ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เล่มที่ 2 บทที่ 38 ความทุกข์ของหยางเยียน

ชื่อตอน : เล่มที่ 2 บทที่ 38 ความทุกข์ของหยางเยียน

คำค้น : นิยายแปล นิยายจีน อ๋องน้อย หลี่ลั่ว นิยาย อ่านนิยาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 743

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.พ. 2564 19:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เล่มที่ 2 บทที่ 38 ความทุกข์ของหยางเยียน
แบบอักษร

 

     ณ จวนสกุลหยาง 

     ตำแหน่งขุนนางขั้นสี่ ฮ่านหลิน ถือเป็นตำแหน่งที่ดาษดื่นยิ่งนักในเมืองหลวง อีกทั้งในสายตาของผู้ที่มีเชื้อสายวงศ์ตระกูลอันสูงศักดิ์มาอย่างยาวนานแล้วนั้น ตำแหน่งขุนนางขั้นสี่ไม่มีค่าพอแม้เพียงแต่จะเอ่ยถึง ครั้งนั้นราชบุตรเขยขององค์หญิงฉางหนิงคือทั่นฮวา[1]หนุ่มผู้โด่งดัง เมื่อครั้งที่เขาและองค์หญิงฉางหนิงอภิเษกสมรสกันนั้น องค์หญิงฉางหนิงยังเป็นเพียงท่านหญิงอยู่ ธิดาคนโตของไท่จื่อเยี่ยน เป็นพระราชนัดดาหญิงองค์ใหญ่ของฮ่องเต้ ครั้งนั้นฮ่องเต้ยังเป็นพระราชบิดาของไท่จื่อเยี่ยนและจ้าวหนิงฮ่องเต้ ดังนั้นการอภิเษกครั้งนี้ในสายตาของคนทั่วไปแล้วนับได้ว่าเป็นคู่ที่สวรรค์กำหนดมา 

     ราชบุตรเขยเป็นพระญาติของเชื้อพระวงศ์ อีกทั้งยังถือกำเนิดในสกุลเฉิน ตระกูลสูงศักดิ์ที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน เกิดเรื่องกับหยางเยียนที่จวนองค์หญิงเช่นนี้ อย่าว่าแต่เป็นหลานสาวของขุนนางขั้นสี่เลย ต่อให้เป็นหลานสาวของขุนนางขั้นหนึ่ง เรื่องที่เสียเปรียบเช่นนี้ก็คงได้แต่กล้ำกลืนลงท้องไป และยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเรา เรื่องระหว่างชายหญิง ย่อมเป็นเรื่องที่พูดลำบากที่สุด 

     ต่อให้เป็นที่ทราบกันดีว่าราชบุตรเขยเฉินมีชื่อเสียงในทางมักมากอยู่แล้วก็ตาม แต่หญิงสาวเป็นผู้ที่สูญเสียความบริสุทธิ์ เรื่องเช่นนี้ถ้าถูกโพนทะนาออกไป ผู้ที่เสียเปรียบย่อมเป็นครอบครัวของฝ่ายหญิง แล้วยังอาจจะมีผู้คนพูดว่าหยางเยียนเป็นฝ่ายยั่วยวนราชบุตรเขยเฉินเอง 

     “เยียนเอ๋อร์...เยียนเอ๋อร์ เจ้าเปิดประตูให้แม่เข้าไปเถิด” หยางฮูหยินได้แต่เฝ้าอยู่หน้าประตูมิกล้าจากไปไหน หลังจากบุตรสาวกลับจากจวนองค์หญิง ก็เอาแต่ขังตัวเองไว้ในห้อง หยางฮูหยินนั้นได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากปากของสาวใช้แล้ว 

     หยางเยียนในฐานะหลานสาวขุนนางขั้นสี่ เดิมทีก็ไม่ใช่คนระดับเดียวกันกับท่านหญิงแห่งจวนองค์หญิงอยู่แล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางนั้นถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ในรัชสมัยปัจจุบันที่ได้ก่อตั้งมาจนถึงช่วงกลางรัชสมัย ได้เริ่มเปิดโรงเรียนกุลสตรี ‘ฮุ่ยเสียนซูย่วน’ หรือสำนักศึกษาฮุ่ยเสียน เด็กหญิงที่มีอายุเต็มแปดขวบสามารถไปลงทะเบียนเรียนได้ ขอเพียงแค่สอบผ่านก็สามารถเข้าเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาฮุ่ยเสียนได้จนกระทั่งอายุเต็มสิบห้าปี 

     ปีนี้หยางเยียนอายุสิบสี่ปี การเรียนของนางในสำนักศึกษาฮุ่ยเสียนอยู่ในขั้นดีมาก ด้วยเหตุนี้จึงได้รับความสนใจจากท่านหญิงหลิงโหมว ทั้งสองคนเข้ากันได้ไม่เลวเลยทีเดียว ดังนั้นในยามปกติที่คนกลุ่มย่อยจะมีกิจกรรมใดๆ นั้น ก็จะส่งเทียบเชิญระหว่างกันเพื่อมาเที่ยวเล่นด้วยกัน วันนี้ท่านหญิงหลิงโหมวส่งเทียบเชิญให้ทุกคนมาเที่ยวเล่นด้วยกัน เนื่องจากวังหลวงพระราชทานผลอิงเถา[2]มาให้ส่วนหนึ่ง ท่านหญิงหลิงโหมวจึงได้ออกเทียบเชิญให้แก่เพื่อนร่วมชั้น ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าขณะที่หยางเยียนไปสุขานั้นกลับได้พบกับราชบุตรเขยเฉินที่อยู่สภาพเมามาย ราชบุตรเขยเฉินหยอกล้อลวนลาม หยางเยียนไม่เพียงแต่การเรียนดีเท่านั้น หน้าตายังงดงามอีกด้วย เมื่อหลายครั้งก่อนหน้านี้ที่ราชบุตรเขยเฉินได้เห็นนางก็ได้แต่ใจถวิลหาถึงนาง ครั้งนี้ดื่มจนเมามาย จึงควบคุมตัวเองไม่อยู่ลากนางเข้าไปในป่า ลงมือกระทำเรื่องพรรค์นั้น 

     ในเวลานั้นสาวใช้ของหยางเยียนอยู่ด้วย แต่ถูกราชบุตรเขยเฉินตีจนสลบไป ท่านหญิงหลิงโหมวและคนอื่นๆ เป็นผู้เรียกให้สาวใช้ฟื้นขึ้นมา ท่านหญิงหลิงโหมวเห็นว่าพวกนางสองนายบ่าวมิได้กลับมาหลังจากหายไปนานจึงออกมาตามหา กลับเห็นสาวใช้นอนอยู่อีกด้านหนึ่ง ส่วนหยางเยียนนั้นถูกราชบุตรเขยเฉินกดไว้กับพื้นในสภาพเสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ย กำลังทำเรื่องดังกล่าวอยู่ 

     ในขณะที่ราชบุตรเขยเฉินถูกคนขัดจังหวะจนตกตะลึงอยู่นั้นหยางเยียนก็ได้ผลักเขาออกไปแล้ววิ่งหนีกลับเรือน แต่ระหว่างทางผู้ที่พบเห็นสภาพอันน่าเวทนาของนางรวมไปถึงข้ารับใช้ในจวนองค์หญิงมีไม่น้อย และในขณะที่ถูกข่มขืนบรรดาคุณหนูต่างก็อยู่ในเหตุการณ์หลายคน ดังนั้นจึงไม่สามารถปกปิดเรื่องนี้ได้ 

     เมื่อฟังสาวใช้ที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเล่าเรื่องราวจนจบ หยางฮูหยินแทบจะเป็นลมหมดสติไป 

     “เยียนเอ๋อร์ เจ้ารีบเปิดประตูให้แม่เข้าไปเถิด” หยางฮูหยินกล้ำกลืนน้ำเสียงตบประตูไม่หยุด 

     หยางเยียนยังอยู่ในอาภรณ์ชุดเดิม นางขดร่างนั่งลงอยู่หน้าประตู หลังพิงบานประตู ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้สำหรับนางแล้วเปรียบเสมือนฝันร้าย ฝันร้ายนี้ นางเกรงว่าจะไม่มีวันตื่นขึ้นมาได้ จากนั้นนางจึงลุกขึ้นยืนอย่างมึนงงแล้วหาผ้ารัดเอวออกมา...แขวนคอ 

     ด้านนอกประตู เพียงแค่ได้ยินเสียงปึงดังขึ้นครั้งเดียว เหมือนกับมีเสียงสิ่งของถูกชนล้มดังขึ้นภายในห้อง หยางฮูหยินรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก จึงรีบเรียกคนให้พังประตู ปรากฏว่าเมื่อประตูถูกเปิดออกนั้นก็ได้เห็นหยางเยียนที่อยู่ในห้องแขวนคอแล้ว นางสั่นเทิ้มไปทั้งตัวแทบจะหมดสติไป “เยียนเอ๋อร์...” นางและสาวใช้รีบเข้าไปช่วยกันอุ้มหยางเยียนลงมา “ท่านหมอ...ท่านหมอ...” 

     ท่านหมอซึ่งรออยู่ด้านนอกประตูนานแล้วรีบเร่งเข้าประตูมา เมื่อเห็นสภาพของหยางเยียน ต่อให้ไม่รู้มาก่อนว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทว่าเมื่อดูจากรอยเลือดที่ปรากฏอยู่ที่ชายกางเกงและร่องรอยที่ลำคอของหยางเยียน ท่านหมอก็สามารถคาดเดาได้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น 

     “ท่านหมอรีบมาดูอาการบุตรสาวของข้าที...บุตรสาวของข้านาง...” 

     “มิเป็นไร ฮูหยินอย่าได้กังวล คุณหนูเพียงแต่สลบไปเท่านั้น” ท่านหมอกล่าวปลอบ “ฮูหยินให้คนไปเตรียมน้ำร้อนเถิด ข้าจะจัดเทียบยาให้” 

     “ไป เตรียมน้ำร้อน” 

     ณ จวนองค์หญิง 

     เพียะ...องค์หญิงฉางหนิงสะบัดฝ่ามือลงบนใบหน้าของราชบุตรเขยเฉิน ที่จริงแล้วเมื่อยามที่ท่านหญิงหลิงโหมวและบรรดาคุณหนูปรากฏตัวนั้นราชบุตรเขยเฉินก็ได้ถูกทำให้ตกใจจนรู้สึกตัวตื่นแล้ว 

     “ในยามปกติเจ้าลงไม้ลงมือกับสาวใช้ในเรือนนั้นก็ช่างเถิด วันนี้กลับไร้ซึ่งความละอายแก่ใจลงมือกับบุตรีขุนนาง นั่นเป็นเพื่อนร่วมชั้นของหลิงโหมวนะ” ใบหน้าอันงดงามขององค์หญิงฉางหนิงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เมื่อนางถือกำเนิดนั้นแม้จะมิใช่บุตรีในภรรยาเอกของไท่จื่อเยี่ยน แต่นางก็ถือว่าเป็นบุตรีคนโตของไท่จื่อ ในเวลานั้นไท่จื่อเยี่ยนมีบุตรชายคนโตในภรรยาเอกแล้ว ดังนั้นกับบุตรีที่ถือกำเนิดจากอนุเช่นนางนั้นจึงได้ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี และบุตรีอนุของเชื้อพระวงศ์ที่ถือกำเนิดมาก็ถือว่าชาติกำเนิดสูงส่ง อีกทั้งนางก็ยังได้ชื่อว่าเป็น ‘คนโต’[3] ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ มีสิ่งใดบ้างที่ต้องการแล้วจะไม่ได้ 

     เพียงครั้งแรกที่นางได้สบตากับทั่นฮวาหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่อยู่เบื้องหน้าก็บังเกิดเป็นรักแรกพบ ดังนั้นฮ่องเต้ผู้เป็นเสด็จปู่จึงได้ประทานสมรสพระราชทานให้ ในยามนั้นนางได้วาดฝันอันงดงามเอาไว้ เมื่อแรกเริ่มพวกเขาต่างก็รักกันยิ่งนัก แต่ต่อมา...ต่อมาเมื่อนางตั้งครรภ์ที่สอง ชายผู้นี้ก็ประพฤติตัวออกนอกลู่นอกทาง นางโมโหจนสูญเสียบุตรในครรภ์ไป ครรภ์นั้นเป็นเด็กชายที่เป็นรูปเป็นร่างแล้ว และนับจากนั้นเป็นต้นมา นางก็มิสามารถตั้งครรภ์ได้อีกเลย 

     ผู้ชายของพระธิดาในราชวงศ์ไม่สามารถรับอนุได้ และความทุกข์ของนางก็เป็นคนผู้นี้ที่ได้ก่อขึ้น ดังนั้นนางจึงยิ่งมิอาจยินยอมให้เขารับอนุ ไม่อนุญาตให้หญิงอื่นให้กำเนิดลูกของเขา “ท่านเป็นทั่นฮวา ครั้งนั้นความสามารถเป็นเช่นใด ไฉนบัดนี้จึงเปลี่ยนเป็นเช่นนี้เล่า?” 

     “ฮ่าๆๆ...” ราชบุตรเขยเฉินหัวเราะเสียงดัง “องค์หญิงคุยกับข้าถึงเรื่องเมื่อครั้งนั้นหรือ? ครั้งนั้นหากมิใช่ฝ่าบาทประทานสมรสพระราชทาน ให้ผู้ชายสามารถมีสามภรรยาสี่อนุ[4]ได้ ไฉนวันนี้ข้าไยต้องทำเรื่องเช่นนี้? เมื่อครั้งนั้นที่องค์หญิงเป็นเพียงท่านหญิง ข้าอาจจะยังสามารถมีตำแหน่งที่ยืนอยู่ในราชสำนักบ้าง บัดนี้ข้าเป็นราชบุตรเขย ทว่ากลับไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น เจ้าพูดถึงทั่นฮวาหนุ่มรูปงามผู้มากความสามารถ คนผู้นั้นก็คือคนที่พวกเจ้าและราชวงศ์ทำลายลงไปกับมือ” 

     ผู้ชายที่แต่งองค์หญิงเป็นภรรยา ไม่ว่าอะไรล้วนไม่ใช่ทั้งสิ้น 

     สายตาขององค์หญิงฉางหนิงไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เมื่อครั้งยังรักกันหวานชื่น ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนเป็นคำหวาน มาตอนนี้ความรักไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนเป็นความเคียดแค้นชิงชัง นี่ก็คือผู้ชาย “เรื่องนี้ ท่านจะจัดการเช่นใด?” 

     “จัดการเช่นใด? องค์หญิงมิใช่ถนัดยิ่งนักในการจัดการเรื่องพรรค์นี้หรอกหรือไร?” ราชบุตรเขยเฉินตอบ 

     “ข้ามิใช่สาวใช้ของท่าน” องค์หญิงฉางหนิงเอ่ยพูดอย่างเย็นชา “ข้ารับใช้ทั้งจวนองค์หญิง หลิงโหมว และเพื่อนร่วมชั้นของนางต่างเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด” 

     ราชบุตรเขยเหยียดหยาม “องค์หญิงมิใช่หัวหน้าครอบครัวของทั้งจวนหรอกหรือ? มิว่าเรื่องอันใดก็ต้องแล้วแต่องค์หญิง” พูดแล้ว ราชบุตรเขยเฉินก็หันตัวจะจากไป ทว่าเมื่อเดินไปถึงหน้าประตูเขาก็หยุดชะงักลง “หรือว่าองค์หญิงจะอนุญาตให้ข้ารับอนุ หรือไม่ก็เรื่องนี้เป็นนาง...ที่เป็นฝ่ายยั่วยวนข้าก่อน” 

     “ท่านมันสัตว์เดรัจฉาน” 

     “สัตว์เดรัจฉานตัวนี้ก็เป็นผู้ที่องค์หญิงชมชอบในครั้งนั้น” ราชบุตรเขยเปิดประตูออก เห็นหลิงโหมวที่ยืนอยู่หน้าประตู ใบหน้าของบุตรีเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ราชบุตรเขยตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงก้าวยาวๆ จากไป 

     องค์หญิงฉางหนิงเองก็เห็นหลิงโหมวแล้วเช่นกัน จึงกวักมือเรียกนาง 

     “ท่านแม่” หลิงโหมวโผเข้าไปหาอ้อมกอดขององค์หญิงฉางหนิง “ท่านแม่ เหตุใดข้าถึงต้องมีบิดาเช่นนี้? ทำไม? เป็นข้าเองที่ทำร้ายพี่เยียน เป็นข้าที่ทำร้ายนางเจ้าค่ะ” 

     องค์หญิงฉางหนิงลูบศีรษะบุตรี “เป็นแม่ที่ไม่ดี ยามที่แม่อยู่ในวัยสาวมิได้ดูคนให้ดี จึงทำให้เจ้าต้องมารับเคราะห์กรรมนี้ไปด้วย เรื่องนี้แม่จะจัดการเอง เจ้ามิต้องกังวล” 

     “แต่เรื่องแล้วเรื่องเล่า ท่านแม่ต้องคอยจัดการเรื่องพวกนี้ให้เขาอีกสักเท่าไหร่เขาจึงจะยอมรามือเจ้าคะ?” หลิงโหมวถาม “ท่านแม่ มิสู้...มิสู้ท่านกับเขาหย่ากันเถิดเจ้าค่ะ” 

     “เหลวไหล” องค์หญิงฉางหนิงอดกลั้นไม่ไหวจึงได้ตำหนิบุตรี “อย่าได้มีความคิดเช่นนี้อีก หากว่าข้ากับเขาหย่ากัน เจ้าจะมีชื่อเสียงไม่ดี” 

     “ข้าเป็นท่านหญิงของราชวงศ์ ไม่สนใจชื่อเสียงที่เป็นสิ่งจับต้องไม่ได้เช่นนี้อยู่แล้วเจ้าค่ะ” หลิงโหมวตอบอย่างหยิ่งผยอง 

     “พอได้แล้ว เจ้าเป็นเพียงแม่นางน้อยที่ยังมิได้ออกเรือน อย่าได้พูดคำว่าหย่าให้ติดปาก กลับไปพักผ่อนเถิด” องค์หญิงฉางหนิงคลายอ้อมกอด “ข้าก็เหนื่อยแล้วเช่นกัน เจ้ากลับไปเถิด” 

     “ท่านแม่...เจ้าค่ะ” 

     มองเงาหลังของบุตรีที่เดินจากไป แววตาขององค์หญิงฉางหนิงปรากฏให้เห็นความเย็นชาสายหนึ่ง นางจิกเล็บของตน แววตาดำทะมึน 

     ณ จวนจงหย่งโหว 

     หลี่หงมองหนังสือแพทย์ในมือของหลี่ลั่วแล้วก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก “น้องหก ไฉนเจ้าจึงอ่านหนังสือเป็นเล่มแล้วเล่า?” 

     “ท่านอาสองคนที่ครอบครัวมารดาอุปถัมภ์ของข้าสุขภาพไม่ค่อยดี ฐานะยากจน ดังนั้น...” หลี่ลั่วได้เอ่ยถึงเหตุผลที่น่าเชื่อถือสองประการ 

     ความรู้สึกที่หลี่หงมีต่อน้องชายคนนี้นั้นดีมาก ด้วยวัยเพียงเท่านี้ หลี่ลั่วช่างน่ารักและเข้าใจเหตุผลยิ่งนัก “พี่ใหญ่ ข้าดูแล้วบาดแผลที่ขาของท่านนั้นไม่ได้หนักหนาสาหัสอันใดมากนัก เพียงแต่มีความสูงต่ำแตกต่างกันราวๆ สามกงเฟิน[5]ก็เท่านั้น” 

     “ครั้งนั้นขี่ม้าตกลงมากระดูกหัก กระดูกเล็กๆ ด้านในแตกแหลกละเอียด ต้องเลื่อยออกไปจึงดึงออกมาได้ ดังนั้นขาทั้งสองข้างจึงยาวไม่เท่ากันตลอดกาล” หลี่หงอธิบายยิ้มๆ “ยังดีที่ยามนั้นอายุยังน้อย กระดูกยังคงเจริญเติบโต มิเช่นนั้นขาทั้งสองข้างคงจะต่างกันมากกว่านี้” 

     “ที่จริงแล้วข้ามีวิธีหนึ่ง สามารถทำให้พี่ใหญ่ไม่ต้องใช้ไม้เท้า เดินเหินได้เหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไป” หลี่ลั่วพูด 

     หลี่หงตาเป็นประกาย “วิธีใดหรือ?” 

     “ในเรือนของพี่ใหญ่มีสาวใช้ที่เย็บปักถักร้อยได้หรือไม่ขอรับ?” หลี่ลั่วถาม 

     “ย่อมมีแน่นอน” หลี่หงรู้สึกว่าน้องชายคนนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก “น้องหกอย่ามัวแต่หลอกล่อข้าอยู่เลย บอกพี่ใหญ่เร็ว” 

     “พี่ใหญ่เรียกสาวใช้ที่ทำงานเย็บปักถักร้อยได้เข้ามาก่อนเถิด” 

     หลี่หงได้แต่อัดอั้นหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “เจ้าช่างเป็นเด็กน้อยที่เจ้าเล่ห์นัก...ไปเรียกเสี่ยวหยวนเข้ามา” 

     เสี่ยวหยวนรีบเข้ามาทันที “คารวะคุณชายรอง คารวะเสี่ยวโหวเหฺยเจ้าค่ะ” 

     หลี่ลั่วหันไปกวักมือให้นาง หลังจากนั้นกระซิบที่ข้างหูนางหลายประโยค ทำราวกับว่าเป็นเรื่องลึกลับอะไรปานนั้น “เข้าใจหรือไม่?” 

     “บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” จากนั้นเสี่ยวหยวนก็ถอยกลับไป 

     หลี่หงยิ่งแปลกใจมากขึ้น “น้องหก ตกลงเป็นวิธีการแปลกประหลาดพิสดารอันใดหรือ?” เขาอยากรู้เหลือเกิน แต่น้องชายคนนี้ไม่ยอมบอกเขา 

     “พี่ใหญ่อย่าได้ใจร้อนไป อย่างมากที่สุดภายในครึ่งชั่วยามก็เรียบร้อยแล้วขอรับ” ครึ่งชั่วยามเท่ากับเวลาหนึ่งชั่วโมง เวลาในสมัยโบราณนี้ช่างยุ่งยากซับซ้อนนัก หลี่ลั่วกลับมาอ่านหนังสือแพทย์ต่อ 

     หลี่หงไร้หนทาง ใจหลี่ลั่วช่างหนักแน่นนัก เขาจึงได้แต่หยิบหนังสือของตนเองขึ้นมาอ่านบ้าง แต่เจ้าหนังสือนี้เขาอ่านไม่เข้าหัวสมองเลย คิดไม่ถึงว่าตัวเขาที่เป็นชายหนุ่มที่สวมกวาน[6]แล้วกลับจิตใจหนักแน่นสู้ของเด็กน้อยอายุห้าขวบไม่ได้ ชายหนุ่มในรัชสมัยปัจจุบันจะเข้าพิธีสวมกวานเมื่ออายุสิบแปดปีเต็ม 

 

 

[1] ทั่นฮวา (探花) ในการสอบชิงตำแหน่งขุนนางในสนามพระราชวัง (สอบระดับประเทศ) ซึ่งฮ่องเต้ทรงเป็นองค์ประธานในการคุมสอบนั้น เมื่อสอบได้ที่หนึ่งจะได้รับตำแหน่ง จ้วงหยวน เมื่อสอบได้ที่สองจะได้รับตำแหน่ง ปั๋งเหยี่ยน และ เมื่อสอบได้ที่สามจะได้รับตำแหน่ง ทั่นฮวา 

[2] อิงเถา (樱桃) หมายถึง ผลเชอร์รี 

[3] จั่ง (长) หมายถึง คนโต หรือ คนแรก 

[4] สามภรรยาสี่อนุ ในสมัยโบราณ ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้สามคน และรับอนุได้อีกสี่คน ในที่นี้องค์หญิงที่แต่งออกสามารถคุมฝ่ายชายว่าจะให้รับอนุหรือไม่ให้ก็ได้ ทั้งหมดในจวนองค์หญิงล้วนเป็นใหญ่ ทั้งนี้ตามกฎมณเฑียรบาลห้ามมิให้ราชบุตรเขยขององค์หญิงท่านใดขึ้นรับตำแหน่งในราชสำนักทั้งสิ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดการก่อกบฏ 

[5] กงเฟิน (公分) คือหน่วยวัดพื้นที่ดั้งเดิมของจีน 1 กงเฟินของจีนเทียบเท่ากับ 1 เซนติเมตร 

[6] กวาน (冠) ในอดีตตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจวเป็นต้นมา เด็กชายจีนเมื่อมีอายุครบ 20 ปีเต็ม จะมีพิธีสวมกวาน เรียกว่า จี๋กวาน แต่ก็จะมีบางที่ที่อายุ 16 ปี ก็เข้าพิธีนี้ได้แล้ว ซึ่งการสวมกวานจะมี 3 ครั้ง 3 แบบ ด้วยกัน ครั้งแรกเรียก “สื่อเจีย” เพื่อเป็นเครื่องแสดงว่าได้บรรลุนิติภาวะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีสิทธิ์และอำนาจในการปกครองคนขั้นต้นแล้ว แต่ก็อย่าหลงลืมตน ยังต้องปรับปรุงพัฒนาตนให้สมกับความเป็นผู้ใหญ่ต่อไป ครั้งที่สองเรียกว่า “จ้ายเจีย” เพื่อหวังให้ชายหนุ่มที่สวมกวานนี้มีความราบรื่นก้าวย่างอย่างมั่นคงในหน้าที่การงาน ครั้งที่สามเรียกว่า “ซานเจีย” เพื่อบอกว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สามารถเข้าร่วมงานพิธีการต่างๆ ได้แล้ว 

อ่านเร็วก่อนใคร และสนับสนุนผู้แปลได้ที่นี่ 

https://www.kawebook.com/story/5241 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว