ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : HONGTAE-8-

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2564 15:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
HONGTAE-8-
แบบอักษร

-8- 

“พี่ยุดูไม่แปลกใจเลยนะ”  

“พี่คิดเอาไว้อยู่แล้ว” พายุตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนจะใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่พาคนของตัวเองเดินกลับเข้าไปด้านใน หลังจากตามออกมาส่งแขกด้วยกันที่หน้าบ้าน 

ในช่วงเช้าอิวานพาแขกคนหนึ่งมาส่งถึงหน้าบ้านและรออยู่ด้วยจนทุกอย่างจบลงจึงกลับไปพร้อมกัน ผู้ที่ถูกพามาคือเพื่อนสนิทของพ่อบุญธรรมที่เพิ่งเสียชีวิตไป ทั้งยังเป็นทนายที่ช่วยดูแลจัดการเรื่องของพินัยกรรมทุกอย่าง เหตุผลที่ต้องมาหาก่อนเป็นเพราะยาคอฟรู้ดีอยู่แล้วว่าหากประกาศต่อหน้าคนอื่นๆ พายุอาจจะต้องลำบากในภายหลัง แม้จะรู้ดีว่าคงปิดบังไม่ได้ตลอด แต่ก็ยังถือว่าซื้อเวลาให้เขาอีกหน่อย 

สิ่งที่น่าตกใจคือการที่ยาคอฟมอบทรัพย์สมบัติให้กับลูกชายสองคนอย่างเท่าเทียม ต่างกันตรงที่พายุได้รับเป็นเงินตราและบ้านพักที่อยู่นอกประเทศทั้งหมด ขณะที่อเล็กซานเดอร์ควบคุมดูแลทุกอย่างในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ต่อให้มองผ่านๆ สิ่งที่พายุได้รับเหมือนจะไม่เท่าลูกแท้ๆ แต่หากมองที่มูลค่าจริงๆ คงต้องคิดดูใหม่อีกครั้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากคนอื่นๆ ในครอบครัวรู้เรื่องนี้เข้าจะไม่พอใจขนาดไหน 

“คุณพ่อเป็นพวกรักมากแต่แสดงออกไม่เก่งสินะ” ฮ่องเต้พูดยิ้มๆ เมื่อเห็นสิ่งที่พ่อบุญธรรมมอบให้กับพี่ยุ ท่านคงจะรู้อยู่แล้วว่าลูกชายเป็นคนยังไง ถึงได้ทิ้งข้อความขอร้องเอาไว้กับทนาย บอกให้ใช้ทุกอย่างเหมือนเป็นของตัวเอง ทรัพย์สมบัติในส่วนที่เป็นของพี่ยุเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของท่าน ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับครอบครัวทั้งนั้น 

ทำแบบนี้แล้วจะปฏิเสธได้ยังไง... 

จนถึงตอนนี้ฮ่องเต้ก็ยังอดขำกับสีหน้าของพี่ยุที่จู่ๆ ก็กลายเป็นคนมีฐานะมากกว่าเก่าไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกับได้รับหนี้สินพันล้านมาเสียมากกว่า 

“ไม่ใช่ความรักหรอก” พายุพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ “ควรต้องบอกว่าเป็นความรู้สึกผิดมากกว่า เราทั้งคู่ไม่ได้สนิทสนมกันมากขนาดนั้น... เรื่องนี้พี่ไม่ได้คิดเอง เพราะท่านก็ยอมรับตรงๆ เช่นกัน” 

เหนือกว่าความรักที่ไม่รู้ว่ามีอยู่บ้างหรือไม่คือความรู้สึกผิดและความเมตตาที่มีให้แก่กัน ด้วยเหตุนั้นพายุจึงมอบความเคารพภักดีกลับไปให้อย่างเท่าเทียม หากพูดไปแล้วความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาพ่อลูกก็คงเรียกได้ว่าเท่าเทียมกันมาตั้งแต่ต้น แม้ยาคอฟจะรู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอก็ตาม 

หากในตอนแรกที่ได้พบเจอพวกเขามีเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่านั้นอีกสักนิด ได้มอบความรักและความอบอุ่นให้แก่กันมากอีกหน่อย บางทีทั้งคู่อาจจะพูดได้อย่างเต็มปากกว่านี้ว่ามีความรักระหว่างพ่อกับลูกเกิดขึ้นจริงๆ น่าเสียดายที่เรื่องนั้นยังไม่ทันได้มาถึง ลูกแท้ๆ ของยาคอฟก็กลับมาเสียก่อน คนที่เป็นได้เพียงเด็กที่ถูกรับมาเลี้ยงจึงถูกมองผ่านไปอย่างรวดเร็ว 

ความอบอุ่นในเวลานั้นเกิดขึ้นจริง... แต่มันไม่มากพอจะทำให้กลายเป็นความรักระหว่างพ่อลูก นั่นคือสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องยอมรับ 

“อย่างน้อยทุกอย่างก็จบลงด้วยความเข้าใจ” ฮ่องเต้พูดเพียงแค่นั้นและไม่วกกลับไปคุยเรื่องเดิมอีก มันไม่สำคัญว่าเขาจะมองเรื่องนี้ยังไง เพราะท้ายที่สุดนี่ก็เป็นเรื่องระหว่างสองพ่อลูกที่เขาไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมดอยู่ดี 

แค่รู้ว่าทั้งคู่จากกันด้วยความเข้าใจก็เพียงพอแล้ว 

“เต้อยากกินอะไร พี่จะสั่งมาให้” 

“ทำไมยังต้องสั่งอีก ในเมื่อคนที่ทำอาหารอร่อยที่สุดยืนอยู่ตรงนี้แล้ว” คนที่ดูแลตัวเองเก่งมาตั้งแต่เด็กยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ ทำให้คนมองที่มีสีหน้าดุดันยกยิ้มได้อย่างง่ายดาย  

“ต่อให้ทำอร่อยขนาดไหน ถ้าไม่มีวัตถุดิบก็ทำออกมาไม่ได้อยู่ดี” 

“จริงด้วย” ฮ่องเต้ถอนหายใจด้วยความเสียดาย “ถ้าอย่างนั้น...เราสั่งมากินก็ได้” 

พายุลูบศีรษะของคนรักที่ทำความเข้าใจกับสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องให้เขาอธิบายอย่างอ่อนโยน ในช่วงเวลานี้สิ่งที่พวกเขาทั้งคู่ควรทำคือการเก็บตัวเงียบให้คนรู้ว่าอยู่ที่ไหนน้อยที่สุด เมื่อต้องจากไปจะได้จากไปอย่างง่ายดาย ไม่มีใครมาหาเรื่องให้รำคาญใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนนามสกุลเดียวกันที่อีกไม่นานน่าจะรู้เรื่องทรัพย์สมบัติทั้งหมดซึ่งพ่อบุญธรรมถึงขนาดบอกให้ทนายตรงมาจัดการให้ก่อนคนอื่นๆ ในครอบครัว 

“ไม่ต้องรีบหรอก ยังไงต่อจากนี้พี่ก็จะได้กินฝีมือเต้ทุกวันอยู่แล้ว” 

ฮ่องเต้เงยหน้ามองคนพูดด้วยความประหลาดใจ กระทั่งเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นอย่างชัดเจนจึงคลี่ยิ้มสดใสแล้วพยักหน้าหงึกๆ ทั้งดวงตาเป็นประกาย 

“จริงด้วย เราไม่ต้องบอกลากันอีกแล้วนี่นา”  

เพราะคุ้นชินกับการได้ใช้ชีวิตร่วมกันเพียงระยะเวลาหนึ่งก่อนจะต้องบอกลาและแยกย้ายไป เขาจึงหลงลืมไปชั่วขณะว่าคนรักไม่มีเชือกพันผูกเอาไว้แล้ว เมื่อที่แห่งนี้ไม่มีคนที่ต้องให้ความสำคัญก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ตรงนี้อีกต่อไป 

“พรุ่งนี้เราไปกันเถอะ” พายุกอบกุมสองมือของฮ่องเต้เอาไว้ แล้วยกขึ้นแนบริมฝีปากอย่างอ่อนโยน “กลับไปที่บ้านของเรา ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยกัน” 

นี่ก็คือ...ทางที่เขาเลือกเดินตามความต้องการของตัวเองเป็นครั้งแรกในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง 

ฮ่องเต้ยิ้มแล้วพยักหน้ารับด้วยความเต็มใจ ความเป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางครอบครัวของคนรักถูกหลงลืมไปเกือบหมด ในเมื่อทำอะไรไม่ได้อยู่แล้วเขาจึงเลือกจะปล่อยให้เวลาพัดพาไปตามที่เหมาะสม บางที...คนที่อยู่ทางนี้อาจจะยินยอมปล่อยพี่ยุไปแต่โดยดีก็ได้  

ถ้าหยุดความเกลียดชังในใจลงได้ หรืออย่างน้อยแค่ห้ามตัวเองไหว ยังไงก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ปัญหาก็คือคนพวกนั้นจะทำได้จริงๆ หรือเปล่านี่สิ 

“พี่ยุ” 

“หืม” 

“ผมจะไม่ยอมให้พวกเขาทำร้ายพี่อีก” ฮ่องเต้พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง “ถึงจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้มีเรี่ยวแรงหรืออำนาจอะไร แต่ผมก็จะไม่ยอมให้พวกเขาทำให้พี่ต้องเจ็บปวดอีกเด็ดขาด” 

“เต้จะทำยังไงเหรอ” พายุถามยิ้มๆ คล้ายอยากรู้ว่าจะได้รับคำตอบยังไงมากกว่าคาดหวังในคำตอบ 

“ผมจะขอให้คนอื่นช่วย” ถึงตัวฮ่องเต้จะไม่ได้มีอำนาจอะไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้เส้นสายเสียทีเดียว เพราะหากต้องการความช่วยเหลือเมื่อไร ไม่ว่าจะพี่ชายหรือน้องชายต้องยอมช่วยเหลือกันโดยไม่มีข้อแม้แน่ๆ “พี่ยุก็รู้ว่าคนรอบตัวผมไม่ธรรมดาเลยสักคน...โดยเฉพาะคนรักของประมุขที่น่าจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย” 

พอได้ยินคำตอบที่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดของคนรัก พายุก็ทำได้เพียงส่ายหน้าน้อยๆ ขณะรวบตัวใครอีกคนเข้ามาโอบกอดเอาไว้ 

“อย่าไปรบกวนเขาเลย ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พี่ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกอยู่แล้ว” ยิ่งกับตอนที่มีคนสำคัญอยู่เคียงข้าง ยิ่งไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้ใครมาสร้างอันตรายใดๆ ได้โดยง่าย 

ต่อให้ช่วงเวลาก่อนที่จะได้เจอกับฮ่องเต้พายุไม่สนใจชีวิตขนาดไหนก็ไม่สำคัญ เพราะตอนนี้เขาเห็นค่าของชีวิตยิ่งกว่าใคร ทุกครั้งที่ต้องไปทำภารกิจหรือจัดการงานอันตรายไม่มีเลยสักครั้งที่ไม่คิดถึงภาพของคนที่กำลังเฝ้ารอกันอยู่ แค่ลองคิดว่าจะได้เห็นใบหน้าเนียนเปื้อนน้ำตาตอนรู้ว่าเขาเป็นอะไรไปก็ปวดใจมากแล้ว นอกเหนือจากตอนที่ต้องเข้าไปช่วยเพื่อนอย่างไร้ทางเลือกจนบาดเจ็บสาหัส เขาจึงระมัดระวังยิ่งกว่าเก่า ไม่เคยเก็บแผลกลับไปฝากให้คนรักต้องเป็นห่วงเลยสักครั้ง 

“ถ้าพี่ยุต้องเจ็บแม้แต่นิดเดียวผมไม่ยอมแน่ ต่อให้พี่ยุร้องขอผมก็จะไม่ฟัง เพราะงั้นต้องดูแลตัวเองดีๆ นะครับ”  

“เข้าใจแล้ว” 

ฮ่องเต้ยิ้มพอใจแต่ยังคงคิดจะพูดคุยกับประมุขเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อต้องการความช่วยเหลือจะได้ไม่เชื่องช้าเกินไปนัก สำหรับเขาแค่แผลนิดเดียวบนร่างของพี่ยุก็ไม่อยากจะเห็น ยิ่งเป็นแผลใจที่มองไม่ได้ด้วยตาเปล่ายิ่งไม่อยากให้มี ลำพังเพียงภาพพี่ยุนอนอย่างสงบนิ่งโดยไม่รู้ว่าจะตื่นมาหรือไม่ในตอนที่ได้รับบาดเจ็บก็มากพอจะทำให้เขาจดจำไม่ลืมแล้ว  

เรื่องแย่ๆ พวกนั้น... ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด 

เช้าวันถัดมาฮ่องเต้กับพายุออกเดินทางตั้งแต่เช้า และเนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้นั่งเครื่องบินด้วยกัน ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะพายุหรือฮ่องเต้จึงดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ฝ่ายหนึ่งเอาแต่ยิ้มอารมณ์ดี ปลายนิ้วเคาะเป็นจังหวะฮัมเพลงอย่างมีความสุข ส่วนอีกคนแม้จะมีสีหน้านิ่งสนิท ทว่าสายตาที่จับจ้องเพียงคนสำคัญกลับดูอ่อนโยนมากเป็นพิเศษจนแทบจะมองเห็นความรักลอยฟุ้งอยู่กลางอากาศ 

ทั้งที่ต้องใช้เวลาเนิ่นนานในการนั่งนิ่งๆ อยู่บนเครื่องบิน แต่กลับไม่มีใครรู้สึกเบื่อเลยสักนิด พวกเขาไม่จำเป็นต้องหากิจกรรมอะไรทำก็ยังมีความสุขตลอดทาง จวบจนเวลาผ่านพ้นข้ามวันและเดินทางไปถึงจุดหมายเรียบร้อยแล้วก็ไม่ได้ดูอ่อนล้าอย่างที่ควรเป็น 

“เราพักโรงแรมแถวนี้ให้หายเหนื่อยก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อดีไหมครับ” ฮ่องเต้หันไปถามคนรักทั้งดวงตาเป็นประกายสดใส “พักสักหน่อยให้หายล้าน่าจะดีกว่า” 

“เอาสิ” 

“ถ้าอย่างนั้นในฐานะเจ้าถิ่น เดี๋ยวผมจัดการเรื่องที่พักให้เอง” 

พายุจ้องมองสีหน้าจริงจังของคนรักที่ก้มลงกดโทรศัพท์อย่างคล่องแคล่วด้วยความอ่อนโยน หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้เข้าพักที่โรงแรมมีระดับแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเท่าไรนักภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง 

เพราะสังเกตเห็นความอ่อนล้าจางๆ บนใบหน้าของคนที่ต้องนั่งเครื่องยาวๆ ถึงสองรอบในระยะเวลาที่ห่างกันเพียงไม่กี่วัน พายุจึงให้ฮ่องเต้เข้าไปจัดการตัวเองในห้องน้ำก่อน แต่เมื่อเขาทำอะไรจนเสร็จบ้างกลับกลายเป็นว่าคนที่ทำท่าจะหลับไม่ยอมหลับเสียที เอาแต่จ้องมองมาทางนี้นิ่งงัน เห็นได้ชัดว่ามองมานานมากแล้ว ทั้งยังทำท่าว่าจะไม่หยุดมองง่ายๆ อีกต่างหาก 

“เป็นอะไรหรือเปล่า” พายุล้มตัวลงนอนแล้วอ้าแขนออกรับร่างของคนรักเข้ามากอดเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ 

“เปล่าครับ แค่คิดว่าเราได้อยู่ด้วยกันแล้วจริงๆ ด้วย อย่างกับฝันไปเลย”  

ถึงแม้คำพูดนั้นจะดังขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ แต่มันกลับไม่ได้ดูน่าตลกเลยสักนิดในสายตาของคนฟัง พายุกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นเล็กน้อยแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ไม่รู้ว่าควรจัดการกับความรู้้สึกในเวลานี้อย่างไรดี 

หลายปีที่ต้องเฝ้ารอวันที่จะต้องลาจากเพื่อให้ได้พบหน้าใหม่อีกครั้ง จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนฝันไปเมื่อได้มาอยู่ด้วยกันจริงๆ นี่ไม่ใช่แค่ความคิดของฮ่องเต้ แต่พายุก็รู้สึกไม่ต่างกัน 

นอกเหนือไปจากความดีใจคงเป็นความโล่งใจ... ในที่สุดก็ไม่ต้องบอกลาให้เจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว 

“ขอโทษที่ทำให้ต้องรอมานานหลายปีนะ” 

“ไม่ต้องขอโทษหรอก พี่ยุก็ลำบากเหมือนกัน ผมรู้ดีที่สุด” ฮ่องเต้ปิดเปลือกตาลงอย่างสบายใจเมื่อความอบอุ่นที่คุ้นเคยครอบคลุมไปทั่วบริเวณ “จริงสิ... ผมลืมบอกไปเลยว่าอีกสองสามวันพี่จักรจะไปหาเราที่บ้าน” 

“มาเที่ยวเหรอ” 

“ใช่ครับ” 

“พี่คงต้องเตรียมตัวให้มากหน่อย ไม่รู้ว่าจะโดนถามอะไรบ้าง” 

“ไม่เห็นต้องเตรียมตัวอะไรเลย พี่ยุพูดอย่างกับพี่จักรเป็นคนน่ากลัว” ฮ่องเต้หัวเราะสดใส แต่เสียงพูดคุยเริ่มเบาลงเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด “ผมเริ่มง่วงแล้ว” 

“ถ้าง่วงก็นอนเถอะ เดี๋ยวค่อยตื่นมาคุยกันต่อ” 

“อื้อ”  

เพราะความอ่อนเพลียทำให้ฮ่องเต้นอนหลับไปอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างนั้นพายุที่ไม่ได้หลับตามไปด้วยก็ยังนอนกอดเขาเอาไว้ไม่ไปไหน ครั้งหนึ่งฮ่องเต้เคยบอกว่าการได้นอนให้อ้อมแขนของเขาแล้วเปิดแอร์เย็นๆ ทำให้รู้สึกสบายมาก ยิ่งเวลาตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่ามีคนอยู่เคียงข้างก็ยิ่งอบอุ่นใจ หลังจากนั้นมาในทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะง่วงหรือไม่ หากไม่จำเป็นพายุจะไม่ลุกไปไหนทั้งสิ้น เขาชื่นชอบการได้จ้องมองใบหน้าใสสะอาดในยามหลับ ชอบเวลาที่ได้เห็นดวงตาคู่นั้นค่อยๆ เปิดขึ้นมาด้วยความงุนงง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นมีความสุขเมื่อรู้ตัวว่าถูกเขามองอยู่ 

ทุกๆ ช่วงเวลาที่ได้ใช้กับฮ่องเต้ล้วนแล้วแต่มีความหมายสำหรับพายุ และเขาก็มั่นใจว่าต่อให้จากนี้ไปได้เจอหน้ากันทุกวัน ความคิดนั้นก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิมเสมอไม่มีวันแปรเปลี่ยน 

พายุหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสัญญาณไวไฟแล้วเข้าไปเช็กเมลซึ่งเป็นช่องทางติดต่อเดียวที่เขายังใช้งานอยู่ แม้แต่อิวานก็ยังทำได้เพียงส่งข้อความผ่านมาทางนี้เท่านั้น เนื่องจากเขาตัดสินใจจะเปลี่ยนช่องทางการติดต่อทั้งหมดเพื่อตัดขาดกับคนทางนั้นโดยสิ้นเชิง เพื่อนเพียงคนเดียวที่ยังคงพูดคุยได้ทั้งยังคอยส่งข่าวมาให้ก็มีแค่อิวานเท่านั้น 

เนื้อหาในเมลบอกเพียงว่าภายนอกทางนั้นยังดูเงียบสงบเหมือนไม่มีปัญหาอะไร แต่ภายในเริ่มมีปัญหาของความขัดแย้งกันเองเนื่องจากผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว อเล็กซานเดอร์เริ่มกระจายอำนาจหวังยึดทุกสิ่งที่ยาคอฟครอบครองเอาไว้ทั้งหมด และกำลังมองหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้พูดถึงพายุ ทว่าอีกไม่นานต้องรู้แน่ๆ ว่าเขาจากมาแล้วพร้อมสิ่งที่พ่อบุญธรรมมอบให้ 

‘ดูแลตัวเองให้ดี ถ้าได้ช่องทางการติดต่อใหม่แล้วอย่าลืมบอกฉันด้วย’ 

ข้อความทิ้งท้ายของเพื่อนที่คบหากันมานานทำให้พายุยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เขากดตอบข้อความกลับไปเพียงสั้นๆ จากนั้นจึงวางโทรศัพท์ทิ้งไว้โดยไม่สนใจอีก  

นอกเหนือจากเพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน คนอื่นๆ ไม่ว่าจะนามสกุลเดียวกันหรือไม่ จากนี้ไปล้วนไม่มีความเกี่ยวข้องอีก ก็ได้แต่หวังว่าคนทางนั้นจะคิดแบบเดียวกันและรู้จักพอเสียบ้าง เพราะต่อให้เขาเฉยชาต่อสิ่งที่ได้รับมา ไม่ได้ยินดีิยินร้ายอะไร แต่ในเมื่อมันคือความตั้งใจของพ่อบุญธรรมที่อยากมอบให้ เขาก็จะรับเอาไว้และทำตามสัญญาที่จะใช้มันตามความต้องการของตัวเอง 

อีกอย่าง... 

พายุลูบใบหน้าของคนที่หลับสนิทอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างอ่อนโยน คิดในใจว่าต่อให้ตัวเขาเองทนลำบากได้มากขนาดไหนก็ไม่มีทางทำให้คนรักต้องลำบากไปด้วยอย่างแน่นอน ถึงจะรู้ว่าฮ่องเต้ดูแลตัวเองได้และมีความสามารถอยู่แล้ว แต่ในฐานะคนรักเขาอยากจะให้อีกฝ่ายใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องเคร่งเครียดมากกว่า 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการจะทำแบบนั้นจะต้องมีเงินและทรัพย์สมบัติที่มากพอ ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลเลยสักนิดในยามรับสิ่งที่พ่อบุญธรรมมอบให้มาไว้กับตัวเอง พายุเพิ่งรู้ว่าตัวเองเห็นแก่ตัวขนาดไหนก็ตอนนี้เอง 

หลังจากผ่านพ้นไปเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม ฮ่องเต้ก็ค่อยๆ ขยับกายแล้วลืมตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน ใบหน้าที่เคยสดใสยับยู่ด้วยความไม่พอใจเพราะยังง่วงมากแต่กลับถูกบางสิ่งบางอย่างกวนใจจนต้องตื่น สำหรับคนใจเย็นอย่างเขามีเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ทำให้อารมณ์เสียได้อย่างง่ายดาย หนึ่งในนั้นก็คือการถูกปลุกกลางคันโดยไม่เต็มใจ 

เนื่องจากตัวเขามีนาฬิกาชีวิตที่ตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะนอนหรือตื่นล้วนมีกำหนดชัดเจน นานๆ ครั้งจึงจะผิดพลาดไปสักที เวลาที่ถูกทำให้ตื่นทั้งที่ยังไม่ต้องการตื่นจึงหงุดหงิดมากเป็นพิเศษ แม้แต่ประมุขยังไม่กล้าหาเรื่องกันในช่วงเวลาเช่นนี้  

...แต่ดูเหมือนจะมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ว่าจะทำอะไร เขาก็ไม่เคยโกรธเลยสักครั้ง 

“พี่ยุ” ประกายหงุดหงิดในแววตาของฮ่องเต้หายวับไปในพริบตาเมื่อพบว่าเจ้าของนิ้วที่กำลังเขี่ยแก้มเขาคือใคร 

“ถึงเวลากินข้าวแล้ว” 

“อา... ผมเกือบหลับยาวแล้วสินะ” 

พายุก้มลงมองคนที่ลุกขึ้นนั่งและเอนกายมาพิงตัวเขาเอาไว้อย่างหมดแรง ก่อนจะยกมือแตะแก้มใสแล้วลูบไล้ไปมาเบาๆ ด้วยความสงสาร ท่าทางของคนง่วงนอนในเวลานี้ดูอ่อนล้าเป็นอย่างมาก หากเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากปลุกให้ตื่นโดยไม่เต็มใจเท่าไรนัก แต่เนื่องจากรู้ดีว่าคนรักต้องกินอาหารตรงเวลาทุกมื้อ เพราะยังฝังใจที่เคยทรมานจากโรคกระเพาะในวัยเด็ก ความจำเป็นจึงบีบบังคับให้ต้องทำทั้งที่ไม่อยาก 

“พี่สั่งอาหารเอาไว้ให้แล้ว กินเสร็จนั่งพักสักหน่อยแล้วค่อยนอนยาวๆ นะ” 

“ครับ” ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วปิดปากหาวหวอด ยินยอมให้คนรักพาเดินไปนั่งที่โซฟาแต่โดยดี 

ฮ่องเต้ใช้เวลากินข้าวกันเพียงไม่นานก็กลับมาเลื้อยพิงพายุเหมือนเดิม อาจเพราะเมื่อก่อนพวกเขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเพียงไม่นานก็ต้องจากกันอีก เมื่อมีโอกาสจึงต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า ถ้าไม่จำเป็นแทบจะตัวติดกันไม่ห่างไปไหนไกล และมันก็กลายเป็นความเคยชินมาจนถึงตอนนี้ 

“ที่บ้านของเราเป็นยังไงบ้าง” พายุชวนคนในอ้อมกอดคุยเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเผลอหลับหลังจากเพิ่งกินข้าวเสร็จ “สวยแบบที่คิดเอาไว้หรือเปล่า” 

“ต้องบอกว่ายิ่งกว่าที่คิดอีกครับ พอตกแต่งแล้วน่าอยู่มาก ไม่ดูโล่งหรือคับแคบจนเกินไป มองไปทางไหนก็สะอาดสบายตาไปหมด ถ้าพี่ยุเอาของส่วนตัวเข้าไปวางเมื่อไรคงจะดูน่าอยู่มากกว่านี้หลายเท่า” 

เพราะการต้องเดินไปเดินมาในบ้านเพียงลำพัง และมองเห็นเพียงข้าวของของตัวเองคนเดียวมันทำให้เหงาเสียยิ่งกว่าเหงา จากที่คิดถึงอยู่แล้วก็ยิ่งคิดถึงมากเข้าไปใหญ่ ฮ่องเต้จึงมั่นใจว่าถ้าพี่ยุเอาของของตัวเองไปวางเมื่อไร เขาจะต้องมีความสุขและรักบ้านหลังนั้นมากกว่านี้อีกหลายเท่าแน่ๆ 

“ปากหวานจังนะ” พายุบีบแก้มที่ไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังเท่าไรนักอย่างหยอกล้อ พอเห็นอีกคนเงยหน้ามองด้วยดวงตาเป็นประกายวิบวับ เขาก็หลุดยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังถูกร้องขอให้ทำอะไร 

“พี่ยุ...” 

“เต้กลายเป็นคนติดแฟนตั้งแต่เมื่อไรกันนะ” 

“ผมติดมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ” คนพูดหัวเราะเสียงใส ทั้งยังยอมรับอย่างหน้าตาเฉย พอเห็นคนรักขยับหน้าหนีไม่ยอมให้ทำตามใจก็โถมกายเข้าใส่จนกลายเป็นทับร่างของใครอีกคนเอาไว้ทั้งตัว 

สองมือของพายุจับเอวของคนด้านบนเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ้งตกโซฟา ด้วยเหตุนั้นยามเมื่อฮ่องเต้โน้มใบหน้าเข้ามาหา เขาจึงทำได้เพียงขยับองศาของใบหน้าเพื่อให้ตอบรับสัมผัสนุ่มหยุ่นจากจูบอันแสนอ่อนโยนได้ถนัดขึ้น รอจนเห็นคนด้านบนขยับกายขยุกขยิกเพราะเริ่มเมื่อย พายุจึงพลิกกายเปลี่ยนตำแหน่งให้ฮ่องเต้นอนหงายเอาหลังแนบโซฟาแทน  

พวกเขาจ้องมองกันด้วยดวงตาหวานซึ้งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใดๆ มาอธิบาย ริมฝีปากก็แนบเข้าหากันอีกครั้งโดยไม่คิดอดกลั้น พายุใช้แขนข้างหนึ่งยันตัวเองไว้เพื่อไม่ให้ทิ้งน้ำหนักลงบนร่างของคนรัก ขณะที่มืออีกข้างเกลี่ยแก้มขาวอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน ขณะเดียวกันฮ่องเต้ก็กำเสื้อของคนด้านบนเอาไว้แน่น สมาธิตกอยู่กับการแลกเปลี่ยนลมหายใจที่ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด 

กว่าความคิดถึงจะเบาบางลงจนยอมผละห่าง ริมฝีปากของฮ่องเต้ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำไปก่อนแล้วทั้งยังรู้สึกชาไปหมด ต่อให้พยายามอ่อนโยนเพียงใด เมื่อมีเรื่องของอารมณ์มาเกี่ยวข้องย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทวีความร้อนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว และมั่นใจได้เลยว่าหากพวกเขาไม่ได้เพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ แถมยังไม่ได้พักอย่างเต็มที่ อะไรๆ คงจะเลยเถิดไปไกลกว่านี้หลายเท่า 

“พี่อยากกลับไปกอดเต้ที่บ้าน”  

คำพูดแฝงความหมายจากคนที่ยังทำหน้านิ่งดุดันอยู่เหมือนเคยทำเอาฮ่องเต้ต้องกระแอมไออยู่หลายรอบเพราะทำอะไรไม่ถูก ทว่าเมื่อได้เห็นดวงตาวิบวับของคนที่นานๆ จะทำตัวขี้แกล้งสักครั้ง เขาก็ได้แต่ถอนหายใจทั้งรอยยิ้ม 

“‘งั้นกลับตอนนี้เลยดีไหม” 

“เอาแบบนั้นก็ได้นะ” พายุเกลี่ยริมฝีปากบวมแดงของคนรักอย่างอ่อนโยน สีหน้าดูไม่คล้ายกำลังล้อเล่น แต่ก็ไม่ได้จริงจังจนเหมือนกำลังกดดัน “พี่ไม่มีปัญหาถ้าต้องเดินทางต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ไม่อยากให้เต้เหนื่อยเกินไปก็เท่านั้น” 

“จู่ๆ ก็จริงจังเฉยเลย”  

“พี่เคยไม่จริงจังด้วยเหรอ” 

“ไม่เคย” ฮ่องเต้หัวเราะ “พักที่นี่หนึ่งคืนดีแล้วครับ ผมแค่พูดเล่นเฉยๆ ไม่ใช่แค่พี่ยุหรอกที่เป็นห่วงอยู่ฝ่ายเดียว” 

ต่อให้บอกว่าไม่มีปัญหาหรือทนไหวแล้วอย่างไร ภายในพี่ยุอาจจะล้าอยู่ก็ได้ ฮ่องเต้ไม่มีทางเห็นแก่ตัวทำตามความต้องการของตัวเองโดยไม่สนใจคนรักเด็ดขาด 

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปนอนต่อเถอะ เต้ง่วงหรือยัง” 

“ง่วงแต่ยังไม่อยากนอน” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ฮ่องเต้ก็ยังทำตัวเป็นเด็กๆ แบบที่ไม่มีใครเคยเห็นด้วยการยกสองแขนโอบรอบลำคอของพายุแล้วล็อกขาไว้ที่เอวอีกฝ่าย เกาะแน่นเป็นลูกลิงให้คนรักอุ้มไปวางลงบนเตียงโดยไม่ต้องเสียแรงเดินเองสักก้าว 

“ถ้ายังไม่อยากนอนก็คุยกันก่อน ง่วงเมื่อไรค่อยหลับ” 

“อื้อ แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน” ฮ่องเต้จัดที่ตัวเองให้นอนสบายอยู่ใต้ผ้าห่มแล้วหันตะแคงไปหาคนที่ล้มตัวลงนอนอยู่เคียงข้างกัน ในเวลานั้นเองท่ีจี้ห้อยคอของสร้อยที่เขาสวมใส่ติดกายเอาไว้หลายปีไหลออกมานอกคอเสื้อ หล่นลงบนพื้นเตียงพอดิบพอดีจนสายตาของพวกเขาทั้งคู่ต่างจับจ้องไปที่มันตามสัญชาตญาณ 

“สร้อยนี่...” เจ้าของตัวจริงแตะปลายนิ้วลงบนจี้รูปพายุ ดวงตาดูคล้ายจะอ่อนแสงลงเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่มอบมันให้กับใครอีกคน 

“อยากได้คืนหรือเปล่าครับ”​ ฮ่องเต้เอ่ยถามยิ้มๆ แล้วอธิบายต่อ “ตอนนี้เราได้อยู่ด้วยกันจริงๆ แล้ว เพราะงั้นสร้อยเส้นนี้เลยไม่ได้จำเป็นอะไรอีก ถ้าพี่ยุอยากได้คืนผมก็จะคืนให้” 

“แล้วเต้อยากเก็บมันไว้หรือเปล่า” 

“อยากสิ... ต่อให้ไม่จำเป็นยังไงมันก็อยู่กับผมมาหลายปี อีกอย่างคือมันเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของพี่ยุ ยังไงผมก็ต้องอยากเก็บไว้กับตัวอยู่แล้ว” 

“ถ้าอย่างนั้นก็เก็บไว้เถอะ พี่ให้เต้แล้วไม่คิดจะเอาคืน” 

“ผมก็คิดแบบนั้นนั่นแหละ” คนที่ไม่ได้ต้องการจะคืนของตั้งแต่แรกหัวเราะเสียงใส “ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าจะถูกทวงคืนหรือเปล่า ได้ยินแบบนี้คงสบายใจได้แล้ว” 

สร้อยเส้นนี้เขาสวมมานานหลายปีจนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้ว ต่อให้จุดมุ่งหมายในตอนนั้นคนให้ต้องการใช้ผูกมัดกันเอาไว้หรืออะไรก็ตาม แต่ท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นของสำคัญที่คนรักให้เอาไว้แทนใจ และฮ่องเต้ก็เก็บรักษาเอาไว้กับตัวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด 

“ไม่ว่าต้องการอะไร แค่เต้บอกพี่มาก็พอ” พายุพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความจริงจังเหมือนอย่างทุกครั้ง นี่ไม่ใช่คำพูดเอาใจที่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเขาคิดตามที่พูดจริงๆ 

ขอแค่เป็นสิ่งที่หาให้ได้ ไม่ว่าฮ่องเต้ต้องการอะไร เขาก็ยินดีจะมอบให้ทั้งนั้น 

“พูดแบบนี้อยากให้ผมทำอะไรไม่ถูกเหรอ บอกเลยว่าไม่ได้ผลหรอก เพราะผมจะตอบว่าเตรียมใจเอาไว้ได้เลย” 

“ต้องเตรียมใจด้วยเหรอ” 

“เตรียมไว้ก็ดีเหมือนกัน ผมอาจจะขอนั่นขอนี่จนพี่ยุหมดตัวก็ได้” ฮ่องเต้ยิ้มไม่หุบ ไม่ต้องให้ใครมาบอกเขาก็รู้ว่าตัวเองอารมณ์ดีมากขนาดไหน 

“เอาสิ” พายุพยักหน้ารับง่ายๆ “จะถือว่าเอาคืนที่พี่ปล่อยให้รอมานานก็ได้ ไม่สิ...พี่โอนทุกอย่างเป็นชื่อเต้เลยน่าจะสะดวกกว่า” 

“เดี๋ยว...” 

“อาจจะลำบากหน่อยเพราะเราไม่ได้เป็นคนชาติเดียวกัน แต่คิดว่าน่าจะหาทางได้ไม่มีปัญหาอะไร เดี๋ยวพี่จะลองปรึกษาทนายดูอีกที เผื่อถ้าต้องใช้เวลาแล้วเรารีบเดินเรื่องเลยจะได้ไม่ต้องรอนานเกินไป” 

“หยุดเลย” คนที่จู่ๆ ก็เกือบได้กลายเป็นเศรษฐียกมือปิดปากคนรักไม่ให้พูดต่อ ไม่รู้ทำไมยิ่งพูดสีหน้าของพี่ยุก็ยิ่งจริงจังมากขึ้นทุกทีจนเขาเริ่มหวาดกลัวขึ้นมาว่ารู้สึกตัวอีกทีจะได้กลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดแทนอีกฝ่าย “ไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอกครับ ผมแค่ล้อเล่น” 

“แต่พี่พูดจริงๆ” พายุดึงมือเรียวออกจากปาก ดวงตาจ้องมองใบหน้าของคนรักอย่างจริงจัง “เรื่องที่พี่ปล่อยให้เต้รอมานาน...” 

“สำหรับผมมันเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว”  

เมื่อได้ยินคำพูดหนักแน่นของคนรัก สีหน้าของพายุก็ดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขายกยิ้มจางขณะจับมือของฮ่องเต้มาแนบริมฝีปาก กดจูบที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความรู้สึกลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของอีกฝ่าย 

สัมผัสของโลหะเย็นเยียบที่ถูกสวมลงบนนิ้วทำให้ใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของฮ่องเต้แปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง ต้องใช้เวลานานนับนาทีกว่าจะรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น  

 “พี่ยุ...” 

“ขอโทษที่ไม่ได้ถามความเห็น พี่อาจจะมั่นใจเกินไปหน่อยว่าเต้จะตอบตกลงก็เลยข้ามขั้นมาเลย” พายุหัวเราะในลำคอขณะใช้ปลายนิ้วเกลี่ยแก้มของคนที่ตอนนี้ขอบตาแดงเรื่ออย่างนุ่มนวล “อันที่จริงพี่ซื้อแหวนไว้ตั้งแต่ปีก่อนแล้ว... แต่เพราะสัญญาเอาไว้ว่าจะเหลือทางถอยให้เต้ พี่ถึงได้รอมาโดยตลอด” 

รอจนถึงวันที่พวกเขาจะไม่ต้องบอกลากัน และไม่ต้องกังวลลึกๆ ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายหนึ่งจะรอไม่ไหวอีกต่อไป 

“…” 

“คราวนี้หมดทางหนี จะถอยห่างไปไหนไม่ได้แล้วนะ” 

“…ใครจะถอยกันเล่า” ฮ่องเต้แกล้งทำหน้าบึ้งแล้วยกมือปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนจะต้องหลุดยิ้มกว้างออกมาอีกครั้งยามพวกเขามองหน้าและขยับเข้าสวมกอดกันแน่นโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ 

“ขอบคุณที่รอมาโดยตลอด” เสียงกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูย้ำให้รู้ว่าการรอคอยในครั้งนี้คุ้มค่าและมีความหมายมากเพียงใดสำหรับพวกเขาทั้งคู่ “ขอบคุณที่เข้ามาเป็นทุกอย่างสำหรับพี่” 

“…” 

“จากนี้ไปพี่จะไม่ให้เต้ต้องอดทนรออีกแล้ว” 

ในที่สุด...การรอคอยอันแสนยาวนานของพวกเขาก็จบลงเสียที 

ความคิดเห็น