ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่มที่ 2 บทที่ 43 เข้าวังหาที่พึ่ง

ชื่อตอน : เล่มที่ 2 บทที่ 43 เข้าวังหาที่พึ่ง

คำค้น : นิยายแปล นิยายจีน อ๋องน้อย หลี่ลั่ว นิยาย อ่านนิยาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 728

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2564 20:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่มที่ 2 บทที่ 43 เข้าวังหาที่พึ่ง
แบบอักษร

 

     “คุณหนูของบ่าว ถูกใครรังแกมาหรือเจ้าคะ” จี้หมัวมัวเป็นแม่นมของหลี่หยางซื่อ เมื่อยู่ต่อหน้าผู้อื่นนางจะเรียกหลี่หยางซื่อว่า ฮูหยิน แต่หากอยู่กันเพียงลำพังนางจะเรียกหลี่หยางซื่อว่า คุณหนู

     “หมัวมัว วันนี้ข้าเพิ่งเข้าใจคำว่า ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วนั้นก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไป เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขา... พวกเขาคิดจะให้หงเกอเอ๋อร์แต่งเยียนเอ๋อร์เป็นภรรยา ทำอย่างนี้ใช้ได้ที่ไหน หงเกอเอ๋อร์ของข้าก็แค่ได้รับบาดเจ็บที่ขาข้างหนึ่ง พวกเขากลับ...กลับเห็นว่าหงเกอเอ๋อร์ของข้าคู่ควรเพียงหญิงที่มีตำหนิ” หลี่หยางซื่อตัดพ้ออย่างคับแค้นใจ

     “ชู่ว์...คุณหนู อย่าได้เอ่ยวาจาเช่นนี้ ไฉนจึงต้องโมโหด้วยเรื่องนี้ด้วยเล่า เรายังต้องดำเนินชีวิตอีกยาวไกล รอให้คุณชายรองแต่งภรรยา คุณหนูใหญ่แต่งเขย แล้วก็รอให้เสี่ยวโหวเหฺยเติบใหญ่ วาสนาของคุณหนูก็จะมาถึง” จี้หมัวมัวได้แต่ปลอบใจ ในขณะเดียวกันนางไม่อาจพูดได้ว่าคนจวนสกุลหยางไม่ดี อย่างไรเสียที่นั่นก็เป็นบ้านเดิมมารดาของคุณหนู

     “ข้าคิดตกมานานแล้ว หลังจากพี่ซวี่ตายไปข้าก็กระจ่างแจ้งแล้ว ข้าปรารถนาเพียงหงเกอเอ๋อร์ของข้าและหลินเจี่ยเอ๋อร์มีความสุขในชีวิต แล้วเลี้ยงดูลั่วเกอเอ๋อร์จนเติบใหญ่ เขาสูญเสียมารดาผู้ให้กำเนิด ขอเพียงข้ามีความยุติธรรมมากพอ ต่อไปข้าก็คือเหล่าไท่จวิน[1]” หญิงม่ายที่สามีตายจาก ความหวังทั้งชีวิตก็ได้แต่ฝากไว้กับลูกๆ

     “ถูกแล้วเจ้าค่ะ วาสนาบารมีของคุณหนูจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ เจ้าค่ะ”

     วันถัดมา

    หยางฮูหยินส่งของขวัญมาเพื่อเป็นการขอขมา คนที่นำของขวัญมาให้ก็คือสาวใช้รุ่นใหญ่ที่มาจวนโหวคราวที่แล้วนั่นเอง

     หลี่หยางซื่อรับของขวัญไว้ และให้จี้หมัวมัวเตรียมของขวัญส่งกลับไปด้วยเช่นกัน ถึงอย่างไรก็เป็นญาติ ความลำบากใจของหยางฮูหยิน หลี่หยางซื่อมีหรือจะไม่กระจ่างแจ้ง คนหนึ่งมาขอขมา อีกคนหนึ่งส่งของขวัญกลับไปให้ เรื่องนี้จึงจบลงเช่นนี้เอง

     การตกแต่งเรือนโฉวงจี๋ใช้เวลาเพียงสิบวันก็แล้วเสร็จ ที่จริงก็เป็นการตกแต่งเพียงเล็กน้อย แต่เนื่องจากรายละเอียดมีค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงใช้เวลามากกว่าปกติ ในที่สุดหลี่ลั่วก็ได้ย้ายกลับเข้ามาอยู่ในเรือนของตนเอง เมื่อมองดูลักษณะการจัดวางของห้องนอนและห้องหนังสือแล้ว แม้นว่าจะดูโบราณไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีความเป็นสมัยปัจจุบันอยู่พอสมควร ทำให้หลี่ลั่วรู้สึกถึงบรรยากาศของคำว่าบ้าน

     “ลั่วเกอเอ๋อร์ เรือนโฉวงจี๋ของเจ้าตกแต่งเสร็จแล้ว เจ้าเองก็กลับมาได้ระยะหนึ่งแล้ว อีกทั้งเจ้ายังเป็นโหวเหฺยของจวนจงหย่งโหว เป็นเจ้าของจวนที่ถูกต้องตามศักดิ์และสิทธิ์ ดังนั้นแม่จะส่งเทียบเชิญไปยังบ้านของญาติมิตรเพื่อเป็นการแนะนำเจ้าให้กับทุกคน เจ้าจะได้คบหาเพื่อนฝูงอีกทางหนึ่ง” หลี่หยางซื่อกล่าว

     “แล้วแต่มารดาเห็นสมควรขอรับ เรือนโฉวงจี๋ของข้ารับรองแขกผู้ชายได้ ข้าจะเตรียมการเกี่ยวกับการต้อนรับแขกให้ดี” หลี่ลั่วกล่าว

     หลี่หยางซื่อไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ให้พี่ใหญ่ของเจ้าช่วยเตรียมการพร้อมกับเจ้าด้วย เขารู้จักและคุ้นเคยกับแขกผู้ชายทุกคนเป็นอย่างดี”

     “ขอรับ ถ้าเช่นนั้นขอให้มารดากำหนดวันงานเป็นสามวันหลังจากนี้ ข้าต้องการเวลาสามวันในการเตรียมสิ่งของ”

     “ได้” แม้ว่าหลี่ลั่วจะยังเยาว์ แต่เขาเป็นโหวเหฺยที่ฮ่องเต้พระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นนายท่านของจวนโหว จึงควรจะแนะนำให้ญาติๆ รับรู้ถึงการกลับมาของเขา  

     เกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการรับรองแขกผู้ชายนั้นได้แก่ สถานที่ การแสดง และอาหารว่าง สถานที่ก็คือห้องหนังสือเดิม ด้านซ้ายมีห้องข้าง ตรงกลางมีห้องโถง ด้านขวาเขาออกแบบเป็นห้องทดลองของตนเอง แต่ตรงกลางกับด้านขวานั้นเดินทะลุหากันได้ หากแขกผู้ชายมีจำนวนมากก็สามารถแบ่งกันรับรองได้

     ถ้าเช่นนั้นจะจัดการแสดงอะไรดี ณ เวลานี้หลี่ลั่วยังคิดไม่ออก ดังนั้นจึงตัดสินใจทำการตระเตรียมอาหารว่างก่อน

     อาหารว่างอันดับแรกคือแผ่นมันฝรั่งทอด ตามด้วยขนมเค้ก ลูกอมสอดไส้ ผลไม้ เนื้อแห้ง... แล้วยังมีน้ำผลไม้ เหล้าผลไม้ ด้วยอายุของแขกที่แตกต่างกันไป หากอายุยังน้อยก็ดื่มน้ำผลไม้ หากเป็นผู้ใหญ่ก็ดื่มเหล้าผลไม้

     ดังนั้นในสามวันนี้คนของเรือนโฉวงจี๋จึงต่างมีงานล้นมือ วันที่หนึ่งหลี่ลั่วเลือกทำเหล้าผลไม้ก่อนเป็นอันดับแรก เหล้าผลไม้นั้นต้องหมัก ภายในเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิดเช่นนี้ เขาใช้เวลาในการหมักเหล้าสั้นๆ เพียงสามวัน ตอนนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลองุ่น หลี่ลั่วจึงเตรียมเหล้าองุ่น

     ถัดมาคือแผ่นมันฝรั่ง วัตถุดิบเดิมก็คือหม่าหลิงสู หรืออาจเรียกว่า ถั่วดิน ก็ได้ ในสมัยโบราณมันฝรั่งราคาค่อนข้างถูก ดังนั้นวันแรกที่ทำมันฝรั่งคนในเรือนโฉวงจี๋ต่างมีลาภปาก แต่กระนั้นหลี่ลั่วก็ให้ลวี่ผิงจัดมันแผ่นฝรั่งส่งไปให้หลี่หยางซื่อและหลี่หลินคนละหนึ่งจาน สำหรับหลี่หงที่อยู่ตระเตรียมงานกับหลี่ลั่วแทบจะตลอดเวลา แน่นอนว่าเรื่องกินย่อมมิมีขาด

     การทำงานร่วมกันครั้งนี้ทำให้หลี่หงเข้าใจในตัวหลี่ลั่วมากขึ้น หลี่ลั่วมีนิสัยอ่อนโยนทว่าเข้มแข็ง เมื่ออยู่ในเรือนโฉวงจี๋ เพียงหลี่ลั่วสั่งการคนรับใช้ก็ปฏิบัติตาม แม้ว่าหลี่ลั่วจะมีอายุเพียงห้าขวบ ทว่าน้องชายแบบนี้ก็เหมาะสมแล้วที่จะเป็นนายท่านของจวนโหวได้ดีกว่าตัวเขา ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ เมื่อหลี่หลินได้รับแผ่นมันฝรั่งนางก็รีบวิ่งมาหาหลี่ลั่ว “น้องหก อาหารว่างจานนี้ของเจ้าอร่อยยิ่งนัก มีทั้งรสหวานและรสเค็ม ถึงวันงานแขกของพี่สาวทางนี้เจ้าช่วยเตรียมให้ด้วยได้หรือไม่” หลังจากการไปมาหาสู่กันในระยะนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของหลี่หลินและหลี่ลั่วน้องชายผู้นี้ค่อนข้างเป็นกันเองมากขึ้น นางจึงไม่วางท่าสุขุมเงียบขรึมเหมือนยามที่อยู่ข้างนอก

     “พี่หญิงใหญ่โปรดวางใจ ตอนสั่งซื้อวัตถุดิบก็ได้เตรียมส่วนของท่านไว้แล้ว” หลี่ลั่วพูดยิ้มๆ

     อย่าว่าแต่หลี่หลินหวั่นไหว ขนาดหลี่หยางซื่อได้รับอาหารว่างที่หลี่ลั่วส่งไปให้พร้อมทั้งได้รับฟังเรื่องอื่นๆ จากหลี่หงมาอีกส่วนหนึ่ง ก็ทำให้หลี่หยางซื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดที่มีต่อหลี่ลั่วไปอีกมุมมองหนึ่ง เด็กอายุเพียงห้าขวบ ไปเอาความคิดเป็นงานเป็นการเช่นนี้มาจากที่ไหนกัน?

     ก่อนถึงงานเลี้ยงหนึ่งวัน หลี่ลั่วให้คนรับใช้จัดเตรียมอาหารว่างทั้งหมดหนึ่งชุดแล้วห่อใส่ปิ่นโต จากนั้นเขาลงไปที่ห้องใต้ดินที่อยู่ใต้ห้องทดลองของเขาเพื่อไปหยิบเหล้าผลไม้ที่หมักไว้ที่นั่น เขาเปิดดูหนึ่งถังแล้วรินออกมาหนึ่งแก้วเล็กๆ จิบดูเล็กน้อยพลางคิดว่า หากมีเวลาหมักสักสองถึงสามเดือนคงจะดีไม่น้อย

     “นำขวดเหล้าขวดเล็กๆ มา กรองเหล้าองุ่นออกมาบรรจุใส่หนึ่งขวด” หลี่ลั่วสั่งการ

     “ขอรับ” ซินเป่าให้ซินหมัวมัวไปหยิบขวดเหล้าขวดเล็กมาทันที ขวดเหล้าดังกล่าวนี้ก็ทำการสั่งซื้อเข้ามาในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการใช้สอย เพื่อความสวยงามเวลานำออกมารินเหล้าให้แขก

     ซินหมัวมัวนำขวดเหล้ามาแล้ว แต่นางเกรงว่าซินเป่าผู้มีมือเท้าหยาบกระด้างจะทำให้เสียการ จึงทำการกรองเหล้าองุ่นด้วยตนเอง กรองออกมาได้หนึ่งขวดหลี่ลั่วก็พูดขึ้น “นำของทั้งหมดนี้ห่อไว้ด้วยกัน ข้าจะออกไปข้างนอก”

     “ขอรับ”

     เมื่อห่อของทั้งหมดเรียบร้อยแล้วหลี่ลั่วจึงออกจากบ้านโดยมีหลี่ฉางเฉิง หลี่ฉางสือ และซินเป่าเป็นผู้ติดตาม

     ณ พระราชวัง ห้องทรงพระอักษร

     “ครั้งนี้แคว้นเล็กต่างมาอวยพรวันเกิดเจิ้น พวกเจ้าคิดว่าควรจะต้อนรับพวกเขาอย่างไรดี ของขวัญที่จะมอบกลับไปควรจัดเตรียมอย่างไร” จ้าวหนิงฮ่องเต้ทรงตรัสถามพร้อมกับทอดพระเนตรไปที่พระโอรสทั้งสี่ที่อยู่เบื้องพระพักตร์

     องค์ชายใหญ่  กู้จวิ้นเหว่ย   ปีนี้อายุยี่สิบปี

     องค์ชายรอง  กู้จวิ้นจ่าน    ปีนี้อายุสิบแปดปี

     องค์ชายสาม  กู้จวิ้นซี     ปีนี้อายุสิบหกปี

     องค์ชายสี่    กู้จวิ้นเฉิน    ปีนี้อายุสิบสามปี

     ตามลำดับพี่น้องของราชวงศ์แล้วนั้น กู้จวิ้นเฉิน อยู่ในลำดับที่สี่

     “พวกเจ้าต่างก็อยากแสดงความสามารถต่อหน้าเจิ้น งานวันเกิดเจิ้นครั้งนี้ เจิ้นจะให้โอกาสพวกเจ้าได้แสดงความสามารถ” ปลายพระขนงของจ้าวหนิงฮ่องเต้เฉียงขึ้นเล็กน้อย แม้มิได้โกรธขึ้งแต่ก็เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม “กู้เหว่ย เจ้าเป็นพี่ใหญ่ เจ้าลองว่ามา”

     “ตั้งแต่เสด็จพ่อขึ้นครองราชย์เป็นต้นมาก็ยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหาภายใน ทว่าปัญหาภายนอกก็มิได้นิ่งนอนใจ ดังนั้นแคว้นเล็กๆ ต่างก็ต้องการกระชับความสัมพันธ์กับเรา งานเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาของเสด็จพ่อพวกเขาต่างมาถวายพระพร พวกเราจะต้องจัดให้สมพระเกียรติพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายใหญ่กราบทูล

     จ้าวหนิงฮ่องเต้มิได้แสดงความเห็นใดๆ กลับตรัสถามต่อว่า “เจ้ารอง ความเห็นของเจ้าเล่า?”

     องค์ชายรองทรงเป็นบุตรชายที่ถือกำเนิดจากฮองเฮาและจ้าวหนิงฮ่องเต้ ส่วนองค์ชายใหญ่เป็นโอรสที่ถือกำเนิดจากฉินกุ้ยเฟย[2]และจ้าวหนิงฮ่องเต้ ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่จ้าวหนิงฮ่องเต้ยังเป็นองค์ชาย ปีนั้นจ้าวหนิงฮ่องเต้ออกรบ ไท่จื่อเยี่ยนด้วยเกรงว่าพระอนุชาร่วมอุทรเพียงองค์เดียวจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในระหว่างการสู้รบ ดังนั้นเขาจึงแต่งตั้งพระชายาเอกให้แก่พระอนุชา จากนั้นไม่นานก็แต่งตั้งพระชายารองเข้ามาอีก ทว่าในครานั้นครรภ์ของพระชายารองซึ่งก็คือฉินกุ้ยเฟยในปัจจุบันนั้นดียิ่ง พระโอรสองค์โตจึงเกิดแก่พระชายารองก่อนครรภ์ขององค์ฮองเฮา 

     ในรัชสมัยนี้ การแต่งตั้งองค์ชายรัชทายาทมิได้กำหนดให้แต่งตั้งจากบุตรชายในภรรยาเอกหรือตามลำดับการเกิดก่อนเกิดหลังของพระโอรส ไท่จื่อเยี่ยนเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอก กล่าวคือทรงเป็นบุตรชายที่ถือกำเนิดจากฮองเฮากับฮ่องเต้ และเป็นพระโอรสองค์แรกของฮ่องเต้ ด้วยความรักที่อดีตฮ่องเต้ที่มีต่อฮองเฮาองค์ก่อน เขาจึงได้รับแต่งตั้งเป็น ไท่จื่อ อุปนิสัยของไท่จื่อเยี่ยนเองก็เป็นคนฉลาดและมองการณ์ไกล ดังนั้นในสถานการณ์ที่เป็นปกติแล้วนั้น หากบุตรชายคนโตในอนุภรรยากับบุตรชายในภรรยาเอกมีอายุที่ไล่เลี่ยกัน ขอเพียงบุตรชายในภรรยาเอกมีปฏิภาณไหวพริบ ฉลาดเฉลียว และมีความสามารถ ก็ให้พิจารณาบุตรชายในภรรยาเอกเป็นลำดับแรก

     ระหว่างองค์ชายใหญ่และองค์ชายรอง ครอบครัวฝั่งมารดาของฉินกุ้ยเฟยมีอำนาจมากกว่าครอบครัวฝั่งมารดาของฮองเฮา ไท่จื่อเยี่ยนซึ่งดำรงตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทในคราวนั้นด้วยเกรงว่าหากพระชายาเอกของพระอนุชามีครอบครัวเดิมที่มีอำนาจแข็งแกร่งเกินไปจะนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยแก่พระอนุชาได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันจึงเจตนาเลือกเฟ้นพระชายาเอกให้พระอนุชาโดยพิจารณาเพียงคุณสมบัติของตัวฝ่ายหญิง และคัดเลือกจากครอบครัวในระดับที่รองลงมา ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้นำมาซึ่งความพอพระทัยแก่อดีตฮ่องเต้และองค์ชายทั้งหลาย

    อดีตฮ่องเต้ทรงพอพระทัยเนื่องจากไม่มีฮ่องเต้องค์ใดที่ปรารถนาให้พระโอรสมีอำนาจมากมายแกร่งกล้า เพราะจะนำมาซึ่งอันตรายต่อตัวพระองค์เอง ส่วนที่องค์ชายอื่นๆ พอใจ ก็เพราะว่าองค์ชายทั้งหลายต่างก็มีใจหมายปองบัลลังก์มังกรเช่นเดียวกัน ย่อมมิยินดีที่องค์ชายองค์ใดองค์หนึ่งมีอำนาจมากจนเกินไป

     เมื่อไท่จื่อเยี่ยนแต่งพระชายารองให้จ้าวหนิงฮ่องเต้นั้น ได้คัดเลือกสตรีจากตระกูลฉินซึ่งถือว่ามีกำลังอำนาจพอใช้ นางเป็นธิดาคนโตของตระกูลฉิน และเป็นธิดาที่ไม่ได้รับความโปรดปรานแม้แต่น้อย 

     ใครจะคาดคิดว่าสุดท้ายผู้ที่ได้นั่งบัลลังก์มังกรเป็นฮ่องเต้ กลับเป็นจ้าวหนิงฮ่องเต้

     มิอาจมิกล่าวว่า ไท่จื่อเยี่ยนทรงเป็นพระเชษฐาที่เพื่อจ้าวหนิงฮ่องเต้แล้วได้ทุ่มเทซึ่งความพยายามอย่างมาก

     องค์ชายรองพูดยิ้มๆ ว่า “พี่ใหญ่กล่าวถูกต้องแล้ว พวกเราต้องต้อนรับแคว้นเล็กๆ เหล่านี้ด้วยมารยาท จึงจะสามารถลดปัญหาศึกจากภายนอกได้ แต่เรื่องการมอบของขวัญกลับไปนั้นจะให้อะไรเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังต้องขบคิดพ่ะย่ะค่ะ”

     จ้าวหนิงฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงแล้วตรัสว่า “เจ้าสาม เจ้าคิดว่าอย่างไร”

     องค์ชายสามหัวเราะแหะๆ แล้วกราบทูลว่า “เสด็จพ่อ ลูกคิดว่าความเห็นของพี่ใหญ่และพี่รองต่างก็มีเหตุผล ดังนั้นควรเลือกของขวัญชิ้นใหญ่ที่มีค่าสูงส่งมอบกลับไปให้พ่ะย่ะค่ะ”

     จ้าวหนิงฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปที่องค์ชายสี่แล้วตรัสว่า “จวิ้นเฉินเล่า ว่าอย่างไร”

     “แคว้นของเราเป็นแคว้นใหญ่ การใช้ของขวัญชิ้นใหญ่ที่มีมูลค่าสูงเพื่อซื้อความภักดีจากแคว้นเล็กเพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาศึกจากภายนอกนั้นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด อีกทั้งยังไม่สามารถทำให้แคว้นเล็กเหล่านี้สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของแคว้นเราได้พ่ะย่ะค่ะ” กู้จวิ้นเฉินกราบทูลด้วยสีหน้าเย็นชา

     “น้องสี่กล่าวเช่นนี้ไม่ถูกต้อง” องค์ชายใหญ่แย้งขึ้น “น้องสี่อายุยังน้อย ไม่เข้าใจเรื่องภายในราชสำนัก หากเราไม่ควบคุมดูแลแคว้นเล็กๆ เหล่านี้ให้ดี จะเกิดศึกภายนอกทำให้ชายแดนเกิดความวุ่นวายเอาได้ ชาวบ้านตาดำๆ จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก ของขวัญสูงค่าเหล่านี้สามารถแก้ไขปัญหาชายแดนเพื่อทำให้ชาวบ้านที่อยู่ตามชายแดนอยู่อย่างสงบสุขได้ และยังช่วยประหยัดงบทางกำลังทหารได้อีกทางหนึ่งด้วย เหตุใดจึงจะใช้วิธีการนี้ไม่ได้เล่า”

     “พี่ใหญ่กล่าวถูกต้อง” องค์ชายสามพูดขึ้น “น้องสี่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ต้องระมัดระวังเรื่องสุขภาพให้มาก เรื่องในพระราชสำนักน้องสี่อย่าได้กังวล”

     “แบ่งเบาภาระของชาติบ้านเมือง ล้วนเป็นหน้าที่ของชายฉกรรจ์ทุกคน” กู้จวิ้นเฉินตอบกลับไปอย่างเฉยชา “และข้ายังได้รับการไหว้วานมาจากเสด็จอา ทำให้ยิ่งไม่อาจเพิกเฉยได้”

     “ฝ่าบาท” เสียงของขันทีที่เฝ้าหน้าห้องทรงพระอักษรขานขึ้น “จงหย่งโหว กราบทูลขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

     จงหย่งโหว? คือใครกัน?

     เด็กคนนั้นหรือ?

     จ้าวหนิงฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนง “เขามาทำไม ให้เขาเข้ามา” พระองค์ทรงรำลึกถึงเหตุการณ์ที่พบหน้าหลี่ลั่วครั้งแรกขึ้นมา ทำให้จ้าวหนิงฮ่องเต้มีพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยรอยแย้มพระสรวลจนแทบจะมองไม่เห็นฮ่องเต้ที่เคร่งขรึมและน่าเกรงขามเมื่อสักครู่นี้เลย

     หลี่ลั่วก้าวเข้ามาด้วยขาสั้นๆ ของเขา เด็กน้อยอายุห้าขวบ การเดินยังมิค่อยมั่นคงเท่าไรนัก ทว่าเป็นการเดินเข้าสู่ห้องทรงพระอักษร ทั้งยังเห็นว่ายังมีองค์ชายทั้งหลายประทับอยู่ด้วย ความประหลาดใจปรากฏอยู่ในดวงตาคู่นั้น เมื่อเหลือบไปเห็นกู้จวิ้นเฉินและได้สบตากับอีกฝ่าย หลี่ลั่วยกยิ้มเล็กน้อยเป็นการทักทาย ทั้งคู่แม้จะไม่เคยได้สนทนากันอย่างจริงจัง แต่เคยได้พบกันหน้าเรือนของหลี่ต้าน อย่างไรก็ถือว่ายังมีวาสนาต่อกันอยู่บ้าง

     รอยยิ้มของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น สดใส และบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

 

     

 

[1] ไท่จวิน (太君) คือยศหรือบรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานแก่มารดาพระญาติสนิท หรือมารดาขุนนางที่มีความชอบในสมัยราชวงศ์ถัง เช่น มารดาของขุนศึกตระกูลหยาง

[2] กุ้ยเฟย (贵妃) คือตำแหน่งภรรยารองของจักรพรรดิ มีได้ครั้งละ 2 คน ตำแหน่งภรรยาของจักรพรรดิในราชวงศ์ชิง เรียงจากสูงสุดลงไปต่ำสุด คือ ฮองเฮา หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน กุ้ยเหริน ฉางจ้าย และตาอิ้ง โดยมีภรรยาหลวงคือฮองเฮา และขั้นที่เหลือเป็นภรรยารอง ส่วนภรรยาที่มีขั้นรองจากผินลงไปจะถือว่าเป็นภรรยาน้อยของจักรพรรดิ

อ่านเร็วก่อนใคร และสนับสนุนผู้แปลได้ที่นี่ 

https://www.kawebook.com/story/5241 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว