ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 19 ท่านรอง

ชื่อตอน : บทที่ 19 ท่านรอง

คำค้น : ไม่ติดเหรียญ อ่านฟรี คุณชาย เจ็บปวด น้ำตา ดราม่า พระเอกร้าย นางเอกฉลาด เกลียด เย็นชา แต่งงาน

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.พ. 2564 15:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19 ท่านรอง
แบบอักษร

ดวงตากลมโตเงยมองฟ้าพร้อมกลอกไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายในใจ รีบก้าวเท้าเดินเข้าบ้านด้วยความรวดเร็ว เพราะหากอยู่ตรงนี้ต่อคงไม่วายได้ก่อสงครามกับชายหนุ่มเจ้าของรถเมื่อครู่เป็นแน่

“นี่!” เสียงเข้มตะโกนไล่หลังเข้ามาติดๆ ทว่าปรียาวดีก็ไม่ได้คิดจะหยุดการก้าวเดิน

หยุดก็บ้าน่ะสิ...

ร่างบางรีบตรงเข้าไปหาหม่อมย่าแขและภัควิมลที่ยืนรออยู่ราวกับว่าจะหาเกราะกำบังคุ้มภัยจากคุณชายปากเสียซึ่งกำลังเดินตามเข้ามาพร้อมกับบุตรชายของเขา

ทั้งสามเอ่ยทักทายผู้หลักผู้ใหญ่ก่อนจะที่ปรียาวดีจะเดินเข้าไปในครัวส่วนอนุทัตก็พาภูรินท์ไปนั่งรอที่ห้องรับแขก

สี่สาวต่างวัยเริ่มลงมือทำอาหารด้วยความพิถีพิถัน ปรียาวดีก็เช่นกัน ท่าทางคล่องแคล่วของหล่อนพลอยให้คนที่พึ่งจะเดินเข้ามาต้องขมวดคิ้วแปลกใจ

ทำไมท่าทางถึงดูชำนาญ ผิดไปจากวันนั้น วันที่หล่อนทำอาหารให้เขาทานเป็นครั้งแรก รสชาติเค็มยิ่งกว่าน้ำทะเล บางอย่างก็หวานเกินไป หากคนเป็นเบาหวานกินก็คงตายในทันที ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้าปรียาวดีในตอนนี้คล้ายจะเป็นคนละคนในตอนนั้น

หล่อนแกล้งเขาสินะ...ยัยตัวแสบ คิดไว้ไม่มีผิด

“หอมจังเลยครับหม่อมย่า ทำอะไรให้ผมทานครับเนี่ย?” เริ่มออดอ้อนคนชราอย่างที่ทำประจำ ทว่าหางตาก็ยังไม่วายเหลือบมองหญิงสาวที่ยืนถัดออกไป

“ผัดสามฉุน แกงระแวงเนื้อ ยำทวาย หมี่กรอบส้มซ่า แล้วก็แกงรัญจวนจ๊ะ”

“คุณย่านี่รู้ใจผมตลอดเลยนะครับ จำได้ด้วยว่าของโปรดผมทั้งนั้นเลย”

“คนคิดเมนูในวันนี้ คนนู้นต่างหาก ไม่ใช่ย่าหรอก” ว่าพร้อมพยักพเยิดหน้าไปทางปรียาวดีที่อยู่ไม่ไกลนัก

เจ้าหล่อนก็ดูเหมือนจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังถูกกล่าวถึง

อนุทัตเหลือบสายตาไปมองร่างบางอย่างครุ่นคิด ทว่ามันกลับเป็นจังหวะที่หล่อนเงยหน้าขึ้นมาพอดีทำเอาชายหนุ่มหันหนีแทบไม่ทัน

ท่าทีแปลกๆ ของอนุทัตพลอยให้คิ้วบางขมวดสงสัยทว่าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร จัดการเตรียมสำรับอาหารตรงหน้าต่อไป

โดยไม่รู้ตัวว่าตลอดเวลาทุกย่างก้าวของหล่อนถูกใครบางคนแอบมองไม่คาดสายตา

อนุทัตเริ่มรู้สึกว่า ในคราแรกเหมือนเขาจะรู้จักหล่อนดี ทว่าตอนนี้ความคิดกลับเริ่มสวนทาง เขาอาจจะไม่รู้อะไรเลย

เวลาผ่านไปไม่นานอาหารก็ถูกจัดการจนหมดได้ไม่ยาก ท่ามกลางคำถามในใจของชายคนหนึ่ง

จากคำพูดภรรยาเก่าของเขา คล้ายจะสวนทางกับความเป็นจริงที่เขาเห็นมันด้วยตาตัวเองในวันนี้ ปรียาวดีทำอะไรไม่เป็นเลยนอกจากการเรียน ทว่าหากหล่อนทำอะไรไม่เป็นจริงๆ อย่างที่นลินเคยบอกทำไมรสชาติอาหารถึงได้กลมกล่อมราวกับชาววังมาเองเช่นนี้ล่ะ

เสมือนในตอนนี้ความเชื่อของเขาจะเริ่มเอนเอียงไปหาสิ่งที่มองเห็นมากกว่าคำพูดของคนอื่นเสียแล้วล่ะ

“เจ้าหมั่นโถวอาการเป็นยังไงบ้างเหรอหนูปรี?” หม่อมวารินเอ่ยถามลูกสะใภ้อย่างนึกห่วงความรู้สึก

“ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วล่ะค่ะ แต่ก็ยังซึมๆ นิดหน่อย ไม่ค่อยร่าเริงเหมือนแต่ก่อน อีกไม่กี่วันก็คงวิ่งป๋อเหมือนเดิมแล้วล่ะค่ะ” แม้ริมฝีปากจะคลี่ยิ้มทว่าแววตากลับดูหม่นหมองยามใดที่คิดถึงเรื่องราววันนั้น วันที่ความกลัวกอบกุมหัวใจหล่อน กลัวการสูญเสียหัวใจอีกดวงไป

“ไม่รู้ว่าคนทำจิตใจทำด้วยอะไร หมั่นโถวก็ออกจะน่ารักขนาดนั้น แต่ก็ยังใจดำวางยาได้ลงคอ” จบประโยคของหม่อมแขอนุทัตที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับบุตรชายถึงกับหันขวับไปมองในทันที แววตาตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด คราแรกมองผู้เป็นย่าก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองปรียาวดี

พึ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดอยู่ๆ หล่อนถึงได้มาขอร้องเรื่องเจ้าหมั่นโถวในวันนั้น ทั้งๆ ที่หล่อนก็อยู่บ้านเขามาตั้งนานกลับไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลยสักครั้ง ที่แท้ก็เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นนี่เอง

แล้ววันนั้นที่หล่อนนิ่งไป ไม่อยากจะคิดเลยว่าภายในใจกำลังเจ็บปวดแค่ไหน

ความรู้สึกที่อยากปกป้องใครสักคน แต่กลับทำไม่ได้ มันเจ็บปวดขนาดไหนเขารับรู้ดี

 

ภายในรถที่เงียบสนิทยิ่งกว่าป่าช้า ความอึดอัดระดับที่ลมหายใจยังติดขัด หากว่าผู้ใหญ่ไม่คะยั้นคะยอให้กลับพร้อมอนุทัต ปรียาวดีก็คงไม่ต้องทรมานขนาดนี้

ใบหน้าแสนบึ้งตึงของคนข้างๆ อนุทัตรับรู้ได้ทันทีว่าหล่อนกำลังลำบากใจ ใช่ว่าเขาจะไม่อึดอัดเหมือนกับหล่อนเสียหน่อย

หน้างอ คอหักราวกับปลาทูอัมพวา ทีกับไอ้คนชื่อดลอะไรนั่นยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งเชียว คิดแล้วก็หมั่นไส้ ยัยคนสองมาตรฐาน เหอะ!

ล้อรถซึ่งหมุนมาเกือบชั่วโมงในที่สุดก็หยุดลง เสียงรถยังไม่ทันจะเงียบทว่าปรียาวดีนั้นกลับเปิดประตูลงไปเสียแล้ว ก้าวเท้าฉับๆ ตรงไปยังบ้านของตัวเองในทันที ปล่อยให้คนที่กำลังจะเอ่ยพูดอะไรบางอย่างได้แต่อ้าปากค้าง

พูดอะไรต่อไม่ได้สักคำ จึงเลือกที่จะอุ้มบุตรชายลงจากรถแทน มองตามร่างบางจนสุดสายตา

นึกค้อนในใจ หน้าเขามันเป็นยังไง ไม่อยากมองขนาดนั้นเลยหรือ

หลังจากที่ชำระล้างร่างกายจนเสร็จสรรพ ร่างบางก็เดินมานั่งเล่นที่ระเบียงหน้าบ้าน ทอดสายตาขึ้นมองท้องฟ้าในยามค่ำคืน วันนี้ดวงจันทร์ทอแสงสว่างจนบดบังดวงดาวนับล้านพลอยให้นภานั้นมืดมนกว่าครั้งไหนๆ

มือบางยกขึ้นลูบแขนตัวเองแผ่วเบาเมื่อสายลมเย็นๆ พัดพากระทบผิวกาย ปรียาวดีลุกขึ้นหมายจะเข้าบ้านทว่าเท้าก็ต้องชะงักเมื่อเสียงบางอย่างดังขึ้นจากด้านหลัง

คล้ายเสียงของใครบางคนกำลังเหยียบขั้นบันไดขึ้นมา

หล่อนหลับตาลงอย่างเหนื่อยหน่ายด้วยคิดว่าคงเป็นอนุทัตที่เข้ามาปั่นประสาทหล่อนอีกตามเคย เจ้ากรรมนายเวรที่ตามหลอกหลอนได้ทุกที่ทุกเวลา

กลั้นหายใจหันหลังกลับไปทว่าสิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่า

ผีหลอกหรือไง? คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจก่อนจะเลือนสายตาลงไปข้างล่าง ฉับพลันความโล่งอกก็ปรากฏก่อนที่ความสงสัยจะเข้ามาแทน

ร่างน้อยๆ ตรงหน้าคือภูรินท์

“อ่ะ...ให้” เสียงเล็กเอ่ยพูดพร้อมยื่นช่อมะลิมาให้เธอ

คิ้วบางขมวดสงสัยทว่าก็ยอมรับมาแต่โดยดี

“ขอบคุณนะครับ” พูดจบก็วิ่งออกไปในทันที

ริมฝีปากบางอ้าค้างอยู่พักใหญ่ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างขบขัน

“วางฟอร์มเหมือนพ่อไม่มีผิด” ท่าทางของลูกชายกับบิดาไม่ต่างกันเลยสักนิด

ทำอะไรก็ต้องวางมาดใหญ่โตเพราะกลัวจะเสียฟอร์ม ปากแข็งได้โล่ ทั้งเด็กน้อยทั้งคนโต

 

“หมอปรีคะ ท่านรองเรียกพบที่ห้องค่ะ” นั้นคือประโยคที่ปรียาวดีไม่อยากได้ยินมันเลยทว่าก็ยังมีให้ได้ยินอยู่นับครั้งไม่ถ้วน

เบื่อ...แต่พูดอะไรไม่ได้สักคำ

ได้แต่ด่าทอเขาในใจเพราะที่นี่คือโรงพยาบาล หากเป็นบ้านคงได้มีสงครามสักยก

“ค่ะ” ตอบกลับแค่นั้นก่อนจะวางแฟ้มตรวจคนไข้คนสุดท้ายให้พยาบาลที่อยู่ข้างๆ แล้วจัดการก้าวเท้าไปยังห้องอนุทัตในทันที

รีบๆ ไปจะได้จบๆ เบื่อคนเจ้าบงการเต็มทน

เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามที คนตัวโตที่กำลังนั่งก้มอ่านเอกสารรีบเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้เมื่อพบว่าใครคนนั้นคือคนที่เรียกพบเมื่อครู่

หน้าบึ้งมาเชียวแม่คุณ

“เข้ามาใกล้ๆ สิ ยืนห่างขนาดนั้นจะให้ฉันตะโกนคุยหรือไง ฉันไม่กัดเธอหรอกนะ” สายตาคาดโทษเมื่อหญิงสาวคล้ายจะรักษาระยะห่างกับเขาเสียเหลือเกิน

“ก็คิดว่ายังไม่ได้ฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า” บ่มพึมพำเบาๆ เมื่อถูกบังคับให้ขยับเข้าไปหา ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินอย่างไม่เต็มใจนัก

“ฉันได้ยิน ฉันไม่ใช่หมานะ แล้วอีกอย่างช่วยพูดดีๆ กันสักห้านาทีได้ไหม”

“ก็ท่านรองไม่ใช่เหรอคะที่ชอบพูดกวนประสาทฉันก่อน”

“ทำไมอยู่ๆ ถึงเรียกท่านรอง” เพราะปกติแล้วหล่อนจะเรียกเขาว่าคุณชายหรือไม่ก็คุณหมอในยามที่อยู่โรงพยาบาล ทว่าครานี้หล่อนกลับเรียกเขาว่าท่านรอง

รู้สึกห่างไกลอย่างบอกไม่ถูก

“คนอื่นก็เรียกแบบนี้นี่คะ แปลกตรงไหนคะ?”

“แล้วทำไมต้องเรียกเหมือนคนอื่น”

ปรียาวดีเริ่มไม่เข้าใจคนตรงหน้าว่ากำลังต้องการอะไรจากเธอ หาเรื่องกวนประสาทหล่อนอีกตามเคยสินะ

“ก็มันปากฉัน ฉันจะเรียกว่าอะไรมันก็เรื่องของฉันไม่ใช่เหรอคะ? ทำไมท่านรองต้องเดือดร้อนด้วยล่ะคะ”

“แต่นี่มันชื่อฉัน ฉันไม่ให้เธอเรียกว่าท่านรอง กลับไปเรียกเหมือนเดิม”

“ไม่ค่ะ ฉันพอใจจะเรียกแบบนี้”

“นี่!” ขึ้นเสียงก็แล้ว ทำหน้าดุก็แล้ว ทว่าร่างบางตรงหน้าก็ยังดื้อรั้นจะเรียกเขาว่าท่านรองเช่นเดิม

“ท่านรองเรียกฉันมามีอะไรคะ รีบๆ พูดสิคะฉันมีงานต้องทำต่อนะคะ”

“บอกให้เรียกเหมือนเดิม”

“ไม่ค่ะ!”

“ดื้อ!”

“กวนประสาท!”

“ตกลงจะเรียกฉันว่าท่านรองใช่ไหม?”

“ค่ะ” ได้ยินคำตอบเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ตามใจ!” สุดท้ายก็ต้องเป็นเขาที่ยอมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้

ท่านรอง...เหอะ! คำว่าคุณชายกับท่านรองมันก็สองพยางค์เหมือนกัน ลำบากลำบนมากนักหรือไงที่จะเรียกว่าคุณชายแบบเดิม ก็เรียกมาตั้งนานนมแล้วไม่ใช่หรือไง อยู่ๆ ก็คิดจะเปลี่ยนใจไปเรียกแบบอื่น สงสัยต้องไปเปลี่ยนชื่อเป็นคำว่า ‘ดล’ กระมังหล่อนถึงจะเรียกแล้วยิ้มไปด้วย

เป็นอะไรของเธอนะปรียาวดี ทำไมเหมือนจะรักษาระยะห่าง...แล้วเขาล่ะเป็นอะไร? ทำไมต้องไปคะยั้นคะยอให้เธอมาเรียกว่าคุณชาย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ไม่เห็นจะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย

“จะบอกได้หรือยังคะ ว่าเรียกฉันมาทำไม?”

“คุณรู้เรื่องค่ายอาสาที่อีกสองอาทิตย์จะต้องไปแล้วใช่ไหม?”

“รู้ค่ะ ทำไมคะ?”

“ก็คิดว่าลืม”

แค่นี้เนี่ยนะ! ปรียาวดีอุทานในใจ

เขาเรียกหล่อนมาเพียงเพราะเรื่องแค่นี้น่ะหรือ บ้าที่สุด

“เรียกฉันมาเพราะเรื่องแค่นี้เหรอคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”

“เดี๋ยว!”

“อะไรอีกล่ะคะ จะถามว่าไปกี่โมงเหรอคะ ตีสี่ค่ะ ฉันจำได้ ไม่ลืมหรอกค่ะ ไม่มีอะไรจะถามแล้วใช่ไหมคะ งั้นดิฉันไปก่อนนะคะ”

“ฉันจะบอกว่า...ถ้า...ถ้าเธอจะเอาหมามาอยู่ด้วยก็เอามาได้นะ ฉันอนุญาต” น้ำเสียงเรียบนิ่ง แววตาเสมองออกไปนอกหน้าต่างคล้ายจะวางฟอร์มอยู่ในที

ปรียาวดีหันขวับกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมฉีกยิ้มจนแก้มปริ พลอยให้คนมองกลืนน้ำลายลงคอเอือกใหญ่

ทำไมสดใสจัง รอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้จากเธอ ทว่าตอนนี้เธอกำลังให้เขา

“จริงเหรอคะคุณชาย คุณชายพูดแล้วห้ามคืนคำนะคะ”

“อือ”

“ขอบคุณนะคะคุณชาย ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ” หล่อนยังคงยิ้มจนตาหยี

ปรียาวดีที่เถียงเขาฉอดๆ คอเป็นเอ็นในเมื่อครู่คล้ายจะมลายหายไปกับสายลม ในตอนนี้เหลือเพียงปรียาวดีผู้ที่ยิ้มให้เขาด้วยความดีใจและเป็นมิตร

“แต่ห้ามให้เข้ามาที่บ้านใหญ่ อย่าปล่อยให้เพ่นพ่านไปทั่ว ดูแลดีๆ อยาให้วุ่นวาย”

“สบายมากค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณชาย งั้นฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”

“เดี๋ยวก่อนสิ ฉันมีอะไรจะถามอีกอ่ะ”

“อะไรคะ คุณชายถามมาได้เลยค่ะ จะกี่ร้อยกี่ล้านคำถามฉันจะตอบให้ค่ะ” ท่าทางร่าเริงกว่าคราแรกที่เข้ามาราวกับคนละคน

หล่อนคงรักเจ้าหมั่นโถวมากสินะ ถึงได้ดีอกดีใจออกปานนั้น

“ไม่เยอะขนาดนั้นหรอก คำถามเดียวก็พอ”

“ค่ะ” ยังคงยิ้ม

“ใครทำร้ายสุนัขเธอเหรอ?” อยู่ๆ รอยยิ้มของเธอก็หายไป แววตาดูสั่นไหวค่อยๆ หลุบต่ำมองพื้น คล้ายจะพยายามปิดกั้นความรู้สึกที่หล่อนกำลังเผชิญอยู่

“เอ่อ...ไม่ต้องตอบก็ได้ ฉันขอโทษที่ถาม”

“ไม่เป็นไรค่ะ คนคนนั้นเขาเป็นคนไม่มีหัวใจ ไม่ต้องไปอยากรู้จักเขาหรอกค่ะ”

“อือ” คนคนนั้นคงพิเศษไม่น้อยถึงได้ทำให้ความร่าเริงเมื่อครู่ของหล่อนหายไปราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่

“งั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะคุณชาย ขอบคุณค่ะ” คำขอบคุณที่เอ่ยย้ำๆ มันกำลังบ่งบอกว่าหล่อนรู้สึกโล่งอกแค่ไหนเพียงแค่เขาเอ่ยคำอนุญาตเรื่องเจ้าหมั่นโถว

“อือ ไม่เป็นไร” หล่อนฉีกยิ้มให้เขาอีกครั้งก่อนจะเดินออกไป พอพ้นประตูก็ยกมือขึ้นทำท่าทางดีใจพลอยให้คนที่ยังมองหล่อนอยู่เผลอคลี่ยิ้มตามไปอีกคน

มือหนาจับแก้มตัวเองก่อนจะรู้สึกว่าตนนั้นกำลังทำอะไรอยู่

“ยิ้มทำไมวะ” ตีแก้มตัวเองเบาๆ หวังจะให้มันหยุดยิ้มทว่าดูท่าแล้วมันคงจะดื้อรั้นไม่ต่างจากเขาเลยสักนิด

คุณชาย...หล่อนกลับมาเรียกเขาเหมือนเดิมแล้ว

ทำไมเรื่องเล็กน้อยแค่นี้มันถึงทำให้เขารู้สึกดีใจราวกับถูกรางวัลฉลากกินแบ่งรัฐบาลล่ะ

บ้าไปแล้วแน่ๆ สงสัยเขาจะทำงานหนักเกินไปจนสมองสั่งการแบบผิดๆ อาการของคนนอนน้อยสินะ

ใช่! เขานอนน้อยเกินไป

ความคิดเห็น