ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 องค์ชายแปดแคว้นมู่ มู่เสวี่ยไป๋

ชื่อตอน : บทที่ 1 องค์ชายแปดแคว้นมู่ มู่เสวี่ยไป๋

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 123

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2564 21:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 องค์ชายแปดแคว้นมู่ มู่เสวี่ยไป๋
แบบอักษร

ตึก ตึก

 

เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้ เจ้าของเรียวขายาวสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ ใบหน้างดงามมีเหงื่อผุดพราย แววตาเผยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด 'ราชโองการนั่นมันอะไรกัน ไม่จริงหรอกน่า ... ข้าคงตาฝาดไป แต่มิว่ายังไง ข้าก็ต้องถามเสด็จพ่อให้จงได้' ในตอนนี้ความคิดของมู่เสวี่ยไป๋นั้นมีเพียงแต่ประโยคนี้วนเวียนไปมา นี่อาจจะเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาจนใช้ชีวิตได้จนถึงอายุ 15 ปีเลยก็ได้ที่มู่เสวี่ยไป๋กังวลขนาดนี้

 

กึก

 

ร่างบางชะงัก หลังจากสาวเท้าอย่างเร่งรีบก็ถึงจุดหมายเสียที ห้องทรงพระอักษรคือจุดหมายของการมาเยือนพระราชวังเฉียนชิง สถานที่ประทับของฮ่องเต้ ผู้ทรงอำนาจที่สุดในใต้หล้า ผู้เป็นบิดาของข้า

 

ในขณะที่มู่เสวี่ยไป๋กำลังเหม่อลอยอยู่นั้น ประตูห้องก็ได้เปิดออก พร้อมทั้งร่างชราของหลี่กงกงที่เดินออกมา "เชิญพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย" ขันทีเฒ่ามิได้กล่าวอันใดนอกจากเชิญเขาเข้าไปในห้อง นั่นหมายความว่าเสด็จพ่อคงจะรู้อยู่แล้วสินะว่าข้านั้นจะมาที่นี่ สมกับเป็นบิดาของข้าจริงๆ มู่เสวี่ยไป๋กล่าวขอบคุณขันทีประจำตัวบิดาสั้นๆ ก่อนก้าวเข้าไปในห้อง

 

แกร็ก

 

ประตูห้องปิดลง ในตอนนี้ห้องทั้งห้องเหลือเพียงแค่คนสองคนเท่านั้น คนหนึ่งเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้น ผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้า อีกคนหนึ่งเป็นองค์ชายแห่งแคว้น ผู้ที่ทั้งแผ่นดินให้ความเคารพ แต่เมื่ออยู่ในห้องนี้ทั้งสองคนก็เป็นเพียงแค่พ่อกับลูกเท่านั้น

 

"เจ้าได้รับสารแล้วสินะ" เมื่อเห็นว่าประตูห้องนั้นปิดสนิทแล้ว มู่เลี่ยงหรงหรือผู้เป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นก็ได้กล่าวขึ้นกับบุตรเพศเกอของตน สำหรับเขา บุตรคนนี้นั้นแสนไร้ประโยชน์ เกิดเป็นชายแต่กลับตั้งท้องได้ จะมีแต่ครั้งนี้นี้แหละที่บุตรคนนี้จะมีประโยชน์ต่อความมั่นคงในบัลลังก์ของตระกูลมู่

 

"พ่ะย่ะค่ะ" เสียงหวานเอ่ยตอบสั้นๆ คอยลอบมองท่าทีของบิดา ในความคิดของมู่เสวี่ยไป๋นั้น บิดาของตนคนนี้นั้นเป็นคนเอาแน่เอานอนอะไรมิได้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าหากเมื่อใด'จำเป็น'ต้องเข้าเฝ้า มู่เสวี่ยไป๋จึงมักจะคอยสังเกตท่าทีของบิดา เพื่อจะได้รู้ตัวว่าควรทำเช่นไรในสถานการณ์นั้นๆ แต่ท่าทีนิ่งเงียบเช่นนี้ ร่างบางก็มิรู้จะทำเช่นไรดี จึงได้เลือกตอบรับด้วยคำสั้นๆ เพื่อจะคอยดูท่าทีของบิดาตนเองต่อไป

 

"งั้นเจ้าคงรู้แล้วสินะ ว่าข้าจะให้เจ้านั้นแต่งงานกับรัชทายาทแคว้นต้าหลง" สุรเสียงทรงอำนาจของมู่เลี่ยงหรงดังขึ้น เมื่อเห็นว่าผู้เป็นลูกนิ่งเงียบมิได้กล่าวอะไร มู่เลี่ยงหรงจึงได้กล่าวต่อไปว่า "ในตอนนี้แคว้นต้าหลงระส่ำระสาย ฮ่องเต้ชราป่วยหนัก องค์ชายทั้งหลายต่างรวบรวมพรรคพวกเพื่อเตรียมกำลังสำหรับศึกชิงบัลลังก์ที่จะเกิดขึ้น เจ้ามิได้โง่งม คงจะรู้นะว่าการแต่งงานในครั้งนี้ทำไปเพื่ออะไร"

 

มู่เสวี่ยไป๋พยักหน้าหนึ่งครั้ง การแต่งงานครั้งนี้คงจะมิได้จัดขึ้นเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีดั่งปากว่า แต่น่าจะเกิดขึ้นจากการต้องการล้วงความลับของแคว้นต้าหลง เพื่อฉวยโอกาสตีให้เมืองต้าหลงมาตกอยู่ใต้อาณัติเป็นแน่

 

องค์รัชทายาทหลงลู่หยาง เป็นผู้ที่ในตอนนี้มีสิทธิ์ขึ้นเป็นฮ่องเต้มากที่สุด อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็นที่กล่าวขานว่าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นเลิศในทุกๆ ด้าน แต่แล้วอย่างไร เหตุใดข้าต้องไปอยู่ในแผนแสนสกปรกของท่านด้วย

 

"หากเจ้าทำสำเร็จ ข้าจะมอบบัลลังก์มังกรนี้ให้พี่ชายของเจ้า" ผู้เป็นบิดาดั่งสามารถอ่านความคิดของผู้เป็นบุตรชายได้ สุรเสียงทรงอำนาจกล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ต่างกับร่างบางที่ที่ตอนนี้ตกใจจนลมแทบจับ อะไรนะ ข้าฟังผิดไปใช่หรือไม่ มู่เสวี่ยไป๋นั้นเริ่มมิแน่ใจว่าสิ่งที่ตนได้ยินนั้นเป็นจริงหรือตนแค่ฝันไป

 

บิดาผู้นี้นั้นเกลียดเขากับพี่ชายอย่างกับอะไรดี หากทั้งเขาและพี่ชายมิได้เป็นบุตรของฮองเฮา เป็นลูกหลานของสกุลจิ่น ฮ่องเต้ทรราชผู้นี้คงได้ฆ่าทั้งเขาและพี่ชายไปนานแล้ว

 

"ปณิธานของข้าในคราแรกที่ได้เป็นฮ่องเต้คือขยายอาณาเขตของแคว้นมู่ให้กว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้นหากตีแคว้นต้าหลงได้สำเร็จก็จะถือว่าปณิธานนี้สำเร็จไปด้วย ข้านั้นก็ถือว่าหมดห่วงในฐานะฮ่องเต้" มู่เลี่ยงหรงได้กล่าวขึ้น เพื่อยืนยันสิ่งที่ตนพูด

 

สำหรับมู่เลี่ยงหรงนั้นสำหรับชีวิตที่ต้องเผชิญอันตรายทุกย่างก้าวเช่นนี้ เขาเริ่มเหนื่อยกับมันแล้วล่ะ ถึงจะเป็นเจ้าชีวิตคนทั้งแผ่นดินแล้วอย่างไร? ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าแล้วอย่างไร? หากมิมีความสุข มันก็ไร้ความหมาย ในตอนนี้ข้าเพียงแค่ต้องการมีความสุขในบั้นปลายชีวิตเท่านั้น แต่เพราะปณิธานแรกยังไม่เสร็จ อีกทั้งยังมิมีผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจึงได้ตัดสินใจทำเช่นนี้

 

"แล้วจะให้ลูกทำเช่นไร" มู่เสวี่ยไป๋โยนหินถามทาง การถามคำถามเช่นนี้นั้นก็เท่ากับการที่เขาตอบตกลงในการแต่งงานครั้งนี้แล้ว สำหรับพี่ชายของข้า มู่เทียนหลิวคนผู้นั้นมิสมควรจะเป็นเพียงแค่องค์ชายธรรมดาๆ ที่ผ่านไปเพียงไม่กี่รัชสมัยก็ถูกลืม คนผู้นั้นสมควรที่จะเป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ที่จะถูกจดจำและขนานนามไปอีกนับพันปีหมื่นปี

 

"สิ่งที่ข้าต้องการก็คือผังเมือง และผังการวางทัพของต้าหลง ส่วนวิธีการนำมันมานั้น ข้ารู้ว่าคนเยี่ยงเจ้าคงจะคิดเองได้" สุรเสียงทรงอำนาจกล่าวขึ้นอีกครั้ง "กำหนดการในการแต่งงานของเจ้าคือวันนี้ในอีกสองเดือนข้างหน้า ส่วนเจ้าก็กลับไปพักได้แล้ว" มู่เสวี่ยไป๋ยังมิทันได้ถามอันใดเพิ่ม ก็โดนบิดาของตนไล่ให้ออกจากห้องไปเสียแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้นมู่เสวี่ยไป๋จึงได้ทูลลาและกลับตำหนักไป

 

ก่อนออกจากห้องมู่เสวี่ยไป๋ได้ขอสิ่งสิ่งหนึ่งจากผู้เป็นบิดา สิ่งที่สำคัญมากๆ หากเขาต้องจากแคว้นมู่ไป "ประกัน" ยังไงล่ะ มู่เสวี่ยไป๋ต้องการประกันว่าสิ่งที่ถูกพูดคุยในห้องนี้จะเกิดขึ้นจริง หากเขาทำภารกิจได้สำเร็จ แม้มีอำนาจต่อรองไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ควรมีประกันอะไรสักอย่างสิ โดยสิ่งที่มู่เสวี่ยไป๋ขอจากบิดาตนในครั้งนี้คือ 'จื่อยู่' หรือหยกสีม่วงประจำตัวของฮ่องเต้ นั่นอาจจะเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นที่สุดที่คนคนหนึ่งจะกระทำได้แล้วก็ได้ การขอหยกประจำตัวของฮ่องเต้เนี่ยนะตลกชะมัด ใครจะให้กัน นั่นคือสิ่งที่มู่เสวี่ยไป๋คิด แต่คำตอบของผู้เป็นบิดากลับเป็น เอาไปสิ พร้อมทั้งยื่นจื่อยู่มาให้

 

แท้จริงแล้วสมาชิกราชวงศ์สายตรงของแคว้นมู่นั้นมีจื่อยู่เป็นของตนเองกันทุกคน แต่ตัวอักษรที่สลักลงบนป้ายหยกนั้นต่างกันตามลำดับชั้นยศ อย่างเช่น

 

จื่อยู่ของฮ่องเต้สลักคำว่า '' หมายถึงมังกร

 

จื่อยู่ขององค์รัชทายาทสลักคำว่า '' หมายถึงความสูงส่ง

 

จื่อยู่ขององค์ชายและท่านอ๋องสลักคำว่า '' หมายถึงความเป็นสิริมงคล

 

ส่วนขององค์หญิงต่างๆ นั้นจะถูกเรียกว่า 'อวี้หง' เป็นป้ายหยกทรงสี่เหลี่ยมสีแดง สลักคำว่า '' หมายถึงความสง่างาม

 

ส่วนของข้านั้น เนื่องด้วยตัวข้าเป็นเกอ [1] ไม่ถือว่าเป็นหญิงหรือชาย ป้ายหยกประจำตัวของข้าจึงเป็นป้ายหยกสีขาว สลักคำว่า '' หมายถึง ความบริสุทธิ์

 

ซึ่งทั้งจื่อยู่ อวี้หง หรือหยกของข้านั้น เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเป็นสมาชิกสายตรงแห่งราชวงศ์มู่ หยกทั้งสามประเภทนั้นไม่ใช่หยกธรรมดาทั่วไป แต่เป็นหยกวิญญาณ ที่เมื่ออายุถึง 18 ปีแล้ว จะมีสัตว์วิญญาณประจำตัวโผล่ออกมา ซึ่งสัตว์วิญญาณแต่ละตัวก็มีความพิเศษแตกต่างกัน ซึ่งสัตว์วิญญาณส่วนใหญ่นั้นจะมีนิสัยเหมือนเจ้าของของมัน ดั่งเช่นสัตว์วิญญาณของพี่ข้า

 

กิเหลนหยก นาม 'หลานลู่' กิเลนสีหยก มีเขาสีขาวพิสุทธิ์ ดวงตาสีทองคำ กิเลนนั้นเป็นหนึ่งในสัตว์วิเศษ สัญลักษณ์แห่งคุณงามความดี นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วสินะว่าเสด็จพี่ของข้าน่ะเป็นคนดีขนาดไหน

 

คิดไปคิดมาข้าก็เดินมาถึงตำหนักของตนเสียแล้ว ตำหนักเลี่ยงหลิง ตำหนักย่อยในตำหนักคุนหนิง อันว่าตำหนักคุนหนิงนั้นเป็นที่ประทับของเสด็จแม่ของข้า จิ่นฮองเฮา ผู้เป็นแม่แห่งแผ่นดินของแคว้นต้ามู่ ผู้ที่รักข้ามากที่สุด

 

เมื่อกายบางก้าวเข้าตำหนัก เพียงก้าวแรกเสียงขององครักษ์ประจำกายก็ดังขึ้น "องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ ไปไหนมา กระหม่อมเป็นห่วงแทบแย่" เสียงตื่นตระหนกได้ออกมาจากปากผู้ที่เป็นดั่งผู้ช่วยคนสนิท "เจ้าน่ะขี้กังวลเกินไปแล้ว จิวฝู" เสียงหวานเอ่ยก่อนจะเดินเข้าตำหนักไป "โถ่ องค์ชาย จู่ๆ ท่านก็หายไปจะมิให้ห่วงได้อย่างไรเล่า" องครักษ์คนเดิมยังคนบ่นผู้เป็นเจ้านายอยู่ ระหว่างนั้นก็ก้าวตามมู่เสวี่ยไป๋ไปด้วย "เอาน่าๆ ครั้งหน้าเราจะบอกเจ้าก่อนแล้วกัน" ร่างบางกล่าวก่อนจะเดินเข้าห้องนอนไป

 

ลับหลังร่างบาง เสียงของจิวฝูก็ดังขึ้น "เห้อ เมื่อครั้งก่อนท่านก็กล่าวเช่นนี้" องครักษ์คนสนิทบ่นกระปอดกระแปดก่อนจะเรียกให้ขันทีเข้าไปปรนนิบัติองค์ชาย

 

ทางฝั่งมู่เสวี่ยไป๋ที่อยู่ในห้องนั้น เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเหล่าขันทีก็ได้เข้ามาในห้องเพื่อตระเตรียมสถานที่อาบน้ำให้แก่เขา น้ำร้อนอุณหภูมิพอเหมาะที่ได้เตรียมไว้ กลีบดอกไม้นานาพรรณส่งกลิ่นหอม มู่เสวี่ยไป๋ค่อยๆ ก้าวขาลงบนอ่างน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่อย่างช้า ก่อนจะทิ้งตัวลง ปล่อยวางสิ่งทุกสิ่งที่แบกรับ น้ำร้อนอุณหภูมิพอเหมาะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ส่วนกลิ่นหอมของดอกไม้ช่วยคลายมีความเครียดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน จะมีอะไรดีกว่าการได้แช่น้ำอุ่น ในวันที่เหนื่อยล้าล่ะ

 

แช่น้ำไม่นาน มู่เสวี่ยไป๋ก็ลุยขึ้นจากน้ำ เอ่ยปากเรียกขันทีมาปรนนิบัติตน เมื่อเห็นขันทีที่เข้ามาในห้องอาบน้ำ ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เสี่ยวไป๋จื่อ [2] ไปไหนกันนะ เสี่ยวไป๋จื่อนั้นคือขันทีประจำกายขององค์ชายแปดอย่างมู่เสวี่ยไป๋ แท้จริงนั้นมู่เสวี่ยไป๋นั้นรู้สึกสงสัยมาตั้งแต่ที่จิวฝูออกมารับเขาแต่เพียงลำพังแล้ว

 

ขันทีน้อยได้กล่าวแก่เขาว่า 'เมื่อไม่กี่ชั่วยามในขณะที่องค์ชายไม่อยู่ องค์ฮองเฮาได้เสด็จมาที่นี่พร้อมทั้งได้นำตัวของเสี่ยวไป๋จื่อไป' เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างบางก็ถึงกับร้องอ๋อขึ้นมา นี่เสี่ยวไป๋จื่อไปอยู่กับเสด็จแม่ข้าอีกแล้วเหรอเนี่ย

 

คิดไปคิดมา ขันทีน้อยก็ได้ปรนนิบัติแต่งกายให้เขาเสร็จแล้ว จึงได้ไล่ให้ขันทีน้อยคนนั้นไปนอนเสีย ส่วนตัวเขานั้นก็จะนอนแล้วเช่นกัน ร่างบางในชุดสีขาวสำหรับนอนได้เอนตัวลงบนเตียงนุ่มนิ่มของตน ก่อนจะผลอยหลับไป ก็ได้มีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาอยู่ในความคิดของมู่เสวี่ยไป๋

 

'ผ่านไปอีกวันหนึ่งแล้วสินะ เหนื่อยชะมัดเลย เห้อ! '

 

[1] เกอ หมายถึง ผู้ที่มีร่างกายภายนอกเป็นผู้ชาย แต่กลับตั้งครรภ์ได้ไม่ต่างกับผู้หญิง

 

[2] เสี่ยวไป๋จื่อ ในการเรียกชื่อขันที มักใช้คำว่าเสี่ยวนำหน้าตามด้วยชื่อสกุลแล้วลงท้ายด้วยคำว่าจื่อ

 

----

 

ไรท์กลับมาแล้วค่ะ จบไปแล้วนะคะสำหรับตอนแรกของการรีไรท์ อาจจะมีการเปลี่ยนภาษาอะไรบ้าง แต่ไรท์จะพัฒนาฝีมือการเขียนไปเรื่อยๆ นะคะ ใครที่เคยอ่านก่อนรีไรท์ ไรท์ก็อยากให้ลืมทั้งหมดนั่นไปก่อนค่ะ เพราะอาจจะมีการเปลี่ยนเนื้อเรื่อง และวิธีการดำเนินเรื่องค่ะ แต่รวมๆ ก็ยังคงโครงเรื่องหลักไว้เหมือนเดิม ส่วนตอนเก่าก่อนรีไรท์ ไรท์จะเปิดไว้ให้อ่านก่อนที่ไรท์จะรีไรท์ได้ครบสามตอนนะคะ

 

ขอบคุณที่อ่านนะคะ ติชมกันได้เช่นเคยค่ะ 🙇♀️🙇♂️

ความคิดเห็น