Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ลงโทษด้วยสี่ยก

ชื่อตอน : ลงโทษด้วยสี่ยก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 71

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.พ. 2564 16:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ลงโทษด้วยสี่ยก
แบบอักษร

“น้าคำหล้าคะ ม่าน…ขอโทษนะคะที่แกล้งพี่ทิวาแรงเกินไปหน่อย” เอ่ยขอโทษพร้อมกับพนมมือไหว้อีกฝ่ายรู้สึกผิดหลังจากที่เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้คนป่วยจนเสร็จ ไม่คิดว่าคนรักของตนจะบ้าดีเดือดขนาดนี้  

“คราวหลังก็อย่าทดสอบกันแรงขนาดนี้เลยนะเพคะ คนแก่หัวใจจะวาย” 

“ไม่มีการทดสอบอะไรอีกแล้วค่ะ ม่านกลัวพี่ทิวาเป็นแบบวันนี้อีก กล้าพูดเรื่องนั้นได้อย่างไรก็ไม่รู้” ม่านหมอกต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก แต่ถึงอย่างนั้นดวงหน้าหวานก็ยังมีรอยยิ้มให้เห็น ทิวากรคนคลั่งรัก ไม่เห็นจะปากแข็งเหมือนเมื่อก่อนเลยสักนิด 

“ก็จะเสียเมียไปนี่คะ พี่ก็รักของพี่” ไม่ใช่เสียงของนางคำหล้าที่ตอบ แต่เป็นเสียงจากคนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างคุณหมอทิวา หมอ ที่ตอนนี้กลายเป็นผู้ป่วยเสียเองกำลังมองมาที่คนรักด้วยสีหน้าที่เรียกได้ว่าเหมือนเด็กกำลังจะงอแง เป็นอีกครั้งที่หญิงวัยกลางคนต้องเดินออกมาจากห้องเพื่อปล่อยให้คนสองคนได้ปรับความเข้าใจกันจริง ๆ จัง ๆ 

“ใครให้เรียกแบบนั้นคะ ม่านเสียหายนะคะ” เจ้าม่านหมอกปรายตามองคนบนเตียงก่อนจะเสมองไปทางอื่น ความจริงก็ให้อภัยตั้งแต่วันที่พี่เขาป่วยแล้ว เพียงแต่อยากเรียกความมั่นใจกลับคืนมาก็เท่านั้นเอง อยากให้อีกฝ่ายทำให้เห็นว่าต้องการกันมากแค่ไหน รักมากแค่ไหน จะยอมปล่อยมือกันง่ายๆเหมือนที่ผ่านมาหรือเปล่า… 

“พี่ทิวารับผิดชอบเองค่ะ แต่งพร้อมเจ้าแสนไทก็ได้นะคะ”  

“หึ ถามม่านสักคำหรือยังคะว่าจะแต่งด้วยรึเปล่า” ท่าทางแง่งอนของคนรักทำเอาทิวากรถอนหายใจออกมา ตวัดแขนไปโอบรอบเอวคนน้องเอาไว้แม้ว่าตัวเองจะยังนอนอยู่บนเตียงก็ตาม  

“แสนงอนจริงเชียว คนป่วยไม่มีแรงง้อเลยค่ะ รอหายป่วยก่อนนะคะคนดี” อาศัยความปากหวานหยอดกันไปอีกหนึ่งประโยค ริมฝีปากอุ่นร้อนของคนป่วยจุมพิตลงที่ท่อนแขนเล็กเบาๆอย่างออดอ้อน เรียนรู้แล้วว่าหากจะง้องอนคนรักของตนก็ต้องพูดจาให้รื่นหู ยิ่งใช้ลูกอ้อนเหล่านี้น้องน้อยของตนก็ยิ่งใจอ่อนเร็วขึ้น ผลก็มีให้เห็นอยู่กับตา ใบหน้าขาวนวลที่ขึ้นสีไปทุกส่วนนั่นอย่างไรข้อพิสูจน์ 

“…” 

“อยากนอนกอดเอาไว้แน่น ๆ แต่กลัวน้องจะติดไข้ พี่ทิวาควรทำอย่างไรดีคะ” 

“ก็ปล่อยม่านสิคะ ไม่เห็นมีอะไรยากเลยสักนิด” 

“ใจแข็งไม่พอยังใจร้ายอีก ทั้งที่ก็รูปงาม ดวงหน้าก็หวานหยดขนาดนี้” คนป่วยยังคงไม่หยุดใช้วาจาเข้าช่วยให้น้องน้อยของตนใจอ่อน ริมฝีปากก็กดจูบกดหอมแทะโลมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พอชื่นใจ กลิ่นหอมเย็นของน้ำอบน้ำปรุงกลิ่นประจำของเจ้าม่านหมอกยังคงเป็นกลิ่นโปรดของเขาเสมอ  

“พอเห็นม่านไม่ว่าก็มือปลาหมึกเชียวนะคะ” ร่างเล็กเริ่มจะขยับตัวหนีสัมผัสของคนพี่ที่ชักจะเลยเถิดไปไกล เผลอเป็นไม่ได้ สอดมือเข้ามาในเสื้อกันตอนไหนก็ไม่รู้ นี่ขนาดป่วยอยู่ยังขนาดนี้ ถ้าหายดีจะขนาดไหนกัน 

“นอนพักได้แล้วค่ะ ถ้าไม่ยอมนอนม่านจะกลับตึกใหญ่เดี๋ยวนี้แหละ”   

“นอนก็ได้ค่ะ! พี่ทิวาจะนอนเดี๋ยวนี้เลย” เอ่ยบอกก่อนจะรีบร้อนไถลตัวลงนอนอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่วายฉวยเอามือเล็กบอบบางของคนรักมากอดแนบใบหน้าเอาไว้ ค่อยๆผล็อยหลับไปเพราะฤทธิ์ยาและพิษไข้เล่นงาน  

ม่านหมอกนั่งเฝ้าคนป่วยได้ไม่นานนักก็หลับตามกันไปติด ๆ รู้ตัวอีกทีก็ถูกคนป่วยอุ้มขึ้นมานอนบนเตียงด้วยกันแล้ว คนหนึ่งอยู่ฝั่งซ้าย อีกคนอยู่ฝั่งขวา จับมือกันไว้แม้ว่าร่างกายจะอยู่ห่างกันเกือบครึ่งวา หากปรับความเข้าใจกันได้เร็วกว่านี้ก็คงได้นอนกอดกันกลมไปแล้ว ความผิดพลาดครั้งนี้จะเป็นบทเรียนราคาแพงให้คู่รักคู่นี้จดจำไปตลอดชีวิต… 

หลายวันต่อมา 

คณะของเจ้าแสนไทและน้อยจันทร์ได้เดินทางออกจากม่อนผาคำไปสองสามวันแล้ว เจ้าสายฟ้าก็ร่วมเดินทางไปด้วย ไปช่วยเป็นคนไกล่เกลี่ยกับผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งบ่าวและสาวให้คนทั้งสองได้แต่งงานกัน ส่วนม่านหมอกนั้นจำต้องคอยอยู่ที่ม่อนผาคำรอให้เรื่องราวเรียบร้อยเสียก่อนแล้วจึงตามไป 

แน่นอนว่าการที่เจ้าสายฟ้าไม่อยู่ เจ้าแสนไทก็มีคนรักของตนเอง ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้อำนวยการโรงพยาบาลอย่างทิวากรยิ่งนัก เช้ากลางวันเย็นแทบจะตัวติดกับเจ้าตลอดเวลา กว่าจะงัดตัวเองออกจากเจ้าเพื่อไปทำงานได้ก็ยากเย็นยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นทิวากรก็ไม่เคยเข้างานสายหรือขาดงานเลยสักครั้ง ยังคงรับผิดชอบหน้าที่ของตนได้ดีเช่นเคย 

“หืม กลิ่นหอมเชียว คุณสาย วันนี้ในครัวมีอะไรกินหรือครับ” 

“วันนี้มีพระรามลงสรง แกงเหลือต้นคูน ของหวานก็จะเป็นขนมช่อม่วง พ่อทิวากินของว่างรอก่อนก็แล้วกันนะ อีกสักพักคงจะเสร็จแล้ว” ร่างท้วมของคุณสายเดินหายเข้าไปในครัวพร้อมกับกำผักบุ้งในมือเตรียมพร้อมสำหรับการทำพระรามลงสรง ทิวากรที่ตั้งใจมากินข้าวมื้อกลางวันกับเจ้าม่านยกยิ้มจนแก้มแทบปริเมื่อกำลังจะได้กินของที่อยากกินมาตั้งแต่เมื่อวาน 

แค่เปรย ๆ ไว้ว่าอยากกินขนมจีนกับแกงใต้ก็ได้กินสมใจอยาก เมียใครก็ไม่รู้แสนดีเป็นที่หนึ่ง รสมือก็อร่อยถูกปากจนไม่อยากไปกินข้าวที่ไหน อยากจะกลับมากินฝีมือเมียทั้งเช้ากลางวันเย็น แล้วดูสิ เตรียมของว่างไว้ให้กันเสียด้วย ม้าฮ่อสับปะรดกับอากาศร้อน ๆ เช่นนี้ช่างเหมาะเจาะเสียจริง 

“กินไปยิ้มไป อะไรมันจะมีความสุขขนาดนั้นเล่าพ่อคุณ” คำหล้าที่ยกจานขนมจีนออกมาจากครัวแซวพ่อลูกชายตัวดีด้วยความหมั่นไส้ เห็นท่าทางราวกับปลากระดี่ได้น้ำแล้วอยากจะให้เจ้าโกรธต่ออีกสักหน่อย เอาให้หงอยไปเลย 

“อีกหน่อยผมคงอ้วนพีเป็นแน่ น้องทำอะไรก็ถูกปากไปหมด กินข้าววันหนึ่งก็หลายจาน” 

“แน่ละสิพ่อ เจ้าลงครัวเองทุกวัน ของคาวก็ไม่อะไรหรอก แต่ของหวานนี่สิ ไม่รู้ไส้ขนมหมดหม้อไปหรือยัง” หญิงวัยกลางคนถึงกับถอนหายใจออกมา ไอ้ชิมก็ว่าชิม แต่เจ้าม่านหมอกดูจะโปรดของหวานมาก ทำไปกินไปจนกลัวว่าน้ำตาลจะขึ้น 

“อีกแล้วหรือครับ เดี๋ยวผมจะคุยกับน้องเอง” ชายหนุ่มรอจนคุณสายและคนอื่น ๆ เดินออกมาจากส่วนของครัว เหลือเพียงเจ้าตัวเล็กที่รอขนมในซึ้งไปก็ตักขนมที่เสร็จแล้วเข้าปากไปโดยไม่รู้เลยสักนิดว่าคุณหมอใจร้ายยืนอยู่ด้านหลัง 

“อร่อยไหมคะ” 

“อร่อยค่ะ เนี่ย ไส้ก็อร่อย แป้งก็นุ่ม หอม อร่อยมะ….มาก แหะ พี่ทิวา” ม่านหมอกยิ้มแหยเมื่อหันไปเจอเข้ากับทิวากรที่ปั้นหน้านิ่งเรียบมองอยู่ ความจริงก็เพิ่งจะถูกดุไปเมื่อไม่กี่วันนี้เองว่าห้ามกินของหวานมากเกินไป แล้วตอนนี้ที่มีหลักฐานคามือคาปากก็ทำให้เถียงอะไรออกไปไม่ได้เลยหากพี่ทิวาจะดุกัน  

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เจ้าเป็นฝ่ายโกรธแท้ ๆ มาตอนนี้กลับเป็นฝ่ายต้องงอนง้อบ้างเสียแล้ว 

“ไหนเราตกลงกันแล้วนี่คะ แล้วในมือนั่นอะไร” 

“ม่านก็แค่จะชิมว่าแป้งมันสุกดีแล้วหรือยัง จะได้จัดใส่จานให้พี่ทิวากินหลังกินข้าวกินปลาเสร็จอย่างไรคะ” 

“ชิมไปกี่ชิ้นคะ” 

“สะ สา…สี่ชิ้นค่ะ” คนฟังย่นคิ้วเข้าหากัน แน่นอนว่าทิวากรไม่เชื่อ 

“อีกทีสิคะ น้องกินไปทั้งหมดกี่ชิ้น” 

“มะ เมื่อกี้นี้สี่ชิ้น กะ ก่อนหน้านี้อีกห้าชิ้น” บอกคนพี่เสร็จก็ยกยิ้มจนเห็นฟันขาวซี่เล็กเรียงตัวสวย ทิวากรหัวเราะในลำคอก่อนจะเอ่ยประโยคคาดโทษที่ทำเอาคนฟังหน้าซีด 

“เก้าชิ้น ลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง ไหน ๆ เราก็ไม่ได้กอดกันนานแล้ว…คืนนี้สี่ยกนะคะ” น้ำเสียงทุ้มที่มาพร้อมกับแรงเป่าลมเบา ๆ ที่อยู่ข้างหูทำเอาคนน้องต้องยกมือขึ้นปิดบังใบหน้า ชายหนุ่มไม่รอให้น้องน้อยได้เอ่ยอะไรอีกก็รีบจับจูงอีกฝ่ายมากินมื้อกลางวันด้วยกัน สังเกตดูระหว่างมื้ออาหารก็พบว่าเจ้าม่านหมอกกินได้น้อยกว่าปกติ ไม่รู้เพราะอิ่มขนมหรือเพราะกลัวคำขู่ของเขากันแน่ 

และความสงสัยของทิวากรก็ดูจะได้รับการพิสูจน์ให้เห็นอย่างรวดเร็วหลังจากมื้อกลางวันผ่านไป ขนมที่ถูกยกออกมานั้นเจ้าม่านหมอกไม่แม้แต่จะหยิบส้อมไม้ไผ่ขึ้นตัก ดวงตาของอีกฝ่ายทอดมองขนมตรงหน้าพร้อมกับริมฝีปากที่เม้มแน่นทำเอาคนมองอกจะยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ ก็น้องน้อยเอาแต่มองขนมตาละห้อยขนาดนั้นจะไม่ให้นึกสงสารได้อย่างไร 

“อีกแค่สามชิ้นนะคะ” ขนมที่ถูกปั้นและหนีบจนเป็นรูปกลีบดอกไม้สีม่วงใสถูกจ่อมาที่ปาก ดวงตาของม่านหมอกแวววาวสดใสขึ้นมาทันที ริมฝีปากเล็กอ้าออกแล้วกินขนมเข้าไปทั้งชิ้น ทิวากรที่ทำหน้าที่ป้อนก็ช่วยเช็ดมุมปากให้น้องน้อยของตนไปด้วย คนรักของเขาน่าเอ็นดูเหลือเกิน รู้สึกว่าจะลุ่มหลงมากขึ้นทุกวันเหมือนคนโดนของ  

  

ช่วงเวลาหลายชั่วโมงหมดไปกับการตรวจคนไข้ในช่วงเย็น กว่าที่คุณหมอหนุ่มจะเสร็จงานท้องฟ้าก็ทอสีส้มแสดแล้ว ทิวากรเตรียมจะเดินไปที่รถยุโรปที่ลุงคำอินทร์เป็นผู้ขับมารับเขากลับม่อนผาคำเหมือนเช่นทุกวัน แต่ยังไม่ถึงตัวรถก็ถูกขวางเอาไว้ด้วยหญิงสาวในชุดสีชมพูหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราะแต่ออกจะค่อนไปทางเจ๊กจีนเพราะผิดขาวจนเกือบซีด 

“คุณคือคุณหมอทิวากรใช่หรือไม่คะ” 

“ครับ กระผมทิวากร”  

“เอ่อ…คือ ฉันชื่อนิ่ม เป็นลูกสาวของคุณพระพินิจ คนไข้ที่ประสบอุบัติเหตุที่คุณรักษาอยู่” หล่อนแนะนำตัวก่อนจะส่งยิ้มมาให้ แต่ทิวากรกลับแทบไม่ได้ใส่ใจจะฟังนัก ออกจะนึกหงุดหงิดใจเพราะจะรีบกลับไปหาคนรักที่รออยู่ 

“ครับ มีกระไรกับกระผมหรือครับ” 

“ฉันเห็นว่าคุณต้องอยู่ทำงานจนเย็น ก็เลย…ทำของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ แทนคำขอบคุณที่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันเป็นอย่างดี” 

“กระผมทำตามหน้าที่ ส่วนของที่คุณทำมาให้ก็ขอรับไว้เพียงน้ำใจก็แล้วกันนะครับ เมียกระผมเตรียมของข้าวปลาไปรออยู่แล้ว คงรับของของคุณไม่ได้ ขอตัวก่อนนะครับ” ชายหนุ่มตัดบทเสร็จสรรพเล่นเอาคนฟังอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ตกใจที่โดนปฏิเสธยังไม่พอ ยังต้องตกใจกับข่าวใหม่อีก ไหนใครว่าหมอคนนี้ยังไม่มีเมีย แล้วที่เธอได้ยินอยู่กับหูนี่มันอะไร 

“ลุงรีบขับกลับให้ไวเลยนะ ป่านนี้เมียฉันคงคอยแย่แล้ว” ทิวากรเน้นย้ำเสียงดังฟังชัดไปอีกทีก่อนที่รถจะขับออกไปอย่างรวดเร็วตามคำสั่ง หญิงสาวมองข้าวของในมือตาปริบ ๆ เมื่อของที่อุตส่าห์เข้าครัวทำต้องเป็นหมันเพราะเขาไม่กิน

“เนื้อหอมใช่ย่อยนะพ่อทิวา” คำอินทร์เอ่ยแซวขึ้นเมื่อออกมาไกลจากสถานที่ทำงานของคุณหมอหนุ่มพอสมควร

“ลุงก็ว่าไป ใช่ว่าฉันจะชอบ เลิกงานช้าก็ว่าแย่ เจอคนขวางทางสิแย่กว่า”

“วันก่อนก็เห็นตอกหน้ากลับไปคน พ่อนี่ก็ปากจัดใช่ย่อย ไม่เห็นเหมือนเวลาอยู่กับเจ้าเลยนะพ่อนะ”

“ก็นั่นเมีย” คนตอบยิ้มออกมาเมื่อคิดไปถึงใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูของคนรัก ใครก็สู้เมียเขาไม่ได้ เรื่องอาหารการกินไม่ต้องคิดจะเทียบ นอกจากรสมือเจ้าม่านหมอก รสมือคุณสาย และรสมือของมารดาแล้ว เขาก็ไม่กินของคนอื่นอีก จะว่ากินอยากก็ได้ ถ้าไม่จำเป็นเหมือนเมื่อครั้งไปอยู่ที่พระนครเขาก็ไม่กินหรอก

ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่รถจะมาจอดเทียบท่าที่หน้าตึกใหญ่ เจ้าม่านหมอกนั่งรออยู่ที่โต๊ะไม้จนผล็อยหลับไปแล้ว คุณหมอหนุ่มเห็นอย่างนั้นก็กลัวน้องจะถูกยุงถูกแมลงกัดจึงรีบเข้าไปช้อนอุ้มอีกฝ่ายกลับเข้าด้านใน วางร่างเล็กบอบบางลงกับโซฟาบุนวมนุ่ม

“อื้อ กลับมาแล้วหรือคะ”

“ขอโทษที่กลับมาช้านะคะ” คนเพิ่งตื่นพยักหน้ารับคำขอโทษนั้นเบา ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งก่อนจะพาคนพี่ไปนั่งกินมื้อเย็นด้วยกัน กิจวัตรช่วงเย็นนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่ายเหมือนในทุกวัน เว้นก็แต่ตอนกลางคืนที่ทิวากรจะหอบหมอนมาขอนอนร่วมเตียง แต่ก็ใช่ว่าจะกล้าทำอย่างโจ่งแจ้ง นู่น รอคุณสายหลับไปแล้วถึงจะได้เวลาย่องเบาขึ้นตึก ดีไม่ดีบางวันก็ถึงกับต้องเอาบันไดมาปีนเข้าทางหน้าต่างเสียอีก

“งานเยอะหรือคะ” ชายหนุ่มที่กอดหมอนอยู่บนเตียงเอ่ยถามคนรัก เจ้าสายฟ้าไม่อยู่ทำให้งานต่าง ๆ มากองอยู่ที่เจ้าม่านหมอกแทน แต่ส่วนมากก็มีเพียงงานเล็ก ๆ น้อย ๆเท่านั้น ไม่ใช่งานสำคัญที่ต้องใช้การตัดสินใจอะไร

“เสร็จแล้วค่ะ พี่ทิวาทำไมยังไม่นอนอีก พรุ่งนี้ไม่มีเวรเช้าหรือคะ” ร่างเล็กหันกลับมาถามก่อนจะหันกลับไปดับตะเกียงบนโต๊ะ

“ไม่มีค่ะ พรุ่งนี้มีงานช่วงสาย คืนนี้เลยจะมาทวงสี่ยกของเมื่อกลางวัน น้องคงไม่ได้ลืมหรอกนะคะ” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของทิวากร ชายหนุ่มจัดหมอนเข้าที่ก่อนจะขยับออกมานั่งห้อยขาลงข้างเตียง มือหนาตบลงบนตักเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าม่านหมอกจะต้องมานั่งลงตรงนี้

“พะ พี่ทิวา คือ…” ดวงหน้าหวานแดงก่ำขึ้นมาทันควัน เอาเข้าจริงก็ยังไม่เคยร่วมเตียงกันดี ๆ เลยสักครั้ง เมื่อก่อนล้วนเป็นเพราะทิวากรโมโหหึงจึงได้มีเรื่องเชิงกามาเกิดขึ้น พอมาเป็นแบบนี้แล้วก็ทำเอาม่านหมอกทำตัวไม่ถูก

“มาสิคะ คนดีของพี่ทิวา” เมื่ออีกฝ่ายพูดมาเช่นนี้คนใจอ่อนจะไปขัดขืนอะไรได้ รู้ว่าเขาหลอกก็ยังจะยอมเข้าไปหา เหมือนหนึ่งภุมราที่หลงใหลดอกไม้หอม เพียงแค่ดอกไม้บานชูช่อล่อตาก็พร้อมจะบินเข้าไปลิ้มชิมเกสร

“หอมจังค่ะ” เสียงสูดดมดังขึ้นจนคนฟังอายม้วน ถูกหอมไปทั่วจนขนลุกเกรียวไปหมด พอจะเอ่ยปากห้ามอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไปพรมจูบตามลำคอและลาดไหล่ วนกลับมาที่ใบหน้าและใบหู สร้างความรู้สึกแปลกประหลาดให้เกิดขึ้นในร่างกายของคนบนตัก ทั้งเขินทั้งรู้สึกดีปะปนกันไป มือน้อยเผลอกำชายเสื้อแน่นเมื่อคนพี่เริ่มลูบวนไปมาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

“พะ พี่ทิวาจ๋า”

“จ๋า” น้ำเสียงทุ้มแหบพร่าตอบรับคนที่ครางเรียกชื่อเขาเสียงกระท่อนกระแท่น อย่างทำแบบนี้มานาน อยากรักเจ้าม่านหมอกแบบคนรัก มอบความรักให้กันอย่างเต็มใจ

“อึก จูบ จูบน้องนะคะ” ดวงตากลมโตที่น้องน้อยช้อนขึ้นมองนั้นบอกทุกอย่าง แววตาที่ดูออดอ้อนขอร้องนั้นมีหรือทิวากรจะไม่ตอบรับ ร่างหนาเงยหน้าขึ้นเพื่อป้อนจูบในคนที่นั่งอยู่บนตัก ดูดดึงริมฝีปากนุ่มอยู่ภายนอกอย่างยั่วยุ กลั่นแกล้งให้คนที่โหยหาจุมพิตดูดดื่มต้องอดทนคอยกันต่อไป เท่านั้นยังไม่พอ ริมฝีปากของชายหนุ่มผละออกมาให้คนน้องมองตามด้วยความเสียดาย ถามว่ารู้ได้อย่างไรก็คงดูจากแววตาหวานเชื่อมแฝงความตัดพ้อที่น้องส่งมาบอกให้คนพี่ได้รู้

แต่เอาเถอะ คุณหมอทิวากรไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอะไร ดังนั้นนิ้วโป้งของเขาจึงบรรจงเกลี่ยไล้บดคลึงไปมาบนริมฝีปากของน้องแทน ทิวากรเป็นคุณหมอใจดี และเป็นหมอที่รู้จักเส้นประสาทดีเลยทีเดียว

“อึก อื้อ” เสียงครางเครือดังออกมาให้ได้ยินเป็นระยะก่อนจะตามมาด้วยสะโพกมนของคนน้องที่จงใจบดเบียดลงมาเพื่อคลายความทรมานของตนเอง ดูเหมือนจะแกล้งมากเกินไปแล้ว ได้เวลาเอาจริงเสียที

“ชอบมากหรือคะ”

“อึก พี่ทิวาอย่าแกล้ง”

“พี่เปล่า” ชายหนุ่มปฏิเสธแต่ใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มระรื่น ม่านหมอกที่ทนอาการลีลาชักช้าของคนพี่ไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายประกบริมฝีปากลงมาแนบชิดเสียเอง พยายามสอดลิ้นเล็กเข้าไปในโพรงปากของคนพี่จนทิวากรหัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดูและยอมให้น้องได้เข้ามาตามที่ต้องการ

เสียงแลกจุมพิตดังระงมอยู่ชั่วครู่ในขณะที่มือใหญ่ที่ลื่นยิ่งกว่าปลาไหลนั่นจะเริ่มทำการลอกคราบปลดเปลื้องชุดจนเปลือยเปล่ากันทั้งสองคน สายตาของชายหนุ่มทอดมองคนที่ตนเพิ่งจะโน้มร่างลงกับเตียงราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว ร่างกายที่มองกี่ครั้งก็พาให้หลงใหล ขาวนวลเนียนไปทุกสัดส่วน และส่วนที่ควรจะอมชมพูก็อมชมพูอย่างที่ควรจะเป็น…

“พะ พี่ทิวา” ม่านหมอกพยายามหุบขาเข้าหากันอย่างประหม่าอาย ใครบ้างจะไม่เป็นเช่นเขา ถูกจับจ้องขนาดนั้น….ไหนจะมือที่ลูบไปตามร่างกายเขาราวกับกำลังชื่นชมผลงานศิลปะสักชิ้นนี่อีก

“หึ น่าเอ็นดูอีกแล้วนะคะ” ร่างหนาที่โถมกายลงมาทับพร้อมกับใบหน้าที่มีรอยยิ้มร้ายปรากฏอยู่นั้นทำเอาม่านหมอกนึกหวั่นขึ้นมา ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ก็ใช่ว่าจะหายกลัว

“พี่จะถนอมน้องมากเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าไม่ไหว…ก็หลับไปก่อนได้เลยนะคะ” สิ้นคำบอกกล่าวนั้นคนเป็นก็ถึงกับหน้าซีด

“นะ ไหนว่าสี่ยกอย่างไร จะ จะผิดคำพูดหรือคะ”

“คนดี พี่จะผิดคำพูดกับน้องได้อย่างไร เพียงแต่คิดว่าแค่สองยกก็คงจะเหนื่อยมากแล้วก็เท่านั้น” ถ้อยคำที่คล้ายจะสบประมาทแต่ก็ไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด วันนี้เหนื่อยเพราะไปเล่นที่คอกม้ามาทั้งวัน ไหนจะช่วงเย็นที่นั่งจัดการงานของพี่ชายที่คั่งค้างอยู่อีก วันนี้คงอยู่สู้สงครามกามาบนเตียงไม่ไหวอย่างแน่นอน

“อ๊ะ!!” เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นเมื่อถูกจับยกขาขึ้นตั้งฉากโดยไม่ทันตั้งตัว จะเอ่ยปากห้ามก็ไม่ทันเมื่ออีกฝ่ายก้มต่ำลงไปที่ด้านล่างกลางหว่างขาเสียแล้ว เจ้าม่านหมอกได้เข้าใจคำว่าถูกกลืนกินก็คราวนี้ หยาดน้ำรักที่หลั่งออกมาถูกน้ำมาใช้เป็นตัวช่วยในการหลอมรวมคนทั้งสอง ส่วนกลางกายของคนพี่ที่ฝากฝังเอาไว้ในช่องทางรัดรึงอ่อนนุ่มอุ่นร้อนของคนน้องก็ทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง สี่ยกตามคำสัญญาที่บอกกันไว้ ไม่ขาดแต่เกือบจะเกิน…

เสียงครวญครางและเสียงหอบหายใจดังประสานกันในห้องนอนใหญ่อยู่ค่อนคืน ต่างคนต่างได้เรียนรู้ความจริงที่ว่าการทำรักกับคนรักนั้นเป็นเช่นไร ความสุขทางกายที่มาพร้อมกับความสุขทางใจนั้นช่างดีเหลือเกิน หัวใจสองดวงอิ่มเอมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และทิวากรก็ได้ข้อสรุปที่ว่า…เขาจะไม่ปล่อยให้เจ้าหลุดมือไปอีกแล้ว

 

ความคิดเห็น