ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : นาคเกี้ยว (2)

คำค้น : ความรัก พญานาค นิลกาฬนาคราช กัญญาวดีนาคี

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 209

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2564 08:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
นาคเกี้ยว (2)
แบบอักษร

นาคเกี้ยว (2) 

 

องค์นิลกาฬนาคราชทอดพระเนตรนางนาคีพี่เลี้ยงที่เอ่ยกลับลำกลางคันอย่างนึกขำ นางคงจะยุ่งยากใจไม่น้อยที่ต้องคอยดูแลพระราชธิดาแสนซน ด้วยไม่ได้สงบเสงี่ยมเรียบร้อยเป็นกุลสตรีอ่อนหวานอยู่เพียงในเวียงวังดั่งพระธิดาองค์อื่น ทว่าหากน้องหญิงของพระองค์ไม่คิดสนุกหนีออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่ยังป่าหิมพานต์ในวันนั้น ไฉนเลยจะได้พบเจอกับนางผู้เป็นดั่งดวงหฤทัยของพระองค์ในเพลานี้กันเล่า

หาก มิใช่…เพราะมีบุพเพสันนิวาสต่อกัน ไยจึงได้หลงรักนางตั้งแต่แรกพบทีเดียว

หาก มิใช่…เพราะเป็นเนื้อคู่แท้สร้างสมบารมีร่วมกันมา ด้วยฤทธิ์เดชแห่งนาควิรูปักษ์ พระองค์ก็ไม่อาจจับต้องกายนางได้ หากนางมิยินยอม 

ทว่าภายในถ้ำนางเกรี้ยวกราดใส่พระองค์ถึงเพียงนั้น กลับสร้างบาดแผลได้เพียงฉกกัดเล็กน้อย กระนั้นองค์นิลกาฬนาคราชก็ยังแตะต้องรัดรึงนางเอาไว้ในอ้อมพระพาหาอยู่เป็นนาน

“ให้ถือเสียว่าเป็นการชดเชยที่ข้าชนเจ้าเมื่อครู่ดีหรือไม่”

ทรงกล่าวกับนางนาคีน้อยที่ยืนนิ่ง แต่มีหรือที่พระองค์จะไม่รู้ว่านางลอบพินิจพิจารณาพระองค์อยู่อย่างถี่ถ้วน นึกรู้ว่านางคงจะเริ่มคุ้นหน้าพระองค์ขึ้นมาบ้างกระมัง 

อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อไรที่นางจะจดจำพระองค์ได้กันหนอ ผิดกับฝ่ายที่ตกลงไปในบ่วงเสน่หาก่อนนั้น ย่อมจดจำได้ไม่ลืมเลือน ไม่ว่านาคีผู้เป็นที่รักจะอยู่ในอาภรณ์หรือรูปลักษณ์ใดก็ตาม

“แต่เดิมข้าก็มิได้ติดใจเอาความอะไร อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ท่านมิได้มีตาหลังนี่จะได้ล่วงรู้ว่ามีผู้ใดเดินอยู่บ้าง”

“ใช่ เป็นอย่างที่กล่าวนั่นล่ะ”

นาคราชหนุ่มส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ทั้งเออออไปกับนางในทุกเรื่อง จริงอยู่ที่พระองค์ไม่มีดวงตาด้านหลัง แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้หัวใจมองล่ะก็ แน่นอนว่าจะต้องมองเห็นนางได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเลยทีเดียว

ดวงเนตรหวานลอบพิจารณาอาภรณ์ที่อีกฝ่ายสวมใส่ ลวดลายผ้าเช่นนี้ไม่ค่อยคุ้นตา หากแต่เป็นแพรพรรณอย่างดีบ่งบอกว่าผู้สวมใส่ย่อมมีฐานะพอสมควร

“ท่านเป็นนาคาเมืองใดกัน”

เอ่ยถามเช่นนี้ เพราะเมื่อครู่นางจดจำได้ว่าอีกฝ่ายบอกกับฤทธิ์นาคาว่ามิใช่ชาวนพรัตน์บาดาลนั่นเอง

“ข้ามาจาก…จันทรบาดาล”

กล่าวช้าอย่างชัดถ้อยชัดคำคล้ายต้องการตอกย้ำไปยังจิตใจของนาง ให้หวนรำลึกนึกถึงพระองค์บ้าง ผ่านไปเพียงไม่กี่เพลา ไยจึงลืมกันได้ง่ายดายเชียวหนอ 

จันทรบาดาล…คำนี้ทำให้ห้วงลมหายใจของนางนาคีแรกรุ่นสะดุดเล็กน้อย ด้วยว่ามีชะนักปักหลังอยู่กับนาคาจากเมืองกัณหาโคตมะนั่นเอง หลายวันนี้มีผู้เอ่ยถึงเมืองจันทรบาดาลบ่อยครั้ง พลันทำให้ฤทัยของพระราชธิดากัญญาวดีนาคีพลอยตุ้มๆต่อมๆ อย่างไรพิกล

ไหนจะแววตาของนาคาตรงหน้าที่มองนางแล้วนั้น เจือแววตัดพ้อน้อยๆ ทำให้รู้สึกคุ้นนัก คุ้นอย่างประหลาด กัญญาวดีนาคีเผลอสบสายตากับนาคาหนุ่ม ใจนึกสงสัยสมองจึงเค้นความคิดและความทรงจำที่ผ่านมา ก่อนจะค่อยเห็นภาพนาคาผู้หนึ่งในความทรงจำซ้อนทับกับนาคาหนุ่มตรงหน้า จะว่าไปหากนาคาผู้นั้น ไร้หนวดเคราก็คงจะมีวงหน้าประมาณนี้กระมัง

ประมาณนี้?

ใช่สิ…ประมาณนี้ นาคาผู้นี้ 

ใช่แน่…นาคาผู้นั้น กำลังยืนอยู่ตรงหน้านางในตอนนี้ ไม่ผิดแน่นอน!

ดวงเนตรเบิกกว้างอย่างตกตะลึง ในตอนนี้กัญญาวดีนาคีคิดออกแล้วว่าเหตุใดจึงคุ้นหน้านาคาผู้นี้นัก ที่แท้ก็คู่กรณีของนางอย่างไรเล่า พระราชธิดาแห่งนพรัตน์บาดาลประทับยืนอึ้ง

“จันทรบาดาลอย่างนั้นหรือ…อีกไม่กี่เพลาก็จะมีขบวนเสด็จของพญาศรีสินธ์ุนาคราชและองค์รัชทายาทเสด็จมายังนพรัตน์เช่นกัน”

น้ำทิพย์นาคีเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่รู้ความนัยใด ระหว่างพระราชธิดาของตนกับนาคาหนุ่มตรงหน้า 

“พี่ทิพย์กลับเถิด กลับเดี๋ยวนี้เลย”

พระราชธิดาเลิกกดเสียงทุ้มต่ำเลียนแบบนาคา ด้วยตระหนักดีว่าอีกฝ่ายคงรู้แจ้งและจดจำนางได้แต่แรกแล้ว จึงได้เฝ้าติดตามนางอยู่เช่นนี้ หัตถ์นวลคว้าแขนพระพี่เลี้ยงสาวและรีบลากให้เดินกลับโดยไว หากอีกฝ่ายยังมีท่าทีงุนงงและชักช้าไม่ทันใจนางเอาเสียเลย

องค์รัชทายาทหนุ่มรีบเดินไปขวางทางนางนาคีเอาไว้โดยพลัน กล่าววาจาคล้ายตัดพ้อ ทว่าแววเนตรคมกลับมีประกายวิบวับ ในที่สุดนางก็จดจำพระองค์ได้เสียที

“อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่ ไยน้องหญิงจึงใจร้ายหลบหน้าพี่กันเล่า อยู่สนทนากันสักครู่มิได้หรือไร”

“ใครอยากสนทนากับท่านกันเล่า”

กัญญาวดีนาคีกล่าวพลางเสมองไปด้านอื่น เก็บซ่อนอาการใจเต้นแปลกๆ ยามที่จดจำได้ว่านาคาตรงหน้านี้คือผู้ใด 

เขา…ที่เอ่ยนามของตนให้นางได้รับรู้ นิลกาฬนาคราช

“พี่ก็ไม่ได้อยากสนทนากับใครนี่ แค่อยากสนทนากับน้อง…เพียงผู้เดียวเท่านั้น”

นาคราชหนุ่มทรงกล่าวเล่นลิ้นหยอกเย้านาคีสาว หากแต่เป็นความจริงในใจของพระองค์อย่างที่สุด

สมุทรนาคาถึงกับกลั้นยิ้มด้วยเพิ่งเคยเห็นลีลาการเกี้ยวพาราสีขององค์รัชทายาทหนุ่มเป็นครั้งแรก นับว่าไม่ง่ายเลยที่จะได้เห็นท่าทีและถ้อยคำเช่นนี้ของนาคราชหนุ่มผู้มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในถ้ำกลางหิมพานต์เสียเป็นเวลานาน

แตกต่างจากน้ำทิพย์นาคีที่งุนงงหนักยิ่งกว่าเดิม เหตุใดนาคาผู้นี้จึงกล่าววาจาดั่งเคยพบหรือรู้จักกับพระราชธิดามาก่อน แต่หากเป็นเช่นนั้นนางผู้เป็นพระพี่เลี้ยงคอยถวายงานดูแลข้างกายพระราชธิดามาตลอดย่อมต้องเคยพบเจอหรือรู้จักนาคาผู้นี้บ้างสิ ทว่านางไม่อาจจดจำนาคาตรงหน้าได้เลยสักนิด และยังคำพูดประหนึ่งเกี้ยวพาราสีอีกเล่า แน่นอนว่านาคาผู้นี้คงดูออกว่าพระราชธิดาเป็นนาคีมิใช่นาคา คงคิดจะถือโอกาสเกี้ยวพาราสีกระมัง

“สัจจะแห่งนิลกาฬ…พี่มาเยือนนพรัตน์ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อสู่ขอเจ้าจากองค์ภุชงค์นาคราช”

ทรงกล่าวพลางขยับพระวรกายเข้าใกล้นางเล็กน้อย ทว่าอีกฝ่ายกลับถอยห่างพระองค์ เป็นเช่นนั้นจึงเอื้อมหัตถ์หมายจะคว้าข้อมือน้อยเอาไว้ เพียงตรึงมิให้นางหลีกหนีพระองค์ไปไหน 

“บังอาจ! กล้าดีอย่างไรมากล่าววาจาถือดีเยี่ยงนี้ต่อพระราชธิดา มิกลัวหัวหลุดจากบ่าหรืออย่างไร”

น้ำทิพย์นาคีปัดมือของนาคาตรงหน้าออกอย่างแรงก่อนที่อีกฝ่ายจะเอื้อมถึงพระวรกายของพระราชธิดา หรือนางจะมองนาคาตรงหน้าผิดไป แท้จริงก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเจ้าฤทธิ์นาคาเลยสักนิด

“ข้าว่าเจ้าเงียบสักครู่เถิด นาคาที่ประทับยืนอยู่เบื้องหน้าเจ้าในตอนนี้คือองค์รัชทายาทแห่งจันทรบาดาล นามว่าองค์นิลกาฬนาคราช เช่นนี้แล้วทรงมีดีเพียงพอที่จะสนทนากับพระราชธิดาของเจ้าได้หรือไม่ คุณพระพี่เลี้ยง?”

สมุทรนาคารีบเข้ามาขวางและไกล่เกลี่ย หากนางนาคีผู้นี้ต้องการปกป้องพระเกียรติของพระราชธิดาตน สมุทรนาคาย่อมต้องกระทำเฉกเช่นเดียวกัน

“ท่านว่าอย่างไรนะ?”

น้ำทิพย์นาคีไม่อยากเชื่อว่านาคาตรงหน้าจะเป็นองค์รัชทายาทแห่งเมืองกัณหาโคตมะ ทว่าเมื่อเหลียวไปมองพระราชธิดาของตนก็ทรงพยักพระพักตร์แทนคำตอบ เมื่อได้รับการยืนยันเช่นนี้นางก็แทบเข่าอ่อน วงหน้าพลันซีดเผือดทันที สำนึกว่าเมื่อครู่ตนได้กระทำสิ่งใดลงไปบ้าง

“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยเพคะ องค์นิลกาฬ”

“ช่างเถิด…ข้าไม่ถือโกรธเจ้าหรอก เจ้าปกป้องดูแลน้องหญิงจากนาคาทุกตน ย่อมเป็นเรื่องสมควรแล้ว แต่ในเมื่อตอนนี้เจ้าก็รู้ว่าข้าคือผู้ใด จะให้ข้าสนทนากับน้องหญิงได้หรือยัง”

“เอ่อ….”

พระพี่เลี้ยงสาวยังคงอ้ำอึ้ง 

“มิเป็นไรหรอกพี่ทิพย์”

กัญญาวดีนาคีอ่อนใจ ท่าทีขององค์รัชทายาทแห่งจันทรบาดาลนั้นดูจะไม่ยอมถอยห่างโดยง่าย หากนางไม่ยอมสนทนาด้วย

“เพคะ….”

น้ำทิพย์นาคีถอยห่างออกมา เพื่อให้ทั้งสองพระองค์ได้สนทนากัน หากแต่ก็มิได้ถอยออกมาไกลห่างเกินไปนัก จะอย่างไรก็ขอให้อยู่ในสายตาของนางด้วย หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นจะได้ไม่เป็นที่ครหาให้เสื่อมพระเกียรติ 

มีหลายสิ่งที่น้ำทิพย์นาคีนั้นสงสัยใคร่รู้ และหมายมาดว่ากลับไปยังพระตำหนักเรียบร้อยแล้ว จะต้องเค้นเอาความจากพระราชธิดากัญญาวดีให้จงได้

ด้านพระราชธิดาแสนงาม บัดนี้แสร้งทำวงพักตร์บึ้งตึงใส่นาคราชหนุ่ม เป็นเช่นนี้อีกฝ่ายก็หน้าเจื่อนลงไปไม่น้อย

“พี่คิดถึงเจ้า”

ทรงเอื้อนเอ่ยด้วยสุรเสียงเว้าวอนแผ่วเบาราวกระซิบ หากแต่อีกฝ่ายกลับได้ยินชัดเจน

“แล้วอย่างไร…หม่อมฉันไม่เคยบอกให้พระองค์คิดถึงเสียหน่อย”

นางนาคีน้อยใจเต้นแรง ทว่ายังวางองค์นิ่งเฉย เพียงแต่ได้เปลี่ยนมาใช้คำราชาศัพท์กับอีกฝ่ายตามฐานันดรศักดิ์

"เย็นชากับพี่เสียจริง"

"หม่อมฉันก็เป็นของหม่อมฉันเช่นนี้ ขอเตือนพระองค์อย่าทรงดึงดันอีกต่อไปเลย หม่อมฉันยังไม่คิดเรื่องอภิเษกในเร็ววันนี้หรอก ทั้งยิ่งไม่อาจเคียงคู่กับนาคาที่หม่อมฉัน…ไม่ได้เสน่หา"

"เจ้าไม่คิดให้โอกาสพี่บ้างเชียวหรือ?"

ทรงตัดพ้อ ไยนางจึงใจแข็งเพียงนี้ หรือพระองค์ยังแสดงออกถึงความจริงใจไม่เพียงพอ แม้นตอนนี้นางยังไม่ได้มีใจรัก ทว่าขอเพียงโอกาสสักเล็กน้อย ก็มั่นใจว่าจะทำให้นางใจอ่อนจนได้ แต่นี่นางกลับตัดรอนไร้เยื่อขาดใยกันทีเดียว

“โอกาสของหม่อมฉัน ขึ้นอยู่กับเวลาและใจของหม่อมฉันเอง และหม่อมฉันก็ได้ทูลพระองค์แล้วว่ายังไม่คิดอภิเษกในเวลานี้ อีกทั้งไม่ได้มีใจเสน่หาต่อ…เอ่อ ต่อใครทั้งนั้น”

กัญญาวดีนาคีละเว้นคำว่า “ต่อพระองค์” เอาไว้ จะให้นางกล่าวตรงไปก็นึกสงสารแววเนตรละห้อยขององค์นาคาตรงหน้า ด้วยลึกๆแล้วนาคีสาวก็อดรู้สึกทึ้งในความพยายามของอีกฝ่ายไม่ได้

“แต่พี่ยึดถือวาจาของเจ้าภายในถ้ำนั้นยิ่งนัก เอาเถิด…พี่มาเยือนถึงนพรัตน์แล้ว อย่างไรก็ต้องสู่ขอเจ้าจากบิดาของเจ้าอย่างที่ตั้งใจไว้ ตอนนี้เจ้าไม่รักพี่ก็ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าวันหนึ่งจะต้องทำให้เจ้ารักพี่ให้ได้”

“ทรงมั่นพระทัยเพียงนั้นเลยเชียวหรือเพคะ”

เรียวคิ้วงามเลิกขึ้นเล็กน้อย แสดงออกถึงวงหน้าสงสัย ทว่าอีกนัยก็กลับเป็นเสมือนการท้าทายให้องค์นิลกาฬนาคราชทรงพิสูจน์ตนเอง

“ย่อมเป็นเช่นนั้น ตราบใดที่น้องหญิงกัญญาวดียังไม่มีนาคาอื่นใดในใจ พี่เชื่อว่าสักวันพี่จะต้องเข้าไปอยู่ในดวงใจของน้องอย่างแน่นอน”

องค์นิลกาฬนาคราชทรงกล่าวอย่างมั่นพระทัยเป็นที่สุด วงพักตร์ยิ้มกริ่มเมื่อทรงเอ่ยนามของพระราชธิดาตรงหน้า ทว่าอีกฝ่ายกลับเจื่อนไป เพราะมั่นใจนักว่าไม่เคยบอกชื่อเสียงเรียงนามของตนให้องค์นาคาตรงหน้าได้รับรู้สักครั้ง

“ทรงรู้ได้อย่างไร”

“นาคีน้อยเอ๋ย ธิดาของพญาภุชงค์นาคราชนั้นแม้นมีหลายองค์ก็จริง แต่จะมีสักกี่องค์กันที่มีกำเนิดเป็นวิรูปักษ์ ถึงจะมิได้เอ่ยชื่อหากแต่ก็สืบความไม่ยากเลย…ราชทูตจากจันทรบาดาลที่เคยส่งมาเจริญไมตรีกับนพรัตน์บาดาล น้องคิดว่าจะไม่เคยเห็นวงพักตร์ของพระราชธิดาบ้างเลยหรือ”

เมื่อเอ่ยความให้นางนาคีตรงหน้านั้นกระจ่างแจ้งแก่พระทัยแล้ว จึงทรงหยิบห่อผ้าเล็กๆที่เหน็บอยู่ข้างภูษาคาดพระกฤษฏีขึ้นมายื่นให้นาง

“อะไร?”

กัญญาวดีนาคีเหลือบมองอย่างสงสัย หากแต่ไม่รับมันมาโดยง่าย

“รับไปและเปิดมันดูสิ”

องค์นาคราชหนุ่มทรงคะยั้นคะยอและลุ้นว่านางจะชอบเครื่องประดับที่พระองค์ทรงตั้งพระทัยเลือกให้หรือไม่ ทว่านางยังคงลังเลไม่รับห่อผ้าในมือของพระองค์ไปเสียที

“หากน้องไม่รับไป เห็นทีพี่คงจะยืนอยู่ตรงนี้อีกนาน และเจ้าก็คงจะไม่ได้กลับเข้าวังเสียที ดูเถิดนี่ก็บ่ายคล้อยมากแล้ว ในวังจะเป็นอย่างไรบ้างนะ หากไม่เห็นพระราชธิดาอยู่ที่ตำหนัก อืม…คงตามหากันให้วุ่นกระมัง และคงจะต้องไปทูลต่อองค์ภุชงค์…”

แววเนตรเจ้าเล่ห์แต่พระสุรเสียงเอื่อยๆ คล้ายกล่าวเรื่องทั่วไป กลับกดดันนางนาคีตรงหน้าได้เป็นอย่างดี กัญญาวดีนาคีที่ว่าเป็นพระราชธิดาแสนซน หากแต่เมื่อเทียบกับองค์นาคราชหนุ่มแล้วไซร้ ความเจ้าเล่ห์ยังนับว่าเป็นรองหลายขุมนัก

“นี่…ทรงบังคับหม่อมฉัน?”

“พี่ไม่ได้บังคับเจ้าเลยน้องหญิง…แต่อยากให้รับเอาไว้เท่านั้น”

ทรงกล่าวอย่างอ่อนโยน ทอดมองแววตาและวงหน้าดื้อรั้นเป็นหนึ่งไม่มีสองของกัญญาวดีนาคีแล้วก็นึกมันเขี้ยว อยากเอื้อมหัตถ์ไปรั้งนางมากอดแนบกาย หากแต่ต้องยั้งพระทัยเอาไว้อย่างยิ่งยวด เพราะมีสายตาของนาคาและนาคีอีกคู่คอยเมียงมองสอดแนมอยู่ห่างๆ 

“ไม่บังคับ ก็เหมือนบังคับนั่นล่ะ”

นางนาคีสาวเอ่ยบ่นพึมพำจงใจให้อีกฝ่ายได้ยิน กระนั้นก็เอื้อมมือไปรับห่อผ้านั้นมาเปิดดูอย่างเสียไม่ได้

“ไยจึงต้องให้หม่อมฉันเพคะ”

ปิ่นเงินประดับมุกเม็ดเล็กในลวดลายแบบเรียบอยู่ในหัตถ์นวล นางเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่มอบมันให้กับนางอย่างงงงัน

“ก็…ของแทนใจอย่างไรล่ะ หรือไม่ก็ถือว่าเป็นของแลกเปลี่ยนจากพี่ก็ได้”

“ของแลกเปลี่ยนอะไร หม่อมฉันไม่มีอะไรจะมอบให้พระองค์หรอกนะเพคะ”

นางนาคีออกตัวก่อน ในตอนนี้นางเองก็ไม่ได้มีเครื่องประดับใดติดกายเลยสักชิ้น แล้วจะเอาสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนกันเล่า

“เจ้ามอบให้พี่แล้วต่างหาก”

จะเรียกว่านางมอบให้พระองค์ก็ไม่ถูกต้องนัก ด้วยเพราะองค์นิลกาฬนาคราชทรงถือโอกาสที่นางเผลอถอดมันออกมาจากข้อมือน้อยเองกับพระหัตถ์ จนถึงตอนนี้ก็ไม่รู้นางจะรู้ตัวแล้วหรือยัง ว่ามีสิ่งใดได้หายไปบ้าง

“มอบแล้ว?”

“ใช่…มอบแล้ว เมื่อครั้งที่อยู่ในถ้ำอย่างไรเล่า”

“ไยหม่อมฉันจึงจำไม่ได้ว่าเคยมอบสิ่งใดให้กับพระองค์ ที่จดจำได้เพียงมีนาคาหื่นกามตนหนึ่งก็เท่านั้น”

กล่าวถามอย่างงุนงงด้วยคิดอย่างไรก็นึกไม่ออกว่ามอบสิ่งใดให้อีกฝ่าย และอดเหน็บแนมอีกฝ่ายในตอนท้ายไม่ได้

“พี่มิได้หื่นกามเสียหน่อย เจ้ากล่าวหาพี่เสียร้ายแรงเชียว”

องค์นาคราชหนุ่มรีบแก้ต่างให้กับตนเอง ด้วยข้อกล่าวหาของนางฟังดูพระองค์ช่างเป็นนาคาจอมโฉดเหลือเกิน ทั้งที่ความจริงเพียงอยากสนทนากับนางเท่านั้น

“ทรงกล่าวอย่างไรก็ได้ มิใช่ผู้เสียหายอย่างหม่อมฉันนี่เพคะ…ว่าแต่หม่อมฉันมอบสิ่งใดให้กับพระองค์ หม่อมฉันจำไม่ได้จริงๆเพคะ”

“นี่อย่างไรล่ะ”

ทรงหยิบกำไลนพเก้าวงน้อยออกมาจากภูษาคาดพระกฤษฏีอีกข้าง ซึ่งได้พกมันเอาไว้กับองค์ตลอดเวลานับจากได้มา นับว่าเป็นสิ่งของที่ใช้มองแทนตัวนางนาคียามที่ความคิดถึงรุมเร้าพระทัย

“นั่น กำไลของหม่อมฉันนี่เพคะ”

“แต่ตอนนี้มันคือของแทนตัวเจ้า สำหรับพี่ยามที่ได้มองก็เหมือนมีเจ้าอยู่กับพี่ตลอดเวลานะน้องหญิง”

“ทรงถือวิสาสะนำมันไป โดยที่หม่อมฉันมิได้เต็มใจและรู้ตัวต่างหากล่ะ”

“พี่ก็มอบปิ่นเงินนี่ เพื่อทดแทนแล้วอย่างไรล่ะ”

“ไม่…หม่อมฉันจะเอาคืนมา”

กัญญาวดีนาคีขยับกายเข้าไปหมายจะเอากำไลนพเก้าของตนกลับคืนมา หากแต่อีกฝ่ายเพียงเบี่ยงกายหลบเล็กน้อยและตวัดวงแขนโอบร่างระหงเข้าไปใกล้องค์จนเกือบแนบชิดสนิทกาย 

“เอ๊ะ…ปล่อยหม่อมฉันนะ”

นางนาคีเหลียวหน้ามองอีกฝ่ายอย่างนึกฉุน หากในใจกลับเต้นระรัว

ด้านน้ำทิพย์นาคีที่เมียงมองอยู่เป็นระยะเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็หมายจะเข้าไปช่วยพระราชธิดาของตน หากแต่ถูกสมุทรนาคารั้งไว้และส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม จึงทำได้แต่ฮึดฮัดอย่างหงุดหงิดใจและห่วงใยเจ้านายสาวอย่างยิ่ง

“ขออภัย พี่ไม่ได้คิดเอาเปรียบเจ้า แค่อยากปักปิ่นนี้ให้เจ้ากับมือเท่านั้น”

กล่าวพลางใช้อีกหัตถ์หนึ่งเอื้อมไปหยิบปิ่นเงินในมือของพระน้องนางที่ถือไว้มาปักบนมวยผมที่มิได้ถูกภูษาโพกเอาไว้ อดไม่ได้ที่จะก้มพระพักตร์และจรดพระนาสิกลงบนเกษาหอมกรุ่นนั้น พลางคิดว่าหากได้จรดนาสิกนี้บนปรางนวลแล้วไซร้ จะยิ่งหอมกว่านี้เพียงไหนหนอ

กัญญาวดีนาคีอึ้งไปกับการกระทำนี้ หากแต่ทำสิ่งใดไม่ถูกด้วยไม่เคยมีผู้ใดกระทำเช่นนี้กับตนสักครั้ง วงพักตร์นวลซับสีชมพูระเรื่อ ไยอยู่ๆนางจึงรู้สึกขัดเขินต่ออีกฝ่ายขึ้นมาทั้งที่ควรโกรธ มิใช่หรือ? นางนาคีสาวไม่เข้าใจตนเองสักนิด 

“น้องหญิงกลับเข้าวังเถิด บ่ายคล้อยมากแล้ว เดี๋ยวพี่จะไปส่งเจ้าเอง”

ทรงยิ้มอย่างเอ็นดูนางนาคีน้อยของพระองค์ที่ยืนก้มหน้างุด ดูก็รู้ว่าคงกำลังขัดเขินอยู่เป็นแน่

องค์นิลกาฬนาคราชทรงเดินไปส่งพระราชธิดาแห่งนพรัตน์บาดาลจนเกือบถึงหน้าประตูวังหลวง ตลอดทางทรงใช้พระหัตถ์แกร่งที่เคยใช้ถือศัสตราวุธกอบกุมมือน้อยของพระน้องนางเอาไว้อย่างทะนุถนอมยิ่ง แม้นางจะขัดขืนอย่างไรก็ยังดื้อดึงกุมมือนั้นไว้มิยอมปล่อย อย่าว่าแต่มือน้อยนี้เลย ร่างกายและหัวใจของนาง พระองค์ก็จะไม่ยอมปล่อยไปอย่างแน่นอน

“ราตรีนี้พี่คงจะฝันว่าได้โอบกอดเจ้าไว้ตลอดคืน ดั่งเช่นทุกค่ำคืนที่ผ่านมา เจ้าเองก็อย่าลืมคิดถึงพี่บ้างนะ น้องหญิงของพี่”

สุรเสียงทุ้มทว่านุ่มนวลอ่อนโยนกล่าวกระซิบริมใบหูของนางนาคีสาว ทรงก้มพระพักตร์มองน้องนางที่เอาแต่ทำตาดุใส่พระองค์อยู่เรื่อย ก่อนจะปล่อยมือให้นางกับพระพี่เลี้ยงสาวเดินผ่านประตูวังหลวงเข้าไป

………………………………………………….

ผู้เขียน  

ใจอ่อนแหละ เขินแหละ ดูออก….แต่แกล้งทำเป็นไม่สนใจเขาอ่ะเนอะ 55555+

ปล. ช่วงนี้มีอะไนแปลกๆ งงๆ บ่อยมากกับนิยายเรื่องนี้ ความจริงมันก็ไม่ธรรมดาตั้งแต่การเขียนนิยายเรื่องนี้แล้วล่ะ เพราะเขียนมาจากความฝันถึงพญานาคสีดำนัยตาสีฟ้าตนหนึ่ง ที่บอกว่าชื่อ นิลกาฬนาคราช และนางนาคีสาวนัยตาสีมรกตกายสีทองสวยงามมาก ในฝันเป็นเรื่องราวที่เหมือนจริงมาก เป็นเรื่องราวความรักของนาคต่างตระกูล ซึ่งบิดาของนางนาคีนั้นขึ้นชื่อว่าหวงลูกสาวมาก….พอตื่นมาก็ยังจดจำความฝันได้เป็นอย่างดี ก็เลยเริ่มต้นเขียนนิยายเรื่องนี้ แต่ว่าก็ต้องบอกตามจริงว่ามันมีเรื่องที่แต่งขึ้นมาเสริมอรรถรสในการอ่านด้วย บางตัวละคร บางเหตุการณ์ก็ถูกเติมเต็มเข้ามานอกเหนือจากที่มีในความฝัน และต้องเน้นย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินหรือลบหลู่ความเชื่อของใครนะคะ 

หมายเหตุ : ลักษณะนิสัยของพระราชธิดากัญญาวดีนาคี เป็นนางนาคีที่จิตใจดี มีความซุกซนด้วยเป็นนางนาคีสาวน้อยแรกรุ่น ชอบท่องเที่ยว ชอบผูกมิตรกับผู้อื่น ฉลาดแต่ยังขาดความเฉลียวไปบ้างในบางครั้ง มองผู้อื่นในแง่ดีก่อนมองในแง่ร้ายเสมอ รักความยุติธรรม และหากได้ตัดสินใจสิ่งใดลงไปแล้วก็จะต้องทำให้ได้ มีใจเด็ดเดี่ยว

พระสิริโฉมร่างมนุษย์งดงามโสภา วงพักตร์สวยซึ้ง ทว่ามีแววตาเนตรสดใสและรอยยิ้มน่ารัก ใครเห็นเป็นต้องเอ็นดูเสมอ ผิวขาวนวลละออ ร่างระหงสมส่วนดูกลมกลึงน่าทะนุถนอม มีน้ำเสียงใสกังวานดุจระฆังแก้ว พูดจาไพเราะและจริงใจ เอาใจผู้หลักผู้ใหญ่เก่ง จึงเป็นธิดาองค์โปรดของพระบิดา

แม้นพระสิริโฉมในร่างนางนาคีก็นับเป็นหนึ่งไม่มีสอง ผิวกายเป็นสีสุวรรณเรืองรองโดดเด่นและสูงส่ง มีดวงเนตรเป็นมรกตเข้ม เขี้ยวเพชรวาววับ เป็นนาคีวิรูปักษ์สูงศักดิ์แต่กำเนิด

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว