรอ? อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน หากตอนนั้นฉันรู้ว่ามาโซลแล้วนายจะกลายเป็นคนแบบนี้ ฉันคงตัดสินใจไม่หนีตั้งแต่แรก” ผมได้ยินก็รู้สึกโกรธจนตัวสั่น

 

ผมทนฟังจูเนียร์ฮยองพูดต่อไปอีกไม่ไหว ผมจงใจสะบัดหน้าหนี เดินชนไหล่เขาแล้วออกวิ่งหนีจากสิ่งที่ได้ยิน เพราะมันคือความจริงที่ผมทนฟังไม่ได้

 

ผมออกวิ่งไปเรื่อยๆเพื่อให้หัวโล่งขึ้น เพื่อจะได้มีเวลาคิดทบทวนสิ่งที่ผมทำลงไปจนกระทั่งพาตัวเองเดินมาถึงถนนย่านสถานบันเทิง เสียงเพลงอึกทึกดังออกมาจากผับด้านใน หน้าร้านเปิดไฟกระพริบ หน้าร้านและถนนมีเหล่าคนหนุ่มสาวที่อยู่ในอาการมึนเมาบ้าง เดินหิ้วปีกกันออกมาบ้าง ผมเดินผ่านคนเหล่านั้นมาอย่างเลื่อนลอย

 

โซลไม่ใช่สถานที่ที่ควรจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆ ทั้งผับ บาร์และแหล่งอบายมุขทั้งหลายรวมอยู่ที่นี่ รอมอมเมาเหล่าผู้คนที่จิตใจอ่อนแอ คนที่อ่อนต่อโลก คนที่โลภ และหนึ่งในนั้นก็คือผมและฮยอง เพราะชีวิตที่ต้องดินรนบังคับให้เรากลายเป็นคนแบบนี้ ทำให้เรากลายเป็นคนต่ำช้า ผมเองก็ชั่วช้าไม่ต่างจากที่ฮยองพูด ผมมีสิทธิ์อะไรไปว่าจูเนียร์ฮยองทั้งที่ผมเองก็หากินบนความลำบากของคนอื่นเช่นกัน

 

ผมกำมือแน่น เดินชนผู้คนตลอดสองข้างทาง ใครขวางทางถูกผลักกระเด็น ผมได้ยินเสียงโวยวายของผู้หญิง ผมได้ยินเสียงด่าทอของผู้ชายดังไล่หลังแต่ผมไม่คิดสนใจ

 

อยู่ๆผมก็ถูกดึงเสื้อจากด้านหลัง ผมหันกลับไปเหวี่ยงหมัดใส่โดยไม่คิดมองหรือถามว่าเป็นใคร ผมแค่ต้องการระบายความอัดอั้นของตัวเอง ระบายความโกรธแค้นและหาที่ลงไม่ได้ ผมต้องการใครสักคนตะโกนบอกว่าสิ่งที่ผมทำกับพี่มันเป็นสิ่งที่ผิด ใครสักคนที่สอนผมว่าควรปฏิบัติตัวเช่นไรให้ถูกครรลองครองธรรม ใครสักคนที่ดึงผมออกจากเรื่องเหล่านี้

 

ผมต่อยคนที่ดึงผมไว้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว แต่เมื่อฝ่ายนั้นตั้งตัวได้ผมก็ถูกต่อยกลับจนเซล้มทั้งยืน เมื่อเขาเห็นผมล้มก็ตั้งใจเดินเข้ามาซ้ำอีกรอบ แต่ถูกผมถีบกระเด็นออกไปเสียงก่อน ผมเริ่มได้ยินเสียงเชียร์ผสมโรงกับเสียงร้องห้ามปราม แต่ใครจะสนล่ะ พวกผมแลกหมัดต่อยกันคนละหมัดราวกับฝึกความอดทนว่าใครจะล้มก่อนกัน แต่เป็นฝ่ายนั้นที่ล้มหงายท้องลงไปก่อน ผมเดินโซเซเข้าไปคร่อมร่าง ตั้งใจจะอัดอีกฝ่ายให้ตาย แต่ถูกใครไม่รู้ห้ามไว้ซะก่อน ผมจึงได้ลุกเดินโซเซจากมาด้วยใบหน้าบวมช้ำ ผมรู้สึกเจ็บชายโครงที่ถูกเข่ากระแทก รู้สึกชาที่หน้าและปาก ตาด้านหนึ่งช้ำแทบลืมไม่ขึ้น แต่ผมยังกัดฟันเดินต่อ

 

ผมเดินลากขาไปเรื่อยๆจนกระทั่งมองเห็นรถตู้แวนคันหนึ่งที่คุ้นตา เมื่อพยายามเค้นสมองคิดก็นึกขึ้นได้ว่ามันคือรถแวนที่ผมเห็นไปจอดส่งพี่ที่โรงแรมหรู ผมก้มลงหยิบมีดพับที่พกไว้ในรองเท้าออกมาสะบัดคมมีดออกอย่างคล่องมือ จากนั้นก็ตลบเสื้อฮู๊ดขึ้นมาสวมหัวปิดบังใบหน้าตัวเอง

ผมแอบย่องเข้าไปที่ข้างรถ ใช้มีดพกจ้วงแทงยางรถด้านหลังทั้งสองข้าง เมื่อเก็บมีดเรียบร้อยผมจึงเห็นคนสองคนเดินออกมาจากภัตตาคารจีน ชายทั้งสองคนอยู่ในชุดสูทลำลองที่ดูค่อนข้างแพง แต่ผมไม่แน่ใจว่าคนไหนกันแน่ที่หายเข้าไปในโรงแรมพร้อมกับจูเนียร์ฮยอง แต่เรื่องนั้นค่อยวัดดวงกัน....

 

ผมรูดซิบเสื้อฮู๊ดของตัวเอง ซ่อนมีดพับไว้ในกระเป๋าเสื้อ จากนั้นก็เดินก้มหน้าไปยังคนทั้งสองที่ยืนคุยกันอยู่หน้าร้าน

 

----------------------------------------------------------------------------

 

 

อ๊า!! อิ่มชะมัด!” ภาษาเกาหลีติดสำเนียงจีนของเสี่ยวเจียฟังดูตลกทุกครั้งที่เขาพูดออกมา

 

เสี่ยวเอินมองดูอีกฝ่ายเดินออกจากภัตตาคารจีนแล้วยืนบิดเอวไล่ความเกียจคร้าน การวางตัวของหมอนี่ยังห่างไกลจากคำว่ามาเฟียมากนัก มีมาเฟียคนไหนบ้างที่ถูกสาวหลอกเชิดเอารถกับเงินหนีไปโดยไม่คิดทำอะไร แถมยังมีหน้ามานั่งกินข้าวต้มต่อหน้าตาเฉยทั้งที่เงินในกระเป๋าก็ไม่มีสักแดง พอเดือดร้อนร้อนหน่อยก็นึกถึงเขา โทรเรียกให้มาจ่ายเงินค่าอาหารที่กินไปแถมยังต้องวุ่นวายขับรถมารับ ตัวเขาเองพอมีเวลาได้พักหายใจหายคอหน่อยก็คิดจะไปปลดปล่อย แต่กลับถูกเรียกออกมากลางคัน ครั้นจะเพิกเฉยก็ไม่ได้เพราะรับปากพ่อไว้ว่าจะดูแลเสี่ยวเจีย จึงต้องรีบแจ้นออกมาจากโรงแรมมาจ่ายเงินค่าอาหารให้คนพรรค์นี้

 

ดูท่า...อนาคตตระกูลต้วนคงต้องลำบากเพราะคนตระกูลหวังไปอีกนาน

 

“ฉันขอทีได้มั้ย เพลาๆเรื่องผู้หญิงลงบ้างเถอะ” หลังจากมองอีกฝ่ายอยู่นาน ในที่สุดต้วนอี๋เอินก็พูดขึ้นอย่างหัวเสีย ทว่าอีกฝ่ายหันหน้ากลับมาแล้วส่ายหน้าทำเสียงจุ๊ๆแล้วใช้สายตามองเขาราวกับมองเด็กเล็กๆ

 

“ฮ้า...เสี่ยวเอินที่น่าสงสาร...นายคงไม่เข้าใจความรู้สึกเวลาที่ได้โอบกอดหญิงงามไว้ในวงแขนล่ะสิ? ผู้หญิงก็เหมือนบุปผางาม...ต้องเชยชมก่อนโรยรา”

 

บุปผานายเชิดเงินกับรถนายไปแล้ว ไหนบัณฑิตหวังลองบอกมาสิว่าจะทำยังไงต่อไป?” หวังเจียเอ๋อร์เอามือไพล่หลังวางทางเป็นบัณฑิตไปแล้วจริงๆ

 

“เงินทองน่ะเป็นของนอกกายหาเมื่อไหร่ก็หาได้ แต่คนข้างตัวที่เหมาะน่ะหายาก คนที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่ รู้จักตัวตนของเรา รถคันหนึ่งแลกกับการได้เห็น ธาตุแท้ ของคนเป็นราคาที่รับได้” เสี่ยวเอินฟังอีกฝ่ายกล่าวจบก็หลับตา เขาพยามยามข่มความโกรธแล้วนับ 1-100 ในใจ  

 

เขาอยากจะตะโกนบอกอีกฝ่ายเดี๋ยวนี้ว่า ฉันรับไม่ได้! เรื่องเงินน่ะเขาไม่สนเพราะนั่นไม่ใช่เงินของเขา แต่รถนั่นคนซื้อคือเขา ชื่อก็เป็นชื่อของเขา เดิมทีเพราะเสี่ยวเจียหน้าด้านขอยืมไปขับรับสาวเขาจึงยอมให้ยืม มีอย่างที่ไหนปล่อยให้รถถูกขโมยแถมยังเอาเงินไปอีก คนพรรค์นี้หาดีไม่ได้สักอย่าง ดีแต่ใช้คำพูดสวยหรูเท่านั้น

 

หากอยากเห็นธาตุแท้คนไม่จำเป็นต้องลงทุนประเคนทั้งเงินทั้งรถให้ก็ได้ ธาตุแท้คนก็ซ่อนอยู่ใต้ลิ้นเขา โบราณว่าจะดีร้ายวัดได้จากวาจา ต้องรอให้ถูกหลอกหรือโดนทำร้ายก่อนหรือไงถึงจะได้เห็นธาตุแท้คน ความคิดของเสี่ยวเจียนั้นไม่เข้าท่าเอาซะเลย

 

“ยังไงก็หาทางทำอะไรสักอย่างแล้วเอารถกลับมาคืนฉันในสภาพเดิมให้ได้แล้วกัน!” เสี่ยวเอินออกแรงผลักไหล่รุนหลังอีกฝ่ายให้รีบขึ้นรถที่จอดอยู่ ขืนปล่อยให้หมอนี่พล่ามอะไรออกมาอีกเขาได้โมโหจนเส้นเลือดในสมองแตกตายกันพอดี ปกติเขาเป็นคนไม่ค่อยชอบพูดมาก แต่กับคนสมองทึบอย่างเสี่ยวเจียไม่พูดไม่กล่าวไม่ได้

 

ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเดินขึ้นรถที่จอดอยู่ริมทาง บังเอิญเงาสายหนึ่งเคลื่อนผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว เสี่ยวเอินความรู้สึกไวเพราะฝึกที่โรงฝึกกับที่บ้านมาสม่ำเสมอจึงเบนตัวหลบไม่ให้อีกฝ่ายพุ่งมาชน  แต่เสี่ยวเจียมัวแต่เหม่อจึงชนไหล่กันโครมใหญ่

 

ระวังหน่อยสิ!” หวังเจียเอ๋อร์ดันไหล่อีกฝ่ายออก

 

“ขอโทษครับ” คู่กรณีก้มหน้าเอ่ยขอโทษและจากไปอย่างรวดเร็ว

 

เสี่ยวเอินกวาดตาคมปราบไปที่เด็กหนุ่ม ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลบอกให้เขาระวังตัวเพราะไม่น่าจะบังเอิญชนกันหน้าร้านทั้งที่คนก็ไม่พลุกพล่าน แถมหน้าร้านที่พวกเขาออกมาไฟก็สว่าง ชั่วขณะนั้นเขาเหมือนมองเห็นอีกฝ่ายกำด้ามบางอย่างไว้ในมือ หนำซ้ำเขายังรู้สึกคุ้นตากับคนที่สวมเสื้อฮู๊ดปิดบังหน้าตาตัวเองแบบนี้ที่สุด

 

“มีอะไรหรอ?” เสี่ยวเจียเห็นคนข้างกายไม่ขยับ ทั้งยังหันไปมองคู่กรณีที่ชนไหล่เขาเมื่อครู่ไม่วางตาจึงรู้สึกแปลกใจ

 

“เสี่ยวเจีย...ของนายหายหรือเปล่า?” เสี่ยวเจียได้ยินก็ขมวดคิ้ว

 

“แล้วจะให้มีอะไรหายอีกล่ะ? รถก็ถูกขโมยไปแล้ว เงินก็ถูกแม่เสือสาวนั่นเอาไปหมด ยังดีที่หล่อนใจกว้างเหลือหนังสือเดินทางกับบัตรเครดิตไว้ให้ฉันนี่ไง....หาย! หายไปไหนวะ! กระเป๋าตังค์ที่ใส่พาสปอร์ตกับบัตรของฉันใส่ไว้ตรงอกเสื้อนี่!” เสี่ยวเจียรีบตบ อกลูบตัวมองหากระเป๋าเงิน

 

ไอ่เด็กเวรเมื่อกี๊!!” เสี่ยวเจียหันควับออกวิ่งไล่ตามเด็กหนุ่มที่ชนเมื่อครู่ทันทีโดยไม่ฟังเสียงของเสี่ยวเอิน

 

เขาวิ่งตามเด็กหนุ่มจนเกือบทัน เด็กหนุ่มคนนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็ว แค่ได้ยินเสียงฝีเท้าไล่หลังมากก็หันมามองแล้วออกวิ่งต่อไปถึงถนนใหญ่ เมื่อเห็นรถเมล์สายหนึ่งผ่านหน้าก็รีบกระโจนขึ้นไปทันที

 

เขาคลาดจากเด็กนั่นไปแค่หนึ่งช่วงแขน ความน่าเจ็บใจอยู่ตรงที่เขาเกือบคว้าอีกฝ่ายไว้ได้แล้ว ครั้นจะให้วิ่งตามรถเมล์ก็เห็นจะไม่ไหว ดีที่พอถึงถนนเสี่ยวเอินก็ขับรถมาถึงพร้อมกัน

 

“เสี่ยวเจีย...ขึ้นรถ!” เสี่ยวเอินตะโกนเรียกให้เขาขึ้นรถ

 

ทว่าเมื่อขึ้นไปนั่งบนรถถึงได้รู้สึกถึงความผิดปกติ เสี่ยวเอินขับรถช้ากว่าปกติ แถมหน้ารถดูลอยๆแปลกๆ ยังไม่ทันเอ่ยถามอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาเสียงเบาราวกับรู้ความคิดเขา

 

“ล้อหลังถูกกรีด...ทั้งสองล้อเลย”

 

ไอ้เด็กแสบ!!ถึงช้าก็ขับตามไปอย่าให้คลาดสายตา! เล่นกับใครไม่เล่น!”  เสี่ยวเอินพ่นลมหายใจออกมาทางจมูก

 

ทีตอนถูกสาวเชิดเงินไปไม่เห็นอีกฝ่ายจะเดือดร้อน แต่พอถูกเด็กข้างถนนลูบคมกลับทำท่าเอาเป็นเอาตาย อารมณ์หุนหันพลันแล่นและทำอะไรไม่รู้จักคิดของหวังเจียเอ๋อร์ยังต้องพัฒนาอีกเยอะหากคิดจะเป็นใหญ่

 

ทั้งสองขับรถตามหลังรถเมล์มาได้เรื่อยๆเพราะรถเมล์ต้องแวะจอดทุกป้าย พวกเขามี 2ล้อที่เสียจึงต้องขับช้าจึงทำให้ไล่ตามกันทัน เสี่ยวเจียและเสี่ยวเอินช่วยกันคอยมองหาว่าคนที่สวมเสื้อฮู๊ดลงมาจากรถแล้วหรือยัง ในที่สุดก็เห็นเด็กคนหนึ่งที่เข้าเค้าที่สุดกระโดดลงมาจากรถเมล์ พวกเขาขับรถตามเด็กคนนั้นไปห่างๆจนถึงทางที่ค่อยๆบีบแคบลง

 

“ถนนแถวนี้แคบเป็นบ้า เอารถจอดทิ้งไว้แถวๆนี้แล้วเรารีบตามไปกันเถอะ” เสี่ยวเจียเสนอความคิด

 

จากนั้นก็รีบกระโดดลงจากรถแล้วสะกดรอยตามเด็กหนุ่มไปโดยไม่ได้ถามความเห็นของเสี่ยวเอินว่าเห็นด้วยหรือไม่

 

“ชู่ว~ หลบๆ” อยู่ๆเสี่ยวเจียก็รีบให้สัญญาณถอยหลัง จากนั้นทั้งสองก็หลบอยู่ข้างกำแพงเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มนั่นเริ่มไหวตัวหันกลับมามองด้านหลัง

 

“เสี่ยวเจีย...ฉันว่าวันนี้เราถอยก่อนดีกว่า...แถวนี้ไม่ใช่ถิ่นเราไม่ควรบุ่มบ่าม” เสี่ยวเอินประเมินสถานการณ์โดยรอบจากพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยแล้วเอ่ยปรามสหาย

 

พื้นที่แถวนี้มีตรอกซอกซอยอยู่เยอะแยะไปหมด หากอีกฝ่ายที่มีเพียงคนเดียวจะหนี มีหรือจะหนีไม่พ้น ทั้งยังเป็นทางเดินแคบๆเล็กๆหากฝ่ายนั้นมีพวกรออยู่แล้วดักโจมตีก็เท่ากับว่าพวกเขารนหาที่ตายชัดๆ ด้วยพื้นที่มีจำกัดทำให้เคลื่อนไหวลำบาก หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมาฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำจะเป็นพวกเขาที่เป็นคนต่างพื้นที่ไม่คุ้นทาง

 

“นี่นายกลายเป็นคนปอดแหกตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะเสี่ยวเอิน? ไว้รอให้ฉันได้ของคืนแล้วจับเด็กนั่นมาซัดให้หายแค้นสัก 2-3 หมัดก่อนเถอะ! หึ! โจรกระจอกคิดจะล้วงคองูเห่า” เสี่ยวเจียไม่ฟังคำขัดค้านของเขาแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าเป้าหมาย คล้อยหลังไปแล้วก็รีบออกตามต่อทันที

 

พวกเขาเดินตามเจ้าเด็กนั่นเข้าไปในทางแคบๆ บางครั้งต้องเดินลงบันได บางครั้งก็เดินไต่ขึ้นเนินที่เป็นทางลาดชัน หลายครั้งที่เสี่ยวเอินมองหันหลังกลับไปทางเก่า เขารู้สึกว่ากำลังถูกเด็กนั่นหลอกให้เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ขณะที่กำลังจะเปิดปากเตือนเสี่ยวเจียอีกครั้ง อยู่ๆเสี่ยวเจียก็หยุดเดินจนทำให้เขาเดินชนแผ่นหลังอีกฝ่าย

 

“อะไร?” เสี่ยวเอินถาม

 

“ดูเหมือนเราจะมาถึงบ้านหมอนั่นแล้วมั้ง” อี๋เอินเดินเบียดออกมายืนข้างหน้าที่แท้ทางเดินที่ทอดยาวมาตลอดทางไม่ใช่แค่ตรอกหรือซอยเท่านั้น แต่ยังเป็นเขตของรั้วบ้านอีกด้วย เนื่องจากบ้านและที่อาศัยของคนเหล่านี้คับแคบ กำแพงบ้านแต่ละหลังจึงใช้กำแพงเดียวกันด้วย มองจากข้างนอกอาจนึกว่าเป็นตรอกหรือทางเดินธรรมดา แต่อยู่ๆหลุดออกมาเป็นบ้านคนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

“แล้วเด็กนั่นหายไปไหนแล้ว?” ขณะที่เสี่ยวเอินเอ่ยถาม อยู่ๆด้านหลังของเขาก็ได้ยินเสียงเหล็กดังกระทบกัน พอหันกลับไปทั้งคู่เห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏอยู่ด้านหลัง หนำซ้ำยังกำลังดึงรั้วปิดแล้วคล้องโซ่ขังพวกเขาไว้ด้านใน

 

ย๊า! แก!!”  เสี่ยวเจียปราดเข้าไปหมายจะคว้าคออีกฝ่ายแต่ไม่ทันการ

 

อะไรของแกเนี่ย! เปิดประตูนะ! คิดจะขังเราไว้ในบ้านหรือไง!” เสี่ยวเจียตะโกนโวยวายทั้งยังเขย่าประตูเหล็กจนหมาแถวนั้นเริ่มเห่า ผิดกับปฏิกิริยาของคนที่ยืนอีกฝั่งของประตูที่สงบนิ่งเกินขาด เขาพยายามจ้องอีกฝ่าย มองเสี้ยวหน้านั้นในความมืด แต่ก็ยากเหลือเกินเมื่อใบหน้านั้นซ่อนอยู่ใต้ฮู๊ดสีดำ

 

อี๋เอินมองอีกฝ่ายแล้วประเมินสถานการณ์ ท่าทางอีกฝ่ายดูเป็นต่อมาก ทั้งยังมีเวลายืนมองพวกเขาภายใต้เสื้อฮู๊ดสีดำอย่างสงบแสดงว่ามีแผนรับมือพวกเขาอยู่แต่แรกแล้ว เสียดายที่คืนนี้เป็นคืนเดือนแรม ต่อให้พยายามเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย

 

วี๊ด~!” เด็กหนุ่มผิวปากเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

 

 

 

เสี่ยวเอินที่ระแวดระวังตัวอยู่แล้วได้ยืนเสียงฝีเท้าจากด้านหลังก็กระโดดเหยียบไหล่สหายที่ยืนเขย่าประตูข้ามรั้วออกไป

 

“เสี่ยวเจีย!รีบออกมา!” เสี่ยวเอินตะโกนร้องบอกคนที่อยู่อยู่ฝั่งของประตู แต่ช้าไปเสียแล้ว เขาได้ยินเสียงหมาเห่าและกัดอะไรบางอย่างผสมกับเสียงร้องโวยวายของเสี่ยวเจีย และเพราะเสียงร้องนี่เองทำให้คนในบ้านตื่นขึ้นมา และพบว่าสุนัขที่เลี้ยงไว้ถูกคนแปลกหน้าเตะสลบ ทั้งยังเข้ามาในเขตรั้วบ้านยามวิกาล กว่าจะเคลียดกันได้เสี่ยวเจียก็ถูกพาตัวไปโรงพักและเสียค่าปรับและค่าทำขวัญให้เจ้าของบ้าน

 

เป็นครั้งแรกที่ต้วนอี๋เอินเห็นเสี่ยวเจียเถียงตำรวจหน้าดำคร่ำเครียดว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกหลอกโดยหัวขโมยหนุ่ม จากนั้นยังลงบันทึกประจำวันเรื่องพาสปอร์ตหาย ทั้งยังต้องนำใบแจ้งความไปติดต่อสถานกงสุลเพื่อขอหนังสือเดินทางใหม่อีกในเช้าวันรุ่งขึ้น ไหนจะเรื่องตามช่างมายกรถที่ถูกกรีดยางต้องจอดทิ้งไว้ในซอยอีก

 

เสี่ยวเจียวิ่งวุ่นทั้งคืนไม่ได้นอน เขาหัวเสียกับเรื่องนี้มาก ถึงขนาดโทรเรียกเรียกลูกน้องทั้งหมดกว่า 50 คน ให้ลงพื้นที่ค้นหาหัวขโมยตามบ้านทีละหลังกันเลยทีเดียว

 

ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินก็ต้องตามลากคอเด็กเวรนั่นมาให้ได้!

 

ตลอดเช้าของวันนั้นเสี่ยวเจียได้ให้คนลงพื้นที่ตามหาเด็กแค่คนเดียวทั้งหมู่บ้าน ในตอนแรกเขาคิดว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่พวกชาวบ้านให้ความร่วมมือด้วยดีเพราะได้เงินค่าตรวจค้นคนละแสนวอน แต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลว หนำซ้ำตอนบ่ายตำรวจเรียกตัวเสี่ยวเจียไปรับพาสปอร์ตที่พลเมืองดีนำส่งคืน กระเป๋าเงินไม่ได้กลับมา มีแต่บัตรเครดิตกับพาสปอร์ตที่รูปถูกเติมหน้าด้วยหมึกสีดำเท่านั้น พอเสี่ยวเจียเห็นก็ระเบิดอารมณ์ทันที

 

อ๊ากกก! ฉันจะฆ่าและสับมันเป็นหมื่นชิ้น แล้วโยนให้ฉลามกิน!!

 

น่าเสียดาย....ที่หลังจากนั้นหลายปีเสี่ยวเจียก็ยังไม่สามารถทำตามที่พูดไว้คราวนั้นได้ เพราะอสรพิษน้อยได้ร่ายพิษแทรกซึมเข้าไปในหัวใจของเสี่ยวเจียจนไม่อาจถ่ายถอน บางที พิษใจของเสี่ยวเจียอาจมีจุดเริ่มต้นในวันนี้ก็ได้

 

 

-------------------------------------------------------------

 

ผมหนีออกไปแต่เช้ากลับมาถึงบ้านในช่วงหัวค่ำเพราะมัวแต่หลบแก๊งมาเฟียกลุ่มนั้นที่ส่งคนตามหาผมซะทั่วหมู่บ้าน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องจูเนียร์ฮยองก็รอผมอยู่ก่อนแล้ว

 

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เขาพูดเพียงประโยคสั้นๆก่อนจะเดินนำผมไปที่ลานหลังบ้านของเรา

 

“ถ้าจะเคลียกันตอนนี้ผมว่าเปลี่ยนที่ดีกว่า” ผมพูดเบาๆ

 

“ยูคยอมยังอยู่ที่ปั้มน้ำมัน ฉันโทรเช็คจากที่ปั้มแล้ว”

 

หึ!” ผมหัวเราะขึ้นจมูก

 

“นั่นสิ ผมน่าจะรู้นะ...ก็เดี๋ยวนี้ร่ำรวยใหญ่แล้วนี่” ผมพลั้งปากตอกหน้าจูเนียร์    ฮยองไปอีกครั้งก่อนจะมานึกเสียใจในความปากไวของตัวเอง

 

“มันไม่ใช่อย่างที่นายคิด ของนี่ไม่ได้มาจากการขายตัวของฉัน” จูเนียร์ฮยองตอบผมด้วยน้ำเสียงราบรื่นปราศจากอารมณ์ต่างจากก่อนหน้าหนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะควบคุมอารมณ์ได้ดี แต่ยังคงเห็นว่าหูและหน้าของเขายังแดงระเรื่ออยู่

 

“แล้วมันมาจากอะไรงั้นหรอ? ผมแอบตามพี่เมื่อคืนก่อนเห็นพี่เข้าออกโรงแรมเป็นว่าเล่น....เหอะ! ทำตัวแบบนั้นมาตลอดคิดว่าผมจะเชื่อที่พี่โกหกงั้นหรอ?”

 

“นายคิดว่าพี่เป็นคนแบบนั้นหรอแบมแบม? นายคิดจริงๆน่ะหรอว่าพี่สมัครใจจะขายตัว? นายคิดว่าพี่ชอบงั้นหรอ?” จูเนียร์ฮยองมองหน้าผมตรงๆ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าเขาทำให้ผมรู้สึกผิดจนผมไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ

 

“2 ปีก่อนอึนกวังเห็นพี่ถูกลูกค้าในผับขืนใจ หมอนั่นให้พี่ทำงานให้แลกกับการปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับจากพวกนาย แต่ครึ่งปีก่อนพี่พบใครบางคน....เขาช่วยพี่ไว้แล้วก็หางานให้ เป็นเพื่อนดื่มและคอยรับฟังปัญหาต่างๆโดยไม่มีเรื่องนั้นมาเกี่ยวข้อง และพี่สามารถปฏิเสธแขกได้หากพี่ไม่ต้องการ”

 

“แล้วพี่มาอธิบายให้ผมฟังทำไม? คนที่พี่ควรจะไปอธิบายให้ฟังคือยูคยอมต่างหาก” จูเนียร์ฮยองมองหน้าผมแล้วส่ายหน้าไปมา

 

“นายไม่เข้าใจหรอ? ทั้งเรื่องที่ฉันขายตัวหรือเรื่องที่นายเข้าแก๊งขโมยของอึนกวังไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอธิบายให้ยูคยอมฟังได้...นายคิดว่าน้องมันรู้ความจริงแล้วมันยังจะกล้าเรียนต่ออีกหรอ? น้องมันจะกล้าใช้เงินของเราหรอ? พี่ขอล่ะแบมแบม ยูคยอมกำลังมีอนาคตที่ดี อย่าให้ต้องมีใครเสียสละอีกเลย”

 

“...แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง...”

 

“บางครั้งการพูดโกหกกับใครสักคนก็เพื่อปกป้องเขา เพราะความจริงบางอย่าง...บางทีเขาอาจทนรับไม่ได้” ผมเห็นด้วยกับจูเนียร์ฮยองข้อนี้ ขณะที่เราตกลงกันได้เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้น ยูคยอมยืนอยู่ตรงนั้นและมองพวกเราด้วยสีหน้าผิดหวัง

 

“นี่ใช่มั้ยเรื่องที่พวกพี่พยายามปกปิดผมมาตลอด? ฮึ!ความจริงบางอย่าง บางทีผมอาจทนรับไม่ได้ ทนรับได้หรือไม่ก็ควรให้เจ้าตัวเขาเป็นคนตัดสินใจเองสิ! ตกลงพวกพี่มีกี่เรื่องที่โกหกผมกันแน่? ไม่สิ....มีกี่เรื่องที่พี่ไม่โกหกผมบ้าง!!” ยูคยอมเหวี่ยงกระเป๋าเป้ตัวเองลงพื้นแล้วหมุนตัวกลับ

 

“ยูคยอม!” ผมหันไปจะเรียกยูคยอมไว้ แต่พบว่าเขาพาเพื่อนมาด้วยอีกคน

 

“เอ่อ...สบายดี...ข่อยสิเป็นเพื่อนยูคยอมซือยองแจ...ไป่ก่อนเด้อคับ” เด็กคนนั้นแนะนำตัวก่อนจะวิ่งตามยูคยอมไป

 

พี่เห็นหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป!!” ผมหันไปตะโกนใส่จูเนียร์ฮยอง ฮยองทำท่าโงนเงนก่อนจะล้มลง

 

พี่!!” ผมปราดเข้าไปประคองจูเนียร์ฮยองขึ้นจากพื้นและพบว่าเขาตัวร้อนเป็นไฟ

 

ผมรีบพาเขาขึ้นแท็กซี่และไปส่งโรงพยาบาลโดยไม่ทันได้อธิบายอะไรให้ยูคยอมฟัง หมอวินิจฉัยว่าฮยองเป็นไข้หวัดใหญ่และกลัวว่าเขาจะปอดบวมจึงฉีดยาและให้น้ำเกลือ พี่ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 2 วัน เพื่อรอดูอาการ

 

คืนนั้นผมกลับไปบ้าน แต่ยูคยอมไม่ได้กลับมา ผมจึงเขียนโน้ตทิ้งไว้ให้เขา บอกเขาว่าพี่อยู่ที่โรงพยาบาล จากนั้นก็เตรียมตัวเก็บของของตัวเองเพื่อไปอยู่เฝ้าพี่

 

เมื่อผมกลับมาถึงโรงพยาบาลพี่ก็หลับไปแล้วเพราะพิษไข้ ขณะที่ผมกำลังจะนอนพักบ้างมือถือของพี่ก็มีเสียงแมสเสจดังขึ้นมาผมจึงหยิบมาอ่านข้อความด้านใน ข้อความระบุผู้ส่งคือคุณต้วน เขานัดพี่ออกไปพบคืนนี้ที่โรงแรมเดิม ผมเดาว่าน่าจะเป็นโรงแรมที่ผมเคยแอบตามพี่ไป

 

 

....ได้....ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณต้วนนี่เป็นใคร...งานที่พี่บอกว่าเป็นแค่เพื่อนดื่มและคอยรับฟังปัญหาที่ว่ามันจริงเท็จแค่ไหน...

 

-------------------------------------

To Be Con

มาต่อแล้วค่ะ

อาจจะล่าช้าไปหน่อยแต่ขอบคุณที่ติดตามนะคะ

นามิ

ความคิดเห็น