ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 20 ศูนย์ถึงร้อย ร้อยเหลือศูนย์

ชื่อตอน : บทที่ 20 ศูนย์ถึงร้อย ร้อยเหลือศูนย์

คำค้น : ไม่ติดเหรียญ อ่านฟรี คุณชาย เจ็บปวด น้ำตา ดราม่า พระเอกร้าย นางเอกฉลาด เกลียด เย็นชา แต่งงาน

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.พ. 2564 10:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 ศูนย์ถึงร้อย ร้อยเหลือศูนย์
แบบอักษร

วันเวลาเลยผ่านไปเกือบสองอาทิตย์ ใครบางคนมักบอกว่า ทุกๆ วินาทีของเข็มนาฬิกาสิ่งต่างๆ จะเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งความรู้สึกของมนุษย์ก็ตาม ไม่มีอะไรยั่งยืนและหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมตลอดไปหรอก 

ใบไม้ยังมีวันเวลาต้องผลัดใบ...แล้วนับประสาอะไรกับหัวใจคนที่จะไม่เปลี่ยนแปลง 

บางคนจากไม่เคยรักก็เริ่มคิดจะรัก 

ทว่าบางคนที่เคยรักมากมายกลับค่อยๆ หมดรัก 

ดั่งประโยคที่ว่า คนหนึ่งเริ่มจากศูนย์จนถึงร้อย ในขณะที่อีกคนเริ่มจากร้อยแล้วเหลือแค่ศูนย์ 

หัวใจคนก็เหมือนกับสายลม ไม่มีทิศทางที่แน่นอนหรอก 

ทุกๆ สิ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในตอนนี้ก็คงเป็นเด็กชายภูรินท์ คนที่เคยเย็นชากับปรียาวดีในเมื่อก่อนทว่าตอนนี้กลับติดหล่อนราวกับตังเม มันเกิดขึ้นหลังจากที่เด็กชายออกจากโรงพยาบาลได้แค่สองวัน และวันนั้นคือวันที่ปรียาวดีไปรับเจ้าหมั่นโถวมาอยู่ด้วย 

สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ของภูรินท์และปรียาวดีก็คือเจ้าหมั่นโถว 

“แม่ปรีครับ วันนี้คุณพ่อเข้าเวร น้องภูนอนกับแม่ปรีได้ไหมครับ?” เริ่มชินซะแล้วสิ แม้ในคราแรกที่ภูรินท์ขอเรียกเธอว่า แม่ มันจะตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย ทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธเด็กชายได้ลงคอ ใจหนึ่งก็กลัวว่าอนุทัตจะไม่ชอบ แต่อีกใจก็สงสารภูรินท์ แววตาแสนเว้าวอนของเด็กน้อยมันช่างน่าสงสาร สุดท้ายเธอก็พ่ายแพ้ให้กับภูรินท์ เจ้าของรอยยิ้มไร้เดียงสา 

คงคิดถึงแม่มากสินะ...แม้ไม่เคยรู้ว่าการเป็นแม่คนมันยากแค่ไหนและต้องทำอะไรบ้าง แต่เธอก็พร้อมที่จะเป็นให้อย่างเต็มใจ 

คนที่ไม่เคยมีแม่ ทว่าอยู่ๆ ก็ต้องกลายเป็นแม่เสียเอง รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ 

เด็กชายตัวจ้อยกอดตุ๊กตาหมีไว้แนบอก สวมชุดนอนสีหวานพลอยให้ดูน่ารักน่าหยิก ร่างกระปุ๊กลุกค่อยๆ เดินเข้ามาหาปรียาวดี แก้มกลมๆ ป่องนู้นเมื่อภูรินท์ฉีกยิ้มให้หญิงสาว 

“ได้ไหมครับ?” เสียงอ้อนๆ เอ่ยถามอีกครั้ง 

“ได้ครับ” ลูบศีรษะน้อยๆ อย่างเอ็นดู ใครกันจะใจร้ายปฏิเสธลง 

“วันนี้แม่ปรีทำของอร่อยอีกแล้วเหรอครับ หอมจัง” ปรียาวดีอดยิ้มไม่ได้กับคำพูดคำจาของเด็กน้อย 

จากที่เคยพูดกับหล่อนแทบนับคำได้ทว่าตอนนี้หล่อนกลับเริ่มตอบคำถามเด็กน้อยไม่ทันเสียแล้ว พูดเก่งราวกับคนละคนในเมื่อก่อน 

เจ้าหนูจำไมตัวน้อยของปรียาวดี 

“วันนี้มีแกงจืดลูกรอกด้วยนะครับ ของโปรดใครนะ?” 

“ของน้องภูครับ!” ยกมือขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ปรียาวดีอดขำกับสิ่งที่เห็นไม่ได้ 

ชีวิตที่เหมือนกับน้ำไม่เต็มแก้ว ในตอนนี้คล้ายจะค่อยๆ ถูกเติมเต็มอย่างบอกไม่ถูก ทว่ามันก็ยังไม่เต็มแก้วดีเหมือนจะยังขาดบางอย่างไป บางอย่างที่ในตอนนี้เธอไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะสิ่งสิ่งนั้นเธอลืมมันไปเสียแล้ว 

“แล้วก็ของคุณพ่อด้วยครับ” พลันรอยยิ้มของปรียาวดีก็มลายหายไปเมื่อเด็กน้อยเอ่ยถึงบุคคลที่สาม 

คนที่เธอไม่ได้ใส่ใจมาเกือบจะสองอาทิตย์ จนเผลอลืมไปแล้วว่าหล่อนนั้นอยู่บ้านและทำงานโรงพยาบาลเดียวกันกับเขา หากภูรินท์ไม่เอ่ยถึงปรียาวดีก็คงหลงลืมไปอีกวันว่าที่นี่คือบ้านของอนุทัต และอาจจะลืมไปด้วยซ้ำว่าเขาและเธอแต่งงานกันแล้ว 

เมื่อก่อนเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในแต่ละวัน หล่อนพยายามมองหาเขาตลอดเวลาในตอนที่อยู่โรงพยาบาล ทว่าตอนนี้กลับต่างออกไป วันเวลาที่ผ่านมาในแต่ละวันของตอนนี้เธอกลับไม่ต้องพยายามมองหาเขา ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ใส่ใจ 

มันรู้สึกเฉยๆ อย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเพราะได้อยู่ใกล้กันกว่าเมื่อก่อนจนเริ่มชินชาหรือเพราะความเจ็บปวดที่เคยได้รับมันทำหน้าที่ก่อกำแพงป้องกันตัวเองเสร็จแล้ว 

ดวงตาที่เคยมีแค่เขา ในตอนนี้ภาพของชายคนหนึ่งกลับค่อยๆ จางลงไป 

การวาดฝันในเมื่อก่อนว่าเขาคือชายในอุดมคติ ใจดี อบอุ่น โรแมนติก ทว่าภาพเหล่านั้นก็ถูกลบหายไปเมื่อเธอต้องเผชิญกับโลกความจริง เขาทั้งใจร้าย ขี้แกล้ง โหด และที่สำคัญ...เขาเกลียดเธอ 

ต่อให้เธอจะยืนหยัดว่ารักเขา แต่ในเมื่อเขาเกลียดเธอเข้ากระดูกดำ มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะดื้อดึงรักเขาต่อไป สุดท้ายมันก็ต้องลงเอยด้วยวิธีจัดการหัวใจตัวเอง 

ลืม...คำสั้นๆ ที่ทำยากเหลือเกิน 

ทว่าตอนนี้คล้ายว่าหล่อนจะทำได้แล้วล่ะ 

ปรียาวดียิ้มขำตัวเองเบาๆ 

เก่งเหมือนกันหนิ นึกว่าจะผ่านไปไม่ได้ มัวแต่กลัวอยู่ตั้งนาน สุดท้าย...ก็ผ่านไปด้วยดี 

เอ่ยในใจ... 

ร่างบางสะดุ้งหลุดจากภวังค์เมื่อเสียงเห่าแหลมๆ ของเจ้าหมั่นโถวดังลั่นบ้าน เท้าน้อยๆ ตะกุยตะกายเรียกหล่อนอย่างร้อนรน ปรียาวดีหันมองเข็มนาฬิกาก่อนจะยิ้มเอ็นดูเจ้าสุนัขตัวจ้อยที่รู้เวลาอาหารตัวเองดีเหลือเกิน 

ช้านิดช้าหน่อยไม่ได้เลยเชียว แค่ไม่กี่วินาทีก็โวยวายเสียใหญ่โต 

“รู้แล้วๆ ขอโทษที่ลืม ช้านิดช้าหน่อยไม่ได้เลยนะหมั่นโถว” 

“เดี๋ยวน้องภูให้อาหารเจ้าหมั่นโถวเองครับ แม่ปรีจะได้ทำอาหารต่อ” เดินตรงไปหยิบถุงอาหารเม็ดมาไว้ในมืออย่างรู้หน้าที่ก่อนจะวิ่งนำเจ้าตัวเปี๊ยกไปยังชามที่วางอยู่ไม่ไกลนัก 

ส่วนหมั่นโถวก็วิ่งตามไปด้วยความรวดเร็ว หัวเกือบไถลไปกับพื้น ตูดน้อยๆ ส่ายสะบัดไปมาน่าเอ็นดู สงสัยจะหิวมากจริงๆ 

ปรียาวดีฉีกยิ้มมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ 

วันนี้หล่อนยิ้มไปกี่ครั้งแล้วนะ สาเหตุของรอยยิ้มก็คงหนีไม่พ้นเจ้าตัวน้อยทั้งสองที่วิ่งดุกดิกๆ แข่งกันในเมื่อครู่ 

 

“เขาจะเชื่อเหรอดล?” ประโยคที่ปรียาวดีถามย้ำนพดลซ้ำไปซ้ำมาเกือบจะครบร้อยครั้งแล้วกระมัง หากนับตั้งแต่หล่อนขึ้นรถมาจนตอนนี้ลงจากรถแล้วก็ยังไม่หยุดถาม สาเหตุคงเพราะวันนี้คือวันที่หล่อนต้องเปลี่ยนอาชีพจากแพทย์มาเป็นนักแสดง หรือเรียกง่ายๆก็คือไม้กันหมาของนพดลนั่นเอง 

“เดี๋ยวถ้าคุยงานเสร็จแล้ว ดลจะเดินมารับ ปรีนั่งรออยู่คาเฟ่ก่อนนะ” หล่อนพยักหน้าตามแผนการที่น้องชายจัดแจงบอก 

ปรียาวดีและนพดลแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง ปรียาวดีไปนั่งรอนพดลที่คาเฟ่ซึ่งมันอยู่ไม่ไกลนัก ส่วนนพดลก็เดินไปหาลูกค้าที่ร้านอาหารข้างๆ คาเฟ่ จุดที่พอจะมองเห็นกันและกันได้ 

ไม่นานนักนพดลก็คล้ายจะเอ่ยขอตัวจากลูกค้าคนนั้นพร้อมเดินตรงมายังเธอ 

“ป่ะ” ยื่นมือมาหาปรียาวดี 

“เขาจะไม่ตบปรีใช่ไหมเนี่ย?” ดูจากสายตาที่มองตามนพดลมาชวนให้ขนลุกได้ไม่ยาก 

ท่าทางจะหลงเจ้าน้องชายของหล่อนหนักจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดนพดลจึงไม่อยากคุยนาน 

มองๆ ไปผู้หญิงคนนี้ดูจะมีอิทธิพลไม่ใช่น้อย คาดคะเนจากเหล่าบอดี้การ์ดที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าร้านถึงสองคน 

ราวกับมาเฟีย...ทว่าเป็นมาเฟียในร่างผู้หญิง 

“ใครหรือคะน้องดล?” ยังก้าวเท้าไม่ถึงโต๊ะเสียงของหญิงวัยสี่สิบปลายๆ ก็เอ่ยถามพร้อมจ้องเขม็งไปยังปรียาวดี 

หล่อนกลืนน้ำลายลงคออย่างหวั่นใจ กระชับฝ่ามือที่จับอยู่กับนพดลให้แน่นกว่าเดิม 

“ออ แฟนผมน่ะครับ” 

“ออ เหรอจ๊ะ” แม้ริมฝีปากจะฉีกยิ้มทว่าแววตากลับทอชัดถึงความโกรธ 

“ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่เซ็นสัญญากับบริษัทเรา” 

“จ๊ะ งั้นพี่ขอตัวกลับก่อนนะจ๊ะ” 

“ครับ สวัสดีครับ” 

“จ๊ะ หวังว่าเราจะได้พบกันบ่อยๆ นะจ๊ะ” รอยยิ้มเย็นยะเยือกปรากฏลงบนริมฝีปากสีแดงสด แววตาพราวระยิบทอดมองร่างหนาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความริษยาเมื่อมองไปยังร่างปรียาวดี 

หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นเดินออกไป ปรียาวดีก็ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้อย่างโล่งอก พร้อมตวัดสายตามองน้องชาย โทษฐานที่หาเหาใส่หัวหล่อนอีกแล้ว 

ครานี้คงได้มีคนก่อกวนเพิ่มมาอีกคน เพราะดูท่าผู้หญิงคนนั้นคงไม่ยอมปล่อยนพดลไปง่ายๆ ต่อให้เขาจะบอกว่าเธอเป็นแฟนก็ตามที 

“เขาจะยิงหัวปรีหรือเปล่าเนี่ย สายตาอาฆาตขนาดนั้น” 

“เป็นแฟนของนพดลต้องอดทนนะครับคุณปรียาวดี” 

“ดล! ยังจะมาพูดเล่น” มือเล็กฟาดลงบนไหล่ของชายตรงหน้าอย่างหมั่นไส้ 

เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานยังมีอารมณ์มาพูดเล่น 

ภาพหัวเราะเฮฮาของทั้งสอง คนอื่นอาจจะไม่ได้ใส่ใจ เพราะไม่ได้รู้จักกัน ทว่ากลับมีใครคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักคล้ายจะเอียงตัวเพื่อฟังประโยคต่างๆของทั้งสองอย่างตั้งอกตั้งใจ 

“ดล? แฟน?” ทวนประโยคที่ปรียาวดีเอ่ยเมื่อครู่พลางขมวดคิ้ว 

“คุณพ่อครับ นั้นแม่ปรีนี่ครับ” เด็กน้อยชี้นิ้วไปยังร่างบางที่คุ้นตา หล่อนอยู่ห่างจากเขาไม่ไกลนัก มีเพียงโต๊ะหนึ่งตัวที่คั้นกลางเอาไว้ 

“ชู่~ เบาๆ ครับน้องภู” ยกนิ้วชี้จรดปากบุตรชาย 

“แม่ปรีมากับใครเหรอครับ?” ภูรินท์มองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินเคียงข้างออกไปกับชายคนหนึ่ง วงแขนแกร่งที่โอบคอผู้ซึ่งเสมือนมารดามันทำให้เด็กน้อยไม่ชอบใจ เพราะหมายมั่นจะจับคู่หล่อนกับบิดาของตน 

ด้วยรู้ดีว่ามารดาตัวจริงคงไม่กลับมาอีกแล้ว ความอบอุ่นของปรียาวดีมันช่วยหล่อหลอมจนภูรินท์ต้องการเพียงแค่เธอ 

“คุณพ่อก็ไม่รู้ครับ เรากลับบ้าน...” ยังไม่ทันที่อนุทัตจะเอ่ยจบร่างน้อยๆ ก็วิ่งออกไปจากร้านด้วยความรวดเร็ว 

พร้อมพุ่งตัวไปดึงมือของร่างบางที่คุ้นตาทว่า...ผู้หญิงคนนั้นกลับไม่ใช่ปรียาวดีอย่างที่คิดไว้ 

“เอ่อ...ขอโทษครับ” เป็นอนุทัตที่เอ่ยขอโทษผู้หญิงคนนั้นไปพร้อมพาภูรินท์เดินออกมา 

ทั้งสองตัดสินใจกลับบ้านเมื่อพยายามมองหาปรียาวดีแต่ก็ไม่พบแม้เงา 

หล่อนหายไปไหน เร็วจริงๆ  

อนุทัตคิดในใจอย่างฉงน 

 

สองพ่อลูกเดินจูงมือกันมาตามเส้นทางหมายจะเข้าบ้านทว่าคนตัวโตกลับหยุดชะงัก พลอยให้เด็กน้อยเงยหน้ามองบิดาด้วยความสงสัย ก่อนจะเลื่อนสายตาตามอนุทัตไป 

“คุณอาเจต” ชื่อที่ภูรินท์เอ่ยเรียกก็คือถิรเจตคุณชายคนเล็กของวังปัทมธาดา หรือสถานะก็คือน้องชายของอนุทัต ผู้ซึ่งเคยเป็นคู่หมายของปรียาวดีในเมื่อก่อน 

ใครจะคิดว่าการไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ กลับมาอีกทีหญิงสาวที่หมายตาไว้ดันแต่งงานกับพี่ชายซะงั้น 

มือหนาที่แตะอยู่บนบ่าของปรียาวดีในเมื่อครู่ดึงกลับมาแนบกายดังเดิมเมื่อพบว่าบุคคลที่เอ่ยเรียกคือหลานชายตัวน้อยและใครอีกคนคือพี่ชายที่กำลังทำหน้าดุราวกับยักษ์ปักหลั่น 

“น้องภู โห้~ ตัวหนักขึ้นเยอะเลยนะ” รอยยิ้มน้อยๆ ฉีกกว้างเมื่อผู้เป็นอาโน้มตัวลงมาอุ้ม 

“กลับมาเมื่อไหร่ แล้วมาทำอะไรบ้านฉันดึกๆ ดื่นๆ?” 

“ก็แค่...คิดถึง” ว่าพร้อมปรายตามองไปยังปรียาวดีครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนกลับมามองพี่ชายดังเดิม 

“คิดถึงใคร!?” เอ่ยถามเสียงขุ่น 

“อ้าว มาบ้านพี่ชายทัตจะให้ผมคิดถึงหม่อมย่าเหรอครับ” ท่าทียียวนกวนประสาทอย่างที่ชอบทำใส่อนุทัตบ่อยๆ 

สมแล้วที่เป็นพี่น้องกัน...ปรียาวดีคิดในใจ 

“แต่ตอนนี้มันดึกแล้ว ฉันเหนื่อย จะพักผ่อน วันหลังค่อยมาใหม่” 

“โถ้~ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งไกล เหนื่อยแทบตาย ยังอุตส่าห์มาหา แต่ก็โดนไล่” ทำท่าทางงอแงใส่อนุทัต 

“อย่ามาเล่นละคร ฉันดูออก กลับไปได้แล้ว” 

“ก็ได้ๆ ไล่จังเลย ปรีเรื่องที่คุยกันเมื่อกี้นี้ยังไม่จบนะ เดี๋ยววันหลังพี่มาคุยด้วยใหม่” เขาฉีกยิ้มให้หล่อนเสมือนกันกับเธอ 

เรื่องอะไร เมื่อครู่ยังไม่ได้คุยอะไรกันเสียหน่อย ปรียาวดีนึกสงสัยในใจเพราะเมื่อครู่หล่อนและถิรเจตได้แค่เอ่ยสวัสดีและทักทายกันไม่กี่คำก็ถูกใครบางคนมาขัดจังหวะเสียก่อน 

“เรื่องอะไร!?” เป็นอนุทัตที่เอ่ยขึ้นเสียงขึงขัง ทว่าชายหนุ่มกลับไม่รู้ตัว 

“เรื่องของผมกับปรี พี่โตแล้วไม่ต้องรู้หรอก” 

“ไอ้ชายเจต กวนประสาทไม่เลิก” 

“กลับล่ะ เดี๋ยววันหลังมาหาใหม่ อาไปก่อนนะน้องภู ไปก่อนนะครับพี่ชายทัต ปรีพี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวมาคุยด้วยใหม่” ไม่ว่าเปล่ายื่นมือไปแตะไหล่เล็กเบาๆ หล่อนยิ้มให้อย่างที่ทำประจำ โดยไม่รู้เลยว่ากำลังมีใครบางคนอารมณ์คุกรุ่นอยู่ในใจ 

สนิทกันจังนะ... 

คำที่อยากเอ่ยแต่ไม่สามารถทำได้ 

หลังจากที่ถิรเจตกลับไป ปรียาวดีก็หมายจะเดินกลับบ้านตัวเอง ทว่า... 

“เดี๋ยว!” 

คงไม่วายโดนบ่นอีกสินะ นึกปลงๆ ในใจ 

“แม่ปรีครับ เราไปหาเข้าหมั่นโถวกันเถอะครับ” มือเล็กประสานมือกับปรียาวดีพร้อมพากันเดินไปที่บ้านหลังน้อยในทันทีโดยไม่ได้สนใจอนุทัตเลย พลอยให้คนที่กำลังจะอ้าปากบ่น จำเป็นต้องเดินตามสองคนนั้นไปอย่างไม่เต็มใจนัก 

“น้องภูครับ ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนนะครับค่อยมาเล่นกับหมั่นโถว”ผู้เป็นบิดาเอ่ยบอกบุตรชาย 

“แต่น้องภู...” 

“น้องภู” เอ่ยเสียงเรียบทว่ากลับแฝงความดุอยู่ในที พลอยให้เด็กน้อยหน้าหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด 

“ก็ให้น้องภูเล่นกับเจ้าหมั่นโถวแค่สิบนาทีก่อนก็ได้ ตอนนี้ก็ยังไม่ดึกมากสักหน่อย” 

“อย่าทำให้ลูกฉันเสียนิสัย ผักกาดมาเอาน้องภูไปอาบน้ำ” 

“แต่น้องภูอยากให้แม่ปรีอาบให้ครับ” รีบวิ่งไปเกาะแขนปรียาวดีไว้แน่น 

“คุณพ่อมีเรื่องจะคุยกับแม่ปรีก่อนครับ ผักกาดเอาคุณภูไปอาบน้ำได้แล้ว” เด็กสาวเข้ามาอุ้มภูรินท์ออกไปตามคำสั่งของนาย ดวงตากลมโตตวัดมองบิดาอย่างเง้างอน 

“เดี๋ยวน้องภูอาบน้ำเสร็จแล้วน้องภูจะมาหานะครับแม่ปรี” 

“ครับ” 

หลังจากที่ภูรินท์และผักกาดเดินจากไปความเงียบก็เข้ามาแทนที่ ปรียาวดีถอนหายใจเบาๆ อย่างเหนื่อยหน่าย แค่มองใบหน้าบึ้งตึงของอนุทัตก็เหมือนจะถูกดูดพลังงานออกไปจนหมดทั้งตัว 

ร่างบางหันกายหมายจะเดินเข้าบ้าน อนุทัตเห็นเช่นนั้นจึงรีบพุ่งตัวไปคว้ามือหล่อนเอาไว้ 

“มีอะไรคะ?” เธอบิดข้อมือออกจากพันธนาการของคนตัวใหญ่ พลอยให้อารมณ์ขุ่นมัวในใจคล้ายจะทวีคูณขึ้นกว่าเดิม 

“เธอกำลังคิดจะทำอะไร?” 

“คุณชายพูดเรื่องอะไรคะ?” ผีเข้าผีออก คำคำนี้ใช้ได้กับอนุทัตเกือบทุกวินาที 

เป็นไบโพลาร์หรือไงกัน? 

“สนุกมากเลยเหรอกับการปั่นหัวคนนั้นคนนี้ไปทั่ว” 

“ปั่นหัว? ช่วยอธิบายได้ไหมคะว่าคุณชายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร” 

“ทำไมฉันต้องอธิบาย เธอรู้เรื่องนี้ดีกว่าฉันไม่ใช่หรือไง” 

“คุณชายอย่ามาหาเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะ” บางวันก็ดีบางวันก็ร้าย หากเป็นผู้หญิงหล่อนคงคิดว่าเขาอยู่ในช่วงมีประจำเดือน ทว่าเขาคือผู้ชายคงเป็นช่วงวัยทองกระมัง วัยทองก่อนกำหนด 

“มีสามีถูกต้องตามกฎหมายเป็นตัวเป็นตน แต่กลับไปบอกว่าผู้ชายคนอื่นเป็นแฟน ทำอะไรก็คิดถึงหน้าหม่อมย่าท่านหน่อย ท่านรู้คงเสียความรู้สึกแย่” เสียงที่ตะโกนรั้งท้ายมานั้นพลอยให้เท้าปรียาวดีชะงักนิ่งก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับอนุทัตดังเดิม 

แฟน? ใคร? ใครคือแฟนของเธอ? แล้วอนุทัตเขาเป็นอะไรทำไมต้องอารมณ์เสียขนาดนั้นด้วยล่ะ 

“แฟนใคร?” 

“เลิกทำเป็นไม่รู้เรื่องได้ไหม!” เขาตะเบ็งเสียงลั่นเมื่อคนตรงหน้ายังทำทีไม่รู้เรื่องรู้ราว 

หล่อนจะแสดงละครไปถึงไหนกัน 

“ก็ฉันไม่รู้เรื่องจะให้ฉันแกล้งทำเป็นรู้เรื่องเหรอคะ” 

“ก็งานถนัดไม่ใช่หรือไง การแสร้งทำน่ะ” 

“คุณชาย! คุณชายเป็นอะไรคะ อยู่ๆ ก็มาอารมณ์เสียใส่ฉัน มาตะคอกใส่ฉัน ลืมกินยาหรือไงคะ?” น้ำเสียงประชดประชันในท้ายประโยค “ฉันไม่คุยกับคุณชายแล้ว มีแต่เรื่องไร้สาระ หาเรื่องเก่ง” 

“นี่! หยุดนะ มาคุยกันให้จบก่อน” มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กก่อนจะเผลอออกแรงกระชากหล่อนพลอยให้ร่างบางที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเซถลากระแทกลงบนอกกว้าง ดวงตาของคนทั้งสองเบิกกว้างเมื่อริมฝีปากแตะสัมผัสกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ 

ปรียาวดีผลักเขาออกในทันทีก่อนจะยกมือขึ้นถูปากตัวเองพร้อมก้าวเท้าวิ่งเข้าบ้านไปด้วยความรวดเร็ว ปล่อยทิ้งไว้เพียงความเงียบ กับชายหนุ่มที่ยังตกอยู่ในอาการตะลึงไม่ต่างกัน 

ทำไมใจเต้นแรง... 

ความคิดเห็น