ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

chapter 1

Chapter 1

 

“เปา เครื่องลงวินโดว์เสร็จยัง!” เสียงตะโกนถามของพี่ทัช รุ่นพี่ที่ทำงานผู้ถูกมอบหมายให้มาคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับพนักงานใหม่อย่างผมดังขึ้น

 

“ยังพี่ กำลังแบ็คอัพข้อมูล” ผมตะโกนตอบ ก่อนจะใช้นิ้วคลิกเมาส์เพื่อถ่ายโอนข้อมูลลงฮาร์ทไดร์ฟ

 

“เร่งๆ หน่อย แม่งโทรตามรอบที่3แล้ว”

 

“ครับๆ” ถึงจะรับปากไปแบบนั้น แต่เอาจริงๆ มันจะไปเร่งกว่านี้ได้ยังไงกัน คอมพิวเตอร์เครื่องแค่นี้มันก็ทำเร็วได้แค่นี้แหละ

 

เอ่อ ขออนุญาตแนะนำตัวครับ กระผมมีนามว่า ปวรุตม์ ประเสริฐสุด ชื่อเล่นชื่อเปา เป็นบัณฑิตเพิ่งจบใหม่ของมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่งแถบชานเมือง จะว่าจบใหม่ก็คงไม่ถูก จริงๆ ผมเรียนจบมาครึ่งปีแล้วครับ แต่เพิ่งจะหางานได้เมื่อ2สัปดาห์ที่แล้ว

 

ก็นะ ด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบทุกวันนี้ จะเตะฝุ่นมาร่วมครึ่งปีก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ แต่เอาเป็นว่าหลังจากยื่นใบสมัครงานกว่า30ที่ ในที่สุดผมก็ได้งานทำแล้วครับ แม้จะไม่ตรงสายที่จบมาก็ตาม เพราะจริงๆ ผมเรียนจบคณะวิศวะ สาขาคอมพิวเตอร์ ก็ควรจะทำงานในสายโปรแกรมมิ่งอะไรพวกนั้น แต่ดันต้องมาทำงานเป็นไอทีซัปพอร์ต ลงวินโดว์ซ่อมเครื่องปริ้น ดูแลเครื่องถ่ายเอกสารและอีกสารพัดงานช่าง

 

ถึงจะไม่ตรงตามที่เรียนมาจริงๆก็เหอะ แต่ตอนนี้แค่มีงานทำก็บุญแค่ไหน

 

“พี่ทัช ไอ้พี่ทัชโว้ย” ผมหันหน้าไปมองตามเสียงเรียกของสาวหล่อจากแผนกบุคคลด้วยความสงสัย “พี่ทัชล่ะ” เธอหันมาถาม

 

“ข้างในครับ” ผมตอบเสียงเรียบ ก่อนจะกลับมาสนใจหน้าจอสี่เหลี่ยมตรงหน้าต่อ ก็แม่งเล่นเอาไปโหลดหนังโป๊กันไง มัลแวร์เพียบจนเครื่องเจ๊งกระบ๊งต้องมาแฟลชเครื่องอีก

 

“ไอ้พี่ทัช เรียกตั้งนานทำไมไม่ขานวะ”

 

“กูหลับ มึงมีอะไรรีบๆ พูดงานกูเยอะเห็นไหม” เหอะ! บอกว่างานเยอะแต่ดันไปแอบหลับในห้องหัวหน้าแผนกเนี่ยนะ แล้วงานพี่แกเอาตรงไหนมาเยอะว่ะ เพราะไอ้pc 5-6เครื่องที่กองรอซ่อมอยู่นี่พี่แกโยนมาให้ทำคนเดียวทั้งนั้น

 

“เอานี่ พี่อู๋ไม่อยู่ เลยเอามาให้พี่แทน พรุ่งนี้สองทุ่ม บอกน้องในแผนกด้วย” พี่อู่คือหัวหน้าแผนกไอทีครับ วันนี้แกลา เพราะมีงานกีฬาสีลูกสาว

 

“เออๆ รู้แล้ว” เสียงพี่ทัชตอบรับแบบรำคาญ ก่อนที่สาวหล่อจากแผนกบุคคลจะเดินกลับออกมา แต่ก็ไม่วายหันมาแวะคุยกับผมก่อน

 

“ทนๆหน่อยนะไอ้น้อง เข้าใหม่ๆ ก็จะซวยโดนโยนงานแบบนี้แหละ ไอ้รุ่นพี่แผนกนี้แม่งเหี้ย โยนงานให้เด็กใหม่ทำตลอด จนลาออกไป5-6คนแล้ว “เธอเดินมาตบไหล่ผมสองที ก่อนจะหันไปตะโกนเหน็บใส่ผู้ชายที่อยู่ด้านใน ถึงท่าทางวิธีการพูดจะเหมือนล้อเล่น แต่จากการทำงานตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเลยไม่รู้สึกเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องล้อกันเล่นธรรมดา

 

“อีแวว พูดให้ดีๆ เขาเรียกสอนงานโว้ย มึงจะไปรู้อะไรถ้าแค่pc7-8เครื่องยังลงโปรแกรมให้เสร็จไม่ได้ภายในวันเดียว แล้วจะไปทำอะไรกิน ไอ้เปา รีบๆ เลย ไม่เสร็จมึงนอนเฝ้าออฟฟิศนะ” เหมือนพวกทำผิดแล้วมีชนักติดหลัง แค่สะกิดนิดหน่อย พี่แกก็ของขึ้นแล้ว ก็เรื่องจริงทั้งนั้นทำเป็นใส่อารมณ์

 

“…” แม้จะอยากเถียงกลับแทบขาดใจ แต่เพราะต้องสำเหนียกไว้ว่าเพิ่งเข้ามาทำงานยังไม่ทันผ่านโปร ผมเลยต้องนั่งเงียบก้มหน้าทำงานของคนอื่นต่อไป

 

“หึ พี่ไปแล้วจะร้องเรียนอะไรเดินไปหาพี่ที่แผนกบุคคลได้เลยนะ อ่อ พรุ่งนี้มีงานเลี้ยงบริษัทต้องไปทุกคน มีของแจกเพรียบ อย่าลืมนะ” ว่าจบพี่แกก็เดินออกไป ปล่อยผมทิ้งไว้ กับพี่ทัชพี่เลี้ยงสอนงานหน้าบึ้งตามลำพัง

 

“มองอะไร รีบๆ ทำไปงานมึงน่ะ” พอสั่งเสร็จก็เดินกลับเข้าไปนอนต่อแบบไม่สะทกสะท้าน

 

ถ้าการร้องเรียนคนในแผนกมันได้ผล พวกรุ่นพี่มันก็คงไม่ทำตัวแบบนี้หรอกครับ จริงไหม

 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

 

“เสร็จสักที” ผมยืดตัวบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้าที่ต้องนั่งก้มหน้าลงวินโดว์เครื่องที่13 ซึ่งเป็นเครื่องสุดท้ายของวันนี้เสร็จ

 

“เสร็จแล้วหรอเปา” พี่อู๋หัวหน้าแผนกผู้ขยันขันแข็ง ที่ออกมานั่งซ่อมคอมพิวเตอร์ข้างๆผมตั้งแต่เช้าถามขึ้น

 

“เสร็จแล้วพี่” ผมหันไปตอบ จริงๆ การมานั่งลงโปรแกรมมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรหรอกครับ แต่แค่มันเยอะแล้วแต่ล่ะเครื่องก็ต้องใช้เวลา แล้วก็ต้องคอยมาจับตาดูพวกมันตลอดว่าติดปัญหาตรงไหนไหม แจ้งเตือนอะไรขึ้นมานี่แหละที่ยุ่งยาก

 

“วางไว้ตรงนั้นเลย เดี๋ยวพี่โทรตามไอ้อู๋เอาไปติดตั้งเอง เปากลับเลยก็ได้นะ ไปอาบน้ำแล้วเดี๋ยวมาเจอกันอีกทีที่งานเลี้ยงเลย ไปถูกใช่ไหม?” พี่อู๋เป็นหัวหน้าแผนกที่โคตรดี เพราะแกจะมาทำงานเหมือนลูกน้องทุกอย่างเผลอๆ ทำมากกว่าด้วย ไม่เหมือนใครบางคนที่กำลังเดินถือกาแฟเย็นยี่ห้อดังเข้ามาแบบสบายใจเฉิบ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาพักเที่ยงด้วยซ้ำ

 

“ไปถูกพี่ แต่ให้ผมไปด้วยจะดีหรอ เขาให้แต่พนักงานไปนี่พี่ ผมเพิ่งทำงาน2อาทิตย์เองยังไม่ผ่านโปรเลย” ผมถามกลับ วันนี้มีงานเลี้ยงครบรอบการก่อตั้งบริษัท33ปี เป็นงานเลี้ยงใหญ่พนักงานกว่า500ร้อยคนจะไปร่วมงาน ในงานก็จะมีการแจกรางวัลให้แผนกต่างๆ รวมถึงสุ่มรางวัลแจกพนักงานแต่ล่ะคนด้วย พนักงานเกือบทั้งหมดเลยพากันตั้งตารอ

 

“ไปเลย แค่เข้ามาทำงานครบวัน ก็นับเป็นพนักงานแล้ว ไอ้ทัชน้องมันลงวินโดว์เสร็จแล้วเอาไปติดตั้ง” พูดกับผมเสร็จก็หันไปตะโกนสั่งพี่ทัชที่เพิ่งเดินเข้ามา

 

“เอ้าผมคนเดียวหรอ” คนถูกมอบหมายงานถามกลับเหมือนไม่พอใจที่ต้องทำงานคนเดียว

 

“เออดิ มึงหายหัวไปตั้งแต่บ่ายโมง นี่4โมงกว่าแล้ว น้องมันนั่งทำงานคนเดียวจนเสร็จ ที่เหลือมึงก็ไปทำเลย” พี่อู๋ตีหน้าเข้มตำหนิ

 

“ครับๆ ไอ้ทัชคนนี้จะทำเอง แค่นี้ทำเป็นเข้มไปได้” ว่าจบก็เอากาแฟเย็นวางลงข้างๆพี่อู๋ แล้วเดินไสรถเข็นที่บรรทุกpc4เครื่องออกจากห้องไป

 

“ไม่ต้องไปสนใจมันมากนะ มันเป็นแบบนี้แหละถึงจะขี้เกียจแต่มันก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ทนๆ ไปก่อน มันไม่มีอะไรหรอก” พี่อู๋ว่าขึ้นเหมือนรู้ว่าผมกำลังถูกโยนงานมากมายมาให้ตลอดสองสัปดาห์

 

“ครับ ผมไม่คิดอะไรหรอกพี่เรื่องปกติ” ไว้รอกูผ่านโปรก่อนเถอะ จะเอาคืนให้สาสมเลย ไอ้พวกชอบโยนงานตัวเองให้คนอื่นเนี่ย โคตรเกลียดเลย “ผมกลับก่อนนะพี่ เจอกันที่งานเลย” ผมยกมือไหว้ตามมารยาท ก่อนจะถือกระเป๋าเดินออกจากออฟฟิศ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสร็จผ้า แล้วค่อยเดินทางไปลานเบียร์ ไม่สิสถานที่จัดงานเลี้ยงที่พนักงานโหวตกันเข้ามา ได้ข่าวว่าใช้เงินเป็นล้านๆในการจัดงานนี้ ไม่ไปคงน่าเสียดายแย่

 

“รอด้วยครับ” พอเดินออกมาก็เห็นลิฟต์ลงชั้นล่างกำลังจะปิดพอดี ผมเลยรีบวิ่งไปเพราะไม่อยากเสียเวลารอลิฟต์ตัวต่อไป “ขอบคุณครับ” และโชคดีที่คนด้านในมีน้ำใจ ยอมกดลิฟต์รอตามที่ผมขอ

 

“ชั้นไหน” พอเข้ามาด้านในลิฟต์ก็เจอผู้ชายตัวใหญ่แต่งตัวเหมือนพวกขายประกันยืนอยู่คนเดียว คงจะเป็นพวกคนมาสมัครงาน ไม่ก็มาติดต่องานที่นี่ล่ะมั้ง

 

“ชั้น1ครับ” ผมตอบ ก่อนจะเลิกสนใจคนแปลกหน้าแล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาพี่ปิ่น พี่สาวและญาติพี่น้องเพียงคนเดียวบนโลกที่ผมเหลืออยู่ ผมอยู่กับพี่สาวสองคนในบ้านหลังเล็กที่พ่อแม่สร้างไว้ตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่ตอนนี้พวกท่านไม่อยู่แล้ว ผมเลยใช้ชีวิตอยู่กับพี่สาวแค่สองคน

 

พี่ผมทำงานเป็นเลขาของกรรมการบริหารบริษัทเดียวกันนี่แหละครับ แต่เพราะกลัวจะถูกมองว่ามีเส้นสาย ผมกับพี่เลยพยายามไม่ติดต่อกันในที่ทำงาน เวลาพักก็จะทำเป็นไม่รู้จักกัน รอจนกว่าผมจะทำงานที่นี่สักพักก่อน จะได้ไม่ถูกเอาไปนินทามากมาย

 

“มีอะไร” รอสายไม่นานเสียงแหลมบาดหูก็ดังขึ้นมา

 

“กำลังจะกลับ ให้ซื้อกับข้าวไหม” ปกติผมจะเลิกงานที่หลัง พี่ปิ่นเลยจะเป็นคนซื้อกับข้าวกลับบ้านไปไว้ให้ แต่วันนี้ผมทำงานเสร็จเร็วเลยเลิกก่อน ผมก็เลยโทรไปถามบ้าง

 

“เลิกงานแล้วหรอ” พี่ปิ่นถาม

 

“อืม งานเสร็จเร็วพี่เขาเลยให้กลับก่อน แล้วจะเอาอะไรไหมล่ะ” ผมถาม มองดูตำแหน่งไฟบอกชั้นของลิฟต์ที่ค่อยๆ ลดระดับลง

 

“อะไรก็ได้ เอาไว้กินตอนเช้า ยังไงเย็นนี้ก็ไปกินเลี้ยงไม่ต้องซื้อเยอะ”

 

“โอเค” เมื่อหมดธุระผมก็กดวางสาย เป็นเวลาเดียวกันกับที่ลิฟต์มาถึงชั้นล่างพอดี ผมเลยเดินออกจากลิฟต์เพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นmrtกลับบ้าน

 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

 

เพราะได้เลิกงานเร็ว รถเลยไม่ติดหลังจากขึ้น mrt มาลงสถานีใกล้บ้าน ผมก็ขึ้นรถเมย์อีก2ป้ายมาลงปากซอย แวะซื้อมื้อเช้าสำหรับสองคนเสร็จ ก็ตามด้วยขึ้นพี่วินเข้าบ้าน ไม่ขึ้นไม่ไหวครับ เพราะบ้านอยู่ท้ายซอยเลยถ้าเดินก็2-3กิโลได้ ไปกลับทำงานวันล่ะ6ต่อ ทำเอาเหนื่อยสุดๆ

 

แต่ก็ต้องทนอ่ะครับทำไงได้ เพราะต้องส่งเสียผมเรียน พี่ผมเลยไม่มีเงินพอที่จะซื้อรถ พวกเราพี่น้องเลยเดินทางไปทำงานด้วยการขนส่งสาธารณะที่โคตรจะไม่สะดวกทุกวัน แค่เวลาเดินทางไปทำงานก็เป็นชั่วโมงกว่าจะถึงออฟฟิศก็เหนื่อยแล้วครับ นี่แหละชีวิตมนุษย์เงินเดือน ผมกะจะทำงานเก็บเงินสักปีแล้วไปดาวน์รถสักคัน ชีวิตผมกับพี่จะได้สบายขึ้นหน่อย

 

ตอนแรกก็กะจะนอนเอาแรงสักหน่อยเพราะต้องเลิกงานดึกตื่นแต่ตี5ทุกวันมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว แต่นี่ก็หกเกือบโมงเย็นแล้ว กว่าจะอาบน้ำกว่าจะเดินทางไปถึงสถานที่จัดงานก็คงเกือบ2ทุ่มพอดี ผมเลยต้องรีบไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็เดินทางมาสถานที่จัดงาน

 

โชคดีที่สถานที่จัดงานอยู่ในเมืองแค่เดินทางผ่านรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วเดินเท้าอีก10นาทีก็ถึงแล้ว

 

“ผมอยู่หน้าทางเข้า” พอมาถึงพี่อู๋ก็โทรตามพอดี

 

“เออ โชว์บัตรพนักงานแล้วเดินเข้ามาเลย พวกพี่อยู่โต๊ะหน้าทางเข้าเลยซ้ายมือ” พี่อู๋บอกพิกัด

 

“ครับ” ผมรับคำ ก่อนจะเดินไปยื่นบัตรพนักงานหน้าทางเข้าที่มีคนรอต้อนรับ พอเสร็จพี่เขาก็ติดป้ายลำดับที่คนที่มางานให้ เห็นบอกจะจับฉลากแจกรางวัลตามหมายเลข แล้วก็ได้ถุงกระดาษมาใบหนึ่งข้างในมีพวกของขวัญเล็กๆ น้อยๆ หูฟังบลูทูธ พาวเวอร์แบงค์ แล้วก็ซองเล็กๆ ด้านในมีเงินใส่ไว้500 และนี่ก็คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ผมอยากจะมาร่วมงาน จริงๆ ตอนแรกกะจะไม่มาแต่พี่ปิ่นบอกเขาจะแจกเงินหน้าทางเข้าให้คนล่ะ500ก่อนด้วยผมเลยมา หึหึ

 

“เปาทางนี้ๆ” พี่อู๋ลุกขึ้นยืน ก่อนจะโบกไม้โบกมือเรียกผมที่กำลังมองหาโต๊ะของแผนกไอที

 

“มาช้านะมึง อุตส่าห์ให้กลับไปก่อน” พอมาถึงก็เห็นพี่ทัชที่หน้าเริ่มเปลี่ยนสีเพราะฤทธิ์เบียร์สดที่ดูแล้วที่หมดไปเทาว์เวอร์หนึ่งคงเป็นฝีมือพี่แกล้วนๆ เพราะพวกพี่คนอื่นในโต๊ะยังดูสีหน้าปกติทุกคน

 

“…"ผมไม่ตอบโต้อแต่เลือกนั่งลงที่ว่างข้างๆ พี่อู๋ แผนกผมมีพนักงานทั้งหมด10คน แต่ล่ะคนก็จะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ในแต่ล่ะชั้น แต่ส่วนที่ผมอยู่เป็นห้องของแผนกโดยตรงเลยมีแค่พี่อู๋ ไอ้พี่ทัชแลัวก็ผมทงานอยู่ที่นั่น ผมเลยมีโอกาสได้ทักทายพี่คนอื่นๆ ในแผนกวันนี้วันแรก

 

“หวัดดีพี่” ผมยกมือไหว้ตามมารยาท ก่อนพี่ๆ จะแนะนำตัวกันให้รู้จัก

 

“ทำงานกับพี่ทัชก็ทนๆ หน่อยนะ เดี๋ยวพอสนิทก็จัดแม่งเลย” พี่พงศ์ หนึ่งในพี่ร่วมงานว่าขึ้น

 

“ไอ้เชี่ยพงศ์นี่มึงเสี้ยมหรอสัส” พี่ทัชที่ถึงจะเริ่มกรึ่มๆได้ที่ก็ยังหูดี พอได้ยินว่าตัวเองถูกนินทา ก็หยิบแหนมเอ็นไก่ทอดตรงหน้าปาใส่เพื่อนร่วงานไปทั่ว

 

“ฮ่าๆๆๆ” พวกพี่ที่เหลือก็พากันขำ กับท่าทางของคนเริ่มเมา

 

เวลาผ่านไปสักพักคนอื่นๆก็เริ่มทยอยเดินทางมาเข้างาน จนตอนนี้เกือบ3ทุ่ม หอประชุมขนาดใหญ่ที่ถูกเนรมิตเป็นลานเบียร์ในร่มก็เต็มไปด้วยคนกว่า500ชีวิต

 

จริงๆ บริษัทเราไม่ได้มีพนักงานแค่นี้หรอกนะครับ เรามีบริษัทอีกหลายแห่งทั่วประเทศ อ่อ ลืมบอกไป บริษัทที่ผมทำงานอยู่นี่เป็นบริษัททางการเงินเป็นธนาคารที่เน้นให้ลงทุนกู้ยืมอะไรประมาณนี้แหละครับเลยมีสาขาทั่วประเทศ แต่ที่ผมทำอยู่คือสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพ แต่ล่ะสาขาก็จะได้งบจัดงานตามจำนวนพนักงานกันไป แต่ที่นี่ดูเหมือนจะมีคนเยอะสุด งานเลยใหญ่มากต้องเหมาทั้งหอประชุมเนรมิตเป็นเหมือนลานเบียร์ มีโต๊ะเป็นร้อยๆ โต๊ะ วางเรียงรายคล้ายๆ โต๊ะจีน มีอาหารมาเสิร์ฟมากมาย ด้านหน้ามีเวทีขนาดใหญ่มากๆ กับวงดนตรี แล้วก็มีจอโปรเจ็คเตอร์สองฝั่งเพื่อให้คนในงานได้เห็นด้านหน้าเวทีกัน ที่สำคัญมีเบียร์สดหลายร้อยถังวางเรียงรายอยู่ด้านข้างแล้วก็มีพนักงานสาวสวยคอยเดินมาเติมเบียร์ให้ตลอดด้วย ทำเอาผมน้ำลายหกเลยทีเดียว

 

“ไม่กินหรอเปา กินเลยไม่ต้องเกรงใจ” พี่อู๋มองแก้วเบียร์ที่ยังไม่ถูกแตะของผมก่อนจะถามขึ้น

 

“กินพี่ แต่เดี๋ยวก่อน กลัวเมา” ผมหันไปตอบ จริงๆ พี่สาวผมเป็นพวกดื่มจัด ผมเลยคิดว่าจะไม่ดื่มมากเพราะกลัวพาพี่กลับบ้านไม่ไหว

 

“งั้นก็คุยกันไปก่อน พี่ต้องไปพบพวกผู้บริหารตรงโซนวีไอพี ไอ้ทัชอย่ากินเยอะ อ้วกขึ้นมากูปล่อยทิ้งไว้นี่นะ” พี่อู๋หันมาสั่งพี่ทัชที่ตอนนี้เอาแต่ยกเอาๆ ไม่หยุด

 

“ไม่เมาหรอกพี่ สบายยยยยยยย” ฟังจากเสียงแล้วผมคิดว่าไม่เกิน4ทุ่มพี่แกคงน็อคแน่

 

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่ผมว่า ตอนนี้4ทุ่มพอดี พี่แกก็ฟุบหน้านอนไปแล้ว ผมได้แต่มองด้วยความรู้สึกสมเพช จริงๆ อยากจะฉวยโอกาสเอาคืนเรื่องที่ชอบโยนงานของตัวเองมาให้ผมทำนะ แต่ติดที่พวกพี่คนอื่นยังนั่งพร้อมหน้าอยู่ที่โต๊ะเลยไม่กล้า

 

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างคึกคักมีนักร้องชื่อดังหลายคนมาให้ความบันเทิงสลับกับช่วงแจกรางวัล รางวัลก็หลากหลายมาก ใหญ่สุดก็เป็นฮอนด้าซิตี้2คันที่จอดหน้าทางเข้า รองมาก็จะมีทั้งทอง ทั้งเงิน และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งไม่เฉียดหมายเลขของผมเลยสักนิด แต่เมื่อกี้ดูเหมือนพี่ปิ่นจะได้รางวัลด้วย เห็นไลน์มาบอก ได้หม้อทอดไร้น้ำมันแบรนด์ดังมูลค่าเกือบหมื่น ผมอยากจะเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินจังเลยครับ

 

พอยิ่งดึกงานก็ยิ่งคึกคัก รางวัลใหญ่ๆ ก็เริ่มทยอยออก พี่กรพี่ในแผนกผมได้ฟีโน่รุ่นใหม่ด้วย ส่วนพี่พงค์ได้แอร์เคลื่อนที่6000btuไป รางวัลจะไปรับที่ออฟฟิศอีกทีวันจันทร์ ส่วนรางวัลใหญ่พวกรถนี่ได้เลยไปเอาหน้างาน

 

“เฮ้ย เดี๋ยวพี่พาไอ้ทัชกลับก่อนนะ เปาอยู่ที่นี่ร่วมงานไปก่อน หรืออยากจะกลับเลยก็ได้นะ ถ้าได้รางวัลเดี๋ยววันจันทร์แผนกบุคคลก็มาเรียกเอง” พี่อู๋ที่เดินกลับมาจากโซนหัวหน้าแผนกและผู้บริหาร พอเห็นสภาพพี่ทัชก็เลยจะขอตัวกลับเลย

 

“ผมกะจะกลับเหมือนกัน ให้ผมไปส่งพี่ทัชให้ไหมพี่ ขึ้นแท็กซี่เอา” เมื่อกี้พี่สาวผมไลน์มาบอกจะไปนอนห้องเพื่อนเลยบอกให้ผมกลับบ้านได้เลย เลยกะจะไปแอบเอาคืนไอ้คนเมาชอบโยนงานนี่สักหน่อย

 

“ไม่เป็นไร พี่พามันไปเอง” ว่าจบก็แบกพี่ทัชที่สลบเหมือดขึ้นหลัง แล้วเดินตัวปลิวออกจากงาน

 

ผมก็รู้ว่าว่าพี่อู๋ตัวใหญ่ แต่พี่ทัชนี่ก็ไม่ใช่สาวน้อยตัวเล็กนะครับ ตัวพอๆกับผมหนัก70 สูงเกือบๆ180เลย แต่พี่แกก็แบกพี่อู๋ด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนทำบ่อยยังไงไม่รู้

 

ผมเลยหันมาลาพี่ๆ คนอื่น แล้วเดินตามพี่อู๋ออกไป

 

“จะไปกับพี่ไหม” พี่อู๋ที่จับพี่ทัชขึ้นรถได้แล้วหันมาถาม

 

“พี่ไปเลย เดี๋ยวผมขึ้นรถอีกคัน” จริงๆ ก็อยากจะประหยัดเงินค่าแท็กซี่นะครับ แต่ผมเองก็ดื่มไปหลายแก้ว เริ่มจะตึงๆ แล้วเหมือนกัน จะติดรถพี่อู๋ก็เกรงใจเพราะบ้านผมไกลกว่า

 

“เจอกันวันจันทร์” พี่อู๋หันมาพูด ก่อนจะตามเข้าไปนั่งในรถ

 

“ครับ” พอรถพี่อู๋ขับออกไป ผมก็เรียกแท็กซี่ของตัวเองบ้าง แต่ยังไม่ทันจะได้บอกจุดหมายปลายทาง จู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงใครสักคนตะโกนเรียก

 

“เธอๆ” ผมหันไปตามเสียงเรียกด้วยความสงสัย “เธอเป็นพันกบของบริษัทซินะ” มีผู้ชายใส่สูทเต็มยศเดินแบกผู้ชายอีกคนตรงมาที่ผมอย่างทุลักทุเล ดูจากท่าทางและการแต่งตัวน่าจะเป็นพวกระดับบนๆ ของบริษัทผมนี่แหละ

 

“ครับ” ผมขานรับ พอดีกับจังหวะที่เอาโยนผู้ชายตัวยักษ์ใส่ผม ผมจึงต้องเข้าไปรับร่างที่ไร้สติที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“ช่วยพาหมอนี่ไปส่งบ้านที นี่ที่อยู่ แล้วก็นี่เงินค่าจ้าง” เขาจับกระดาษแผ่นเล็กยัดใส่มือผมพร้อมเงินสด “แล้วช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ อย่าให้ใครในบริษัทรู้เด็ดขาดเข้าใจไหม ไม่งั้น” ว่าจบก็ทำท่าเอานิ้วปาดคอ เหมือนจะบอกว่า ถ้าเรื่องที่ต้องไปส่งไอ้ขี้เมานี่มีคนอื่นรู้ผมจะต้องซวย “ฝากด้วยนะ” ยังไม่ทันที่ผมจะได้ปฏิเสธ ไอ้ผู้ชายคนเมื่อกี้ก็วิ่งกลับเข้างานไปแล้ว

 

“จะไปไหมคุณ” คนขับแท็กซี่ที่จอดรอมาสักพักตะโกนถาม

 

“ไปครับไป” ผมจึงต้องแบกคนแปลกหน้าขี้เมาขึ้นรถอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“ไปไหนครับ” คนขับออกรถก่อนจะถามขึ้น

 

“เอ่อ …" ผมรีบเอากระดาษที่ถูกยัดใส่มือพร้อมแบงก์พันสามสี่ใบขึ้นมาคลี่ดู “ไปคอนโด xxx แถวyyyครับ” ผมบอกจุดหมายปลายทางตามที่อยู่ในกระดาษ ความจริงอยากจะปล่อยให้แท็กซี่ขับไปส่งไอ้ขี้เมานี่เองนั่นแหละ แต่พอเห็น โรเล็กซ์รุ่นลิมิเตดบนข้อมือไอ้ขี้เมานี่ ผมก็ไม่กล้าครับ แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนาฬิกาแพงๆ แล้วไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือไม่ แต่ผมก็ไม่กล้าทิ้งไอ้คนเมานี่ไว้บนรถคนเดียว เกิดเป็นของจริงขึ้นมาแล้วปรากฏว่ามันหายไปตอนที่แท็กซี่พาไอ้นี่ไปส่ง คนที่ซวยคงจะเป็นผมแน่ๆ

 

อีกอย่างได้ค่าจ้างมาตั้ง4000 เสียเวลาไปส่งแป๊บเดียว จะเป็นอะไรไป ยังไงพรุ่งนี้ก็วันเสาร์เป็นวันหยุดอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรเสียหาย

 

ในตอนแรกผมคิดแบบนั้นจริงๆ ไม่คิดเลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำหายนะใหญ่มาสู่ตัว

 

*******************

 

“อ๊ะ อ่า เจ็บ หยุด อ้าา ก่อน อ่าา” ผมร้องอ้อนวอนเพราะความเจ็บร้าวไปทั่วร่างที่แล่นขึ้นมาจากสะโพกที่กำลังถูกท่อนเอ็นขนาดใหญ่ สอดใส่เข้าออกรุนแรงไม่หยุด

 

“อ่าาา” ไม่มีท่าทีตอบรับที่จะแสดงความเห็นใจจากคนด้านบน จะมีแค่เสียงคางต่ำในลำคอที่ดังออกมาอย่างสุขสม พร้อมๆ กับสะโพกแกร่งที่ขยับเข้าออก ส่งแท่งเอ็นกระแทกกระทั้น ไม่ยอมหยุด

 

TBC.

 

มาแล้ว ได้ฤกษ์งามยามดีเปิดเรื่องใหม่สักที หลังจากอู้หลายวัน ฮ่าๆ 

 

จริงตอนแรกกะจะปล่อยอีกเรื่องที่เป็รแนวแฟนตาซีข้ามภพ เพราะจริงๆเป็นคนชอบอ่านอะไรแนวนี้มาก แต่ไม่มีโอกาสได้แต่ง เพราะกลัวแอบไปเอาความคิดนักเขียนท่านอื่นที่เขาเขียนมาเขียนใส่งานของตัวเอง เลยไม่กล้าแต่ง แต่ก็นึกพ็อตที่น่าสนใจได้ก็แอบเขียนไปหลายตอน แต่เพราะมันเป็นแนวที่มีราชาศัพท์กับอะไรหลายๆอย่าง ถ้าลงเป็นตอนๆก็กว่าจะเขียนจบแต่ล่ะตอนก็สามสี่วัน เลยคิดว่าแต่งจบค่อยเอามาลงดีกว่าอะไรพวกนั้น เลยเอาเรื่องนี้มาลงก่อน อิอิ

 

เรื่องนี้จะมีทั้งหมด30ตอน อ่านฟรี5ตอนแรก เช่นเดิม ตั้งแต่ตอนที่6 จะเป็นการซื้ออ่าน ราคาก็จัอยู่ที่2-4บาทแล้วแต่จำนวนหน้าและเนื้อหาในแต่ล่ะตอน2เว็บเช่นเคย ใครไม่สะดวกซื้ออ่านสามารถรอใช้กุญแจอ่านที่ธัญวลัยได้นะ

 

ส่วนใครสะดวกหรือพอมีกำลังช่วยซื้ออ่านเพื่อสนับสนุนก็ช่วยได้เลย เพื่อจะได้มีผลงานออกมาให้อ่านอีกเรื่อยๆ อย่างที่เคยบอกเพราะไรท์ยึดเอาอาชีพนักเขียนเป็นอาชีพหลักเต็มตัว ถ้ามีรายได้เข้ามาก็จะยังมีผลงานเรื่องใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีรายได้เข้ามาไรท์ก็ต้องออกไปทำอาชีพอื่น แล้วก็จะไม่ได้เขียนนิยายต่อ ยังไงฝากสนับสนุนผลงานด้วยนะเพราะเราเองก็อยากจะเขียนนิยายต่อไปอีกเรื่อย 

 

เรื่องนี้เป็นแนวที่จะหนักๆนิดหนึ่ง ncก็จะเยอะหน่อย ใครไม่ค่อยชอบ ncนี่ต้องทำใจเลย เรื่องนี้จะออกแนวอีโรติกดราม่ามั้ง(?)55555 เป็นแบบเนื้อเรื่องโตๆหน่อย เพราะตัวล่ะครค่อนข้างโตแล้ว(เกี่ยว?) อาจจะไม่ใสๆเหมือนเรื่องที่ผ่านมา ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะ

 

ปล.เรื่องนี้ไรท์จะทำอีบุ๊ค แต่คงต้องรอแต่งจบก่อนนะ ตอนนี้เพิ่งเขียนได้ไม่เท่าไหร่ 

 

ปล.2ปกติจะลงวันเว้นวันต่อตอน แต่ถ้าแต่งเสร็จก่อนก็จะลงวันนั้นเลย จริงพยายามอยากจะลงทุกวัน แต่ด้วยความสามารถแล้วมักจะล้มเหลวตลอด5555 หลักๆเลยอยากให้ยึดว่า ลงวันเว้นวันเนอะ 

 

ปล.3 เตรียมไม้หน้าสามไว้ตีหัวพระเอกเรื่องนี้ด้วย 555555555

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น