ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 26 : หวนคืน

ชื่อตอน : บทที่ 26 : หวนคืน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 23:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 26 : หวนคืน
แบบอักษร

บทที่ 26 : หวนคืน

 

 

หยาง เหวินซานอดีตหวงตี้ผู้ปราดเปรื่องแห่งราชวงศ์หยางปัจจุบันได้สละราชบัลลังก์ให้แก่พระปิตุลาเพื่อรอวันที่องค์รัชทายาทพร้อมที่จะขึ้นครองต่อไป

 

 

“ข้าคิดว่าข้าควรแจ้งแก่ท่าน”

 

 

.

 

 

.

 

 

บุตรชายเพียงคนเดียวของสกุลเซี่ยที่ยังเหลือรอดชีวิตหลังการก่อกบฏภายใต้การดูแลคุ้มครองของเหลียงอ๋องเสมอมา บัดนี้พระปิตุลาตนได้ชายผู้นี้มาครอบครองไว้ข้างกายดั่งที่ใจปรารถนามาตลอด

 

 

“เจ้าท่องพงไพรมาหาข้าไกลถึงเพียงนี้เลยงั้นหรือ”

 

 

“หากท่านยังจำตอนที่เหลียงอ๋องหายไปนานนับครึ่งปียามนั้นได้ ข้าได้กุมความลับบางอย่างไว้”

 

 

“หากเจ้าทราบอะไรเกี่ยวกับเสวี่ยม่านจงกล่าวออกมาให้หมดเสีย”

 

 

“ข้าเห็นแก่คุณชายหรงและตัวท่าน”

 

 

 

เฟิงหลินตัดสินใจเปิดปากเล่าและมันยังเป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้นไม่สามารถระบุได้ว่าเสวี่ยม่านจะอยู่สถานที่แห่งนั้นจริงหรือไม่เพราะยามนี้ล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว

 

 

หยาง เหวินเหลียงตกชะง่อนผาสูงลงสู่แม่น้ำข้ามเขตแดนของต้าหลงไกลออกจากจุดนี้ขี่ม้าไปหนึ่งชั่วยาม ฝั่งตรงข้ามเป็นเพียงแค่ผืนป่ากว้างไกลแบ่งออกเป็นสองฝั่งระหว่างป่าไผ่และดอกท้อ แม่น้ำมักไหลเชี่ยวกราดเสมอ

 

 

มีเรื่องราวลึกลับมากมายที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน การรอดตายจากยาพิษอย่างปาฏิหาริย์ของเหวินเหลียงมิใช่เรื่องบังเอิญ ป่าใหญ่นั้นมีชายผู้หนึ่งที่มนุษย์ก็ไม่ใช่เทพก็ไม่เชิง ได้ให้การช่วยเหลือเหวินเหลียงอยู่ครึ่งปี

 

 

 

“ให้ข้าไปไล่ตามอาถรรพ์ในป่านั้นหรือ”

 

 

 

“ข้าลองมาแล้วหลายหนถึงได้พบตัวพระปิตุลาของท่านในท้ายที่สุด”

 

 

 

“แล้วข้าจะได้พบหรือไม่”

 

 

 

“เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับคุณชายหรงด้วยว่าอยากออกมาพบท่านหรือไม่ ต่อให้ท่านรื้อเผาทั้งป่าหากคุณชายหรงไม่ต้องการปรากฎตัวท่านก็ไม่มีวันพบ”

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

หลังจากนั่งนอนไตร่ตรองอยู่สามวันสามคืน ใช่ว่าอาณาบริเวณนั้นเหวินซานจะไม่เคยไปตามหาชายคนรักของตนแต่ไปถึงจุดนั้นเมื่อใดก็ไม่เคยพบสิ่งใดกลับมาเช่นเดียวกัน

 

 

ท้ายที่สุดแล้วหยาง เหวินซานตัดสินใจควบอาชามายังจุดที่เคยวนเวียนมาแล้ว ชะง่อนผานี้ไม่ได้สูงเท่าที่เสวี่ยม่านกระโดดลงไปเสียด้วยซ้ำ หากแต่แม่น้ำดูไหลเชี่ยวกราดและอันตรายเป็นจุดที่เหวินซานยังไม่เคยกระโดดลงไป

 

 

อาภรณ์บางอย่างที่สวมใส่ค่อนข้างหนักเกินไป เหวินซานถอดชุดออกบางส่วนเหลือไว้เพียงชุดสองชั้นแล้วปลดเชือกอาชาคู่ใจตนก่อนดิ่งตัวลงอย่างไม่ลังเล..

 

 

 

ความเกรี้ยวกราดของแม่น้ำเริ่มพัดพาและโอบอุ้มกายของอดีตหวงตี้แห่งต้าหลงไปลงยังจุดที่ลึกที่สุด จากนั้นค่อยๆพัดวนขึ้นมาทำให้การทรงตัวครั้งนี้ค่อนข้างลำบาก ร่างกายจึงได้รับการกระทบกระแทกโขดหินเล็กใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

 

 

นานเท่าไหร่ไม่รู้จนกระทั่งร่างทั้งร่างเกยขึ้นมานอนคว่ำอยู่บนที่ตื้น ณ ชายป่าแห่งนี้

 

 

“ข้าตายแล้วงั้นหรือ..”

 

 

แค่กๆ...

 

 

เหวินซานสำลักน้ำแล้วนอนนิ่งหมดแรงอยู่สักพักใหญ่ ศีรษะเลือดอาบไม่ทราบว่าหัวไปกระแทกหินเมื่อใดมา

 

 

.

 

 

.

 

 

เสียงไพเราะแห่งเครื่องสายดังกังวานขึ้นเป็นทำนองที่คุ้นหูหากแต่ไม่เคยได้ยินเพลงนี้ขับขานที่ใดมาก่อน ร่างกายหนักอึ้งเพียงไรหากแต่เหวินซานยังคงพยายามที่จะลุกยืนขึ้นเพื่อตามเสียงนี้

 

 

 

สายตาสอดส่องมองหาไปพลันสลับกับฟังไปด้วยหากแต่ทำนองนี้แผ่วลงไปเรื่อยๆจนหยุดลง พบเพียงความว่างเปล่าในป่าใหญ่ รากไม้ที่เลื้อยคลานขึ้นมาจากผืนดินสลับกันแต่ละต้น เส้นทางเดินแทบจะไม่มีหากขี่ม้ายิ่งแล้วใหญ่ เนื่องจากเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง

 

 

 

กรอบ!

 

 

เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวคล้ายกับคนเหยียบใบไม้ทำให้เหวินซานลืมจนหมดสิ้นว่าตนกำลังบาดเจ็บ.. ปลายตามองไปก็พบยังแผ่นหลังหนึ่งที่แบกกู่ฉินไปด้วย

 

 

“เสวี่ยม่าน!!”

 

 

ร่างนั้นหันกลับมาหยุดมองเสียงเรียกของใครบางคน หากแต่ตนไม่ได้คุ้นหน้าชายผู้นี้เสียเลย

 

 

“เจ้าคือใคร”

 

 

“เจ้า..”

 

 

เหวินซานได้พินิจใบหน้านี้ชัดๆยามหันกลับมาจึงพบว่าเป็นเพียงชายแปลกหน้าผู้หนึ่งตามคำบอกกล่าวของเฟิงหลิน หากแต่รูปลักษณ์โดดเด่นนัก ใบหน้ามิได้ด้อยไปกว่าหรงเสวี่ยม่านเลยแม้แต่น้อย หากแต่คนผู้นี้มีเส้นผมสีขาวอมทองราวกับเส้นไหม ใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักเสียมากกว่า

 

 

“ตัวข้ามีนามว่าซือซิง”

 

 

“เจ้ามิใช่เสวี่ยม่าน..”

 

 

“มากับข้าเสียสิ”

 

 

ซือซิงเดินนำไปยังข้างหน้าที่มีกวางเผือกตัวหนึ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน น่าแปลกที่เหวินซานเองก็เคยมาที่นี่กลับไม่พบสิ่งใด หากแต่ครั้งนี้เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการมาเยือนเท่านั้น

 

 

 

“เจ้ามีนามว่า หยาง เหวินซาน”

 

 

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

 

 

“อาจารย์ข้าเป็นคนบอกกล่าวเล่าเรื่องราวของในช่วงเวลาที่ผ่านมา”

 

 

“อาจารย์งั้นหรือ”

 

 

“ใช่ อาจารย์สอนดนตรีของข้า แต่ยามนี้เขาไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”

 

 

“เจ้า.. รู้จักหรง เสวี่ยม่าน”

 

 

“เมื่อครั้งหนึ่งร่างนั้นเกือบจมลงนาวาจนสิ้นใจหากแต่ข้าได้ช่วยเหลือทันท่วงที เป็นยามที่ข้าวนเวียนอยู่แถวนั้นพอดิบพอดี”

 

 

“เจ้าคือใครกันแน่”

 

 

“คำถามที่ข้าต้องการรู้คำตอบเช่นกัน ข้า คือ ใคร..”

 

 

“เสวี่ยม่านของข้าไปไหน”

 

 

เหวินซานเลิกสนใจที่ไปที่มาของบุคคลผู้นี้ หากแต่พินิจด้วยตาเปล่าดูก็ทราบว่าหาใช่มนุษย์ธรรมดา ซือซิงเล่าถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาให้ฟังเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะเสวี่ยม่านออกจากป่านี้ไปหลายปีแล้ว

 

 

.

 

 

 

.

 

 

เหวินซานเริ่มเดินทางอีกครั้ง.. ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อไล่ตามคำบอกเล่าต่างๆนาๆหวังที่จะได้พบเจอกับ หรง เสวี่ยม่าน จนมายังสถานที่หนึ่งที่คิดว่าอาจจะเป็นสถานที่สุดท้าย

 

 

 

 

“เหตุใดเจ้าจึงไม่กลับมาหาเหวินซาน..”

 

 

คนผู้หนึ่งนั่งเป่าขลุ่ยอยู่ริมสระเพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ รายได้จากการเล่นดนตรีก็พอกินพอใช้บ้างร่วมไปกับการเปิดสอนดนตรี

 

 

ใบหน้าใสสะอ้านของผู้คุ้นเคยหันกลับมาหาพร้อมทั้งขอบตาแดงๆร้อนผ่าว หรง เสวี่ยม่าน ทิ้งข้าวของทุกอย่างภายในมือแล้ววิ่งมาสวมกอดบุคคลตรงหน้า

 

 

 

“ข้ารักท่านเหลือเกิน”

 

 

มิใช่คำบอกกล่าวคิดถึงแต่เป็นสิ่งที่คนผู้นี้อยากจะเอ่ยบอกเสมอมา และเป็นคำที่เหวินซานรอฟังมันมาชั่วชีวิต

 

 

“ข้ารักเจ้า.. และจะรักไปชั่วชีวิตของข้าผู้นี้”

 

 

“คิดถึงท่านยิ่งนัก”

 

 

มือเรียวงามคู่นั้นปาดหยดน้ำตาของตนออกลวกๆแล้วเอื้อมมากอบกุมใบหน้าของชายตรงหน้าเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองมิได้ฝันไป

 

 

“มีเหตุผลอื่นใดทำไมเจ้าจึงไม่กลับไปหาเหวินซาน”

 

 

“ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน สีหน้าท่าน สภาพร่างกายท่านยามนั้นติดตาข้าเสมอมา.. ข้ากลัวว่าข้าจะเสียท่านไปหากข้าไม่รักษาวาจา นางจะไม่ยอมมอบยาถอนพิษให้แก่ท่าน”

 

 

“เช่นนั้นหรือ”

 

 

เสวี่ยม่านพยักหน้าระรัวแล้วสวมกอดเหวินซานทดแทนคำตอบใดๆ

 

 

“ข้าแทบพลิกธรณีตามหาเจ้า..”

 

 

“ข้าไม่รู้จะกล่าวขอบคุณท่านอย่างไร”

 

 

“แค่เจ้าอยู่รักข้าไปทุกวันก็เพียงพอแล้ว”

 

 

 

.

 

 

 

หลังจากที่หยาง เหวินซานได้ตามหาเสวี่ยม่านอยู่นานหลายปีจนได้กลับมาพบกัน สุดท้ายจึงหวนคืนสู่ต้าหลง และทั้งคู่ได้เลิกติดต่อกับวังหลวง หากแต่ใช้ชีวิตกันอย่างสุขสงบอยู่ตำหนักที่เหวินซานเคยสร้างไว้เพื่อจะใช้อยู่ร่วมกันในยามสละราชบังลังก์

 

 

มีเป็นบางครั้งที่องค์รัชทายาทจะมาเยี่ยมเพราะคิดถึงหรงเสวี่ยม่านกับเสด็จพ่อของตนเหลือเกิน เหวินหลงโกรธพระบิดาของตนอยู่สักพักใหญ่ที่ไม่เคยให้เสวี่ยม่านมาพบตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงที่เสวี่ยม่านหายไปและพระมารดาตนที่ตายไป คิดว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ

 

 

“ท่านดูซูบผอมลงไปนะฝ่าบาท”

 

 

“คิดถึงเจ้าจนมิเป็นอันกินอันนอน บัดนี้ได้เจ้ากลับมาเคียงกายข้านั้นยินดีปรีดายิ่งนัก จากนี้ไปข้าจะไม่ยอมให้เจ้าห่างกายข้า”

 

 

ไม่ว่าปากเปล่า หยาง เหวินซาน ช้อนตัวหรงเสวี่ยม่านขึ้นมาอุ้มท่าเจ้าสาวแล้วยกขึ้นไปนอนแผ่หลาบนเตียง เสวี่ยม่านยังคงงดงามใสสะอ้านไม่เปลี่ยนแปลง ใบหน้าขาวนวลกระจ่าง ริมฝีปากน่าจุมพิตกับดวงตาพร่างพราวสุกสกาว

 

 

ผิวขาวภายใต้อาภรณ์ที่เหวินซานค่อยๆรื้อออกเพื่อก้มประทับรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผิวกายยังคงนุ่มลื่นมือดังเดิม

 

 

ทั้งสองคนกอดรัดกันแนบแน่น อดีตเอกบุรุษคณิกาอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าและอดีตหวงตี้แห่งราชวงศ์หยางทรงแย้มพระสลวยแล้วโอบกอดร่างนี้ไว้ค่อนคืน คอยเคี่ยวกรำเอาอกเอาใจ มอบรสรักให้มิรู้จักจบจักเบื่อ..

 

 

 

 

 

 

.

 

 

 

The END (จบบริบูรณ์)

 

 

ฝากนิยายเรื่องใหม่นะคะ >> เกิดใหม่เป็นตัวประกอบอดทนแห่งนิยายฮาเร็ม

 

 

***อย่าลืมมาเม้นต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันน้า***

 

ขอบคุณที่ติดตามอ่านจบจนและขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่ยังรอกันเสมอนะคะ ดีใจมากที่ยังมีคนอ่าน

 

ฝากติดตามผลงานเรื่องใหม่ๆด้วยค่ะ

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เขียนยาวจนจบเลย

รักและคิดถึงตัวละครในเรื่องทุกตัว

“ฝากคิดถึง หรง เสวี่ยม่าน กับ หยาง เหวินซานกันด้วยน้า ทั้งสองคนจะยังรักกันตลอดไปภายในส่วนที่ไม่ไรต์ไม่ได้เขียนต่อค่ะ”

 

 

และขอฝากไว้เป็นนิยายในใจหลายๆคนด้วยค่ะ

ช่วงแรกๆอาจจะมีเนื้อหาไม่เหมาะสม

ถ้าว่างไรต์จะหาเวลามาแก้ไขเนื้อหาค่ะ

ความคิดเห็น