ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก

ชื่อตอน : เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก

คำค้น : ความรัก พญานาค นิลกาฬนาคราช กัญญาวดีนาคี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 547

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 05 เม.ย. 2564 16:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก
แบบอักษร

เหมือนคนหลงทางพบคนรู้จัก 

  

รถยนต์ของธามแล่นมาจอดตรงริมถนนข้างทางเท้าที่สามารถจอดรับหรือส่งคนได้ ชายหนุ่มหันมามองน้องสาวที่กำลังปลดสายคาดนิรภัยออก ก่อนจะถามย้ำอีกครั้งว่าจะให้เขากลับมารับหลังจากอีกฝ่ายเสร็จธุระแล้ว หรือไม่

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ธามไปทำงานเถอะ เดี๋ยวขากลับขวัญโบกรถสองแถวกลับก็ได้ เมื่อวานขวัญถามน้าสาแล้ว น้าสาบอกว่ามีรถสองแถวผ่านปากทางหน้าปากซอยบ้านเราด้วย แต่ว่าจะมีชั่วโมงละคัน เดี๋ยวขวัญกลับรถสองแถวเองจากนั้นก็นั่งวินมอเตอร์ไซต์จากหน้าปากซอยเข้าบ้านเราต่อก็ได้ค่ะ”

ขวัญวารีสอบถามเส้นทางจากน้าสาวจนเข้าใจดีแล้ว จึงไม่อยากรบกวนเวลาการทำงานของพี่ชายให้ต้องมาห่วงพะวงจนเกินไปนัก

“รถสองแถวมันแออัดและก็ช้าด้วย บางครั้งก็ออกไม่ตรงเวลาหรอกนะ บางคันต้องรอจนกว่าจะมีคนเต็มรถนั่นล่ะ จะมาเอาแน่เอานอนอะไรกับรถโดยสารต่างจังหวัดกันล่ะยัยขวัญ แล้ววินเตอร์ไซต์ก็ผู้ชายทั้งนั้น เราเป็นคนต่างถิ่นแถมยังเป็นผู้หญิงสวยอีกด้วย พี่เป็นห่วงความปลอดภัยของเรานะ เอาอย่างนี้เสร็จธุระเมื่อไหร่ก็โทรบอกพี่ด้วยล่ะ เดี๋ยวจะกลับมารับไปส่งบ้าน ห้ามกลับคนเดียวเด็ดขาด โอเคไหม?”

ผู้เป็นพี่ชายกล่าวให้เหตุผล ทว่าลงท้ายประโยคด้วยคำสั่งกลายๆ ไม่ให้น้องสาวหนีกลับเองโดยเด็ดขาด หากแต่ในใจนั้นคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ เมื่อน้องสาวรับปากและลงจากรถไปแล้ว ชายหนุ่มจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะกดส่งข้อความไปหาใครบางคนเพื่อนัดแนะบางอย่างจนเรียบร้อย จากนั้นจึงออกรถไปจากสถานที่แห่งนั้นด้วยสีหน้าสมใจ และวางใจในความปลอดภัยของน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา

หญิงสาวร่างระหงในชุดกางเกงขายาวเอวสูงพิมลายสก๊อตขาวดำ และคลุมโทนด้วยเสื้อยืดสีดำกับรองเท้าผ้าใบสีขาวคู่โปรด ตกแต่งใบหน้าด้วยเครื่องสำอางบางเบา แม้จะปกปิดดวงตาจากแสงแดดยามสายด้วยแว่นตากันแดดอันโตดีไซน์เก๋ เพียงเท่านี้หญิงสาวก็โดดเด่นเรียกสายตาของคนรอบข้างให้หันกลับมามองซ้ำอีกครั้งและอีกครั้งได้มากมาย 

อาจเพราะเป็นคนแปลกหน้าต่างถิ่น หรืออาจเพราะการแต่งตัวที่ออกมาดูดีก็ตาม แม้จะเป็นเสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป ทว่าโดยรวมแล้วต้องยอมรับว่าขวัญวารีนั้นเป็นผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกภาพที่ดึงดูดสายตาผู้คน หรือเรียกว่ามีเสน่ห์นั่นเอง

“อืม…น่าจะร้านนี้ล่ะ”

เรียวขาเพรียวก้าวเดินมาเรื่อยๆ เลี้ยวจากตึกเมื่อครู่ที่มีธนาคารแห่งหนึ่งก็พบร้านจำหน่ายผ้าไทยที่พชรส่งโลเกชั่นให้ ซึ่งหญิงสาวก็ได้อึ้งไปด้วยไม่คิดว่าจะเป็นร้านที่ใหญ่โตเพียงนี้ เรียกได้ว่าเป็นร้านผ้าที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอนี้ก็ว่าได้

“ร้านพรรณราย…ยินดีต้อนรับค่ะ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าต้องการผ้าชนิดไหนคะ”

พนักงานสาวหน้าตาดีที่ประจำอยู่ด้านหน้าร้านกล่าวต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและสุภาพ การแต่งกายของคนในร้านล้วนเป็นชุดผ้าไทยสวยงามสีเดียวกันทั้งหมด มีป้ายชื่อกรอบไม้สลักเป็นลายกระหนกเล็กๆ ติดบริเวณอกด้านซ้ายของทุกคน ขวัญวารีค่อนข้างชื่นชอบชุดยูนิฟอร์มของร้านนี้ไม่น้อย ดูเข้ากันกับสินค้าที่จำหน่ายเป็นอย่างมาก ทั้งบรรยายกาศภายในร้านมีการเปิดเสียงดนตรีไทยคลอเบาๆ เสริมให้ดูมีมนต์เสน่ห์ยิ่งขึ้นไปอีก ร้านนี้นอกจากผ้าไทยแล้วยังมีเครื่องประดับลวดลายแบบไทยจัดวางจำหน่ายอีกด้วย

“เอ่อ…ขอเดินดูผ้าด้านนั้นก่อนสักครู่นะคะ พอดียังไม่ได้ตัดสินใจเลยค่ะ”

เสียงหวานใสกล่าวยิ้มให้กับพนักงานสาวอย่างสุภาพและเป็นกันเอง ขวัญวารีตั้งใจจะเดินไปดูผ้าไหมสวยๆที่จัดวางอยู่มุมตรงข้าม หากแต่เมื่อเดินผ่านมุมเครื่องประดับสายตากลับสะดุดเข้ากับปิ่นปักผมอันหนึ่งอย่างบังเอิญ

หญิงสาวเพ่งมองด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ด้วยจดจำได้ว่ามันคือแบบเดียวกับที่เห็นในนิมิตฝันยามนิทราของค่ำคืนที่ผ่านมา ปิ่นปักผมเงินประดับมุกที่องค์นิลกาฬนาคราชทรงมอบมันให้กับพระนางกัญญาวดีนาคีนั่นเอง 

ทว่าปิ่นปักผมอันนี้ จะใช่อันเดียวกันกับที่อยู่ในห้วงฝันของหญิงสาวหรือไม่นั้น ก็สุดจะรู้ได้…

“ปิ่นปักผมนั่น…โอ๊ะ!!”

เมื่อตั้งใจจะหยิบมันขึ้นมาดู ทว่ากลับรู้สึกเจ็บแปลบที่บริเวณอกด้านขวาพลอยทำให้เริ่มหายใจติดขัด รู้สึกแน่นหน้าอกไปหมด หญิงสาวสาวยกมือขึ้นกุมอกขวาเอาไว้พยายามสูดหายใจเข้าออกช้าๆ หากแต่ในเวลานั้นในหัวกลับมีภาพเหตุการณ์บางอย่างปรากฎขึ้นรวดเร็วจนไม่อาจจับใจความได้ หากแต่ภาพสุดท้ายที่เห็นกลับเป็นสตรีนางหนึ่งที่หญิงสาวไม่อาจมองวงหน้าได้ชัดเจนนอนฟุบโดยรอบมีโลหิตสีแดงฉานใหลซึมออกมาจากกายนั้น ขวัญวารีพลันรู้สึกวิงเวียนศีรษะและหน้ามืดขึ้นมาอย่างกะทันหัน มือเรียวรีบคว้าเอาบางสิ่งบางอย่างรอบกายนั้นไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ให้ร่างกายล้มลงไปกระแทกพื้น

“เจ้าวดี…น้องหญิงของพี่ ยอดรักของพี่ ในที่สุดเจ้าก็กลับมาหาพี่เสียที”

เสียงทุ้มดังอยู่ข้างหูของหญิงสาว ฟังดูแล้ว ช่างอบอุ่นในหัวใจไม่น้อย สำหรับขวัญวารีนั้นเมื่อได้ฟังน้ำเสียงเอื่อยนี้เปรียบเหมือนได้น้ำทิพย์เย็นฉ่ำชโลมล้างความเจ็บปวดและอึดอัดในใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ อาการวิงเวียนหน้ามืดเมื่อครู่ พลันหายไปได้อย่างชะงัดนัก

เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาจึงรู้สึกได้ถึงอ้อมแขนของคนผู้หนึ่งที่โอบอุ้มร่างกายของหญิงสาวเอาไว้แนบอก หากเมื่อเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงงกลับเป็นหญิงสาวที่อึ้งตะลึงงันยิ่งกว่าเดิม เพราะวงหน้าของชายหนุ่มที่กำลังโอบอุ้มหญิงสาวในเวลานี้ ช่างเหมือนกับ…เขาคนนั้น คนที่อยู่ในความฝันของขวัญวารีในทุกค่ำคืน

“คุณ?”

หญิงสาวเอ่ยได้เพียงเท่านั้น เพราะมีเสียงอื่นแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เชิญทางนี้เลยค่ะ”

เสียงของพนักงานสาวที่เดินนำชายหนุ่มมายังโซฟารับรองลูกค้าอย่างร้อนใจ ด้วยกำลังกังวลถึงอาการของลูกค้าสาวที่อยู่ดีดีก็มีอาการทรุดอยู่ข้างๆ ตู้วางเครื่องประดับและมีทีท่าจะหมดสติ หากแต่ได้ลูกค้าหนุ่มที่พนักงานสาวก็ยังงุนงงอยู่ว่าเข้ามาในร้านตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่ถือเป็นโชคดีที่อีกฝ่ายรับร่างของลูกค้าสาวคนนี้เอาไว้ได้ทันท่วงทีไม่ให้ล้มลงไปที่พื้น

จากนั้นเมื่อเขาวางหญิงสาวลงบนโซฟา พนักงานสองคนก็รีบเข้ามาดูแลอาการของขวัญวารีพลางซักถามอย่างห่วงใย ยื่นทั้งยาดมและน้ำดื่มมาให้จนหญิงสาวต้องบอกว่าอาการดีขึ้นแล้วนั่นล่ะ จึงคลายความวิตกลงได้

“เกิดอะไรขึ้น!”

พชรที่เพิ่งเดินออกมาจากทางด้านหลังร้านเอ่ยถามขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเอะอะจากทางหน้าร้าน หากแต่เมื่อมองเห็นหญิงสาวที่เป็นน้องสาวของเพื่อนสนิท ทั้งยังเป็นหญิงสาวที่ตนเองหมายตาหมายใจอยู่นั้น นั่งบนโซฟาและมีใบหน้าซีดเล็กน้อยก็พลันร้อนใจขึ้นมา 

เขาถลาเข้ามาหาอีกฝ่ายอย่างลืมตัว หากแต่ติดที่ชายหนุ่มอีกคนยืนขวางเอาไว้ไม่ยอมขยับให้เดินเข้าไปได้อย่างสะดวก เขามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าขุ่นมัวหากแต่ก็ต้องระงับจิตใจและความรู้สึกเอาไว้ นึกไม่ชอบสายตาและสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้น ดูถือตัวและแฝงด้วยความรู้สึกประหลาดต่อผู้พบเห็น จะว่าหยิ่งยโสก็ไม่ใช่ แต่โดยรวมแล้วกลับให้ความรู้สึกว่ามีอำนาจลึกลับ…และสูงศักดิ์ อย่างหลังนี้เขาอาจคิดไปเองก็ได้ ชายหนุ่มหลุบตามองเมินอีกฝ่าย และอ้อมไปหาหญิงสาวอีกด้านหนึ่งแทน

“พี่พอร์ช”

“น้องขวัญ เป็นอะไรไปครับ ทำไมสีหน้าไม่ดีเลย”

ร่างสูงเลือกนั่งลงข้างกายหญิงสาวบนโซฟายาวตัวเดียวกัน และถามไถ่อาการของขวัญวารีอย่างห่วงใย ทั้งถือวิสาสะจับมือของหญิงสาวเอาไว้ เพื่อตรวจดูว่าอุณหภูมิร่างกายนั้นเป็นอย่างไร 

“ขวัญรู้สึกวิงเวียนและเหมือนจะหน้ามืดค่ะ แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”

หญิงสาวไม่ได้เอ่ยถึงอาการอึดอัดและเจ็บแปลบที่อก ไหนจะภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัวอีกเล่า พูดไปแล้วใครจะเชื่อกันล่ะ

“งั้น พี่ว่าน้องขวัญไปให้หมอที่โรงพยาบาลตรวจอาการดูหน่อยจะดีกว่าไหมครับ พี่ไม่ค่อยสบายใจเลย”

“ไม่เป็นไร ขวัญดีขึ้นมากแล้วค่ะ คิดว่าเป็นเพราะก่อนเข้ามาเดินตากแดดนานไปสักหน่อย อากาศเริ่มร้อนแล้วด้วย พอมาเจอแอร์เย็นๆในที่ร่มแบบนี้ก็เลยหน้ามืด ขวัญไม่เป็นไรแล้วจริงๆ พี่พอร์ชอย่าไปบอกพี่ธามกับคุณยายนะคะ ขวัญไม่อยากให้คนที่บ้านเป็นห่วง”

“ไม่เป็นอะไรแล้วแน่นะ พี่ตกใจหมดเลย”

“ไม่เป็นไรแล้วจริงๆค่ะ ยังดีที่คุณคนนี้ช่วยขวัญเอาไว้ก็เลยไม่ล้มลงไปบนพื้น…ขอบคุณนะคะที่ช่วยขวัญเอาไว้”

ประโยคหลังหญิงสาวหันกลับไปพูดขอบคุณผู้ชายคนนั้นที่ช่วยไม่ให้หญิงสาวต้องล้มลงไป เมื่อหันไปก็สบเข้ากับสายตาคมปราบที่ทอดมองหญิงสาวอยู่ก่อนหน้า ทั้งแววตานิ่งนั้นเสมือนมีประกายตาวาววับแปลกๆ พลันทำให้หญิงสาวต้องดึงมือที่พชรกอบกุมอยู่นั้นออกโดยพลัน ไยต้องรู้สึกเหมือนกำลังถูกชายผู้คนนั้นดุชอบกล หญิงสาวไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย

“นิลปาล…ผมชื่อนิลปาล วงศ์กัณหา”

ชายหนุ่มแนะนำตัวเองให้ทุกคนรู้จัก

“ค่ะ…ขอบคุณคุณนิลปาลอีกครั้งนะคะ ที่ช่วยขวัญเอาไว้”

หญิงสาวทอดสายตาประสานกับชายตรงหน้าตาแป๋ว พินิจอย่างถี่ถ้วนแล้ว…ราวกับคนคนเดียวกัน แต่จะใช่แน่หรือ? ชายในความฝันกับชายที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าหญิงสาวในเวลานี้ คือมนุษย์ในความเป็นจริงมีเลือดมีเนื้อ เรือนกายอบอุ่นและอ้อมแขนแกร่งนั้นยังคล้ายตราตรึงอยู่ที่ผิวกายของหญิงสาวยามที่ได้สัมผัสเมื่อครู่ และถึงแม้จะมีชื่อเสียงเรียงนามใกล้เคียงกัน หากแต่ขวัญวารีก็ยังไม่อาจทึกทักและสรุปเอาเองได้ว่าเป็นคนเดียวกัน

“ไม่เป็นไร พี่ยินดีช่วยเจ้า…เอ่อ คุณขวัญ อยู่แล้ว”

ชายหนุ่มเอ่ยบอก สายตาดูผ่อนคลายมากขึ้น ไม่ได้จ้องมองเขม็งในตอนแรกคล้ายกับว่ากำลังไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่

“เอาอย่างนี้นะครับ เป็นการขอบคุณที่คุณช่วยน้องขวัญของผมเอาไว้ ผมยินดีลดราคาให้คุณเป็นพิเศษ 20 เปอร์เซ็น เมื่อคุณซื้อสินค้าในร้านนี้ ไม่ว่าจะซื้อชิ้นใดก็ตาม สามารถแจ้งกับพนักงานภายในร้านได้เลย”

พชรเอ่ยขึ้นอย่างใจป้ำ หากแต่แท้จริงแล้วเขาเพียงต้องการกันท่าชายหนุ่มตรงหน้าเท่านั้น เขารู้สึกไม่ชอบสายตาของอีกฝ่ายเลย และดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อจิตใจของขวัญวารีอีกด้วย เหตุใดชายหนุ่มจะไม่รู้ว่าหญิงสาวดึงมือออกจากเขาก็เพราะสายตาของผู้ชายตรงหน้านี้ที่มองอยู่นั่นเอง จึงตีเนียนเอ่ยเรียก ‘น้องขวัญของผม’ ให้อีกฝ่ายได้รู้กลายๆว่าผู้หญิงคนนี้มีเขาจับจองเอาไว้แล้ว และไหนจะการที่อีกฝ่ายแทนตัวเองว่าพี่อีกล่ะ ผู้ชายด้วยกันย่อมมีเซนส์อยู่แล้ว

“ผมไม่ได้ช่วยใครเพราะหวังสิ่งตอบแทน คุณไม่ต้องลดราคาอะไรให้ผมหรอก”

“เอ่อ…งั้น ผมจะให้พนักงานดูแลและคำแนะนำคุณเป็นพิเศษก็แล้วกันนะครับ”

พชรหน้าตึง หากแต่ก็ไม่อยากเซ้าซี้อะไรอีกฝ่าย หรือจะให้ดีเขาแค่อยากพาหญิงสาวออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุดเท่านั้นเอง เขาหันไปพยักหน้าสั่งการให้พนักงานของร้านดูแลลูกค้าที่ชื่อนิลปาลเป็นอย่างดี ก่อนจะพาหญิงสาวปลีกตัวออกมาดูในผ้าไหมที่เขาคัดเลือกเอาไว้ต่างหากด้านหลังร้าน 

“ขวัญก็ควรจะเอะใจแต่แรกแล้วนะคะ ว่าพี่พอร์ชต้องเกี่ยวข้องกับร้านนี้แน่ๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นลูกชายของเจ้าของร้านเองแบบนี้”

“ถ้าพี่บอกแต่แรก ขวัญก็อาจเกรงใจและไม่มาที่ร้านนี้น่ะสิ…นี่พี่ให้คัดผืนที่สวยที่สุดเอาไว้ให้เราเลือกหลายผืนเลยนะ”

“สวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ แต่ราคาคงสูงเช่นกัน”

หญิงสาวทำหน้าครุ่นคิด ถึงจะไม่เดือดร้อนเรื่องเงินก็ตามแต่การจะซื้อสิ่งใดในราคาที่สูงเกินไปก็ต้องคิดแล้วคิดอีกเช่นกัน เพราะเงินเก็บของขวัญวารีก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น ราคาผ้าไหมผืนงามลวดลายถักทอซับซ้อนตรงหน้าคาดคะเนดูแล้วนั้นหลักหมื่นขึ้นไปแน่นอน

“พี่คิดในราคาพิเศษอยู่แล้ว น้องขวัญชอบผืนไหนก็เลือกเลยครับ”

“ขวัญยิ่งเกรงใจค่ะ ต่อให้ลดราคาแล้วก็คงจะแพงอยู่ดี อีกอย่างขายของก็ต้องมีกำไรด้วย พี่พอร์ชลดให้ขวัญแบบนี้จะดีเหรอคะ”

“งั้น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พี่ช่วยน้องขวัญออกค่าผ้าไหมครึ่งหนึ่ง แต่ของขวัญชิ้นนี้จะเป็นของที่พี่กับน้องขวัญมอบให้กับคุณยาย ดีไหมครับ”

“แต่….”

ขวัญวารีตั้งท่าจะค้านในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด จะได้อย่างไรกัน ในเมื่อหญิงสาวตั้งใจจะซื้อให้คุณยายของตน และนายตำรวจหนุ่มตรงหน้าก็ไม่ได้นับว่าเป็นคนในครอบครัว จะให้เขามาช่วยหารครึ่งค่าของขวัญแบบนี้ได้อย่างไรกัน

“ไม่มีแต่ครับ พี่เองก็นับถือคุณยายวิภาเช่นกัน และอีกหน่อยถ้านายธามแต่งงานกับยัยแพรว ก็นับว่าคุณยายเป็นญาติผู้ใหญ่ของพี่เช่นกัน โอเคตามนี้นะครับน้องขวัญ”

ท้ายที่สุดขวัญวารีก็จำยอมตามที่พชรบอก เลือกได้ผ้าไหมสีเลือดหมูที่นำมาสวมเป็นผ้าถุงหนึ่งผืนสมใจหมาย หญิงสาวออกมารอด้านหน้าร้าน เพื่อรอพชรสั่งงานลูกน้องที่ด้านหลังร้านครู่หนึ่ง เนื่องจากธามก่อนหน้านั้นได้ส่งข้อความให้เพื่อนช่วยขับรถไปส่งน้องสาวของตนถึงที่บ้านนั่นเอง

ขวัญวารีกวาดสายตามองหาชายหนุ่มที่ชื่อนิลปาล กลับไม่เห็นอีกฝ่ายในร้านเสียแล้ว คิดว่าคงออกจากร้านไปสักพักแล้วนั่นล่ะ ในใจของหญิงสาวอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ หากแต่ก็ไม่รู้ว่าเสียดายอะไร มันโหวงในอกอย่างไรพิกล

หญิงสาวยังติดใจในปิ่นปักผมอันนั้นอยู่ดี จึงคิดจะซื้อมันเก็บไว้เพราะรู้สึกว่านั่นคือของของเธอ ทว่าเมื่อเดินไปดูมันกลับไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว ขวัญวารีหน้าเหวอ เพียงแค่ครู่เดียวกลับมีคนมาซื้อมันตัดหน้าไปแล้วหรือ

“ขอโทษนะคะ คือปิ่นเงินที่ประดับด้วยมุกที่วางอยู่ตรงนั้น มีคนมาซื้อไปแล้วหรือคะ หรือแค่ำไปวางมุมอื่น พอดีดิฉันสนใจอยากจะซื้อค่ะ”

ตรงไปสอบถามพนักงานที่ยืนอยู่ไม่ไกล ด้วยยังหวังว่าอาจจะยังคงอยู่เพียงแค่นำไปวางไว้ที่อื่นเท่านั้น

“อ๋อ…ปิ่นเงินอันนั้นมีคนซื้อไปแล้ว แปลกนะคะ ที่ร้านวางขายได้หลายปีแล้วก็ยังขายไม่ได้ อาจเพราะลวดลายเรียบง่ายเกินไป แต่พอมีคนสนใจจะซื้อก็กลับเป็นวันเดียวกันเสียได้”

“ค่ะ น่าเสียดายจัง”

ขวัญวารีหน้าเศร้า

“คุณผู้ชายที่ซื้อปิ่นอันนั้นไป ก็คือคุณนิลปาลที่ช่วยคุณขวัญเมื่อครู่นี้ไงคะ คุณเขาเพิ่งเดินออกจากร้านไปเมื่อกี้เองค่ะ อ้อ…เกือบลืมเลย เขาฝากกระดาษแผ่นนี้ให้คุณขวัญด้วยค่ะ”

พนักงานสาวกล่าวยิ้มๆ พลางยื่นกระดาษแผ่นเล็กที่เก็บตรงกระเป๋าเสื้อออกมายื่นให้ ก่อนจะเดินไปต้อนรับลูกค้าที่เพิ่งเข้าร้านมาอีกสามสี่คน

‘หากอยากได้ปิ่นนี้คืน พี่จะรอน้องอยู่ที่ริมบึงตรงสวนสาธารณะ’ 

อยากได้ปิ่นคืนอย่างนั้นเหรอ? เขารู้ได้อย่างไรกันว่าเราอยากได้ปิ่นนั้น…ขวัญวารีคิดสงสัยในใจ หากแต่ก็รีบเดินไปสอบถามพนักงานคนหนึ่งว่าแถวนี้มีสวนสาธารณะที่มีบึงอยู่บ้างหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่าอยู่ไม่ไกลก็รีบเดินออกไปในทันที

“คุณนิลปาล”

หญิงสาวเอ่ยเรียก เมื่อเห็นเขายืนอยู่มุมหนึ่งในสวนสาธารณะที่ค่อนข้างเงียบสงบ มันเป็นร่มไม้ใกล้กับบึงใหญ่ ห่างออกไปไม่ไกลมีคนเดินเล่นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ดูแล้วก็ปลอดภัยในระดับหนึ่งสำหรับการพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่เพิ่งจะรู้จัก จะว่าอย่างนั้นได้ไหมนะ แต่หญิงสาวกลับรู้สึกคุ้นเคยตรงหน้าอย่างประหลาด

ชายหนุ่มที่ยืนหันหลังให้หญิงสาวพลางทอดสายตามองไปยังเวิ้งน้ำใสเบื้องหน้า เขาหันกลับมาตามเสียงเรียกและส่งยิ้มอ่อนให้กับหญิงสาว

“อะไรที่เป็นน้อง มันก็คือน้อง พี่เก็บรักษามันไว้อย่างดี แม้ว่ามันจะทำให้พี่เจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นมันก็ตามที…”

“คุณ…พูดอะไรกัน ขวัญไม่เข้าใจค่ะ”

ไม่เข้าใจจริงหรือ…แต่ภาพสตรีนางนั้นที่นอนจมกองเลือดนั่นล่ะ คืออะไรกัน ขวัญวารีสับสน หากแต่ก็พยายามจะไม่เข้าใจ และไม่อาจยอมรับได้ว่าหญิงสาวเหมือนจะรู้สึกเจ็บปวดไปกับสตรีนางนั้นด้วย แม้จะมองไม่เห็นหน้าของอีกฝ่ายก็ตามที

กลัว…แต่ก็ไม่รู้ว่ากลัวสิ่งใด

เจ็บปวด ผิดหวัง เสียใจ…แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้กับใครได้

“อีกไม่นานน้องจะเข้าใจสิ่งที่พี่พูดทั้งหมด…ที่บอกว่าอะไรที่เคยเป็นของน้องนั้น พี่พูดถึงทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงหัวใจของพี่ด้วย มันมอบให้กับน้องหญิงกัญญาวดีแต่เพียงผู้เดียว ผู้เดียวเท่านั้น ไม่เคยมีหญิงใดในใจพี่นอกจากเจ้าเลย ไม่เลยสักครั้ง…เชื่อพี่เถิดนะ เจ้าวดี”

นิลปาล วงศ์กัณหา หรือก็องค์นิลกาฬนาคราชนั่นเอง ครานี้ทรงปรากฎกายในร่างมนุษย์ให้กับหญิงสาวตรงหน้าได้ประจักษ์ในตัวตนแท้จริงเป็นครั้งแรก ไม่ใช่แต่เพียงในภาพฝันหรือเพียงสุรเสียงโต้ตอบเช่นที่ผ่านมา

“คุณ…องค์นิลกาฬ จริงๆเหรอ?”

แม้นเคยนึกสงสัยในความฝัน หากแต่เมื่อพบเจอในความเป็นจริงตรงหน้า ขวัญวารีกลับพูดอะไรไม่ออก เพียงเอ่ยถามอะไรที่ฟังดูโง่เง่าออกไปเท่านั้นเอง

“พี่เอง…น้องหญิงวดี”

องค์นาคราชหนุ่มแย้มพระโอษฐ์อย่างนึกขำ เมื่อทอดพระเนตรมองสตรีที่ยืนมองพระองค์ตาปริบคล้ายกำลังเรียบเรียงความคิดว่านี่คือความฝันหรือความจริงกันแน่

ทรงเคลื่อนพระวรกายเข้าไปใกล้ พลางยื่นพระหัตถ์ออกไปปักปิ่นที่ถืออยู่นั้นลงบนกลุ่มผมที่ศีรษะของขวัญวารี ซึ่งมัดสูงและปล่อยเป็นหางม้ายาวสลวย เผยวงหน้าเกลี้ยงเกลา พระองค์ทรงจรดพระโอษฐ์ลงบนหน้าผากเนียนนั้นแผ่วเบาและเนิ่นนาน 

นานเหลือเกินแล้ว…ที่ทรงเฝ้าตามหาและรอคอยอย่างมีความหวังว่าจะได้พบเจอ มันทรมานและเจ็บปวดเหลือเกินสำหรับผู้ที่เฝ้ารอ หนึ่งวันดั่งหนึ่งปี หนึ่งปีนานนับร้อยปี 

“น้องขวัญคะ มาทำอะไรที่นี่ พี่ตามหาเสียทั่วเลย”

เสียงของพชรเรียกหญิงสาวที่ตกอยู่ในภวังค์ให้รู้สึกตัว หญิงสาวจดจำได้ถึงริมผีปากที่จรดลงบนหน้าผาก พวงแก้ม หรือแม้แต่…..

“คะ เจ้าพี่”

“เจ้าพี่อะไร…น้องขวัญหมายถึงใคร”

“ก็….”

ขวัญวารีเหลียวมองรอบกายกลับพบเพียงความว่างเปล่า ไร้เงาของนาคราชผู้นั้นเสียแล้ว ทอดสายตามองไปเบื้องหน้ามีเพียงคลื่นน้ำเวิ้งนั้นคล้ายดั่งมีคลื่นกระเพื่อมไหว ก็ได้แต่เจ็บใจและนึกเข่นเขี้ยวอีกฝ่าย 

หญิงสาวไม่สงสัยแล้วว่าที่พบเมื่อครู่นั้นคือฝันหรือความจริง เพราะปิ่นปักผมบนศีรษะของตนนั้นเป็นเครื่องยืนยันเป็นอย่างดีว่าไม่ได้คิดเพ้อเจ้อไปเอง

“ไม่มีอะไรค่ะ พี่พอร์ชรู้ได้อย่างไรว่าขวัญอยู่ที่นี่”

เอ่ยตัดบทและเปลี่ยนเรื่องทันที

“พนักงานในร้านบอกว่าขวัญถามถึงสวนสาธารณะแถวนี้ พี่ก็เลยคิดว่าต้องอยู่ที่นี่แน่”

“อ้อ…คือขวัญอึดอัดนิดหน่อยอยากออกมาสูดอากาศข้างนอกค่ะ ก็เลยถามพนักงานในร้านดูว่ามีสวนสาธารณะแถวนี้บ้างไหม”

หญิงสาวแก้ต่างออกไป

“น้องขวัญหน้าแดงแล้ว ตรงนี้แดดร้อน น้องขวัญเองก็ไม่ค่อยสบายด้วย พี่ว่าเรากลับกันเถอะครับ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”

พชรเอ่ยบอกท่าทีอ่อนโยนและห่วงใย ตีเนียนเอื้อมมือออกมาจับหญิงสาวช่วยพยุงอย่างหวังดี

‘ถ้าเจ้ายังให้มันแตะต้องกายอีกแม้เพียงนิด พี่ไม่รับรองความปลอดภัยของมันอย่างแน่นอน’ 

สุรเสียงเดิมดังขึ้นมาในโสตประสาทของหญิงสาวอีกครั้ง พลันทำให้ขวัญวารีรีบดึงมือออกจากการเกาะกุมของพชร และได้แต่ส่งยิ้มแหยให้อีกฝ่ายแทน 

“เอ่อ…ขวัญดีขึ้นแล้วค่ะ คงไม่รบกวนพี่พอร์ชช่วยพยุง ขวัญไม่อยากรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นคนป่วย”

แถ…หญิงสาวหาทางออกให้กับตัวเอง ซึ่งเหตุผลที่เอ่ยบอกกับพชรก็ไม่ถือว่าหญิงสาวโกหกอะไรด้วยเป็นความจริงในใจกึ่งหนึ่ง หากแต่ประเด็นหลักนั้น ก็ห่วงใยในสวัสดิภาพของชายหนุ่มตรงหน้านั่นล่ะ

พชรเพียงยิ้มเจื่อน หากในใจรู้สึกผิดหวังไม่น้อย เพราะปฏิกิริยาตอบกลับของขวัญวารีนั้น ดูจะถอยห่างจากเขาเรื่อยๆ

…………………………………………

ผู้เขียน :  

พี่พอร์ชอย่าน๊าาาา อย่าหือกับนาคนักรบ 

ขอเตือนว่าบทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็พังราบเป็นหน้ากลองเด้อ

ของของใคร ของใครก็ห่วง…

ของใคร ใครก็ต้องหวงงงงแหละ ดูออก 555+

ปล. เรื่องนี้จะดำเนินเรื่องราวสลับภพอดีตกับปัจจุบันคู่กันนะคะ ภพอดีตจะผ่านทางนิมิตฝันยามค่ำคืนของขวัญวารี ทุกคนจะค่อยๆรู้เรื่องราวในอดีตไปพร้อมกันกับขวัญวารี หากงงตรงไหนสามารถสอบถามพูดคุยกันได้ หรือย้อนกลับไปอ่านตอนเดิมก่อนนั้นก็ได้ค่ะ

หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับการอ่านเรื่องราวความรักขององค์นิลกาฬกับกัญญาวดีนาคีนะคะ

#องค์นิลกาฬนาคราช #กัญญาวดีนาคี

#ตระกูลกัณหาโคตมะ #ตระกูลวิรูปักษ์

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว