ขอบคุณมากๆนะคะที่ให้การสนับสนุน กราบบบงามๆ

ความบ้าคลั่งของเขาและคำเล่าลือของผม

ชื่อตอน : ความบ้าคลั่งของเขาและคำเล่าลือของผม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 619

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 13:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความบ้าคลั่งของเขาและคำเล่าลือของผม
แบบอักษร

 

 

 

ความบ้าคลั่งของเขาและคำเล่าลือของผม 

 

  

 

 

 

 

“ฮือออ พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว!” ไวท์ส่ายหน้า เมื่อคนร่างสูงยังคงกระแทกกระทั้นภายในช่องทางของเขา 

 

โคลด์เลียริมฝีปาก มองใบหน้างดงามดั่งแสงอาทิตย์ที่ถูกย้อมไปด้วยของเหลวขุ่นของตัวเขา 

 

“เป็นเจ้าที่ขัดคำสั่งข้าก่อนไม่ใช่เหรอ หืม? ทำไมถึงไม่ดื้อต่อล่ะ อา…ไวท์ เจ้ากำลังทำให้ข้าคลุ้มคลั่ง อึก…ซี๊ด…” 

 

“อะอ๊า!” 

 

ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! 

 

เขาขยับท่อนเนื้อใหญ่เข้าไปลึกกว่าเดิม ทั้งเน้นและย้ำตรงจุดกระสันของอีกฝ่าย 

 

ครั้งแรกโคลด์คิดว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ เขาเพียงต้องการจะสั่งสอนไวท์ว่าหากกล้าขัดขืนคำสั่งอีก เขาจะร่วมรักจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมออดอ้อนหรือกล่าวขอโทษ 

 

แต่ตอนนี้เหมือนว่าจะเกินเลยไปเสียแล้ว 

 

เพราะเวลาที่เขาฝังตัวภายในรูเล็กๆของไวท์ จะถูกร่างกายของอีกฝ่ายดูดกินทันที ทั้งยังมีพลังเวทหมุนวนอยู่ในร่างกายของเขาเต็มเปี่ยม คล้ายกับมันกำลังจะก้าวกระโดดขึ้นสูงกว่าเดิม 

 

ในเวลาที่ร่างกายต่างฝ่ายต่างโหยหาต่อกัน เขายิ่งคลุ้มคลั่งไม่อาจตัดใจจากไวท์ได้ หวังจะร่วมรักกับอีกฝ่ายทุกเช้าเย็น ทุกวัน ทุกเวลา 

 

เมื่อเห็นหยาดน้ำตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์ตัณหาของไวท์ เขายิ่งได้ใจอยากกระแทกลึกๆเข้าไปอีก 

 

ยิ่งเห็นอีกฝ่ายส่งเสียงครางลั่น เขายิ่งชอบใจ อยากมอบความรักให้กับคนตัวเล็ก อยากฝังกาย ฝังร่างเพื่อตอกย้ำตัวตนของเขาให้ไวท์ขึ้นใจ 

 

อาการคลุ้มคลั่งของโคลด์กำลังกำเริบ ทว่ามันกลับสงบเวลาที่พวกเขาสองคนร่วมรักกัน และเขารู้ดีว่าความคลุ้มคลั่งจากที่เคยฆ่าคนมานับไม่ถ้วนกำลังเปลี่ยนความคลุ้มคลั่งเป็นแค่ไวท์เพียงคนเดียว 

 

รัก…อย่างนั้นเหรอ หรือนี่คือความรักที่เหล่าพวกชนชั้นสูงชอบซุบซิบกัน? 

 

เขาไม่รู้ 

 

รู้เพียงว่า เวลาที่เขากล่าวคำว่ารักออกมา ในใจของเขายิ่งเต้นระรัวราวกับกำลังมีความสุข 

 

ความสุข…ที่ไม่เคยได้รับตั้งแต่หลายสิบปีก่อน 

 

“ขะขอร้องล่ะ มะไม่ไหวแล้ว” คนตัวเล็กกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง น้ำตาคลอเบ้า 

 

โคลด์เองก็รู้สึกสงสารอยู่ไม่น้อย เขาเร่งจังหวะเร็วขึ้น เร็วขึ้น จนแผ่นหลังบางโค้งงอ เขาจับสะโพกสองมือตอกย้ำตัวตนของเขาเข้าไปลึกๆ ให้มันฝังแน่นจนสุดปลายลำ 

 

“อา…วะไวท์…” เขาหลับตาแหงนหน้าขึ้น กัดฟันแน่นด้วยความเสียวซ่าน 

 

“อาอา…ฮ่า…ขะข้า…อ่า จะออก…” ไวท์จิกเล็บลงบนแขนของโคลด์แน่น จิกจนเกิดเป็นรอยแดงของเล็บบ่งบอกถึงอารมณ์จนสุดจะทนของเขา 

 

โคลด์ยิ้ม หัวเราะในลำคอ เล็บของไวท์ไม่ได้ยาวจึงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บแต่กลับทำให้เขามีอารมณ์เพิ่มมากกว่า 

 

เขาเร่งจังหวะจนอารมณ์ทะยานขึ้นสูงสุด 

 

พรวด! พรวด! 

 

จนกระทั่งของเหลวจำนวนมากพุ่งเข้าสู่ช่องทางหลังของไวท์ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ ท่อนเนื้อใหญ่กระตุกอยู่ในช่องทางสี่ห้าครั้งก่อนที่โคลด์จะฟุบลงบนหน้าอกของอีกฝ่าย 

 

เขาเงยหน้ามองไวท์ก็พบว่าใบหน้างามสลบไปแล้ว เขาจัดการอุ้มร่างเล็กเข้าห้องน้ำแล้วสั่งให้ชาร์ลีเข้ามาเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย เขาหลงลืมวันเวลาไปเสียสนิท แต่ถ้ามีใครมาขัดขวางเขาก็คงไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้ 

 

ไวท์เป็นของเขา…และจะเป็นของเขาตลอดไป 

 

เมื่อวางคนตัวเล็กลงบนเตียงจัดการห่มผ้าเสร็จ เขาก็แต่งตัวออกไปเพื่อสั่งงานกับคนของเขาทันที 

 

“เป็นถึงกองกำลังหน่วยที่หนึ่งแต่กลับไร้ประโยชน์สิ้นดี!” โคลด์นั่งไขว้ขา กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ดวงตาหลุบต่ำลง มือวางประสานกันบนเข่า นิ้วชี้ขวาเคาะบนหลังมือซ้ายราวกับรอขีดจำกัดความอดทนของตัวเอง 

 

“ท่านดยุค! ข้าน้อยทำงานพลาด! ไม่สามารถเข้าสืบข้อมูลของหน่วยอัศวินปีกขาว…ระหว่างข้าน้อยแฝงตัวเข้าไปหาข้อมูล มีคนจากหน่วยสามคิดไม่ซื่อ ซื้อข้อมูลจากหน่วยเราไปขายให้หน่วยสองขอรับ!” ชายสวมเสื้อคลุมสีดำคุกเข่าลงเบื้องหน้า กล่าวออกมาอย่างติดขัด พลันเหงื่อไหลด้วยความกลัวจากบุคคลที่กำลังนั่งไขว้ขาอยู่ 

 

หัวหน้าหน่วยสองและสามเองก็ก้มหัวคุกเข่า แต่ใบหน้ากลับยิ้มร้าย 

 

ใช่…กองกำลังหน่วยสองและสามแอบร่วมมือกัน 

 

เพราะเหตุนี้หน่วยสองถึงได้หน้าไปเต็มๆ แอบชิงลงมือก่อนแล้วทำลายข้อมูลที่เหลือ ส่วนหน่วยสามได้ผลประโยชน์โดยการดึงคนจากหน่วยสองมาใช้ได้ตามอำเอใจ ทำให้หน่วยหนึ่งต้องถูกหัวเราะเยาะจากหน่วยอื่นเพราะพวกเขาทำงานผิดพลาด 

 

ตั้งแต่มีกองกำลังทั้งหมดเจ็ดหน่วยของท่านดยุคโคเวลล์…พวกเขาไม่เคยทำงานผิดพลาดมาก่อนและนี่เป็นครั้งแรก จึงเสียหน้าอยู่ไม่น้อย 

 

โคลด์มองลูกน้องใต้บังคับบัญชาการของตนด้วยความเบื่อหน่าย ดวงตาหลุบต่ำลงจนเกิดความเงียบอยู่หลายนาที 

 

เขารู้ดีว่ากองกำลังทั้งเจ็ดหน่วยของเขากำลังแข่งขันกัน แต่…แล้วยังไงล่ะ? 

 

ในโลกนี้ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอดไม่ใช่เหรอ? 

 

ดูอย่างท่านพ่อของเขา แข็งแกร่งแล้วอย่างไร สุดท้ายเพราะความอ่อนแอไม่ใช่เหรอ เขาถึงมาตายโดยคนที่เขาเชื่อใจมากที่สุด 

 

พวกไม่มีประโยชน์สมควรตาย เรื่องแค่นี้หน่วยหนึ่ง เป็นหน่วยแรกที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา ถ้าเดินตามแผนหน่วยอื่นไม่ทัน แล้วจะมีไว้ทำไม? 

 

“รอช เจ้ายังจำวันนั้นได้ไหม?” น้ำเสียงทุ้มลึกทำให้พวกเขาต่างคาดเดาไม่ได้ 

 

“หรือว่า…วันที่ท่านดยุคถูกลอบโจมตีใช่ไหมขอรับ” รอชคือหัวหน้าหน่วยหนึ่งตอบกลับด้วยเสียงมั่นใจ 

 

“ข้าวางใจให้หน่วยหนึ่งคอยคุ้มกัน ไม่มีใครตายแต่บาดเจ็บสาหัสสองคน นับว่าทำได้ไม่เลว” 

 

“ขะขอบคุณท่านดยุค!” รอชไม่กล้าเงยหน้า ในใจหวั่นวิตกเพราะท่านดยุคโคเวลล์ไม่เคยชมหน่วยไหนมาก่อน น้ำเสียงคาดเดาไม่ได้แบบนี้ น่ากลัวว่าหน่วยพวกเขาจะต้องถูกกำจัดเสียแล้ว 

 

รอชคิดได้พลางก้มศีรษะต่ำกว่าเดิม ในใจพร้อมยอมรับชะตากรรม 

 

“และเพราะครั้งนั้น… ถ้าหน่วยหนึ่งไม่รอบคอบส่งข่าวให้ข้า คงไม่ได้พบกับเขา…ฉะนั้นการที่หน่วยหนึ่งทำงานผิดพลาดครั้งนี้ พอจะหักลบได้บ้าง” โคลด์กระตุกยิ้มมุมปาก พลางนึกถึงใบหน้าของไวท์ 

 

เด็กคนนั้น…ไวท์ ทำให้เขากำลังเข้าสู่ห้วงแห่งความหลงใหลอย่างถอนตัวไม่ขึ้น 

 

หัวหน้าหน่วยสองและสามแอบเสียดายเล็กน้อย คิดว่าจะกำจัดหน่วยหนึ่งได้แต่เพราะความโชคดี ท่านดยุคโคเวลล์จึงปล่อยพวกเขาให้รอดชีวิต…คิดว่าท่านดยุคจะใจดีขนาดนั้นเลยเหรอ 

 

ทั้งสองต่างพากันหัวเราะเยาะในใจ ก้มศีรษะลงให้ต่ำกว่าเดิม 

 

“แต่…ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมด” 

 

ฉับพลันโคลด์ชี้นิ้วออกไปเกิดเป็นสายฟ้าเสียงดัง เปรี๊ยะ ระเบิดศีรษะของรอชทันที 

 

แผละ! 

 

มันเร็วมาก! 

 

เศษมันสมองสีขาวกระเด็นใส่เสื้ออีกสองคนที่ก้มศีรษะอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัว ชิ้นเนื้อสีแดงสดจากส่วนอื่นหล่นบนพื้น เลือดเจิ่งนองบนพื้นพรมขนสัตว์ เศษกะโหลกสีขาวแตกหักเหมือนกับกระดูกของสุนัข 

 

หากมองดีๆจะเห็นลูกตากลิ้งหล่นโดยมีเนื้อเยื่อสีแดงเล็กๆติดออกมาด้วย เกิดเป็นภาพความสยดสยองจนพวกเขาต่างพากันเงียบกริบไม่กล้าส่งเสียงใดออกไป 

 

แม้แต่ชาร์ลีที่ยืนแอบคุ้มกันอยู่เกือบร่ายเวทป้องกันเศษชิ้นเนื้อและเลือดออกมาไม่ทัน! 

 

“ไหวพริบดีนี่” โคลด์เอ่ยชมชาร์ลี เหลือบมองเศษชิ้นเนื้อที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นด้วยแววตาของความคลุ้มคลั่ง 

 

แต่เมื่อนึกถึงไวท์ พลันจิตใจเขาก็สงบลง ความกระหายเลือดเกือบจะฆ่าอีกสองคนที่เหลือค่อยๆหายไป 

 

ชาร์ลีเป็นหัวหน้าพ่อบ้านและคนสนิทของท่านดยุคโคเวลล์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเขาจึงต้องมีไหวพริบและแข็งแกร่งกว่าคนอื่นเพื่อปกป้องนายของเขา แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าพลังของอีกฝ่ายจะเพิ่มขึ้น แม้แต่เขาเองก็ไม่รู้ตัว 

 

“ยินดีกับท่านดยุค! พลังเวทของท่านเพิ่มขึ้นได้ยังไงเหรอขอรับ!” ชาร์ลีตื่นตาตื่นใจแม้แต่หัวหน้าหน่วยสองและสามเองก็ตกใจไม่น้อย 

 

“ก็ต้องเพราะ ‘เขา’ ยังไงล่ะ” 

 

ท่ามกลางเศษเนื้อและเลือดสีแดงสด โคลด์ระบายยิ้มมุมปากอย่างอ่อนโยน ดวงตาหลุบต่ำก่อนจะฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี 

 

ท่านดยุคกำลัง…ร้องเพลง? เขากำลังฮัมเพลงอยู่! 

 

พวกเขาสามคนตกตะลึงตาค้างไปแล้ว แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือ ท่านดยุคโคเวลล์ของพวกเขาสามารถใช้พลังเวทธาตุสายฟ้าระเบิดศีรษะได้โดยไม่ต้องผ่านทางธรรมชาติ 

 

พูดอีกอย่างก็คือ จากเดิมเวลาท่านดยุคโคเวลล์ใช้สายฟ้าจะต้องผ่านสื่อกลางอย่างเช่นเครื่องประดับที่ทำจากหินออร์แกน เป็นตัวนำสื่อผ่านทางธรรมชาติ สายฟ้าจะต้องพุ่งจากด้านบนเกิดเสียงดังเปรี้ยงปร้าง คนที่ถูกสายฟ้าหรือฟ้าผ่าจะต้องไหม้เกรียมเป็นตอตะโก ไม่สามารถบังคับให้ทำลายส่วนใดส่วนหนึ่งอย่างการระเบิดศีรษะโดยที่ทั่วร่างไม่ไหม้เกรียมแบบนี้ 

 

คนที่สามารถบังคับพลังเวทได้ตามอำเภอใจ มีเพียงหนทางเดียว คือ 

 

คนที่มีพลังเวทเหนือกว่าระดับเจ็ด 

 

ในอาณาจักรนี้ระดับเจ็ดไม่เคยมีใครปรากฏขึ้นมาก่อน 

 

แต่ตอนนี้พวกเขาคิดว่าคนๆนั้นคือท่านดยุคโคเวลล์! 

 

ดีที่ชาร์ลีใช้พลังเวทปิดกั้นไม่ให้คนอื่นด้านนอกรับรู้ถึงเรื่องที่เกิดภายในห้องทำงานของท่านดยุค ไม่เช่นนั้นเสียงระเบิดศีรษะครั้งนี้อาจทำให้ท่านไวท์ตื่นก็เป็นได้ 

 

ห้องทำงานเชื่อมต่อกับห้องนอนของท่านดยุค…และถ้าท่านไวท์ตื่น หัวหน้าพ่อบ้านอย่างเขาคงไม่อาจหนีโทษตายพ้น! 

 

“พวกเจ้าสองคนไปตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นผู้นำหน่วยหนึ่ง ส่งให้ราเอลเป็นคนทดสอบ หน่วยสองคอยจับตาดูกลุ่มอัศวินปีกขาวไว้ หน่วยสามส่งคนไปแฝงตัวในตระกูลเก่าของราชวงศ์ให้ดี” 

 

“ตามบัญชาขอรับ!” พวกเขาสองคนไม่กล้าอยู่ที่นี่ต่อ กำหินผลึกสีขาวซึ่งเป็นหินเคลื่อนย้ายไว้แน่นก่อนจะหายตัวไปทันที 

 

“เก็บกวาดให้เรียบร้อย” 

 

“ขอรับ” ชาร์ลีตอบรับ ปิดกั้นพลังเวทออกและเริ่มทำการเก็บกวาด 

 

โคลด์หมุนตัวเก้าอี้ให้รับแสงอาทิตย์จากทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เกิดเป็นทัศนียภาพอันแสนงดงามจับตา เขามองแสงอาทิตย์ที่กำลังสาดส่อง ในหัวนึกถึงดวงตาสีทองประกายของไวท์ส่วนอีกหนึ่งกำลังวางแผนการบางอย่าง 

 

กลุ่มอัศวินปีกขาว คือทหารของราชวงศ์ซึ่งตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นของผู้ที่ขึ้นเป็นกษัตริย์ หลายสิบปีก่อนเขาโค่นล้มอำนาจเก่า ตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการ มีตราคำสั่งของกลุ่มอัศวินปีกขาวไว้ในมือ เขาไม่เคยคิดทะเยอทะยานสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ ดังนั้นเมื่อบ้านเมืองสงบสุขเขาจึงส่งตราให้กษัตริย์คนใหม่อย่างง่ายดาย 

 

เขาอยากจะรู้นักว่ากษัตริย์คนใหม่จะกล้าแข็งข้อต่อเขาไหม และคำตอบของมันก็พบว่า กษัตริย์คนที่เขาเลือกขึ้นมา แอบสะสมกองกำลังอย่างลับๆ ฝึกกลุ่มอัศวินปีกขาวให้แข็งแกร่ง 

 

เขาปล่อยให้กษัตริย์ดำเนินการต่อไปโดยไม่สงสัย ทั้งที่จริงเขากลับรู้แผนการของอีกฝ่ายทั้งหมด น่าขำ…แต่มันก็สนุกไม่ใช่เหรอ การที่เขาจะได้ฆ่าพวกมันทั้งหมดอีกครั้ง 

 

ครั้งนี้เขาอยากกวาดล้างทุกอย่าง เพิ่มอำนาจให้ตัวเอง 

 

เพื่อ…ไวท์ 

 

เขาต้องการปกป้อง คนที่สำคัญและพิเศษที่สุดในชีวิตของเขา 

 

แล้วหักหน้าพวกขุนนางเก่าแก่พวกนั้น ทำให้พวกมันกระอักเลือดตาย ถ้ารู้ว่ากลุ่มอัศวินปีกขาว แท้จริงแล้วมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ 

 

การปกป้องคุ้มและถวายชีวิตแก่สายเลือดบรรพบุรุษที่แท้จริงของเผ่าพันธุ์ปีศาจ 

 

และกษัตริย์องค์ใหม่ไม่ได้มีสายเลือดของบรรพบุรุษแม้แต่เศษเสี้ยว 

 

เมื่อความจริงปรากฏขึ้นมา เหล่าขุนนางและประชาชนจะทำอย่างไรนะ 

 

โคลด์หัวเราะ 

 

ปณิธานของกลุ่มอัศวินขาวนั้นมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า…แต่เขาจะปล่อยให้พวกนั้นพาตัวเองขึ้นสู่จุดเหนือสูงสุด 

 

แล้วค่อยฉีกกระชากเด็ดปีกให้ตกลงมาในครั้งเดียว! 

 

โคลด์ขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นจางๆของคาวเลือด คนทั่วไปสัมผัสไม่ได้แต่เขานั้นไม่ใช่ ถึงจะใช้เวททำให้มันสะอาดใหม่เอี่ยมแต่เนื่องจากอาการบ้าคลั่งของเขาคือการเข่นฆ่า ต้องทนอยู่กับเลือดและกลิ่นคาวทำให้ประสาทสัมผัสของเขาดีกว่าคนทั่วไปหลายเท่า 

 

“ชาร์ลี ปิดห้องนี้ซะ อย่าให้ใครเข้าออก แล้วไปเตรียมชุดให้ข้าอีกห้องหนึ่ง” 

 

“ท่านดยุกต้องการอาบน้ำหรือขอรับ” 

 

“กลิ่นเลือดพวกนี้อาจทำให้เขาตกใจตื่น” 

 

ชาร์ลีเข้าใจความหมายก่อนจะรีบออกไปตามคำสั่ง โคลด์กลัวว่าถ้าไวท์ได้กลิ่นเลือดติดตัวมาคงจะตื่นตระหนก เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายหวาดกลัวและแอบหนีไปจากเขาอีก 

 

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ…เขาจะสั่งลงโทษคนในคฤหาสน์ทั้งหมด! 

. 

. 

 . 

. 

 

. 

. 

. 

อา…ปวดตัวจังเลย 

 

ถึงจะรู้ว่าร่างกายของผมมันแปลกๆ ฟื้นฟูบาดแผลได้เหมือนครั้งที่หลบหนีออกจากเกาะ ครั้งนี้ถึงจะฟื้นฟูได้แต่มันกลับเชื่องช้าเหลือเกิน บริเวณสะโพกและตรงช่องทางหลังยังรู้สึกเจ็บๆหน่วงๆ ส่วนแขนขาปวดเมื่อยไม่มากเท่าไหร่ 

 

ถ้าผมไม่ได้มีร่างกายที่ฟื้นฟูตัวเองได้ แรงกระแทกและการร่วมรักสามวันติดของไอบ้าดยุคนั่นคงทำให้ร่างกายของผมแหลกไปหมดทั้งตัวแล้ว! 

 

“อา…อา” อนาถจริงๆเลย แม้แต่เสียงก็ยังแหบแห้ง 

 

ผมนอนคว่ำอยู่ มือซ้ายยื้อไปจะหยิบเหยือกน้ำแต่พอขยับ ตรงก้นผมมันเจ็บหน่วงขึ้นมาทันทีทำให้ผมล้มเลิกความพยายาม 

 

เฮ้อ…หนีมาแทบตายสุดท้ายมาลงเอยแบบนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ 

 

เจ้ารากบัวเตือนเองก็เตือนแล้วว่าอย่าเอาตัวเข้าไปยุ่งกับพวกราชวงศ์ แต่ผมดันพาตัวเองเข้าไปยุ่งจนได้ ถึงโคลด์จะไม่ใช่พวกราชวงศ์แต่ก็มีความเกี่ยงข้องกันทางการเมือง ในตอนนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะหนีออกไป ถ้าอย่างนั้นผมควรจะทำยังไงต่อไปในอนาคต หรือจะต้องอยู่กับโคลด์ที่นี่จริงๆ? 

 

ทางร่างกายเขากลายเป็นสามีของผมไปแล้ว คงตัดทิ้งคำว่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งออกไปไม่ได้ 

 

เกรย์…ไวท์ขอโทษที่ตัวเองกำลังแปดเปื้อนจากเงื้อมมือของคนอื่น 

 

และมันแปดเปื้อนมาตั้งแต่โลกก่อน ขอโทษที่ทรยศ หากได้เจอกันอีกครั้ง แม้จะอีกสักครั้ง ผมก็หวังว่าเกรย์จะให้อภัย 

 

ผมถอนหายใจ ขมวดคิ้วคิดถึงเรื่องอนาคต 

 

“ถอนหายใจทำไมเหรอ หืม” 

 

ทันใดนั้นเสียงทุ้มของโคลด์ก็กระซิบตรงข้างหู เขาโน้มตัวทับร่างของผมอย่างแผ่วเบา ยกเว้นส่วนสะโพกที่เขาจงใจทิ้งน้ำหนักตัวลงมากพิเศษ 

 

“อะโอ๊ย…ไอ…” ผมกัดฟันเกือบสบถต่อว่าเขาออกไป 

 

“มีแรงด่าข้าแบบนี้ หรือพวกเราจะทำกันอีกสักสามสี่รอบดีที่รัก” คนร่างสูงยิ้มเจ้าเล่ห์ ประคองตัวอีกฝ่ายลุกขึ้นพิงหัวเตียง 

 

“ไม่ เด็ด ขาด!” ผมเม้มริมฝีปาก ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะ รอยยิ้มของเขาดูสว่างไสว ดวงตาที่มองผมเองก็ดูอ่อนโยนราวกับคนละคน 

 

โคลด์ใช้เวททั่วไปเปิดผ้าม่านออก แสงสีทองส้มบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาเช้า ซึ่งอาจเป็นวันที่สามจากที่ผมเดา เขาเรียกเบนและบรูคเข้ามาเข็นอาหารเช้าเข้ามาแล้วออกไปทันที 

 

“ผมไม่หิว” 

 

โครก… 

 

เสียงท้องร้องของผมทำให้เขาหัวเราะกว้าง 

 

ที่ผมปฏิเสธก็เพราะเมื่อวาน หลังจากผมกินอาหารเช้าเสร็จเขาก็xxxผมอีกครั้งและอีกครั้ง ลากยาวไปจนดึก นั่นทำให้ผมไม่กล้าหลงกลเขาอีก 

 

“ข้าสัญญาจะไม่ร่วมรักเจ้าเยี่ยงสัตว์ปะ…” 

 

“ยะหยุดพูด หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ!” ผมรีบเอามือปิดปากเขาทันที 

 

ถึงจะทำกันมาแล้วก็เถอะ แต่ผมก็อายเป็นนะ 

 

“เจ้ากลายเป็นภรรยาข้าแล้ว ทำไมถึงพูดไม่ได้” 

 

ใบหน้าของโคลด์เปลี่ยนไปทันที เขาดูไม่พอใจ กุมแขนผมก่อนจะบีบแรงๆหนึ่งครั้ง 

 

“เจ็บ…เจ้าวางยาข้า! เรื่องสามวันมานี้ ข้าไม่ถือ” ผมหลบสายตาอันน่ากลัวแต่ถูกมืออีกข้างของเขาบีบคางผมให้มาเผชิญหน้า 

 

“แต่ข้าถือ หรือเจ้ายังคิดหาทางหนีอีกเหรอ ไวท์…เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าถ้าเกิดใครมาพบเจ้าจะเกิดอะไรขึ้น? ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าโลกภายนอกไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด อยู่ที่นี่ไม่ดีที่ใด? เป็นดัชเชสของข้าแต่เพียงผู้เดียว” 

 

“ที่นี่ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่มีปัญหาอยู่ที่เดียวก็คือท่านนั้นเหละ ท่านฝืนใจข้าไม่ใช่เหรอ” 

 

“ฝืนใจ? แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ปฏิเสธ ขัดขืนหรือต่อต้านข้าอย่างรุนแรง แต่เจ้ารู้ไหมว่าในใจเจ้าเองก็ต้องการข้าเหมือนกัน” 

 

ผมสะอึก เบิกตากว้างก่อนจะเม้มปากแน่น 

 

ถ้าในใจผมไม่ยินยอมเขาจริงๆต่อให้ถูกวางยา ผมก็จะปฏิเสธเขาอย่างรุนแรง 

 

ทำไมกัน ทำไมจิตใจของผมถึงค่อยๆเปลี่ยนไป ไม่ใช่ไวท์… 

 

ไม่ใช่ไวท์คนเก่า จากโลกเก่าอีกต่อไปแล้ว 

 

“ทานอาหารเช้าซะ” โคลด์สั่งด้วยน้ำเสียงโมโห เขาค่อยๆบรรจงหั่นขนมปังกับตักซุปให้ผม 

 

ในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะต่อปากต่อคำกับเขา ผมอ้าปากกินอย่างว่าง่าย ในใจแอบรู้สึกอุ่นวาบ ถึงน้ำเสียงเขาจะโมโห ใบหน้าดุดัน แต่การกระทำกลับดูแลเอาใจใส่ผมเป็นพิเศษ 

 

“ถ้าเจ้าทำตัวว่าง่าย ไม่คิดหนีอีก ข้าจะอนุญาตให้โอลิสมาเยี่ยมเจ้าได้” 

 

“จริงเหรอ! แค่กๆ” ผมเบิกตากว้างด้วยความดีใจก่อนจะสำลักอาหาร โคลด์รีบป้อนน้ำให้ผมก่อนจะตบลูบหลังเบาๆ 

 

“ข้าพูดคำไหนคำนั้น” 

 

โคลด์ลอบยิ้ม วางแผนจะตะครุบเหยื่อไม่ให้ดิ้น หากตะครุบรุนแรง เหยื่อก็จะตายในทันที แต่หากตะครุบเบาๆพอที่จะให้เหยื่อหนีไปได้ มันก็จะตายใจและเมื่อใดที่เหยื่อคิดหนี เขาก็จะตะครุบกินภายในครั้งเดียวโดยไม่ให้เหยื่อเจ็บปวดอีกต่อไป 

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

  

เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงของชาร์ลีกล่าวอยู่ด้านนอก 

 

“ท่านดยุค ขออภัยที่เข้ามารบกวนขอรับ ตัวแทนจากสี่อาณาจักรเล็กมาขอพบ กษัตริย์โรเบิร์ตมีคำสั่งให้เรียกตัวท่านดยุคเข้าประชุมโดยด่วนขอรับ”  

 

แววตาของโคลด์มีประกายน่ากลัวผ่านวาบ จากดวงตาที่อ่อนโยนค่อยๆเยียบเย็นในทันที 

 

ตัวแทนจากสี่อาณาจักรเล็กมาจาก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ออกเฉียงใต้ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือและออกเฉียงใต้ 

 

สี่อาณาจักรเล็กขึ้นตรงต่อสองอาณาจักรใหญ่ นั่นก็คือ อาณาจักรแกรนราล์ฟทิศวันตะตก และอาณาจักรบาร์เลนทิศตะวันออก 

และอาจจะมีสหราชอาณาจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง 

 

เหนืออาณาจักรน้อยใหญ่ยังมี สหราชอาณาจักร เมื่อเกิดเหตุการณ์อันใหญ่หลวงต่ออาณาจักรอื่น จะต้องรายงานเรื่องนี้ให้แก่สหราชอาณาจักรทราบและมีส่วนตัดสินใจรู้เห็นในการขึ้นครองราชย์ของอาณาจักรอื่น 

 

ยกเว้นอาณาจักรโรเซียร์ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจขึ้นตรงต่อสหราชอาณาจักร เพราะเหตุนี้แม้โรเซียร์จะไม่มั่งคั่งหรือเป็นอาณาจักรที่ร่ำรวยแต่ประชาชนก็อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่มีเหตุการณ์นองเลือดนับตั้งแต่หลายปีก่อน 

 

“ไปเตรียมรถม้า ส่งคนไปแจ้งให้โอลิสเข้ามาที่นี่ได้” น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจแต่ต้องระงับไว้เพราะกลัวจะทำให้ไวท์ตกใจ 

 

ชาร์ลีโน้มตัวลงแล้วรีบออกไปสั่งการทันที 

 

“เรื่องเกี่ยวกับข้าใช่ไหม” ผมมองแววตาอำมหิตของเขาที่จ้องไปยังประตู ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นประกายอ่อนโยนเมื่อมองผมอีกครั้ง 

 

“ไม่ใช่ แค่เจรจาสินค้าแลกเปลี่ยนไปยังอาณาจักรใต้น้ำผ่านทางโรเซียร์เท่านั้น” 

 

มือขวาที่สวมถุงมือสีขาวกอบกุมใบหน้าแล้วโน้มตัวจูบผมทันที ผมเงยหน้ารับริมฝีปากนั้นไว้ มือซ้ายของโคลด์แทรกเข้ากลุ่มผมสีขาวก่อนจะลูบไล้ต้นคอผมเบาๆ 

 

เกิดเป็นเสียงจุ๊บดังขึ้นเมื่อโคลด์ดูดริมฝีปากของผมอย่างหนักหน่วง เขาสอดลิ้นเข้ามาภายในแล้วสำรวจไปทั่วโพรงปาก ใช้ลิ้นหยอกล้อลิ้นของผมไปมาก่อนจะดูดดุนลิ้นผมเสียงจ๊วบ ทำเอาเคลิ้มจนผมเผลอขยุ้มเสื้อของเขาอย่างลืมตัว 

 

“อืม…รอข้ากลับมา” โคลด์ถอนริมฝีปากออกมาก่อนจะประกบเข้าไปอีกครั้งอย่างรุนแรง 

 

เขาจูบราวกับกระหายน้ำ ทั้งดูดเข้าดูดออกทำเอาผมมึนเกือบขาดอากาศหายใจ 

 

“แฮ่ก…แฮ่ก” และเมื่อเขาถอนริมฝีปากออก ผมรีบสูดอากาศเข้าทันที 

 

ก่อนจากโคลด์มองเสื้อที่ยับจากการถูกขยุ้ม เขาดูภูมิใจเล็กน้อยก่อนจะลุกเดินออกไป หลังจากนั้นเบนและบรูคก็เข้ามาช่วยเหลือผมอาบน้ำและเก็บอาหารเช้า ในขณะที่ผมกำลังแช่ลงในลานอาบน้ำพลางคิดเรื่องของของเขาไปด้วย 

 

จู่ๆตัวแทนจากอาณาจักรเล็กมาขอเข้าพบคงเป็นไปไม่ได้นอกจากเรื่องของผมที่ถูกประกาศออกไป โคลด์โกหกได้อย่างเนียบเนียนแต่ไม่ใช่กับผม ตอนนี้ผมพักอาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของเขา คงเป็นไปไม่ได้ที่ข่าวจะไม่เล็ดลอดออกไปนอกจากคนรับใช้จะเป็นคนของเขาทั้งหมด 

 

เมื่อเรื่องมันเลยเถิดมาถึงขั้นนี้แล้ว ผมเองก็ควรแสดงจุดยืนถ้าพวกเขาจับผมได้ 

 

ถึงแม้มันจะทำให้โคลด์ลำบาก แต่ผมเชื่อว่าเขาจะต้องปกป้องผมอย่างแน่นอน 

 

ผมควรจะยอมรับชะตากรรมแล้วอยู่กับเขาอย่างนั้นเหรอ? 

 

“ท่านไวท์ อย่าคิดมากเลยขอรับ” เบนคอยนวดไหล่อยู่ขอบลานอาบน้ำ กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง 

 

“เบน เจ้าคิดว่าข้าอยู่ที่นี่จะดีจริงๆเหรอ” ผมกระพริบตาอย่างเหม่อลอย 

 

“ตั้งแต่ท่านไวท์มาอยู่ที่นี่ ดูเหมือนท่านดยุคจะอ่อนโยนมากขึ้นเลยขอรับ อารมณ์คลั่งก็คล้ายว่าจะไม่เห็นอีก ท่านไวท์…ได้โปรดอย่าคิดหนีอีกเลยขอรับ ไม่อย่างนั้น…” 

 

“เบน!” บรูครีบดุเบนทันที ทำให้อีกฝ่ายรีบก้มหน้าลง 

 

“อ่อนโยน? เจ้าหมายความว่าอย่างไร” 

 

“แค่ไม่คลั่งเหมือนครั้งก่อนๆเท่านั้นขอรับ” บรูคเป็นคนตอบแต่ยิ่งทำให้ผมสงสัย 

 

“พูดมาเถอะ ข้าไม่ไปฟ้องท่านดยุคหรอก” ผมถอนหายใจ เมื่อได้โอกาสเบนก็รีบกล่าวออกมาทันที 

 

“ถึงจะมียาของท่านโอลิสคอยยับยั้งแต่ทุกเดือนก็ต้องมีเหล่าคนรับใช้หลายคนหายตัวไป” เบนกล่าวแค่นี้ หลังจากนั้นก็ไม่เอ่ยอีก 

 

พวกเขาต่างอยู่ด้วยความหวาดหวั่นเพื่อแลกกับเงินเดือนที่สูงกว่าขุนนางขั้นต่ำสุด พวกเขาทั้งหมดกลายเป็นคนของท่านดยุคโคเวลล์ มีกินสุขสบายแต่ก็ต้องรับความเสี่ยงไม่รู้ว่าใครจะเป็นรายต่อไป เบนและบรูคเองเคยมีพี่น้องที่สนิทอยู่ในคฤหาสน์นี้หลายคน ทว่าวันดีคืนดีคนเหล่านั้นค่อยๆทยอยหายไปเพราะอารมณ์บ้าคลั่งของท่านดยุค ทุกคนได้แต่ภาวนาขอให้ครั้งหน้าจะไม่มาถึงซึ่งคำภาวนาเหล่านี้กลายเป็นความจริง เมื่อท่านไวท์ได้ก้าวเข้าสู่ภายในคฤหาสน์ หลังจากนั้นถึงแม้จะมีสองสามคนที่หายไป จนกระทั่งถึงวันนี้นอกจากสองสามคนนั้นแล้วก็ไม่มีคนหายตัวไปอีกเลย 

 

พวกเขามีชีวิตมีความคิดเป็นของตัวเอง ถึงจะเป็นคนของโคลด์ก็เถอะ ทุกชีวิตย่อมรักชีวิตของตัวเอง เรื่องนี้ผมเข้าใจดี เรื่องการหายตัวไปคงเป็นเพราะเขาพลั้งมือฆ่าใครเข้าอย่างนั้นสินะ เพราะแบบนี้ชาร์ลีจึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเขาให้ฟังและขอร้องให้ผมอยู่เพื่อยับยั้งอาการคลั่งของเขา 

 

แต่…อาการของเขามันมาจากจิตใจ ไม่ใช่การกระทำโดยเจตนา 

 

“ถ้าเกิดว่าข้ารักษาอาการของเขาได้…ข้าจะสามารถออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ได้หรือเปล่า” 

 

ไม่มีเสียงตอบรับจากเบนและบรูค ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะลุกขึ้นให้พวกเขาสองคนเช็ดตัวและสวมเสื้อผ้า ถึงจะไม่ชอบให้ใครมาคอบรับใช้แต่เนื่องจากเบนและบรูครู้สถานะของและตัวตนของผมแล้วจึงไม่ต้องปิดบังพวกเขาอีกต่อไป ยอมให้พวกเขาคอยจัดการสิ่งต่างๆเพื่อไม่ให้โคลด์มาตำหนิพวกเขาทีหลัง 

 

“ท่านไวท์ ผมของท่านช่างงดงามจริงๆขอรับ” บรูคที่นานครั้งจะเอ่ยออกมาจู่ๆก็กล่าวชมผมในขณะที่หวีเส้นผมสีขาวไปด้วย 

 

“งดงามหรือหายนะกันล่ะ” ผมตอบกลับทำให้เบนหัวเราะ 

 

“ท่านดยุคโชคดีจริงๆ” 

 

“เขาโชคดีแต่ข้าน่ะโชคร้าย! แล้วพวกเจ้าเคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับข้าบ้างหรือเปล่า” เรื่องนี้ผมอยากจะรู้จริงๆแต่เพราะผมไม่มีเพื่อน แม้แต่คนรับใช้คนอื่นทำท่าทีหวาดกลัว หลบหน้า ผมจึงไม่เอ่ยถามอีก 

 

“เป็นคำทำนายที่เล่าปากต่อปากน่ะขอรับ ไม่มีอะไรหรอก” 

 

“แต่ข้าอยากรู้นี่บรูค หรือว่าพวกเขาจะกล่าวว่าข้าคือปีศาจร้าย เป็นตัวหายนะที่ต้องกำจัดทิ้งใช่ไหม?” 

 

ทันใดนั้นเบนก็หัวเราะออกมาก่อนจะกล่าวขออภัย รวมถึงบรูคก็แอบลอบยิ้มน้อยๆ 

 

“หากท่านไวท์เป็นปีศาจร้ายเป็นตัวหายนะ เวลานี้คงไม่อาจหลบซ่อนภายในคฤหาสน์หลังนี้ได้หรอกขอรับ” 

 

“ใช่…พวกเจ้าไม่รู้หรอก ข้าโดนตามล่า…ช่างเถอะ ไหนบอกมาซิ พวกเขากล่าวว่าอย่างไรบ้าง” 

 

“พวกเขาว่าเมื่อใดที่แสงอาทิตย์สว่างนานติดกันเจ็ดวันเจ็ดคืน เมื่อนั้นคือการกำเนิดของมารดาแห่งสรรพสิ่ง ผู้ที่จะให้กำเนิดชีวิตหลายชีวิต ผู้ทำลายอำนาจแห่งคำสาป เหล่าวิญญาณต่างขับขาน รอการปลดปล่อยจากกาลเวลาชั่วนิรันด์” 

 

“เหมือนเพลงเลย…” ผมฟังเสียงของเบนที่กล่าวออกมาด้วยทำนองของบทเพลงชั้นสูง 

 

“ขอรับ เป็นบทเพลงของชนชั้นสูง ข้าน้อยและเบนเคยติดตามท่านดยุคกับลุงชาร์ลีไปงานเลี้ยงขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์องค์ใหม่ เพลงนี้อ้างอิงมาจากหนังสือแห่งคำทำนายของสหราชอาณาจักร ซึ่งข้าน้อยเองก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ” บรูคเริ่มทำการถักเปียเส้นผมสีขาวเพื่อไม่ให้เกะกะเวลาสวมใส่ผ้าคลุม 

 

“ข้าว่าเท็จ!” เพราะตอนที่ผมลืมตาอยู่กับเจ้ารากบัว ก็ไม่เห็นมีแสงอาทิตย์ติดกันเจ็ดวันเจ็ดคืนเลยนี่นา 

 

“ความคิดของชนชั้นสูง พวกเราไม่เข้าใจหรอกขอรับ” บรูคกล่าวยิ้มๆ 

 

“แล้วคนทั่วไปไม่รู้เรื่องพวกนี้หรอกเหรอ” 

 

“พวกเขารู้แค่เมื่อคำทำนายกลายเป็นจริง จะไม่มีการขอพรจากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป คนๆนั้นจะกลายเป็นเทพแห่งความสุข…ข้าน้อยเคยเห็นรูปปั้นคนๆนั้นในวิหารศักดิ์สิทธิ์ พวกเขานับถือเปรียบเสมือนเป็นเทพองค์หนึ่งไปแล้วขอรับ” 

 

“เพ้อเจ้อ!” ผมส่ายหน้า 

 

“แต่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้คือความศรัทธา เพราะแบบนี้จึงไม่ค่อยเกิดสงครามระหว่างประชาชนด้วยกันเองยังไงล่ะขอรับ” เบนตอบ 

 

“ก็ถูกอีก!”  

 

ผมทั้งส่ายหน้า ผงกหัวและถอนหายใจจนทำให้เบนและบรูคกระพริบตาด้วยความสงสัยกับการกระทำแปลกๆของผม 

 

. 

. 

. 

. 

. 

. 

. 

. 

-ยังไม่ได้ตรวจคำผิด- 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว