ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่คอยติดตามค่ะ

เขตแดนซีเยว่ 3 : โม่เซียวหยางก้าวข้ามเหนือระดับราชันย์

ชื่อตอน : เขตแดนซีเยว่ 3 : โม่เซียวหยางก้าวข้ามเหนือระดับราชันย์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 830

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2564 23:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เขตแดนซีเยว่ 3 : โม่เซียวหยางก้าวข้ามเหนือระดับราชันย์
แบบอักษร

 

 

 

เขตแดนซีเยว่ 3 : โม่เซียวหยางก้าวข้ามเหนือระดับราชันย์ 

คำเตือน : เนื้อหามีความรุนแรง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

 

 

 

  

เจ้านี่ช่างหลอกง่ายจริง 

 

เมิ่งอวิ๋นซือแอบหัวเราะเยาะในใจ ตามหาไขกระดูกสัตว์บรรพกาลอยู่หลายวันแต่ไม่คิดว่าจะได้มาง่ายดายถึงเพียงนี้ อีกทั้งได้ตัวช่วยมาเพิ่มอีกหนึ่ง เป็นหนึ่งในสมบัติบรรพกาลที่ผู้คนต่างเหยียบศพเข่นฆ่ากันเองเพื่อตามหามัน ทว่าใครเล่าจะรู้ว่าเจ้าตัวตะกละนี่นิสัยไม่เหมือนสมบัติบรรพกาลเลยแม้แต่น้อย 

 

“เจ้ามีไขกระดูกสัตว์บรรพกาลส่วนข้าดูเหมือนจะมีสมุนไพรล้ำค่าติดตัวไม่น้อยทว่า…ไม่มีกระถางปรุงโอสถ วีถีราชันย์ เช่นนั้นคงไม่อาจปรุงมันออกมาด้วยความบริสุทธิ์ร้อยส่วน แย่จริงๆ” 

 

นะ…หนึ่งร้อยส่วน! 

 

ในยามนี้หากมันมีตาคงจะถลนออกนอกเบ้าไปแล้ว นายคนเก่าของมันแม้จะมีโชคลาภวาสนาทว่าเรื่องปรุงโอสถกลับทำออกมาได้เพียงแค่แปดสิบส่วน ทำให้มันไม่ค่อยพอใจนัก ได้แต่กินของรสชาติแย่ๆอยู่รอมร่อไป 

 

จะเจ้า…นายท่าน…พอจะเหลือให้ข้าสักเม็ดหรือไม่? 

 

“โอ้? เหตุใดจึงมิได้เล่า ทว่ายามนี้ตัวข้านั้นไม่มีพละกำลังตามหาเจ้าเพื่อทำพันธะสัญญา พวกเขากำลังไล่ล่าข้าอยู่ด้านนอก” เมิ่งอวิ๋นซือหลอกล่อเพื่อหาวิธีให้เขมือบฟ้าหาทางทำอะไรสักอย่าง ไม่เช่นนั้นนางคงต้องเลื่อนเวลาปรุงโอสถและเสี่ยงโดนไล่ล่า หากเป็นเช่นนี้เกรงว่าโม่เซียวหยางจะไปเฝ้ายมบาลเสียก่อนหรือไม่ก็คงปลดปล่อยบางสิ่งออกมาจากตัวเขาดั่งที่เสี่ยวจื่อเคยกล่าว 

 

นางไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดแต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน 

 

หากทำพันธะสัญญากับข้า ท่านสามารถเรียกใช้ข้าได้ทุกครั้ง! เอาล่ะ…ข้าจะบอกความลับให้ท่านฟัง…กรีดเลือดของท่านแล้วใช้พลังยุทธ์ดูดซับ เปิดจิตเชื่อมต่อให้ข้าเข้าไปเพื่อกินเลือดของท่าน 

 

มุมปากขวาของนางกระตุก กินเลือด? กินได้แม้กระทั่งเลือดเนื้อมนุษย์! นี่มันสมบัติบรรพกาลรึสมบัติผีกันแน่ 

 

เมิ่งอวิ๋นซือได้แต่จำนน ใช้กริชกรีดเลือดบนนิ้วแล้วปล่อยพลังยุทธ์ที่เหลืออยู่น้อยนิดดูดซับเข้าปากอย่างช้าๆ ปล่อยจิตวิญญาณแผ่ขยายเพื่อยอมให้เขมือบฟ้าเข้ามาและเมื่อมันเข้ามา ราวกับว่าร่างกาย ตัวตนของนางคล้ายกับมีผู้อื่นสิงสถิตอยู่ ตัวตนนั้นค่อยๆดูดซับเลือด นางรู้สึกได้ว่าเลือดภายในหมุนเวียนออกไปราวกับสายน้ำ จนกระทั่งสติของนางพลันดำมืด จึงรีบปิดกั้นการเชื่อมต่อจิตวิญญาณทันที 

 

แฮะ…แม้แต่เลือดของท่านก็อร่อย! 

 

“เจ้าตัวตะกละนี่! หากยังกล้าขโมยกิน ข้าจะไม่ทำพันธะสัญญากับเจ้าอีก!” นางเพียงแค่ข่มขู่เพื่อตักเตือนให้เขมือบฟ้ารู้จักการวางตัวเมื่ออยู่ด้วยกัน 

 

ข้าไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว ท่านเรียกข้าเร็วเข้า! 

 

น้ำเสียงมันดูตื่นเต้นทว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเรียกมันออกมา เพราะเกรงว่าเกิดมีคนจับสัมผัสมันได้ จะเป็นการนำหายนะมาสู่ตนเอง 

 

“ไม่ได้ ข้าไม่รู้ว่าพวกเขามีสิ่งของตามจับสัมผัสเจ้าได้หรือไม่ เกิดเรียกเจ้าออกมา ข้ามิต้องหนีตายหัวซุกหัวซุนหรอกหรือ” 

 

คล้ายจะด่าเขมือบฟ้า ทว่ามันไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่จึงได้แต่กล่าวว่าเห็นด้วย เห็นด้วยอย่างยิ่ง 

 

น่าเสียดาย ขอเพียงมีแหวนช่องว่างจะช่วยกลบกลิ่นอายบนตัวของข้าได้ 

 

แหวนช่องว่าง! นางเกือบลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไรกัน ทว่าคงไม่มีโอกาสมากนักหากไม่อาจรับมือกับคนจากโลกอื่น เพราะเหตุนี้นางจึงใช้ประโยชน์จากการทำพันธะสัญญาเอ่ยถามเขมือบฟ้าเกี่ยวกับแหวนช่องว่าง 

 

ข้าเคยได้ยินพวกคนเหล่านั้นกล่าวว่ามันอยู่ทางตะวันออกแต่เพียงครู่เดียวพวกเขาก็ตายเสียแล้ว 

 

นางเลิกคิ้วข้างหนึ่ง โชคหล่นทับแท้ๆ เจ้าเขมือบฟ้าคงแอบกินจิตของใครหลายคนจึงทำให้ล่วงรู้ความลับนี้เข้า 

 

เอ๊ะ นายท่าน…ข้าจับโอสถและสมุนไพรในระยะหลายร้อยลี้ไม่ได้แล้ว 

 

โอ้ อีกทั้งยังจับสัมผัสบนตัวผู้อื่นได้ด้วย? นี่มันไม่ใช่ลักษณะของหัวขโมยหรอกหรือ แต่ลองใคร่ครวญดูอีกครั้ง เจ้าสิ่งนี้ชอบแอบกินจิตวิญญาณ แอบกินเลือดของนาง สรุปได้ว่าคือหัวขโมยดีๆนี่เอง 

 

เมื่อทางสะดวก เมิ่งอวิ๋นซือจึงเปิดประสาทสัมผัสและกลิ่นอายของตัวเองออกมาอีกครั้งทว่าในขณะที่กำลังจะก้าวออกนอกถ้ำ พลันร่างกายของนางก็ทรุดลงเสียก่อน ตามด้วยเสียงท้องร้องอย่างน่าอาย 

 

“อา…” นางลืมไปว่าหลังจากใช้ลมปราณ พลังยุทธ์ไปจนสิ้น ทำให้นางกลายเป็นคนธรรมดา เนื่องจากไม่มีลมปราณมากพอคอยช่วยอวัยวะภายในทำงานอย่างเช่นกระเพาะอาหาร จึงทำให้เกิดความรู้สึกหิวขึ้นมาฉับพลัน หากไม่มีอะไรตกถึงท้องโดยเร็ว ลมปราณพิเศษจะต้องโผล่ออกมาแน่นอน 

 

อา…ท่านยังเป็นมนุษย์อยู่จริงๆ! 

 

“ต้องตกอยู่ในสภาพนี้เพราะผู้ใดมันกินเลือดของข้ากันเล่า!” 

 

ทันใดนั้นเขมือบฟ้าก็หุบปากไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก 

 

เมิ่งอวิ๋นซือไม่คิดว่าจะตกอยู่ในสภาพหิวโหยถึงเพียงนี้ มือสองข้างกุมท้อง ใบหน้านิ่วด้วยความหิวก่อนจะกัดฟันใช้แรงทั้งหมดตามหาสัตว์อสูรเพื่อฆ่ากินสักตัว เมื่อรวบรวมพลังยุทธ์หมายจะซัดใส่สัตว์อสูรตัวหนึ่ง พลันร่างของนางก็ล้มลง 

 

นางในยามนี้สภาพอนาถเหลือทน แม้แต่แรงเชือดสัตว์อสูรยังไม่มี! 

 

ร่างเล็กค่อยๆลุกขึ้นมาอีกครั้ง ใช้ถุงเมฆาค้างเอาผงพิษออกมาเพื่อวางกับดัก หากภายในหนึ่งเค่อไม่มีสัตว์อสูรติดกับ นางจำต้องใช้โอสถเพิ่มพลังยุทธ์แล้วไปทนหิวเอาข้างหน้า แต่เกรงว่านางจะสลบไปอีกครั้งและยิ่งทำให้ใช้เวลาเดินทางกลับไปหาโม่เซียวหยางนานถึงสองเท่าตัว ร่างกายของนางสำคัญกว่าพลังยุทธ์ เหตุนี้จึงจำเป็นต้องกินดั่งคำที่ว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง 

 

ในระหว่างที่รอเวลา นางจำได้ว่าโม่เซียวหยางเคยให้โอสถมรกตขวดเล็ก ภายในคือโอสถจากตัวน้ำพุในวิหารโบราณ นางมักจะพกติดตัวไว้เสมอเผื่อยามคับขันในงานประลอง ทว่ากฎงานประลองไม่ให้ใช้สิ่งของเหล่านี้ ไม่รอช้าจึงหยิบมันออกมาก่อนจะจิบเข้าไปหนึ่งอึก 

 

ทันใดนั้นร่างกายค่อยๆสดชื่น พละกำลังฟื้นฟู ความเหน็ดเหนื่อยจากการถูกไล่ล่าหายเป็นปลิดทิ้ง ช่วยคลายความหิวได้ชั่วขณะหนึ่ง 

 

แกว๊ก! 

 

เสียงสัตว์อสูรตัวหนึ่งกำลังติดกับดัก นางโปรยผงพิษบนพุ่มไม้ กลิ่นของมันหอมหวานดึงดูดทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่กับคน และเมื่อได้สูดดมเข้าไปจะทำให้สติพร่าเลือน หลังจากนั้นหัวใจก็จะหยุดเต้นลงโดยไม่รู้สึกตัว เมื่อแอบซุ่มดูก็พบว่าเป็นกวางมีปีกเขาเดียวอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นสูง 

 

เมิ่งอวิ๋นซือกินโอสถเพิ่มพลังยุทธ์ก่อนจะจัดการฆ่าสัตว์อสูรตัวนั้น ไม่นานนักก็เฉือนเนื้อ ควักอวัยวะทิ้งแล้วใช้พลังยุทธ์ทำลายเพื่อกลบกลิ่นไม่ให้สัตว์อสูรตัวอื่นเข้ามาในรัศมีของนาง กวางมีปีกเขาเดียวตัวนี้ใหญ่เกินไป นางจึงจำเป็นต้องตัดส่วนขาออก ทว่าในระหว่างที่กำลังลงมือประสาทสัมผัสเกิดตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน 

 

ฟิ้ว! 

 

กริชเล่มหนึ่งปาออกไปยังต้นไม้ด้านหลังของนาง เกิดเสียง พรึ่บ เป็นกริชปักลงบนตัวต้นไม้แทน 

 

“ออกมา!” เมิ่งอวิ๋นซือยืนขึ้น ขมวดคิ้วแน่น หากอีกฝ่ายเป็นคนจากโลกอื่น นางจะได้ประเมินสถานการณ์เพื่อหลบหนีให้แม่นยำ 

 

เสียงแซ่กของพุ่มไม้ต้นหนาถูกเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กกระจ้อยร่อยของเด็กคนหนึ่ง 

 

เด็ก? 

 

เมิ่งอวิ๋นซือแทบไม่อยากจะเชื่อในสายตาตัวเอง เขตแดนซีเยว่มีเด็กหลงมาได้อย่างไร!? หรือพวกคนโลกอื่นส่งบุตรหลานเข้ามาฝึก? แต่ส่งเด็กไม่ถึงสี่หรือห้าขวบครึ่งออกจะดูโหดร้ายไปหน่อยหรือไม่ 

 

เด็กผู้นี้เป็นเพศเดียวกับบุรุษ สวมชุดขาวยาวลากพื้นติดฝุ่นดูสกปรกแต่ผมสีดำดุจหมึกเงาวับถูกมัดจุกกลางศีรษะ ช่วงตัวเล็กทว่าใบหน้ากลับอ้วนกลมคล้ายซาลาเปา จมูกและริมฝีปากเล็กดูมีชีวิตชีวา ดวงตาสีดำสนิทคล้ายกับเส้นผมไม่มีประกาย…ไม่มีประกาย 

 

แววตาของเด็กคนนี้ไม่มีประกายราวกับจิตวิญญาณถูกถอดออกไป…เกิดเป็นเช่นนั้นจริงแล้วเหตุใดร่างกายจึงขยับคล้ายกับยังมีสติอยู่ หรือว่านี่จะเป็นวิญญาณตนหนึ่งที่ผูกติดอยู่ในเขตแดน? 

 

เมิ่งอวิ๋นซือไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เขตแดนซีเยว่เต็มไปด้วยภัยอันตราย นี่อาจจะเป็นสิ่งลี้ลับหรือบททดสอบบางอย่าง 

 

“เจ้ามาจากที่ใด ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่” นางย่อตัวลงเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายไม่ทำให้เด็กตกใจหนี 

 

เด็กน้อยขมวดคิ้วหลับตาคิด ช่างดูน่ารัก ทำท่าทางราวกับอวุโสก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วส่ายหน้าช้าๆ 

 

“ชื่อล่ะ” 

 

“งือ…” เด็กน้อยส่ายหน้าอีกครั้ง ดวงตาสีดำสนิทมีน้ำตาคลอ 

 

เมิ่งอวิ๋นซือเริ่มใจอ่อน ในวัยของเขาทำให้นางหวนนึกถึงอดีต เด็กหลายคนถูกทดลอง ถูกเข่นฆ่าไม่เหลือแม้แต่คนเดียว เช่นเดียวกับความรู้สึกยามเจอเสี่ยวจื่อครั้งแรก 

 

“เจ้าพูดไม่ได้หรือ” 

 

เด็กน้อยส่ายหน้าครั้งที่สาม เมิ่งอวิ๋นซือถอนหายใจ นางจะมาเสียเวลากับเรื่องเช่นนี้ไม่ได้ นางต้องรีบกลับไปเพราะโม่เซียวหยางยังรอคอยการช่วยเหลือ เมื่อคิดถึงเขาขึ้นมา นางจึงติดต่อกับเสี่ยวจื่อผ่านทางจิต อาการของเขายังทรงตัวดีทว่าดูเหมือนพิษจะใกล้เข้าสู่เส้นเลือดชีพจรทุกชั่วขณะ เมื่อเด็กน้อยเห็นว่านางลุกยืนอยู่ครู่หนึ่งไม่ได้ขยับตัว มือเล็กๆจึงฉุดชายกระโปรงไว้ก่อนจะเขย่าเพื่อเรียกนางก่อนจะชี้ไปทางซากสัตว์อสูร 

 

“เจ้าหิวหรือ” นางมองไม่เห็นแววตาของเด็กทว่าใบหน้าของเขาดูมีความสุข ดวงตายิ้ม มุมปากแอบเห็นน้ำลายไหลออกมา 

 

เป็นเช่นนี้แล้วเมิ่งอวิ๋นซือจึงตัดท่อนขาสองข้างของซากกวางมีปีกเขาเดียว แล้วใช้พลังยุทธ์ควบคุมให้มันลอยขึ้นเพื่อความสะดวก เด็กน้อยดูเหมือนจะอ้าปากค้างก่อนจะปรบมือแล้วกระโดดโลดเต้น ชี้ไม้ชี้มือบอกให้นางเก็บซากทั้งตัวไปด้วย 

 

“เจ้าจะกินหมดนี่เลยรึ” 

 

เด็กน้อยผงกศีรษะขึ้นลง 

 

เมิ่งอวิ๋นซือได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งทว่าไม่ได้ปฏิเสธ ใช้พลังยุทธ์แบกซากทั้งหมด พลันเขายิ้มด้วยความดีใจแล้วเดินนำหน้านางแล้วกวักมือให้ตาม ตั้งแต่นางเข้ามาสู่โลกนี้ มีแต่สิ่งแปลกประหลาดอยู่เต็มไปหมด แม้ลึกๆจะตกใจอยู่เล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ผลักไสสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สัมผัส กลิ่นอายและท่าทางของเด็กผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย เหตุนี้นางจึงเดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ 

 

อีกฝ่ายเดินนำเข้าไปในป่าลึก ไม่นานก็ได้ยินเสียงลำธารจากอีกฝั่ง เด็กน้อยจะหยุดเดินทำมือชี้ไปมา เมิ่งอวิ๋นซือเข้าใจความหมายนำซากสัตว์อสูรไปถลกขน ล้างน้ำ ชำแหละเนื้อ ทำลายเครื่องใน ขจัดกลิ่นคาวแล้วหาเศษไม้ ใช้พลังยุทธ์ก่อไฟขึ้นมาก่อนจะสร้างขาไม้เสียบเนื้อและขาตั้งที่แข็งแกรงไว้ทั้งสองฝั่ง 

 

เจ้าเด็กน้อยมองด้วยความหิว มุมปากของเขามีน้ำลายไหลลงมาหยดติ๋งๆ เมิ่งอวิ๋นซือยกยิ้มมุมปาก หยิบสมุนไพรในถุงเมฆาค้างและเกลือลงไป มือขวาควบคุมไฟได้ดั่งใจนึก เพียงแค่หนึ่งก้านธูป กลิ่นหอมของสมุนไพรและเนื้อค่อยๆโชยออกมา ผิวด้านนอกกรอบสีเหลือง ด้านในฉ่ำวาวไปด้วยน้ำจากไขมัน จู่ๆร่างของเด็กน้อยพลันนั่งคุกเข่าลงด้วยท่าทีสงบราวกับกำลังรอสัญญาณจากนาง 

 

เมิ่งอวิ๋นซือมองดวงตาของเด็กน้อยที่กำลังจ้องเนื้อย่างอยู่ ทว่านางกลับขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่ามุมปากน้ำลายไหลเยิ้มกับกลิ่นของเนื้อเบื้องหน้า…แต่เหตุใดดวงตาของอีกฝ่ายดูสั่นระริกราวกับกำลังมองสิ่งแปลกประหลาด 

 

นางมองเด็กน้อยอีกครั้ง เมื่อพินิจดูดีๆจะพบว่าเด็กน้อยผู้นี้กำลังจ้อง…กองไฟ? 

 

แม้จะไม่เห็นประกายในแววตาของเด็กน้อยแต่กลับพบว่าดวงตาของเขากำลังยิ้มอย่างเปี่ยมสุข ปากยิ้มกว้างก่อนจะหัวเราะคิกคักแล้วปรบมือไปที่กองไฟ อีกฝ่ายกระโดดรอบกองไฟแล้วส่งยิ้มเห็นฟันขาวให้นาง 

 

ท่าทีของเด็กน้อยเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาชี้ไปที่เนื้อย่างแล้วลูบท้องของตัวเอง เมิ่งอวิ๋นซือฉีกเนื้อก่อนจะยื่นส่งให้ เพียงแค่พริบตาเดียว เขาอ้าปากกว้างก่อนจะงับทั้งหมดกลืนลงไป 

 

นางกระพริบตามอง ไม่รู้จะกล่าวสิ่งใด ได้แต่ส่งเนื้อส่วนขาให้ เด็กน้อยรับมาอ้าปากกลืนลงไปทั้งกระดูกแล้วเลียริมฝีปากด้วยความอร่อย 

 

คราวนี้ลางสังหรณ์กำลังบอกนางว่าเจ้าเด็กที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่คน 

 

เมิ่งอวิ๋นซือกินส่วนของตัวเอง เติมเต็มกระเพาะให้อิ่ม เด็กน้อยเห็นนางลุกขึ้น เขาจึงลุกขึ้นตามพลางมองเนื้อย่างส่วนที่เหลือด้วยแววตาละห้อย 

 

“ยังไม่อิ่มหรือ” 

 

เด็กน้อยพยักหน้า 

 

“เช่นนั้นยกให้เจ้าทั้งหมด” ในขณะที่นางกำลังจะเฉือนเนื้อให้อีกฝ่าย พลันเด็กน้อยตรงหน้าก็จับเนื้อย่างกลืนลงไปทั้งตัว 

 

เมิ่งอวิ๋นซือกระพริบตาอีกครั้ง หากไม่เพราะนางควบคุมสีหน้าเก่ง ยามนี้คงอ้าปากค้างไปแล้ว 

 

จับจิตวิญญาณไม่ได้ สัมผัสกลิ่นอายไม่ได้ เจ้าเด็กนี่ไม่ใช่คน! 

 

เขมือบฟ้าส่งเสียงเตือน เมิ่งอวิ๋นซือตอบกลับอย่างใจเย็น คอยดูท่าทีว่าเด็กผู้นี้จะทำอย่างไรต่อไป 

 

“อา” เด็กน้อยลูบท้องบ่งบอกว่าเขาอิ่มแล้ว จากนั้นอีกเขาค่อยๆเดินเข้ามาใกล้แล้วเงยหน้ามองส่งยิ้มให้นาง 

 

ไม่มีจิตสังหารหรือกลิ่นอายของการคุมคาม เมิ่งอวิ๋นซือจึงก้มตัวลงลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ นางกำลังจะชักชวนเขาทว่ามือเล็กๆคู่นั้นยื่นออกมาก่อนจะเผยบางสิ่งที่ทำให้หนึ่งสัตว์เลือดผสมหนึ่งสมบัติบรรพกาลต่างเอ่ยในใจกันอย่างพร้อมเพรียง 

 

รับสิ่งนี้ไว้! / รับสิ่งนี้ไว้เร็วเข้า! 

 

มังกรเลือดผสมที่นานๆครั้งจะเอ่ยออกมากับน้ำเสียงของเขมือบฟ้าที่อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เมิ่งอวิ๋นซือพินิจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า 

 

มันคือใบไม้สามใบ สีเขียวสดราวกับเพิ่งตากน้ำค้างมาไม่นาน ไม่มีพิษ ไม่มีกลิ่น คล้ายกับใบไม้ธรรมดาทั่วไปไม่ได้ทำให้นางรู้สึกถึงความพิเศษ ทว่าเจ้าสองตัวที่อยู่ภายในกลับเอ่ยออกมาเอง 

 

“ให้ข้าหรือ?” 

 

“ใช่!” คราวนี้เด็กน้อยตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส เสียงของเขาให้ความรู้สึกสดชื่น 

 

“ขอบคุณ” นางกล่าวสั้นๆก่อนจะรับใบไม้ออกมาหนึ่งใบ แต่เด็กน้อยพลิกกุมมือของนางกลับไว้อย่างง่ายดายก่อนจะวางใบไม้ที่เหลืออีกสองใบให้ 

 

เพียงพริบตาเดียว สายลมพัดแรง เมิ่งอวิ๋นซือกระพริบตาครั้งเดียว มองไปที่เด็กน้อยก่อนจะพบว่า อีกฝ่ายได้หายตัวไปแล้ว นางถือใบไม้สามใบขึ้นมา เมื่อดมกลิ่นยิ่งไม่เห็นความพิเศษ จึงเก็บมันไว้ในถุงเมฆาค้าง 

 

นางทำลายหลักฐานกองไฟและสิ่งอื่นอยู่ชั่วครู่แล้วหลับตาเปิดประสาทสัมผัส จับทิศทางเชื่อมต่อจิตของเสียวจื่อก่อนจะมุ่งหน้าไปเส้นทางนั้น 

 

นั่นมันหญ้ากำเนิด! ไม่รู้เจ้าเด็กนั่นไปเอามาจากที่ใด 

 

“ข้าจับสัมผัสกลิ่นอายของสิ่งนี้ไม่ได้เลย” นางตอบกลับเขมือบฟ้า 

 

คนธรรมสามัญจะรู้ได้อย่างไรเล่า หากเป็นเจ้าบุรุษผู้นั้นล่ะก็ไม่แน่ 

 

“เจ้ารู้จักเขาด้วยรึ” เจ้าบุรุษนั่นคงหมายถึงโม่เซียวหยาง 

 

แต่จิตวิญญาณของเขาน่ากลัวไป ข้ารู้ตัวตนของเขาแต่เข้าใกล้ไม่ได้ 

 

“ไม่คิดว่าสมบัติบรรพกาลเช่นเจ้า…จะมีข้อยกเว้น” นางหัวเราะในลำคอ 

 

ฮึ! 

 

“ในเมื่อเจ้ารู้จักใบไม้นี้…มันคือหญ้ากำเนิดหรือ ชื่อธรรมดาสามัญ หน้าตาก็คล้ายใบไม้ทั่วไป” 

 

เพราะนายท่านระดับต่ำต้อยจึงจับสัมผัสของสิ่งนี้ไม่ได้อย่างไรเล่า 

 

ทันใดนั้นหางตาของเมิ่งอวิ๋นซือกระตุก 

 

แม้จะชื่อและรูปร่างธรรมดาสามัญ แต่มันเป็นสมบัติล้ำค่า ล้ำค่าอย่างมากสำหรับผู้ฝึกพลังยุทธ์ นายคนเก่าของข้าเคยได้มันมาอยู่เพียงแค่ใบเดียว 

 

เมื่อกำเนิดโลก สิ่งที่ผุดจากผืนดินไม่ใช่ต้นไม้ แต่มันคือหญ้า เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผืนโลกเขียวชอุ่ม เหตุนี้มันจึงชื่อว่าหญ้ากำเนิด พลังจิตวิญญาณของมันแข็งแกร่งเปี่ยมไปด้วยธาตุไม้บริสุทธิ์ หากปรุงมันออกมาเกินห้าสิบส่วนจะช่วยเลื่อนระดับพลังยุทธ์ให้ก้าวหน้าเกินขีดจำกัด 

 

“วิเศษถึงเพียงนี้!” 

 

เมิ่งอวิ๋นซือเบิกตากว้างเล็กน้อย หากสามารถใช้สิ่งนี้เป็นส่วนผสมปรุงโอสถวิถีราชันย์ได้…แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพลังยุทธ์ของโม่เซียวหยางจะก้าวกระโดดไปได้ไกลเพียงใด 

 

ท่านคิดจะใช้มันปรุงร่วมกับโอสถวิถีราชันย์หรือ 

 

“ทว่าข้ากลับไม่มั่นใจจะสามารถปรุงร่วมกันให้ได้ความบริสุทธิ์หนึ่งร้อยส่วน” 

 

ไม่ต้องกังวล ขอเพียงแค่ห้าสิบ ห้าสิบส่วนเท่านั้น บุรุษของเจ้าจะก้าวข้ามระดับในยามนี้แน่นอน 

 

พลันจิตใจเมิ่งอวิ๋นซือจึงสงบลง รีบรุดหน้าใช้โอสถฟื้นฟูพลังยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อไปหาโม่เซียวหยางโดยไม่หยุดพัก โชคดีเขมือบฟ้าจับสัมผัสของผู้คนในรัศมีหลายร้อยลี้ทำให้นางเดินทางได้อย่างราบรื่น 

 

นายท่าน! ท่านประมุขกระอักเลือดอีกครั้งแล้วขอรับ! 

 

แย่ล่ะ! 

 

เสียงเสี่ยวจื่อดูกระวนกระวาย นางรีบโคจรลมปราณผสานพลังยุทธ์เร่งฝีเท้าราวกับติดปีก 

 

‘ข้ากำลังจะถึงในไม่ช้า โอสถชะลอพิษหมดแล้วหรือ!’ 

 

อีกฝั่งเงียบไป หมายความว่าสถานการณ์ไม่ดีแล้ว! 

 

สงบใจก่อน บุรุษผู้นั้นมิตายง่ายๆหรอก ยิ่งเจ้าร้อนรน สมาธิในยามปรุงโอสถจะยิ่งล้มเหลว 

 

เขมือบฟ้าพูดถูก ร้อนรนไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ทางที่ดีต้องสงบใจไว้แล้วเร่งพละกำลังไปให้ถึงจุดหมายโดยไว 

 

เมื่อมาถึงหน้าวิหารโบราณ กลิ่นอายและหมอกสีดำแผ่กระจาย เมิ่งอวิ๋นซือกอดแขนตัวเองครู่หนึ่งแล้วทะยานตัวเข้าไปด้านใน ยิ่งเข้าใกล้โม่เซียวหยาง สัมผัสแห่งความสยดสยองค่อยๆคืบคลาน กระทั่งเขมือบฟ้าส่งเสียงเตือนหากไม่ตั้งสติให้ดีจะถูกอีกฝ่ายกลืนกินตัวตนของนาง 

 

เมิ่งอวิ๋นซือไปถึงแล้วหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า ทว่ากลับสู้ใบหน้าซีดเผือกราวกับผีของโม่เซียวหยางไม่ได้ ใบหน้าของเขาซีดเขียว เหงื่อแตกพลั่ก ริมฝีปากดำคล้ำ บริเวณแก้มเห็นเส้นเลือดสีดำลามไปถึงหน้าผาก หว่างคิ้วขมวดแน่นคล้ายกับกำลังฝืนความทรมานภายในร่างกาย 

 

นางข่มใจตัวเอง มองไปที่เสี่ยวจื่อกำลังกรีดข้อมือ ใช้เลือดของตัวเองแตะริมฝีปากของโม่เซียวหยาง 

 

โอ้ รอบตัวเจ้าช่างน่าตื่นตะลึงอะไรเช่นนี้ นี่มันสัตว์เลือดผสมฉีหลินและ…เอ๋ กลิ่นใดนะ คุ้นๆ 

 

“เสี่ยวจื่อ เจ้ากำลังทำสิ่งใด” นางไม่ได้ฟังเขมือบฟ้าแต่เป็นห่วงเสี่ยวจื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำอยู่ 

 

“เลือดของข้าช่วยระงับพิษได้ขอรับ ภายในหนึ่งเค่อพอจะช่วยยื้อเวลานายท่านปรุงโอสถได้ขอรับ” 

 

เจ้าเด็กนี่พูดถูก เลือดของเขาเป็นโอสถวิเศษ แม้จะยังเยาว์วัยแต่สรรพคุณไม่ได้ต่างจากสมุนไพรล้ำค่า 

 

ได้ยินเช่นนั้น เมิ่งอวิ๋นซือจึงเรียกเขมือบฟ้าออกมา พลันแสงสีทองสว่างวาบ เผยโฉมรูปร่างของเตากระถางชนิดหนึ่ง แสงนั่นสอดส่องจนเกิดคลื่นพลังงานทำให้นางรู้สึกอบอุ่น เมื่อมองใบหน้าของโม่เซียวหยางจากที่เคยซีดเซียวค่อยๆกลับมาเป็นปกติทว่าริมฝีปากยังคงคล้ำจากการถูกพิษ 

 

“เหตุใดจึงสกปรกเพียงนี้! นายท่าน…เก็บมาผิดหรือขอรับ” เมื่อแสงสว่างหมดลง เสี่ยวจื่อรีบกล่าวออกมาทันที 

 

“เพ้ย! อย่าได้ดูถูกข้าเชียวนะเจ้าเด็กหน้าเหม็น! รอให้นายท่านขัดเกลาข้าก่อนเถอะ เจ้าจะได้เห็นถึงความสง่างามของตัวข้า ฮ่าฮ่าฮ่า…เดิมทีชื่อเสียงของข้ายิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด ทั่วเหนือทิศใต้ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก…” 

 

“หุบปากแล้วส่งไขกระดูกบรรพกาลออกมาซะ!” เมิ่งอวิ๋นซือขมวดคิ้ว รูปร่างของเขมือบฟ้าเป็นสีขาวซีด มีรอยขีดข่วนอยู่เต็มไปหมด ทั้งยังดูสกปรกคล้ายกับเตาไฟในห้องครัว ทว่าไม่อาจดูถูกลวดลายสลักแปลกประหลาดบนตัวของมันได้เลย 

 

เขมือบฟ้าไม่กล้าเอ่ยต่อ มันค่อยๆคายไขกระดูกบรรพกาลออกมาวางไว้เหนือกระถาง เสี่ยวจื่อแอบหัวเราะมันก่อนจะหันความสนใจไปช่วยป้ายเลือดให้โม่เซียวหยางต่อ 

 

เมิ่งอวิ๋นซือนำสมุนไพรที่เสี่ยวจื่อเคยเตรียมให้มาตรวจสอบก่อนจะเริ่มใช้พลังยุทธ์ของตนจุดพลังในตัวเขมือบฟ้า เขมือบฟ้ารับพลังยุทธ์ของผู้เป็นนายก่อนจะกลืนกินอย่างตะกละตะกลาม ฉับพลันเกิดแสงสีแดงส่องสว่างทั่วตัวกระถางพร้อมกับไฟสีแดงลุกโชติช่วงอย่างอัศจรรย์ใจ 

 

ท่านมี…ธาตุไฟ…ไม่ใช่ไฟธรรมดา…เพลิงนรก? อีกทั้งมิใช่เพลิงกสิณ นี่มันคือสิ่งใด เหตุใดพลังถึงรุนแรงยิ่งนัก แต่ช่างเถิด ตัวข้าจะกลืนกินมันให้หมดเอง 

 

มือเล็กสองข้างทำรูปผสานพลังยุทธ์เข้ากับเขมือบฟ้า ตามที่อีกฝ่ายกล่าว นางไม่รู้ว่าพลังยุทธ์ของนางเป็นเช่นไร แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจคือนางเป็นผู้ใช้ธาตุไฟเป็นหลัก เพลิงของไฟเผาผลาญทุกสิ่ง โหมกระหน่ำต่อเนื่อง ในยามที่หลับตาแสงละอองสีแดงนับหลายล้านหมุนวนรอบตัวกำลังระบำอย่างเริงร่า มันทยอยเข้าไปในกระถางทีละนิด ทีละนิด จนกระทั่งเปลวไฟทะลุขึ้นสู่ด้านบน ทำลายสิ่งกีดขวางก่อนจะมอดดับลงเหลือเพียงล้อมรอบไว้ตัวกระถางเท่านั้น 

 

เสี่ยวจื่อกำแพงด้านบนซึ่งเป็นรูโหว่ ความเคารพนับถือในตัวนายท่านของมันยิ่งมีมากขึ้น เพลิงสีชาดนี้ทำให้มันหวั่นกลัวยิ่งนัก น่ากลัวเฉกเช่นเดียวกับพลังที่หลับอยู่ในตัวท่านประมุข 

 

ทันใดนั้นเมิ่งอวิ๋นซือหลับตาลงแล้วหยิบสมุนไพรล้ำค่าสองตัวลงในกระถาง ค่อยๆหลอมรวมมันเข้าด้วยกัน ภายในสองเค่อก็หันไปหยิบสมุนไพรอีกสองตัวลงไปในกระถางอีกครั้ง เขมือบฟ้าใช้จิตวิญญาณของมันหลอมรวมสมุนไพรที่ถูกใส่ลงมา พลางตกตะลึงในความสามารถของอีกฝ่าย แม้แต่ผู้ปรุงโอสถเทพไม่อาจหลอมรวมสมุนไพรด้วยกันถึงสองชนิดในคราวเดียว เพราะสมุนไพรต้องหลอมรวมกับกระถางให้ได้เสีย ใช้เวลานานกว่าจะดึงสรรพคุณในตัวของสมุนไพรออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทว่านางกลับหลอมรวมถึงสองชนิด นี่เหนือเกินความคาดหมายจริงๆ 

 

ควบคุมพลังยุทธ์และธาตุของตัวเองได้ดีถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่? 

 

ร่างเล็กไม่ได้สนใจเสียงของเขมือบฟ้า ในยามนี้นางปิดกั้นทุกอย่างจากภายนอก ใช้สมาธิและดึงจิตวิญญาณของตัวเองออกมา ในความมืดมิดดวงตาของนางค่อยๆเห็นแสงสีแดงผูกโยงกระจายตัวยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด นางจับเส้นสีแดงนั้นทำการผสานรวมกันเป็นชื่อของสมุนไพรแต่ละชนิด เมื่อผสานออกมาเป็นชื่อของสมุนไพรได้สำเร็จ เปลวไฟในกระถางลุกโชนพวยพุ่งก่อนจะดับสนิทคล้ายกับรอให้นางทำสำเร็จอีกครั้ง 

 

เมื่อจับทิศทางของการหลอมโอสถได้ ไม่รอช้า เมิ่งอวิ๋นซือเริ่มจับสมุนไพรลงไปครั้งละสามชนิด เปลวไฟพุ่งจากตัวกระถางขึ้นทุกๆสองเค่อ ยิ่งนานยิ่งชำนาญ ทำให้ตัวเขมือบฟ้าสรรหาคำพูดไม่ออก 

 

นี่คือความท้าทายของการเป็นผู้ปรุงโอสถ การปรุงโอสถสำหรับนางจะไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะทุกอย่างล้วนเป็นสมุนไพรล้ำค่าและใช้สมบัติบรรพกาลในการหลอม เส้นสีแดงผูกโยงเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในยามที่นางเคยปรุงครั้งแรก หมายความว่าตัวของนางสามารถก้าวข้ามระดับปรมาจารย์โดยการปรุงวิถีราชันย์ออกมาให้สำเร็จ 

 

เวลาผ่านไปราวสามวัน ในที่สุดสมุนไพรทุกตัวก็หลอมรวมในกระถางครบ ขั้นตอนสุดท้ายนางต้องใช้จิตทั้งหมดเพื่อรวมกับเขมือบฟ้า ทว่าเขมือบฟ้าส่งเสียงเตือนให้นางใช้หญ้ากำเนิดใส่เข้าไปเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะช่วยยกระดับของโอสถ นางใช้จิตและพลังยุทธ์ทั้งหมดหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกระทั่งเกิดเสียงบางอย่างทำให้นางลืมตาดู 

 

ปัง! 

 

มันสำเร็จ! 

 

นางเผยอปากค้างออกมา มองดูโอสถสองเม็ดที่ลอยอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับในศีรษะส่งเสียงการเลื่อนระดับจากปรมาจารย์สู่โอสถเทพขั้นต้น 

 

ผู้ปรุงโอสถเทพขั้นต้น! 

 

ภายในใจเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าตื่นเต้นมากกว่านั้นคือ โอสถสีทองมันเงาเคลือบด้วยแสงสีแดง! 

 

กลิ่นหอมของมันฟุ้งกระจายในระยะหลายลี้ สัตว์อสูรที่อยู่ไม่ไกลมากกู่ร้องออกมาด้วยความสนใจ พวกมันค่อยๆมุ่งหน้ามาตามหากลิ่นอันแสนโอชะ กลิ่นหอมอ่อนเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันแกร่งกล้าแผ่ความสดชื่นออกมา เพียงแค่กลิ่นสัมผัสกับตัวของเมิ่งอวิ๋นซือ โม่เซียวหยางและเสี่ยวจื่อ 

 

พลันร่างกายที่เคยเหนื่อยล้าค่อยๆฟื้นฟูกลับมาเต็มเปี่ยม ข้อมือของเสี่ยวจื่อค่อยๆรักษาจนไม่เหลือรอยแผลเป็น ใบหน้าของโม่เซียวหยางดูมีชีวิตชีวา ริมฝีปากสีดำคล้ำค่อยๆจางลง 

 

ไม่ได้การ! ต้องรีบให้โม่เซียวหยางกินก่อนที่มันจะชักนำเหล่าอสูรและคนอื่นๆตามกลิ่นของโอสถมา 

 

หนึ่งความบริสุทธิ์หนึ่งร้อยส่วน อีกหนึ่งห้าสิบส่วน ไม่รอช้า นางคว้าโอสถความบริสุทธิ์หนึ่งร้อยส่วนมาแล้วกล่าวกับเขมือบฟ้าว่า 

 

“ข้าสัญญาว่าจะทำโอสถวิถีราชันย์ให้เจ้า ทว่าส่วนของหญ้ากำเนิดต้องเป็นของเขาเท่านั้น” 

 

“ไม่มีปัญหา!” เขมือบฟ้ากล่าวจบก็กลืนโอสถวิถีราชันย์ ดึงโอสถเม็ดลงในกระถางแล้วค่อยๆสลายหายไปอย่างช้าๆ 

 

เกิดแสงสีทองเปล่งประกายรอบตัวกระถางระยิบระยับ เพียงพริบตาเดียวลอยคราบสกปรกบนส่วนหนึ่งของตัวกระถางสลายหายไป ปรากฏภาพแกะสลักวิจิตรของรูปหงส์เพลิงสยายปีกท่ามกลางเปลวไฟ ในส่วนภาพสลักเป็นสีแดงดั่งพลังยุทธ์ของเมิ่งอวิ๋นซือ ทว่าส่วนอื่นยังคงเป็นสีขาวซึ่งมีรอยขีดข่วนอยู่ 

 

“รสชาติดี! ทำให้ข้าฟื้นฟูตัวเองได้ส่วนหนึ่งแล้ว..แต่ว่านายท่าน มีคนหลายสิบชีวิตกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ท่านรีบให้โอสถเขากินเถอะ หากบุรุษผู้นี้ก้าวข้ามพลังไปได้ จะกี่ร้อยชีวิตในโลกอื่นย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา” เขมือบฟ้ากล่าวออกมาแล้วพาตัวเองเข้าไปในถุงเมฆาค้างของเมิ่งอวิ๋นซือก่อนจะปกปิดลบกลิ่นอายของมัน 

 

พรวด! 

 

โม่เซียวหยางกระอักเลือดสีแดงสดออกมา เสี่ยวจื่อส่ายหน้าบอกกับนางว่าเลือดของเขาใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป พิษเข้าสู่เส้นชีพจรใกล้หัวใจเข้าไปทุกชั่วขณะ 

 

เมิ่งอวิ๋นซือรีบยัดโอสถใส่ปากของโม่เซียวหยาง ทว่าเมื่อนางจรดนิ้วเข้าไปในปาก เขากลับกัดนิ้วของนางทำให้โอสถวิถีราชันย์กระเด็นออกมา โชคดีนางไหวตัวเก็บมันขึ้นมาก่อนจะตกบนพื้น หากตกบนพื้นกลัวว่าความบริสุทธิ์ของมันจะลดลง เพื่อความไม่ประมาทนางจะต้องใส่เข้าปากเขาทันที 

 

“ข้าเอง…เซียวหยาง ข้ากำลังจะป้อนโอสถวิถีราชันย์ให้ท่าน” เมิ่งอวิ๋นซือคิดว่าเขากำลังปกป้องตัวเองจากสิ่งภายนอกจึงปิดใจปิดการรับรู้ทุกอย่าง 

 

เมิ่งอวิ๋นซือจับคางโม่เซียวหยาง พยายามจะเปิดปากเขาออก คราวนี้เขากลับปิดริมฝีปากแน่นกว่าเดิม นางลองทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาอ้าปากแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ไม่ยอมเปิดปากทำให้นางเริ่มขมวดคิ้วแน่น หากใช้พลังยุทธ์สลายโอสถให้ซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขาเกรงว่าจะไม่ได้ผล ความบริสุทธ์อาจลดไปกึ่งหนึ่ง 

 

ยามนั้น…ดูเหมือนว่าพลังของเขาและลมปราณของนางไม่อาจเข้ากันได้ ส่วนพลังยุทธ์นางไม่กล้าเสี่ยง 

 

มีเพียงแค่วิธีเดียว…เมิ่งอวิ๋นซือมองเสี่ยวจื่อที่กำลังบอกใบ้นาง มันทำปากจู๋ใช้นิ้วแตะๆริมฝีปากของตัวเอง ทันใดนั้นใบหน้าของนางก็มืดครึ้ม มันเป็นเพียงแค่สัตว์อสูรวัยเยาว์ ไฉนจึงรู้เรื่องเหล่านี้ มิน่าเล่า ไม่ต่างจากนายคนเก่ามันจริงๆ 

 

“เซียวหยาง คราวนี้หากเจ้าไม่ยอมเปิดปากกลืนโอสถก็อย่าหวังจะให้ข้าทำเช่นนี้อีก” เมิ่งอวิ๋นซือกระซิบข้างหูซ้ายโม่เซียวหยาง นางคิดอยู่นานกว่าจะสรรหาคำพูดมาขู่ แรงผลักดันจากคำพูดนี้อาจทำให้เขายอมเปิดปาก ทว่าเมื่อลองใช้นิ้วแตะริมฝีปากเขากลับเม้มปากแน่น 

 

ในที่สุดเมิ่งอวิ๋นซือก็ยอมแพ้ นางใช้ฟันคาบโอสถวิถีราชันย์ค่อยๆโน้มตัวเข้าหาริมฝีปากของเขา เมื่อลมหายใจอุ่นปะทะริมฝีปากของโม่เซียวหยาง พลันเขาค่อยๆเผยอริมฝีปากออก 

 

ในยามที่วางโอสถวิถีราชันย์ นางจำเป็นต้องใช้ลิ้นค่อยๆส่งโอสถเม็ดวางบนลิ้นของเขาอย่างช้าๆ ทว่าปลายลิ้นของนางกลับแตะโดนบนลิ้นของเข้า 

 

พลันทั่วร่างราวกับถูกกระแสลมร้อนหมุนวนอยู่ภายใน ร่างกายของนางชะงักลงก่อนจะรีบขยับริมฝีปากของตัวเองออก ทว่าลมหายใจ ความร้อนและกลิ่นหอมของโอสถทำให้ริมฝีปากของฝั่งตรงข้ามตอบสนองประทับริมฝีปากตอบกลับ 

 

โม่เซียวหยางรู้สึกตัวแล้ว! 

 

กลิ่นหอมของโอสถวิถีราชันย์เมื่อสัมผัสบนลิ้นของเขามีหรือจะไม่รับรู้ แต่ที่น่ายินดีไปกว่านั้นคือลิ้นเล็กๆของเมิ่งอวิ๋นซือเผลอแตะลงบนปลายลิ้นของเขา สามีตัวน้อยช่างใจกล้ายิ่งนัก เพื่อเป็นการตอบแทนความใจกล้า เขาจะต้องสนองกลับเป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ? 

 

ในยามนี้ต่อให้ต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษกำเริบเป็นสิบเท่าเขาก็ยอม ยามที่เปิดเปลือกตาขึ้น มองเห็นดวงตาของนางเบิกกว้างเล็กน้อย ดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งทำให้เขาประกบริมฝีปากให้นุ่มลึก 

 

มือสองข้างของนางก็น่าเอ็นดูนัก พยายามจะผลักเขาออกทว่ากลับชะงักค้างไว้เพราะกลัวว่าจะเผลอทำให้พิษในตัวแล่นเข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น เห็นหรือไม่ว่านางช่างมีจิตใจอ่อนโยนต่อเขาอย่างแท้จริง 

 

ไหนจะใบหน้าเขินอายยามมองเขาจากเบิกตากว้างกลายเป็นแววตามุ่งมั่นอยากจะกลืนกินเขาอย่างนั่นเล่า ไฉนจึงน่ารักเช่นนี้ จะให้เขาทำแสดงท่าทีเฉยเมยต่อนางหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก 

 

เมื่อโอสถวีถีราชันย์ถูกโม่เซียวหยางกลืนลงไปทำให้ทั่วร่างของเขารู้สึกสบายราวกับกำลังลอยอยู่เหนือเมฆ พละกำลังและพลังยุทธ์ถูกฟื้นฟูกลับมาเต็มเปี่ยม มีบางสิ่งภายในตัวกำลังหมุนวนอยู่ในท้อง มันกำลังกระจายไปทั่วร่างของเขา โอสถซึมเข้าสู่กระดูก พิษที่กำลังแล่นเข้าสู่หัวใจถูกชำระล้างออกไปจนหมด กระทั่งตัวของเขาเริ่มรู้สึกถึงพลังแปลกใหม่กำลังจะปะทุขึ้นมา 

 

แต่…ขอให้เขาตักตวงกำไรจากสามีตัวน้อยผู้นี้ก่อนเถิด! 

 

โม่เซียวหยางคว้าตัวเมิ่งอวิ๋นซือเข้ามากอดก่อนจะจับต้นคอนางแน่นเพื่อไม่ให้หนี ประกบริมฝีปากลงแล้วเริ่มต้นทำการ ‘จูบ’ ทันที 

 

เมิ่งอวิ๋นซือถลึงตาใส่เขา แววตาเผยความหมายบอกให้เขารีบปล่อยนางก่อนที่นางจะตีเขาซะ! 

 

แต่ดูเหมือนคำขอของนางจะไม่ได้ผล ยิ่งนางดิ้น ใช้พลังยุทธ์ผลัก เขายิ่งกอดรัดนางแน่นขึ้น ริมฝีปากถูกเขากำลังกัดกิน ลมหายใจถูกช่วงชิงไปอย่างดุดันกลายเป็นความหวานของโอสถหรือของสิ่งใดไม่อาจรู้เข้ามาแทนที่ 

 

ยิ่งนานนางยิ่งมองไม่เห็นหนทาง เมื่อเหลือบตามองเสี่ยวจื่อก็เห็นมันกำลังนั่งหันหลังอยู่มุมใดมุมหนึ่ง ในขณะที่นางกำลังเหลือบมองพลันถูกลิ้นของเขารุกรานโดยไม่รู้ 

 

โม่เซียวหยางไม่ต้องการให้นางมองไปที่ใดนอกจากตัวเขา! 

 

เหตุนี้เขาจึงใช้ลิ้นเกี่ยวกระหวัดนางเพื่อให้สนใจเพียงแค่เขา ก่อนจะรุกเข้าไปภายใน ทว่าเมื่อถูกต้อนออกมาเขาก็ยังไม่หยุดยั้ง พยายามจะเข้าไปข้างในอีกครั้งโดยการหลอกล่อนาง ยามเมื่อนางจับได้หมายจะกัดเขา เขาก็จะหลบหนีทันที 

 

กระทั่งเมื่อแววตาของนางเริ่มเคลิบเคลิ้ม เผยให้เห็นหยาดน้ำตาเกาะบนดวงตาหงส์คู่นั้น เขาจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง 

 

“ไร้ยางอาย!” เมื่ออีกฝ่ายถอนริมฝีปากออก เมิ่งอวิ๋นซือก็ด่าอีกฝ่ายทันที พลางยกชายแขนเสื้อปกปิดริมฝีปากของตัวเอง 

 

ถูกนางด่าเช่นนี้ ไฉนเขากลับคิดว่ามันช่างน่ารักเหลือเกิน 

 

โม่เซียวหยางหัวเราะในลำคอก่อนจะหลับตานั่งสมาธิเพื่อเข้าสู่การเลื่อนระดับ ความอบอุ่นแผ่ทั่วร่างกาย ภายในมีพลังยุทธ์ของเขาหมุนเวียนอยู่ ขนาดของมันมากเกินขีดจำกัดทำให้เขาต้องบีบอัดพลังยุทธ์ของตัวเองโดยมีโอสถวิถีราชันย์เป็นตัวนำแพร่กระจายไปยังทุกส่วนในตัวเขา ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมขยับตามพลังยุทธ์ของเขา 

 

สิ่งนี้คล้ายกับรอปะทุขึ้นมาตลอดเวลา เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อสะกดมันไว้จนกว่าโอสถจะเคลื่อนที่ให้ครบตามจุดของร่างกายและชีพจร 

 

สิ่งนี้คือหญ้ากำเนิด ทว่าโม่เซียวหยางกลับไม่รู้ตัว 

 

เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมใช้เวลาสองชั่วยามซึ่งเป็นเวลาด้านนอกกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด เสียงของสัตว์อสูรและเสียงของผู้คนกรีดร้องลั่นบนกำแพงจนกระทั่งบางสิ่งพุ่งตรงลงมากำแพงด้านบนของเมิ่งอวิ๋นซือ 

 

ตู้ม!!! 

 

เศษซากวิหารโบราณกระจัดกระจาย หินขนาดใหญ่ร่วงหล่นจากเบื้องบนดิ่งลงมาด้วยความเร็วสูง แต่ถูกเสี่ยวจื่อใช้มือทำลายแตกเป็นฝุ่นผงเสียก่อน เมิ่งอวิ๋นซือมองเหนือศีรษะของนาง ยามนี้กำแพงด้านบนกลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ มองเห็นเงาเคลื่อนที่ของคนจำนวนมากและสัตว์อสูรได้ลางๆ 

 

“กลิ่นของโอสถวิถีราชันย์มาจากด้านล่าง!” เสียงใครคนใดคนหนึ่งตะโกนออกมา 

 

“เจ้ารีบไปจัดการสัตว์อสูรที่เหลือซะ ข้าจะไปเอาโอสถออกมาเอง!” 

 

“ให้เจ้าไปเองรึ ฝันไปเถิด อย่าได้คิดมาหลอกข้า!” 

 

“พวกเจ้าหุบปากทั้งคู่! ข้า เย่เกอและเย่เฟิงจะลงไปหาเอง!” 

 

โอสถวิถีราชันย์ในโลกของพวกเขานับว่าเป็นของล้ำค่า แม้แต่ผู้อวุโสในตระกูลต่างพยายามหามันมาเพื่อใช้เลื่อนขั้น กลิ่นหอมไกลหลายร้อยลี้เช่นนี้หมายความว่าความบริสุทธิ์ของโอสถไม่ต่ำกว่าห้าสิบ หากได้มันมาครอบครอง ฐานะของพวกเขาจะต้องสูงส่งยิ่งกว่าเดิม หรือคิดจะนำไปขาย พวกเขารับรองได้ว่าจะกลายเป็นกลุ่มคนที่ร่ำรวยที่สุดเทียบเท่าเชื้อพระวงศ์ 

 

“ดูเหมือนว่าจะมีคนลงมาก่อนพวกเรา” สตรีนางหนึ่งทะยานตัวลงมา สวมชุดสีฟ้าอ่อนสดใส ผมมัดเกล้าปล่อยสยาย ใบหน้าเยาว์วัย ด้านหลังเป็นบุรุษสองคน คนหนึ่งสูงใหญ่ สวมชุดสีฟ้าคราม ผมมัดสูง ใบหน้าเคร่งขรึม ส่วนอีกคนตัวเล็กกว่า เห็นได้ชัดว่าเขาอายุราวสิบสองปี สวมชุดสีดำไม่เข้ากับใบหน้าดั่งคุณชายหยกเลยสักนิด 

 

เมิ่งอวิ๋นซือประมวลสถานการณ์ สามคนนี้คงอยู่ในระดับราชันย์ ทว่ามีเพียงเด็กหนุ่มสวมชุดดำนั้นเป็นไปได้ว่าอาจอยู่เหนือกว่า ยามนี้โม่เซียวหยางกำลังเข้าสู่การเลื่อนระดับและกลิ่นของโอสถวิถีราชันย์ชักจูงคนพวกนี้ราวกับปลาฝูงใหญ่ เหตุนี้นางจึงจำเป็นต้องคุ้มครองเขาให้ดี หากเกิดเหตุผิดพลาดขึ้นมา เขาอาจถูกธาตุไฟเข้าแทรกโดนพลังของตัวเองตีกลับ 

 

“แม่นางผู้นี้ ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าอยากจะถามแม่นางว่า ท่านได้เก็บโอสถวิถีราชันย์ไปแล้วหรือ” 

 

พวกเขาสามคนยืนลอยอยู่กลางอากาศ ไม่เห็นว่าโม่เซียวหยางกำลังเข้าสู่การเลื่อนระดับเพราะเขานั่งอยู่มุมลับตาคน แต่ถ้าพวกเขายืนอยู่บนพื้นเช่นเดียวกับนางเมื่อใด เมื่อนั้นก็จะเห็นได้ชัดเจน นางไม่ต้องการให้มีการต่อสู้ จึงได้ตอบไปให้พวกเขาคิด 

 

“ไม่มีแล้ว” 

 

คำตอบนี้สามารถตีความได้สองอย่าง 

 

หนึ่ง คือเมิ่งอวิ๋นซือเก็บโอสถวิถีราชันย์ไปแล้ว 

 

สอง คือไม่มีโอสถวิถีราชันย์ อาจเป็นภาพมายาของเขตแดนหลอกพวกเขาหรืออาจเป็นผู้อื่นมีแผนร้ายจงใจล่อให้พวกเขาตามกลิ่นโอสถ 

 

แต่พวกเขากลับเลือกข้อแรก 

 

“จะส่งมาให้พวกเราดีๆหรือจะตายอยู่ที่นี่!” เด็กหนุ่มกล่าวออกมาด้วยท่าทียโส 

 

“เย่เกอ เงียบเถอะ…ขออภัยแม่นางพอจะเจรจาตกลงกันได้หรือไม่? ไม่ว่าจะแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งใด ข้าสามารถหาสิ่งที่เท่าเทียมกับโอสถวิถีราชันย์แน่นอน” สตรีนางนี้ดูอ่อนหวาน ทั่วร่างเปล่งด้วยรัศมีสูงส่ง เมิ่งอวิ๋นซือลอบมองแววตากลับไม่พบความผิดปกติ 

 

“ไม่มีจริงๆ” 

 

“เจ้ากล้าหลอกลวงว่าที่พระชายาของ…” บุรุษสวมชุดฟ้าครามกล่าวออกมาด้วยใบหน้าไม่พอใจ แต่ถูกสตรีผู้นั้นเอ่ยขัดเสียก่อน 

 

“เย่เฟิง เงียบซะ! ไม่มีก็ไม่มี อย่าได้ไปรบกวนแม่นางผู้นี้อีก…พวกเจ้าสองคนไม่เห็นหรืออาวุธบนหลังของนางไม่ธรรมดา ท่วงท่าไม่เหมือนคุณหนูตระกูลขุนนาง ไม่เหมือนเชื้อพระวงศ์ แต่แววตาของนางคล้ายกับ...มือสังหาร” เย่หนิงกล่าวออกมา ในช่วงท้ายนางแอบกระซิบให้ทั้งสองคนได้ยิน ทว่ากลับไม่อาจปกปิดเมิ่งอวิ๋นซือที่เปิดประสาทสัมผัสทั้งห้า 

 

เย่เฟิงและเย่เกอพลันขมวดคิ้ว เม้มปากแน่น ถึงแม้พวกเขาจะมีพลังยุทธ์สูงส่งเหนือไปกว่าสตรีที่อยู่เบื้องล่าง แต่กลับไม่มีประสบการณ์ในการต่อสู้ เหตุนี้ ผู้อวุโสในตระกูลจึงแอบส่งพวกเขาเข้ามาอีกโลกหนึ่งเพื่อฝึกฝนและนำสมบัติวิเศษติดตัวกลับไปเพื่อยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้อ่อนแอ 

 

ที่สำคัญที่สุดคือ พี่ใหญ่ของพวกเขา เย่หนิง มีพลังยุทธ์สูงส่งตั้งแต่กำเนิด ถูกหมั้นหมายกับองค์รัชทายาทในโลกของพวกเขา แต่ภายหลังยามฝึกปรือกลับเชื่องช้าเพราะนางไม่ได้มีใจฝึกฝนมาตั้งแต่แรก ด้วยเหตุนี้ทำให้ตำแหน่งสั่นคลอนจึงจำต้องเข้ามาในเขตแดนซีเยว่เพื่อพิสูจน์ตัวตน 

 

เย่เกอเป็นคนอารมณ์ร้อนและหยิ่งยโส เขาถูกตามใจจากเหล่าผู้อวุโสจนเกือบจะเสียคน เขามองว่าผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะมีสิทธิครอบครองทุกอย่าง ดังนั้นเขาจึงเดาะลิ้นออกมาแล้วกระโจนเข้าใส่เมิ่งอวิ๋นซือทันที แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์การต่อสู้แต่พลังยุทธ์ของเขาเหนือกว่าหลายระดับ เหตุใดจำต้องกลัว 

 

“เกอเกอ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เย่หนิงพยายามใช้พลังยุทธ์ห้ามไม่ให้เย่เกอเข้าจู่โจมทว่าพลังของนางเทียบไม่ได้จึงไม่อาจหยุดยั้งพลังยุทธ์ในความเร็วที่เหนือระดับกว่าตน แม้แต่เย่เฟิงเองก็โดนสะท้อนพลังกลับมา 

 

เมิ่งอวิ๋นซือกระตุกยิ้ม 

 

“เสี่ยวจื่อ!” 

 

ปัง! 

 

ทันใดนั้น! 

 

ฝ่ามือของเสี่ยวจื่อก็ปะทะเข้ากับหมัดของเย่เกอ เกิดเสียงดังลั่นของพลังยุทธ์ทั้งสองคน! 

 

คลื่นกระแสพลังยุทธ์หมุนวนรอบๆมือของหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรในร่างคน เกิดเป็นลมระลอกหนึ่ง 

 

“ขออภัยขออภัย! เย่เกอนิสัยใจร้อน มุทะลุมาตั้งแต่เยาว์ หวังว่าแม่นางจะไม่ถือสา!” 

 

คราวนี้เย่เฟิงรีบประสานมือ เพราะเขาจับสัมผัสถึงขุมพลังอันยิ่งใหญ่จากตัวสตรีผู้นั้นได้อย่างชัดเจน! 

 

ไม่ผิด พรสวรรค์เขาคคือสามารถจับสัมผัสหรือกลิ่นอายบางอย่างจากทุกสิ่ง นี่เป็นเหตุผลที่เขาติดตามมาช่วยเหลือเย่หนิงและเย่เกอ ยามหมัดของเย่เกอปะทะกับฝ่ามือของคน…ไม่ใช่ เด็กน้อยผู้นี้…เสี่ยวจื่อ 

 

ทันใดนั้นเขาก็รับรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คน แต่อาจเป็นสัตว์อสูรหรือสัตว์เทพบรรพกาลที่สามารถกลายร่างเป็นคนได้ตั้งแต่กำเนิด! 

 

ดูจากช่วงอายุแม้จะวัยเยาว์ ทว่ารับฝ่ามือของเย่เกอได้ท่วงท่าสบาย ย่อมไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา! 

 

“เกอเกอ หากเจ้ายังไม่หยุด เมื่อกลับออกไปข้าจะรายงานทุกเรื่องต่อผู้อวุโส” เย่หนิงพูดจริง ไม่ใช่เพียงแค่ขู่เขา หลายวันมานี้ เย่เกอนิสัยอารมณ์ร้อน หุนหันพลันแล่นใส่ทุกคนที่เคยเจอนับตั้งแต่เข้ามาในเขตแดน สร้างศตรูไว้มาก พวกเขาพี่น้องสามคนแม้จะรอดภัยมาได้แต่ก็ไม่อยากสร้างปัญหาเพิ่มอีก 

 

“แววตาของเขาไม่ได้มีเจตนาร้าย ข้าจะถือสาไปเพื่ออะไร พลังยุทธ์สูงส่งแล้วอย่างไร? เจ้าคิดว่าจะจัดการข้าได้ง่ายๆหรือ” 

 

เมิ่งอวิ๋นซือยักไหล่ ตอบตามความจริง แววตาของเด็กหนุ่มไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่ออกจะมุทะลุตามประสาวัยกำลังโต ยิ่งมีพลังยุทธ์สูงส่ง ความต้องการพบเจอคู่ต่อสู้เก่งกาจยิ่งมีมาก เรื่องนี้นางย่อมเข้าใจ 

 

“ประมือกับเจ้าสักหน่อยจะเป็นไรไป” เด็กหนุ่มหัวเราะ แววตาเย่อหยิ่ง 

 

เมิ่งอวิ๋นซือเลิกคิ้วก่อนจะตอบไปว่า 

 

“เอาเถอะ ข้าพอจะเข้าใจความรู้สึกพวกเขาแล้ว หากเป็นข้ามีน้องเช่นนี้ ส่งให้ไปตายเสียยังจะดีกว่ากระมัง เจ้าอยากจะท้าทายข้า เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไร้ปราณี” นางไม่ชอบคนที่ดูถูกนางมากที่สุด ถึงแม้ว่าเบื้องหน้านางจะเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่ม ทว่านิสัยเช่นนี้เห็นทีคงต้องสั่งสอน 

 

วิชาวรยุทธ์ขั้นสูงที่สาม ก้าวไร้รอยลักษณ์! 

 

เพียงพริบตาเดียว ร่างเล็กหายตัววูบเดียวก็ไปหยุดอยู่เบื้องหลังของเย่เกอก่อนจะใช้ฝ่ามือแฝงลมปราณโจมตีหลังของเขา 

 

เย่เกอตื่นตระหนก เพียงแค่เขากระพริบตา อีกฝ่ายก็หายไปอยู่เบื้องหลังเขาแล้ว! 

 

ปัง! 

 

“อึก!” เย่เกอกัดฟัน ยกมือสองข้างปกป้องตัวเองพลางรับพลังพิสดารของอีกฝ่าย 

 

“ไม่ได้ใช้พลังยุทธ์!” คราวนี้เย่เฟิงตกตะลึงพร้อมกับหัวใจของเย่หนิงที่กำลังสั่นระรัว 

 

วิชาวรยุทธ์ที่แปด ปฐพีทะลวงฟ้า! 

 

เมิ่งอวิ๋นซือแฝงลมปราณไว้ถึงเจ็ดส่วน! 

 

นางใช้ฝ่ามือรุกเขาด้วยความเร็วต่อเนื่อง วิชานี้ไม่ได้มีความรุนแรงแต่จะใช้การรุกและความเร็วเป็นหลักเพื่อหาช่องโหว่อีกฝ่ายแม้ว่าเย่เกอจะมีช่องโหว่เต็มไปหมด แต่ที่นางใช้วิชานี้เพราะดูเหมือนกำลังตบสั่งสอนเด็กอันธพาลอย่างไรเล่า! 

 

ยิ่งฝ่ามือของนางโดนตัวเขาทุกครั้ง จะส่งผลให้อนุภาพของวิชานี้รุนแรงเท่าตัวจนกระทั่งค่อยๆทำลายอวัยวะภายใน 

 

เย่เกอกัดฟันแน่น หรี่ตาลงก่อนจะตอบโต้โดยการหมุนตัวตวัดขึ้นเหนือศีรษะเมิ่งอวิ๋นซือแล้วกระโดดเตะลงมา 

 

วิชาวรยุทธ์ขั้นสูงที่สอง เคลื่อนที่มวลนภา! 

 

ฉับพลันเมิ่งอวิ๋นซือก็หายตัวราวกับภูตผีพร้อมโผล่ไปอยู่ตรงหน้าแล้วกระตุกยิ้มใส่เย่เกออย่างจองหอง แล้วใช้วิชาอื่นที่เหลือเข้าต่อสู้ในระยะประชิด 

 

ทั้งสองตอบโต้กัน หนึ่งพลังยุทธ์ หนึ่งลมปราณ แต่ดูเหมือนว่าฝั่งลมปราณกำลังได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด 

 

“ข้าจะไปช่วยเขา” เย่เฟิงกล่าว 

 

“อย่า…ไม่ต้องช่วย ให้เขารู้สึกสำนึกเสียบ้าง” เย่หนิงส่ายศีรษะ คู่ต่อสู้ที่ไม่ใช้พลังยุทธ์เลยนั้นน่ากลัวกว่ามาก 

 

ในโลกของพวกเขาทั้งสาม กล่าวกันว่าราชาแห่งการต่อสู้ที่แท้จริงคือการเอาชนะโยไร้ซึ่งพลังยุทธ์ เหตุนี้ในโลกของพวกเขาจึงนับถือผู้คิดค้นศาสตร์การต่อสู้มาอย่างยาวนาน 

 

เย่เกอเริ่มทนไม่ไหว อวัยวะภายในของเขากำลังปั่นป่วนจนกระทั่งเขากระอักเลือดออกมา ใบหน้าเป็นรอยช้ำสีแดง มุมปากแตก สภาพสะบักสะบอมอยู่บ้าง 

 

“เป็นวิชา! ต้องเป็นวิชาแน่ๆ! เจ้าเรียนวิชาพวกนี้มาจากที่ใด!” 

 

ทันใดนั้นเย่เกอก็กระโดดถอยหลัง ไม่คิดจะต่อสู้อีกพลางเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น 

 

“ในโลกของพวกเจ้ามีวิชาเหล่านี้ด้วยหรือ” เมิ่งอวิ๋นซือเองก็หยุดลงเพราะถึงนางจะใส่ลมปราณเจ็ดส่วนแต่พลังยุทธ์ของอีกฝ่ายเหนือกว่ามากทำให้อวัยวะภายในของนางเริ่มบอบช้ำไม่น้อย 

 

อีกสิ่งหนึ่งที่นางไม่ต้องการมีเรื่องกับพวกเขานั่นก็คือ นางต้องการถ่วงเวลาให้โม่เซียวหยางในระหว่างที่เขากำลังเข้าสู่การเลื่อนระดับ 

 

นางไม่จำเป็นต้องลงมือสังหารเด็กหนุ่มนามเย่เกอผู้นี้เพราะเขาไม่ได้เผยพรสวรรค์และกลิ่นอายสังหารออกมาเหมือนกับพวกพี่น้องตระกูลสุ่ย 

 

“ในโลกของข้า…พวกเขาเรียกมันว่าวิชามาร” เมิ่งอวิ๋นซือหัวเราะในลำคอ พลันนึกถึงเมิ่งซูเซียว 

 

“หมายความว่าโลกของเจ้านั้นตาบอด! มิน่าเล่า ตั้งแต่ประมือกับคนพวกนั้นเทียบไม่ได้กับเจ้าเลย นี่! พอจะสอนวิชาให้ข้าได้หรือไม่ รับรองว่าข้าจะหาของล้ำค่ามาแลกเปลี่ยนอย่าง…” 

 

“อะแฮ่ม! พวกเราควรไปจากที่นี่ได้แล้ว” เย่หนิงรีบตัดบท 

 

“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าต้องถามพวกเขาก่อน” เมิ่งอวิ๋นซือเงยหน้าขึ้นฟ้า มองเห็นร่างหลายคนทะยานลงมา 

 

“หนีไวนักนะสามพี่น้องตระกูลชาง!” 

 

“พวกเจ้ามาจากโลกเดียวกับพวกเขารึ” 

 

“ฮึ! ข้าจะต้องคิดบัญชีกับเจ้าเด็กหนุ่มนี้ให้ได้!” 

 

“เจ้าก็โดนเขาท้ามาเช่นกันหรือ” 

 

เมิ่งอวิ๋นซือแอบถอนหายใจ เรื่องของพวกเขา นางไม่ขอยุ่ง แต่ในระหว่างที่นางหลับตาลงเปิดประสาทสัมผัสฟังเสียงรอบๆ เพียงครู่เดียว เหนือศีรษะของนางก็เกิดการต่อสู้กันเสียแล้ว 

 

เมื่อหรี่ตามอง โอ้ คล้ายว่าจะเรียกสัตว์อสูรออกมาด้วย ช่างร่ำรวยมีพลังยุทธ์สูงส่งกันจริงเชียว นางหาก้อนหินเล็กๆสักก้อนบริเวณนี้ก่อนใช้ลมปราณแอบดีดก้อนหินทำร้ายใครสักคนที่กำลังต่อสู้อยู่ 

 

“โอ๊ย! เจ้า เจ้ากล้าทำร้ายลับหลังข้ารึ!” 

 

“พูดเรื่องอะไร! มิใช่ว่าเจ้าพลาดท่าให้แก่เขาหรือ!” 

 

“เจ้าอยู่ใกล้ข้า หากไกลกว่านั้นข้าต้องสัมผัสพลังยุทธ์ได้แล้วสิ!” 

 

“ที่แท้ เจ้ากำลังหาเรื่องข้าอยู่ใช่หรือไม่!” 

 

ตัวการเบื้องหลังกำลังแอบหัวเราะเยาะ ดวงตาหงส์ยามนี้โค้งราวกับจันทร์เสี้ยวกำลังมองพวกเขาด้วยความสนุก เมิ่งอวิ๋นซือแอบดีดหินก้อนเล็กๆใส่พวกเขาทุกคน จนกระทั่งพวกเขาเริ่มมีปากเสียงกัน จากมิตรกลายเป็นศัตรู หันคมกาบและกระบี่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด 

 

นางกล้าทำเช่นนี้นั่นเป็นเพราะพลังยุทธ์ของนาง…ต่ำเสียจนโดนผู้คนเมินใส่อย่างไรเล่า 

 

เสี่ยวจื่อที่ยืนแอบคุ้มครองโม่เซียวหยางได้แต่กระพริบตามองในทำสิ่งที่เมิ่งอวิ๋นซือทำ ไม่นึกเลยว่านายท่านของมันจะกล้าทำเรื่องไร้ศีลธรรมเช่นนี้ด้วย 

 

“เจอตัวเสียที นังปีศาจ!” 

 

ทันใดนั้น! เสียงหนึ่งลอยตัวอยู่ด้านบน คำพูดนี้คล้ายกับคำพูดของเมิ่งซูเซียว พลันเมิ่งอวิ๋นซือกระตุกยิ้มมุมปาก 

 

นางแอบคาดหวังว่าจะเป็นเมิ่งซูเซียว ทว่าคนผู้นี้กลับไม่ใช่คนที่หวัง 

 

สตรีที่ลอยตัวอยู่พุ่งทะยานลงมา แววตาของนางมีแต่ความชิงชัง ใบหน้าสตรีแรกรุ่นประทินโฉมหนาเตอะ ยามที่เผยอารมณ์ทำให้ใบหน้าดูน่าสยดสยอง ทั่วร่างสวมชุดสีม่วงอ่อนมีเครื่องประดับใส่อยู่ตามจุด ดูไม่คล้ายเหมือนคนเข้ามาฝึกฝนหรือตามหาลองล้ำค่า 

 

สตรีนางนี้ อาจจะตามหานางเพื่อสังหารอย่างนั้นหรือ? 

 

เมิ่งอวิ๋นซือตรวจสอบอีกฝ่ายอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นต้น เช่นนี้ก็ได้ข้อสรุปว่าสตรีนางนี้มาจากโลกของนาง อาจจะเป็นศัตรูของใครสักคนส่งมาเพื่อสังหารนางให้ตายอยู่ในเขตแดน 

 

ดาบจันทร์เสี้ยวของอีกฝ่ายผ่าลงมาแฝงไปด้วยพลังยุทธ์ อนุภาพของมันมากพอจนทำให้นางต้องใช้วิชาวรยุทธ์ที่สอง ภูผาทลายร้อยลี้! 

 

วิชาเน้นการป้องกันเป็นหลัก ทลายพลังได้ทุกรูปแบบ ป้องกันทุกอย่างโดยใช้ลมปราณของผู้ใช้เป็นตัวเสริม มือซ้ายวาดออกเป็นวงกว้าง มือขวาตั้งฉากยื่นออกไปด้านหน้า ขาซ้ายเป็นจุกค้ำจุนพลัง เพียงเท่านี้การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามก็สลายหายไปภายในพริบตาเดียว 

 

“เป็นวิชามารดั่งที่เขาร่ำลือกันจริงๆ” สตรีนางนี้ทะยานลงสู่พื้น ประชันหน้ากับเมิ่งอวิ๋นซือ 

 

“เจ้าเป็น…ท่านป้าตระกูลใด ข้าจะได้จดจำถูก” 

 

“ปะป้า! ป้าบ้านเจ้าน่ะสิ! ข้าเป็นถึงสาวใช้คนสนิทของคุณหนู…ฮูหยินของท่านประมุขแห่งแดนสวรรค์อย่างไรเล่า!” อีกฝ่ายชี้ดาบใส่ ใบหน้าดูบิดเบี้ยว 

 

ฮูหยินท่านประมุขแดนสวรรค์? คำๆนี้ทำให้หางตาของเมิ่งอวิ๋นซือกระตุก 

 

“อ้อ ที่แท้ก็แค่สาวใช้คนหนึ่ง” เมิ่งอวิ๋นซือปิดจมูก อยากจะหันหน้าหนีเพราะกลิ่นเครื่องประทินโฉม ทำให้ใบหน้าของสาวใช้คนนั้นยิ่งแสดงท่าทีโมโห 

 

“หรือว่าเจ้าไม่รู้? แม้แต่สาวใช้แดนสวรรค์มีค่ามากกว่าเจ้าเสียอีก!” 

 

“หากมีค่า ไฉนจึงคิดอยากจะตายอยู่ที่นี่เล่า” 

 

“เจ้า เจ้า เจ้ามันก็แค่เศษสวะคนหนึ่ง บังอาจคิดจะเทียบตนเสมอกับฮูหยินของท่านประมุข เจ้าจงดีใจเสียเถอะที่จะต้องมาตายในเงื้อมมือของข้า!” 

 

“พูดจาใหญ่โตเสียจริง…น่ารำคาญ” คราวนี้ใบหน้าของเมิ่งอวิ๋นซือแปรเปลี่ยนฉับพลัน ดวงตาเริ่มดำมืดลง สีหน้าเยือกเย็น บรรยากาศโดยรอบหนาวเหน็บอย่างไม่ทราบสาเหตุ 

 

“พลังระดับชั้นฟ้าเช่นเจ้า เทียบไม่ได้กับทหารนายหนึ่งของแดนสวรรค์ด้วยซ้ำ ฮ่าฮ่าฮ่า!” 

 

“ส่วนเจ้าเองก็ไม่ได้มีค่าไปมากกว่าสัตว์อสูรตัวหนึ่งในเขตแดนเช่นกัน” 

 

“นังปีศาจ กล้าเอาข้าไปเทียบกับสัตว์อสูรเชียวรึ! ข้าจะ….เอ๋….นะ นั่นมัน ท่านประมุข ท่านประมุขไม่ใช่หรือ!” 

 

สาวใช้เหลือบไปเห็นร่างสูงของใครคนหนึ่งกำลังนั่งสมาธิ ใบหน้างดงามดั่งเทพสวรรค์นั่นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านประมุขแห่งแดนสวรรค์! 

 

นางเคยแอบเห็นอยู่คราหนึ่ง ยามนั้นนางติดตามคุณหนูสู่ตำหนักท่านประมุข นางใช้ความกล้าแอบเหลือบตาขึ้นมอง เพียงแค่เสี้ยวครึ่งหน้า นางก็จดจำความงดงามของของท่านประมุขได้ ทว่าในยามนี้ท่วงท่าของท่านประมุขคล้ายกับว่า… 

 

“เลื่อนระดับ! สู่วิถีราชันย์!” นางอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้าง 

 

หากคุณหนูของนางรู้เรื่องนี้…ไม่สิ หากแดนสวรรค์รับรู้ ในสามโลก แดนสวรรค์ก็จะกลายเป็นดินแดนที่ไม่มีแคว้นใดเทียบเคียง! 

 

สาวใช้อยากจะเข้าไปมองใบหน้าของท่านประมุขตนให้ชัดๆและแสดงความยินดี ทว่าถูกเมิ่งอวิ๋นซือถือกระบี่ขวางไว้เสียก่อน 

 

“ใครกล้าเข้าใกล้เขา…ตาย!” 

 

น้ำเสียงเหี้ยมน่ากลัวดังกึกก้อง สั่นสะเทือนไปทั่วในเศษซากวิหารโบราณ หลายคนที่กำลังต่อสู้อยู่เหนือศีรษะหยุดชะงัก แรงกดดันบางอย่างทำให้พวกเขาพลันร่วงหล่นลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว บางคนไหวตัวทันสามารถใช้พลังยุทธ์ประคองตัวไม่ให้กระแทกบนพื้นได้ทันเวลา 

 

พวกเขาไม่รู้เลยว่าแรงกดดันนี้มาจากจิตสังหารและพลังยุทธ์ควบคุมของเมิ่งอวิ๋นซือหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว! 

 

หากเมิ่งอวิ๋นซือจะกำจัดสาวใช้ผู้นี้ แน่นอนว่าพวกเขาที่อยู่ด้านบนจะต้องสงสัยและลงมาเพื่อตรวจสอบ เหตุนี้นางจึงลากพวกเขาลงมาให้หมดแล้วคิดแผนสังหารให้หมดภายในดาบเดียว! 

 

กำจัดให้หมด กวาดล้างให้สิ้นซาก! 

 

“พวกเจ้าทุกคน หากผู้ใดสังหารสตรีนางนี้ได้ ข้าจะให้หญ้ากำเนิด!” เมิ่งอวิ๋นซือ 

 

“น่าขำ! หญ้ากำเนิดเป็นสมบัติล้ำค่าเพียงใด มีหรือพวกเจ้าจะไม่รู้!” 

 

“อย่ามาหลอกเสียให้ยากเลย! เจ้าคิดจะยืมมือพวกเรากำจัดเศษสวะในระดับจักรพรรดิ?” 

 

“หญ้ากำเนิดแม้แต่ผู้มีพลังยุทธ์ระดับ…ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่เคยได้เห็นเลยสักครั้ง!” 

 

“โอ้ ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนกำลังเลื่อนระดับอยู่” 

 

“สตรีนางนี้กำลังปกป้องคนรักนางอยู่หรือ ฮ่าฮ่า หากพวกเราไม่ยื่นมือเข้าช่วย เกรงว่าจะใจร้ายต่อพวกเขาไปหน่อย” 

 

“คนรักที่ใดกัน นางเศษสวะพลังต่ำต้อยคู่ควรกับเขารึ!” สาวใช้เถียงด้วยความโมโห 

 

“ที่แท้ก็…” พวกเขาต่างพากันหัวเราะ รักสามเศร้าเช่นนี้นี่เอง หรือบุรุษผู้นั้นจะสวมหมวกเขียวให้สตรีถือดาบนี่กัน? 

 

เมิ่งอวิ๋นซือหยิบถุงเมฆาค้างออกมาก่อนจะนำหญ้ากำเนิดให้พวกเขาดู 

 

ทันใดนั้นพวกเขาทุกคนต่างตกตะลึง ถึงแม้พวกเขาจะไม่เคยเห็นหญ้ากำเนิดมาก่อนแต่ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักหน้าตาของมัน ด้วยความพื้นเพของมันทำให้เป็นเรื่องง่ายที่จะตามหา ทว่ากลับไม่มีใครเคยพบเจอมาก่อน 

 

“ปะเป็นไปได้อย่างไร!” 

 

“นี่มัน…หญ้ากำเนิดของจริง พรสวรรค์ของข้าบอกว่านี่คือของจริงแน่นอน! หากเป็นภาพมายา ข้าหรือจะกล้าโกหก!” 

 

ทันใดนั้นเมิ่งอวิ๋นซือก็เก็บหญ้ากำเนิดใส่ถุงเมฆาค้าง พลางมองแววตาละโมบของพวกเขา 

 

ในยามนี้ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้น ลืมเลือนกลิ่นของโอสถวิถีราชันย์ เพราะหญ้ากำเนิดสำคัญกว่า! 

 

สาวใช้นางนี้รับรู้ได้ถึงบรรยากาศน่าขนลุก นางรีบถอยห่างแต่โดนหนึ่งในพวกเขาขัดขวางไว้ 

 

“พะพวกเจ้าอย่าเชื่องนางนะ! นางเป็นแค่เศษสวะพลังระดับชั้นฟ้า จะมีของล้ำค่าเช่นนี้ได้อย่างไร!” 

 

“ในเขตแดนนี้ เจ้าไม่รู้หรือว่าไม่มีสิ่งใดคาดเดาได้อย่างที่เจ้าคิด” 

 

“สังหารนางเสีย ต่อให้สตรีนางนั้นจะแอบลอบหนีก็ไม่มีทางที่นางจะหนีพ้นด้วยพลังในระดับชั้นฟ้า” 

 

“ใช่! ใช่! ข้าจะสังหารนางผู้นี้ก่อนแล้วค่อยสังหารอีกคนก็ยังไม่สาย ใครไวกว่าผู้นั้นย่อมได้หญ้ากำเนิด!” 

 

หนึ่งในนั้นถือกระบี่พุ่งเข้าใส่สาวใช้นางนั้นทันที ตามด้วยอีกสามคน ส่วนที่เหลือเมิ่งอวิ๋นซือมองพวกเขาที่กำลังถกเถียงกันอยู่ ไม่รอช้า นางหยิบกระบี่เซียวหยวนออกจากฝักทันที 

 

“ออกไป!” นางตะโกนใส่สามพี่น้องตระกูลชางที่ไม่ได้เข้าร่วมและลอยตัวอยู่ด้านบน 

 

พวกเขาสัมผัสได้ถึงพลังน่ากลัวบางอย่างจากกระบี่เล่มนั้น เย่เฟิงรีบกล่าวกับเย่หนิง เย่เกอ ว่าสิ่งที่เมิ่งอวิ๋นซือกำลังจะทำไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะรับมือไหว เย่เกอมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเป็นประกาย จดจำใบหน้าของนางให้ขึ้นใจก่อนทั้งสามจะรีบทะยานตัวออกไป 

 

ค่ายกลสิบสองราชันย์ที่หนึ่ง ปิดผืนฟ้า! 

 

เมิ่งอวิ๋นซือเปิดค่ายกลทันที ไม่นึกเลยจะนำมันออกมาใช้อีกครั้ง นางจะจัดการพวกเขาไม่ยอมให้เข้าใกล้โม่เซียวหยางเป็นอันขาด! 

 

กระบี่เซียวหยวนเผยอักษรลับออกมาบนตัวคมดาบอีกครั้ง 

 

ครืน! ครืน! ครืน! 

 

ท้องฟ้าคำราม พลันใต้เท้าของพวกเขาปรากฏแสงสีทองเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมซึ่งมีหมู่ดาวนับสิบล้อมเอาไว้ ก่อนจะตามด้วย 

 

วิชาวรยุทธ์สิบสองราชันย์ส่วนที่หนึ่ง แรกเริ่มบรรพกาล! 

 

เมิ่งอวิ๋นซือชี้กระบี่ขึ้นฟ้าพลันปรากฏแสงสีทองส่องประกายจากเบื้องบนลงสู่ร่างของนางก่อนจะสว่างกระจายไปยังทิศทางของค่ายกล คราวนี้นางออกกระบวนท่าตามที่เคยใช้โดยไม่ต้องใช้กระบี่เซียวหยวนนำทาง พวกเขาทั้งหมดไม่ทันจะได้ใช้พลังยุทธ์กลับถูกค่ายกลรั้งร่ายกายของพวกเขาไว้ไม่ให้ขยับ 

 

ไม่มีกระบี่ไท่ฟงส่งเสริมและโม่เซียวหยางช่วยเหลือ จึงจำเป็นต้องใช้พลังยุทธ์ของเสี่ยวจื่อเข้าช่วยเสริมพลังของค่ายกลให้อยู่นานขึ้นจนกว่าพวกเขาจะตายทั้งหมด 

 

พวกเขาหลายคนมีพลังยุทธ์สูงส่งสามารถทนแรงของค่ายกลได้ทำให้ขยับตัวได้ตามต้องการแต่ทว่าเมื่อพยายามจะทำลายค่ายกล พลังยุทธ์ของพวกเขากลับถูกสะท้อนกลับเข้าร่างบาดเจ็บสาหัส ตราบใดที่พวกเขาอยู่ด้านใน ค่ายกลจะค่อยๆดูดกลืนพลังยุทธ์ 

 

นางใช้ความพยายามทั้งหมดออกกระบวนท่าให้สำเร็จไม่เหมือนเพียงแค่กึ่งหนึ่งเหมือนครั้งก่อน แสงสีทองสองสว่างเจิดจรัส ค่ายกลเผยอนุภาพจากเพียงแค่กลืนกินพลังยุทธ์ มันค่อยๆมาดูดกลืนพลังชีวิตของพวกเขาต่อ หลายคนต่างส่งสายตาอาฆาตแค้นให้นาง ดวงตาขาวของพวกเขากลายเป็นสีเลือด 

 

ลมปราณของเมิ่งอวิ๋นซือถูกดูดออกไปเสริมตัวค่ายกล เมื่อออกกระบวนท่าสำเร็จ นางรีบกินโอสถมรกตทันที ตามด้วยโอสถฟื้นฟูพลังยุทธ์ โชคดีมีเสี่ยวจื่อคอยเกื้อหนุนทำให้ค่ายกลประสบผลสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ใจ 

 

ในระหว่างที่เมิ่งอวิ๋นซือกำลังรอให้พวกเขาตาย ทันใดนั้น! 

 

บึ้มมมมมมมมมม! 

 

เสียงระเบิดจากทางเข้าวิหารโบราณดังสนั่น ประตูห้องถูกทำลาย พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้หนึ่ง 

 

“เป็นเจ้าปีศาจน้อยตนนี้ บังอาจใช้ค่ายกลราชันย์เชียวหรือ” ใบหน้างามดั่งรูปสลัก แววตาเจ้าเล่ห์ หางตาแต้มด้วยสีชาด ผมสีดำปล่อยลงมา ถือพัดดอกเหมยพลางกระตุกยิ้ม 

 

บุรุษไม่ใช่สตรีไม่เชิงผู้นี้ ใช้พัดดอกเหมยแฝงพลังยุทธ์โจมตีใส่เมิ่งอวิ๋นซือทันที ทว่าเสี่ยวจื่อไหวตัวทันรีบปล่อยพลังยุทธ์ของมันเข้าต้านรับ แต่เหมือนว่าพัดดอกเหมยจะไม่ใช่อาวุธทั่วไป มันคมกริบฝ่าพลังยุทธ์ของเสี่ยวจื่อแล้วเฉียดแก้มเล็กของมันไปก่อนจะที่พัดจะย้อนกลับสู่มือของอีกฝ่าย 

 

“สัตว์อสูรกลายร่าง! เยี่ยม! ถือว่ามาไม่เสียเที่ยว!” ดวงตาหมายมั่นเอาแต่จดจ้องเสี่ยวจื่อ เขาเอาเชือกเส้นหนึ่งออกจากถุงเมฆาค้าง เชือกเส้นนี้มีไว้สำหรับจับสัตว์อสูร ทำมาจากขนของสัตว์บรรพกาลตัวหนึ่ง เขาใช้มันฟาดใส่เสี่ยวจื่อเพื่อทดสอบทันที 

 

แต่เสี่ยวจื่อหลบหลีกได้ทันท่วงที ไม่มีเวลาให้กล่าวมากความ เนื่องจากเสี่ยวจื่อต้องรับมือกับอีกฝั่ง ทำให้เมิ่งอวิ๋นซือขาดคนช่วยเสริมพลัง ส่วนบุรุษผู้มาใหม่นั้นเห็นท่าทีของนางเริ่มแย่ลง เขาใช้พัดในมือที่ถืออีกข้างโจมตีใส่นางทันที 

 

นางใช้มือขวาที่ถือกระบี่อยู่ปัดพัดดอกเหมยเล่มนั้นออกไป ส่วนมือซ้ายแบออกคอยส่งพลังให้ค่ายกล ทว่าพลังยุทธ์ของอีกฝ่ายนั้นสูงส่งเกินกว่าผู้คนที่อยู่ในค่ายกล นางจึงไม่อาจต้านรับพลังได้ทั้งหมด พลันกระอักเลือดออกมา 

 

พรวด! 

 

“ช่างกล้าหาญไม่เบา ใช้ค่ายกลขังตายพวกเขา จุ๊ๆๆ แม่นางน้อย ใบหน้าเจ้าก็งดงามดีอยู่หรอกทว่าจิตใจอำมหิตไม่น้อย” 

 

“ต้องการอะไร” 

 

“หืม พลังระดับชั้นฟ้า? แต่ได้ครอบครองคัมภีร์ราชันย์ ช่างเถิด…ข้ารับปากว่าจะไม่สังหารเจ้า แต่จงปลดพันธะกับสัตว์อสูรตัวนั้นเสีย” เขาชี้ไปที่เสี่ยวจื่อ ในมือใช้เชือกฟาดมันเล่นกึ่งหยอกเย้า 

 

“ไม่มีทาง!” นางปฏิเสธด้วยเสียงเด็ดขาด ทำให้ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นบึ้งตึง เขาออกแรงพลังยุทธ์ใส่หลายส่วนก่อนจะพุ่งตรงมาใช้ฝ่ามือฟาดเข้าที่หน้าอกนาง 

 

พลั่ก! 

 

นางใช้กระบี่เซียวหยวนขวางไว้ ทว่าพลังยุทธ์ของคนผู้นี้ล้ำลึกทั้งสูงส่งมากพลอยทำให้นางถึงกับเข่าทั้งสองข้างทรุดลงบนพื้น 

 

“จุ๊ๆๆ มีคนรูปงามกำลังเลื่อนระดับพลังอย่างนั้นหรือ น่าสนใจ น่าสนใจ…” เขาเข้าใกล้โม่เซียวหยาง มือขาวซีดพยายามจะลูบคางอีกฝ่าย แต่ถูกกระบี่เซียวหยวนของนางถูกปาออกไปขัดขวางเขาทันที อีกฝ่ายเริ่มโมโห ใบหน้าบิดเบี้ยวก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง บังคับพัดดอกเหมยกระหน่ำโจมตีใส่นางไม่ยั้ง 

 

ร่างเล็กใช้ลมปราณและวรยุทธ์ปกป้องตัวเอง พลังทั้งหมดถูกแยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งใช้เสริมค่ายกลอีกส่วนหนึ่งใช้ปกป้องร่างกาย กระบี่ถูกเรียกกลับ เมื่ออยู่ในมือทำได้เพียงแค่ปัดป้องความเร็วของพัดดอกเหมยที่หมายจะบั่นศีรษะนางเท่านั้น 

 

ไม่มีพลังให้ตอบโต้เลยแม้แต่น้อย นางกระอักเลือดออกมาครั้งที่สอง บุรุษกึ่งสตรีผู้นั้นเห็นเลือดของนางแล้วจึงหัวเราะ ดวงตาของเขาหรี่ลงราวกับจิ้งจอก แอบชำเลืองนางด้วยแววตามุ่งร้าย พัดดอกเหมยแปรเปลี่ยนเป็นกริชเหล็กหลายสิบหมุนวนอยู่รอบตัวเขา 

 

ตึง! ตึง! ตึง! 

 

แต่ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะใช้กริชเหล็กโจมตีใส่นาง พลันแผ่นดินก็สะเทือนลั่นราวกับกำลังเดือดดาล! 

 

หมู่เมฆรวมตัวกันเป็นก้อน แสงสีทองกระจายทั่วฟากฟ้าบ่งบอกถึงเรื่องน่ายินดีภายในเขตแดนซีเยว่ 

 

โม่เซียวหยาง…โม่เซียวหยางเลื่อนระดับแล้ว! 

 

เมิ่งอวิ๋นซือรู้สึกดีใจ ทั้งโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เขาต้องรอให้กระบวนการเลื่อนระดับนี้จบลงจึงจะสามารถลืมตาตื่นขึ้นมาได้! 

 

เพราะแผ่นดินสั่นสะเทือนทำให้ค่ายกลเสื่อมถอยเพราะนางไม่สามารถควบคุมและเสริมพลังได้อีกต่อไป มีหลายคนนอนตายเพราะถูกดูดพลังชีวิต ใบหน้าและร่างกายของพวกเขาซูบตอบราวกับศพเดินได้ ส่วนที่เหลือไม่กี่คนหอบหายใจก่อนจะลุกขึ้นมาจับอาวุธของตนแน่น หมายจะเอาชีวิตนาง 

 

แต่ความน่าอัศจรรย์ใจกำลังบังเกิด พวกเขามองแสงสีทองประกายจากท้องฟ้าเป็นเส้นยาวทอดบนร่างของโม่เซียวหยาง กระแสแห่งพลังราชันย์ค่อยๆมอบพลังชีวิตของทุกคนและสัตว์อสูรในรัศมีหลายลี้ 

 

โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!! 

 

เสียงคำรามของสัตว์อสูรตัวหนึ่งดังออกมาด้วยความปิติ มันแสดงพลังอย่างโอ้อวดกลบเสียงคำรามของสัตว์อสูรตัวอื่นในระยะใกล้ๆ คนที่ยืนอยู่ต่างค้นหาสัตว์อสูรตัวนี้ทว่ากลับไม่มีผู้ใดพบ เช่นนั้นเสียงนี้มาจากที่ใด? 

 

ทว่าเสียงนี้มาจากภายในตัวของโม่เซียวหยาง! 

 

มันเป็นเสียงของ เสวี่ยไป๋หลง มังกรธาตุน้ำแข็งบริสุทธิ์ของเขา! 

 

เสียงมันดังลั่นกระจายเป็นระลอกคลื่นทำให้แก้วหูของพวกเขาถึงกับบอบช้ำ เลือดออกจากใบหูก่อนจะเป็นจมูกและปาก! 

 

แข็งแกร่ง สัตว์อสูรตัวนี้แข็งแกร่งมาก! 

 

พวกเขาได้แต่พร่ำบ่นอยู่ในใจยกเว้นเมิ่งอวิ๋นซือและเสี่ยวจื่อที่ไม่ได้รับผลกระทบ 

 

แสงสีทองยังคงทอดบนร่างของโม่เซียวหยางต่อเนื่อง แต่ทันใดนั้น! 

 

พริบตาเดียว! แสงสีทองก็กลายเป็นแสงสีดำมืดของยามราตรีแปรเปลี่ยนท้องฟ้าและหมู่เมฆให้กลายเป็นความมืดมิด เข็มที่ถูกฝังกลายเป็นฝุ่นผง บรรยากาศชวนขนหัวลุกพากลิ่นอายแห่งความตายค่อยๆคืบคลานเข้ามา 

 

“กะกะกะเกิด เกิดอะไรขึ้น!” 

 

“ฉะ...ไฉนร่างกายจึงสั่นไม่หยุดเช่นนี้” 

 

“ขะข้ามองไม่เห็นพวกเจ้าเลย!” 

 

“กลิ่นอายแห่งความตายเช่นนี้…หรือจะเป็นหายนะดั่งในนิทานร่ำลือกัน ฮึๆๆ แม่นางน้อย ถือว่าวันนี้เจ้าโชคดี!” บุรุษกึ่งสตรีกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขากระอักเลือดมาและร่างกายของเขากำลังถูกความตายกัดกิน ถึงจะมีพลังยุทธ์ในระดับเหนือกว่าหลายเท่า แต่หากยังรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปก็เท่ากับเป็นการปลิดชีวิตตนเอง พรสวรรค์ของบุรุษผู้นั้นแข็งแกร่ง แกร่งเกินกว่าคนทั่วไปจะมี ไม่รอช้า เขาเร่งพลังยุทธ์ทะยานออกไปให้ได้ไกลที่สุด 

 

เหล่าคนไม่รู้ตัวยังคงยืนตัวสั่นด้วยความกลัว ขาสองข้างของพวกเขาก้าวไม่ออกราวกับถูกตรึงไว้บนพื้น โชคดีที่ความมืดมิดไม่ได้คงอยู่เสมอไป มันค่อยๆสลายหายออกไปอย่างช้าๆและแทนที่ด้วยความสว่างของท้องฟ้าสีคราม 

 

พร้อมกับเปลือกตาของโม่เซียวหยางลืมขึ้น! 

 

ฉับพลัน! ระดับของพลังยุทธ์โม่เซียวหยางก็ปรากฏอยู่ในหัวของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว! 

 

นะนี่มัน…นี่มันจากระดับจักรพรรดิ สามารถเลื่อนขั้นเหนือกว่าราชันย์อย่างนั้นหรือ! 

 

นะเหนือกว่าไปหนึ่งขั้น เป็นไปได้อย่างไร นี่ใช่คนหรือไม่! 

 

กลิ่นอายนั่นมันอะไรกัน ไฉนถึงน่ากลัวเพียงใด แม้จะมีแสงสว่างสาดส่องแต่รอบตัวเขากลับมีไอสีดำแผ่กระจายออกมา ดวงตาสีดำมืด มืดจนแทบไม่เห็นประกายในแววตาดูน่าขนลุกชัน เงาบนร่างของเขาขยายสูงขึ้นทั่วกำแพงคล้ายกับมือจากยมโลกกำลังจะคร่าชีวิต! 

 

“โม่เซียวหยาง…” เมิ่งอวิ๋นซือปักกระบี่เซียวหยวนลงบนพื้นพร้อมกับทรุดเข่าลง มองอีกฝ่ายที่กำลังลุกยืนขึ้นและเดินเข้ามาหานาง 

 

นางเผลอมอบรอยยิ้มครั้งแรกให้กับเขา เป็นยิ้มที่งดงามจับตาที่สุดในชีวิตของโม่เซียวหยาง 

 

“ซือเอ๋อร์…ลำบากเจ้าแล้ว” ไม่รู้ว่าเขากล่าวคำๆนี้กี่ครา ทว่ามันกลับเจ็บปวดลงลึกในจิตใจ 

 

ใบหน้าของโม่เซียวหยางเผยความอ่อนโยน เขายิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มครั้งแรกเฉกเช่นเดียวกับเมิ่งอวิ๋นซือ และรอยยิ้มนี้จะมีเพียงนางที่ได้เห็นมันเท่านั้น 

 

เขาโอบไหล่ของนางอย่างแผ่วเบาก่อนจะประทับริมฝีปากบนหน้าผากให้นางด้วยอารมณ์ที่ท่วมท้น ค่อยๆประคองนางขึ้นมาแล้วใช้พลังของเขาฟื้นฟูพลังยุทธ์ให้นางทันที 

 

เมิ่งอวิ๋นซือตัวแข็งทื่อกับการกระทำของเขา 

 

“เป็นพวกมันมารบกวนเจ้าใช่หรือไม่” น้ำเสียงเยียบเย็นสำหรับพวกเขาแล้วมันกลับสั่นสะท้านเข้าไปในจิตใจ ทว่าดวงตาที่มองนางทอประกายแห่งความอ่อนโยน 

 

“เกือบจะสำเร็จแล้ว!” นางแค่นเสียง หากไม่มีบุรุษกึ่งสตรีผู้นั้นเข้ามาแทรก นางคงสังหารพวกเขาได้อย่างงายดายไม่ต้องเสียพลังยุทธ์และลมปราณมากถึงเพียงนี้ 

 

โม่เซียวหยางยิ้มอย่างอ่อนใจพลางลูบไล้ใบหน้าเมิ่งอวิ๋นซือ นางเป็นเช่นนี้จะไม่ให้เขาชอบได้อย่างไร ชอบเสียจนอยากผูกติดนางไว้กับเขาไปจนชั่วนิรันดร์ แม้เขาจะไม่รับรู้ด้วยสายตาแต่ระหว่างที่เลื่อนระดับ เขากลับได้ยินเสียงทุกอย่าง 

 

มือซ้ายโอบไหล่นาง ส่วนมือขวายืนออกไป พลังยุทธ์จากที่เคนสีดำบัดนี้มีสีทองเจือปนอยู่ บ่งบอกได้ถึงระดับของเขา พลังยุทธ์สองสีผสานกันดูงดงามและน่ากลัวในคราวเดียวกันพุ่งตรงไปทางพวกเขาเหล่านั้นก่อนที่ร่างกายของพวกเขาจะค่อยๆลอยขึ้น 

 

พวกเขามองโม่เซียวหยางราวกับเทพแห่งความตาย 

 

หลังจากเลื่อนระดับ ใบหน้าของโม่เซียวหยางทวีความงดงามดั่งรูปปั้นเทพสลัก ผิวขาวดูซีดเซียวแฝงด้วยรัศมีความสูงส่งเกินเอื้อม ในความสง่างามมีกลิ่นอายแห่งความตายอยู่ทุกชั่วขณะ ยามที่ดวงตาของเขาจ้องมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งดูน่าเกรงขามจนผู้คนไม่กล้าเหลือบมองกลับได้แต่หลุบตาลงด้วยความหวาดกลัว 

 

ดวงตาดำมืดล้ำลึกจนยากจะหยั่งถึงค่อยๆมองพวกเขาอย่างช้าๆ… 

 

หนึ่งคน…สองคน…สามคน 

 

เงาสีดำเคลื่อนไหวกำลังร่ายรำอย่างชัยชนะ พวกมันขยับเข้าใกล้พวกเขาทีละนิด ทีละนิดก่อนจะค่อยๆแทรกซึมเข้าสู่เท้าของพวกเขาโดยไม่รู้ตัว 

 

ใบหน้าของโม่เซียวหยางฉีกยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มเพื่อมอบความตายให้แก่พวกมัน 

 

มือเรียวใหญ่ใช้นิ้วชี้ ชี้ไปทางพวกเขาและทันใดนั้นเอง ก็เกิดเสียงฉีกขาดของเนื้อออกมาอย่างน่าสยดสยอง! 

 

ฉัวะ! 

 

ปากของสามคนนั้นระเบิดกระจุยออกมาในทันที! 

 

อั่ก! อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก!!! 

 

เสียงกรีดร้องโหยหวนในลำคอพร้อมกับน้ำตาไหลพรั่งพรูด้วยความกลัว 

 

เศษของฟันหลุดตกกระทบพื้นมีเหงือกห้อยโต่งเต่ง ชิ้นเนื้อของลิ้นกระจัดกระจายราวกับถูกบดขยี้ หากมองดีๆจะเห็นกระดูกของกรามเผยออกมาคละเคล้าไปด้วยเลือดสีแดงสด ส่วนที่โดนทำลายกลายเป็นรูโหว่กว้างมองเห็นลิ้นไก่ในลำคอ หนึ่งในนั้นมีชิ้นส่วนลิ้นติดอยู่ในตา เขากรีดร้องอย่างบ้าคลั่งพลางกระพริบตาหลายครั้ง ทำให้เศษลิ้นชิ้นนั้นหลุดเข้าไปในดวงตากระทั่งความเจ็บของมันทำให้เลือดในตาค่อยๆไหลออกมา 

 

โม่เซียวหยางหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นดูชั่วร้ายชวนให้จิตใจของคนหลายคนไม่กระสับกระส่ายด้วยความหวาดกลัว 

 

พวกมันสามคนนี้กล้าใช้ปากเน่าๆพ่นคำเสียดสีต่อซือเอ๋อร์ เช่นนี้เขาจึงทำลายปากของพวกมันซะ! 

 

กึก! 

 

ตามด้วยแล้วหักคอกลางอากาศก่อนจะโยนร่างของพวกเขาสามคนขึ้นบนฟ้า 

 

เมิ่งอวิ๋นซือแอบลูบแขนตัวเองเบาๆ นางเพิ่งเคยเห็นเขา…โหดเหี้ยม ไร้ความปราณีเช่นนี้เป็นครั้งแรก ดวงตาของนางจ้องมองศพสามร่างด้านบนซึ่งมีสัตว์อสูรหลายตัวคอยรุมฉีกกระชากร่างของพวกเขาอย่างคลุ้มคลั่งจนไม่เหลือเค้าโครงของความเป็นคนมากก่อน 

 

 แม้แต่กระดูกก็ถูกพวกมันเคี้ยวดังกรวบ ทำให้คนอื่นที่เหลือต่างพากันอาเจียนออกมา 

 

“ซือเอ๋อร์ อีกเดี๋ยวก็เรียบร้อยแล้ว ทนอีกหน่อยได้หรือไม่ พวกมันไม่คู่ควรให้เจ้าต้องมอง” 

 

โม่เซียวหยางหันมายิ้มให้เมิ่งอวิ๋นซืออย่างอ่อนโยน ถูกจ้องมองด้วยแววตาแปลกเช่นนั้นทำเอานางขนลุกซู่ ยิ่งคำพูดทิ้งท้ายเป็นสิ่งที่เตือนนางว่าไม่สมควรจะกล่าวสิ่งใดออกไปทั้งนั้น พอเหลือบมองเสี่ยวจื่อก็พบว่าตัวมันหายไปกลับเข้าสู่ภายในตัวของนางเสียแล้ว 

 

และก็เกิดเสียงอวัยวะระเบิดของใครคนใดคนหนึ่งขึ้นอีกครั้ง 

 

ฉัวะ! 

 

คราวนี้เป็นคนที่กล่าวหาเมิ่งอวิ๋นซือว่าเศษสวะ โม่เซียวหยางจดจำน้ำเสียงและกลิ่นอายของอีกฝ่ายได้ดี เขาใช้พลังยุทธ์บีบฟันบนและฟันล่างเจาะทะลุเนื้อด้านในรวมถึงลิ้นให้กลายเป็นรูแล้วให้ฟันกัดลิ้นกระเด็นออกมาข้างนอก 

 

เลือดสดๆไหลตามแนวคางเปรอะเปื้อนชุดสีฟ้าอ่อนของบคนผู้นั้น ดวงตาของเขาจ้องมองโม่เซียวหยางอย่างหวาดกลัว กลิ่นไม่พึงประสงค์ซึมออกจากส่วนล่าง แรงบีบในช่องปากค่อยๆแรงมากขึ้นจนกระทั่งฟันส่วนล่างแทงทะลุริมฝีปากบน เขากรีดร้องในลำคอด้วยความเจ็บปวด 

 

ความเจ็บปวดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา แต่ในเสี้ยวเวลาต่อมาเขากลับไม่รู้สึกตัวอีกต่อไป 

 

บึ้ม! 

 

ศีรษะของเขาระเบิดออกอย่างรุนแรง! 

 

แผละ! 

 

เศษชิ้นเนื้อกระเด็นใส่ชุดของกลุ่มคนอีกคนจำนวนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้วยความตกใจ เนื้อส่วนสมองสีขาวติดอยู่ใบหน้าจนพวกเขาอาเจียนออกมาอีกครั้งแม้แต่เส้นผมก็บังเอิญไปแปะติดอยู่บนริมฝีปาก 

 

พวกเขาร้องเสียงหลง กรีดร้องเสียงดังด้วยความหวาดกลัวที่สุดในชีวิต พร่ำขอโทษและพรรณนาสิ่งต่างๆเพื่อให้ความชั่วร้ายนี้โปรดให้อภัยและความเมตตาต่อพวกเขา 

 

ทว่า…โม่เซียวหยางหลุบตาลงเล็กน้อย มองพวกเขาด้วยแววตาไร้ชีวิต เฉยชาต่อทุกสิ่งเปรียบดั่งเบื้องหน้าคือก้อนกรวดก้อนหนึ่ง ริมฝีปากบางสีซีดค่อยๆยิ้มทีละนิด ทีละนิด รอยยิ้มมุมปากสองข้างกว้างขึ้นดุจภูตผีปีศาจกำลังหัวเราะเยาะ 

 

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!” 

 

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” 

 

“มะม่ายยยยยยยยยยยย!” 

 

“อย่าเข้ามา ไม่ๆๆๆ อย่าเข้ามา!” 

 

ฉับพลันพวกเขาตะโกนร้องอย่างบ้าคลั่ง สองมือกุมศีรษะ ดวงตาเหลือกขึ้น ขาสองข้างที่ลอยตัวอยู่สะบัดไปมา 

 

เงาสีดำแทรกซึมลึกเข้าไปในความทรงจำของพวกเขาก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด 

 

โม่เซียวหยางอยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ทว่าพวกมันทั้งหมดคิดร้ายต่อซือเอ๋อร์ของเขา เขาจะทำให้พวกมันทรมานอย่างช้าๆก่อนจะให้สัตว์อสูรมาขย้ำฉีกกินร่างกายของพวกมัน 

 

เขาใช้พลังยุทธ์แบ่งกั้นเขตแดนสองฝั่งเพื่อไม่ให้เสียงร้องน่าหนวกหูนั่นกระทบต่อนาง หลังจากนั้นเขาก็หมุนตัวมาเผชิญหน้ากับนาง ใช้ตัวตนของเขาปิดบังภาพไม่น่ากลัวเหล่านั้นเพื่อไม่ให้มารบกวนพวกเขาสองคน 

 

เมิ่งอวิ๋นซือเงยหน้ามองใบหน้าโม่เซียวหยางด้วยความงุนงง แอบเหลือบตามองด้านหลังของเขา ทว่าร่างกายของเขาสูงใหญ่มากไปจึงไม่อาจมองภาพสัตว์อสูรที่กำลังขย้ำคนเหล่านั้นอยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะใช้พลังยุทธ์กางอาณาเขตปิดกั้นด้วย 

 

“ซือเอ๋อร์ อย่าไปมองพวกมันให้เสียสายตาเลย” 

 

น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจหลายส่วน เขาไม่ต้องการให้นางหันไปมองที่ใด จึงใช้มือกอบกุมใบหน้าของนางเงยขึ้นมามองแต่เขาเพียงผู้เดียว 

 

“ยังเจ็บอยู่หรือไม่” เมิ่งอวิ๋นซือไม่รู้ไปทำสิ่งใดให้เขาไม่พอใจ นางรีบเก็บสายตาเอ่ยถามเพื่อหวังให้เขาอารมณ์ดี 

 

ไม่รู้เลยว่า เหตุใดโม่เซียวหยางเลื่อนระดับแล้ว บรรยากาศรอบตัวเขาดูเปลี่ยนไป ดู…น่ากลัวขึ้นมาหน่อยหรือไม่? 

 

โม่เซียวหยางยิ้มทันทีเมื่อเห็นว่านางกำลังคิดถึงเขาอยู่ 

 

“ไม่เจ็บแล้ว เช่นนั้นซือเอ๋อร์ยังจำเรื่องชั่วยามก่อนได้หรือไม่” 

 

“หรือจะเป็นบุรุษที่หนีรอดไปได้อย่างนั้นหรือ” 

 

“ซือเอ๋อร์อย่าได้กังวล เป็นเพียงหนูสกปรกตัวหนึ่งเท่านั้น ข้าไม่ได้ปล่อยมันไปง่ายดายเช่นนั้นหรอก แต่…ไม่ใช่เรื่องนั้น” 

 

“แล้วเรื่องใด” นางขมวดคิ้ว รู้สึกได้ถึงแรงบีบของเขาบนใบหน้าของนาง 

 

“ยามนี้มีเพียงเจ้ากับข้า อย่าได้กล่าวถึงบุรุษอื่น” 

 

ไฉนนางได้กลิ่นแปลกๆจากตัวเขากัน 

 

“อ้อ…เอ่อ” นางทำตัวไม่ถูก ภายในใจกลัวเขาเข้าใจผิด จึงไม่กล้าขยับเขยื้อน 

 

“อืม…เจ้ากล่าวว่าหากข้าไม่ยอมกลืนโอสถก็อย่าหวังจะให้เจ้าปรนนิบัติข้าเช่นนั้นอีก แต่ยามนี้ข้าหวังจะให้เจ้าช่วยป้อนโอสถข้าอีกครั้ง…ได้หรือไม่” 

 

ปะปรนนิบัติ! 

 

เมิ่งอวิ๋นซือใบหน้าร้อนผ่าว เขาช่างกล้าพูดออกมาได้อย่างไร เจ้าคนไร้ยางอาย! 

 

“มะ…” ขณะที่นางกำลังจะปฏิเสธก็ถูกอีกฝ่ายขัดขึ้นมาเสียก่อน 

 

“ซือเอ๋อร์ช่างน่ารัก เจ้าตอบตกลงเช่นนี้จะไม่ให้ข้าดีใจได้อย่างไร เช่นนั้นพวกเราก็มาสานต่อกันอีกครั้งเถอะ!” เขายิ้มออกมาด้วยใบหน้าอันแสนร้ายกาจ แววตาเปล่งประกายระยิบระยับ 

 

ตอบตกลงบ้านเจ้าน่ะสิ! 

 

ยังไม่ทันที่จะกล่าวออกมา ริมฝีปากของนางก็ถูกกินอีกครั้ง 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยังไม่ได้ตรวจคำผิด 

------------------------------------------------------------------------------ 

คนสวยโหด มาแบบหวานปนสยองปนกันไปค่ะ 

เรื่องระดับของพี่โม่และอื่นๆ จะเปิดเผยตอนหน้าในเนื้อหา 

ขอชี้แจงเรื่องพลังยุทธ์ > ไรท์ทำการอัพเดทและแก้ไข สามารถติดตามได้ตรงหน้านิยาย 

ใครอยากสนับสนุนและให้กำลังใจไรท์ผ่านช่องทางโดเนท ได้เว็บ Readawrite ค่ะ 

ปล.รักและคิดถึงนักอ่านทุกท่านเสมอ เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ 

ปล.2 น้องงงงงน่ารักกกกกกกยอมพี่เขาลงมานิดดดนึงงงงง 

ความคิดเห็น