ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 16 เคยรัก...

ชื่อตอน : บทที่ 16 เคยรัก...

คำค้น : ไม่ติดเหรียญ อ่านฟรี คุณชาย เจ็บปวด น้ำตา ดราม่า พระเอกร้าย นางเอกฉลาด เกลียด เย็นชา แต่งงาน

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.พ. 2564 11:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16 เคยรัก...
แบบอักษร

ล้อรถหยุดนิ่งพร้อมกับร่างของปรียาวดีที่รีบวิ่งลงมา หญิงสาวยื่นมือไปรับร่างคนป่วยมาจากผักกาดพร้อมกอดกระชับเด็กชายเพื่อให้ความอบอุ่น ก่อนจะค่อยๆ วางภูรินท์ลงบนเตียงที่เข็นมารับ เท้าเรียวก้าวไปตามความเร็วของเตียงที่ถูกเข็นจากบุรุษพยาบาลซึ่งตัวหล่อนนั้นคุ้นเคยดี

ร่างเด็กน้อยถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินหลังจากที่ปรียาวดีเอ่ยบอกสาเหตุการป่วยของภูรินท์กับแพทย์ซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในคืนนี้

“พี่ปรีคะ พี่ปรีไม่เป็นอะไรแน่นะคะ ใส่ชุดเปียกแบบนี้เดี๋ยวก็ป่วยหรอกค่ะ?” หลังจากที่นั่งรอการรายงานผลจากหมอเกือบจะครึ่งชั่วโมงทว่าก็ยังไม่มีวี่แววของใครสักคนเดินออกมา ผักกาดจึงนึกห่วงคนที่พึ่งจะจมน้ำมาหมาดๆ อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้

ดูๆ แล้วพี่ปรีของเธอจะห่วงภูรินท์มากกว่าตัวเองเสียอีก

หญิงสาวนิสัยดีขนาดนี้ไม่รู้เหตุใดคุณชายจึงได้ขยันแกล้งปรียาวดีไม่เลิก

“พี่ไม่เป็นไรหรอก พี่เป็นหมอนะ ไม่ต้องห่วง สบายมาก” หล่อนฉีกยิ้มให้ผักกาดหวังจะทำให้เด็กสาวสบายใจ ทั้งๆ ที่ตอนนี้หล่อนนั้นรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจแต่ก็ยังแสร้งทำว่าไม่เป็นไร

“เป็นหมอก็ใช่ว่าจะไม่ป่วยนี่คะ”

“เอาน่า~ ขอพี่รอฟังอาการของคุณภูก่อน แล้วเดี๋ยวพี่จะกลับไปเปลี่ยนชุด แป๊บเดียวเอง พี่กระหม่อมหนาจะตายไป ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก” ตบบ่าเด็กสาวเบาๆ เมื่อสีหน้าของหล่อนยังคงกังวลเพราะปรียาวดีนั้นดื้อรั้นเหลือเกิน

“ดื้อเหมือนคุณชายเลย” ปรียาวดีเพียงคลี่ยิ้มเล็กน้อยเป็นคำตอบให้ผักกาด

ความรู้สึกมันชะงักกับบุคคลที่เด็กสาวเอาเธอไปเปรียบด้วย ไม่อยากเหมือนเสียหน่อย...

“ปรี แกมาทำอะไรที่โรงพยาบาลอ่ะ” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับความกังวลที่เริ่มกอบกุมหัวใจปรียาวดี

เพียงเงยหน้ามองเจ้าของเสียงก็ทำได้แค่ยิ้มเจื่อนๆ ให้ชายและหญิงคู่นั้น ทั้งสองคือน้ำรินกับเอกภพ

ซวยแล้วไง...คงถูกซักฟอกจนเปื่อยแน่ๆ

“พอดีหลานฉันป่วยน่ะ”

“แล้วทำไมตัวแกเปียกขนาดนี้ล่ะ” เอกภพเริ่มทำการสอบสวน

“ฉันพึ่งอาบน้ำมา ก็เลยเปียก” คำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด รอยยิ้มในคราแรกค่อยๆ หุบลงเมื่อแววตาของคนทั้งสองมันเต็มเปี่ยมไปด้วยคำว่าไม่เชื่อ

หล่อนโกหกไม่เก่งขนาดนั้นเลยหรือ?

“น้องจ๊ะพี่ยืมตัวเพื่อนพี่แป๊บนึงนะ”เป็นน้ำรินที่เอ่ยบอกผักกาดก่อนจะดึงแขนเพื่อนให้ตามออกไปข้างนอก

“ออ ค่ะๆ” เด็กสาวตอบกลับอย่างงงๆ พร้อมเกาหัวตัวเองพลางมองตามแผ่นหลังของปรียาวดีไป

นึกแปลกใจว่าเหตุใดนายหญิงของเธอจึงทำตัวเหมือนกำลังโกหกเพื่อนตัวเอง

“แกเล่ามา มันยังไง? เกิดอะไรขึ้น? พวกฉันได้ยินกลุ่มพยาบาลที่หน้าเคาว์เตอร์เขาบอกว่าแกอุ้มลูกของท่านรองมา หลานที่แกบอกคือลูกชายของท่านรองเหรอ?” ที่ทุกคนรู้จักภูรินท์ด้วยว่าบางวันอนุทัตก็พาเด็กชายมาที่โรงพยาบาลด้วย ในบางคราที่เขานั้นงานไม่เยอะ เด็กน้อยก็จะมาอยู่กับบิดาเสียส่วนใหญ่ กับมารดาเธอแทบจะไม่มีเวลาให้ลูกเหตุจากหล่อนนั้นติดเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อนแทบจะทุกวัน

“ก็...ก็แม่ของลูกคุณชายเป็นพี่สาวของฉันทำไมฉันจะพาหลานฉันมาโรงพยาบาลไม่ได้ล่ะ”

รอด...ไม่รอด คำสองคำที่สลับกันไปมาอยู่ในหัวปรียาวดี

“แกเคยบอกหนิว่าไม่ถูกกับพี่สาวแก แกกำลังโกหกอะไรพวกฉันอยู่หรือเปล่าปรี?” น้ำรินเริ่มคาดคั้นเมื่อจับได้ว่าแววตาของเพื่อนกลอกไปมาคล้ายอาการของคนโกหก

ปรียาวดีก้มหน้ามองพื้นพร้อมถอนหายใจเบาๆ อย่างหนักอึ้ง ทั้งสองเห็นเช่นนั้นจึงยังไม่อยากทำให้เพื่อนไม่สบายใจ

“เอาไว้เมื่อแกรู้สึกสบายใจค่อยบอกพวกฉันก็ได้” เอกภพตบบ่าเพื่อนเบาๆ

“อือ ถ้าแกยังไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร พวกฉันรอได้” น้ำรินเอ่ยสมทบเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของปรียาวดี

“ไม่เป็นไร พวกแกรู้ก็ดีเหมือนกัน แต่ขออย่างเดียวอย่าไปบอกใครนะ” ทั้งสองพยักหน้าให้สัญญาก่อนที่ปรียาวดีจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง อาการของทั้งสองเมื่อฟังจบไม่แตกต่างกันเลยสักนิด

ตาเบิกโพลง อ้าปากหวอ ยกมือขึ้นทาบอก ท่าทางเดียวกันราวกับการถ่ายเอกสาร

“แกกับท่านรองแต่งงานกัน!” เอกภพเอ่ยออกมาด้วยความตกใจจนเผลอเปล่งเสียงลั่นพลอยให้ปรียาวดีรีบตะครุบปิดปากเพื่อน

หากช้าไปกว่านี้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาคงได้รู้ความลับของหล่อนหมดพอดี

“เบาๆ สิ”

“ขอโทษ ก็มันตกใจนี่”

“แสดงว่าตอนนี้แกกับท่านรองก็เป็นสามีภรรยากัน” น้ำรินทำท่าทางยกนิ้วชี้ทั้งสองข้างมาประกบกันพร้อมอมยิ้มเจ้าเล่ห์

“หยุดมโนเลยยัยริน แค่สามีภรรยาทางนิตินัย ส่วนพฤตินัยไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน หยุดคิดเรื่องนั้นไปเลย ฉันกับเขาแยกบ้านกันอยู่ พอถึงเวลาก็หย่า แยกย้ายทางใครทางมัน”

“ชีวิตแกนี่อย่างกับนางเอกในละคร” เอกภพเปรียบเปรย

“ฉันไม่ใช่นางเอกหรอก ฉันก็แค่ตัวประกอบ” แววตาหม่นลงเมื่อเอ่ยเช่นนั้น

หล่อนเป็นเพียงตัวประกอบในเงามืดมาตลอด ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ การเสียสละบางอย่างโดยไม่เรียกร้องอะไร เขาไม่รู้...แต่เธอไม่เคยลืม

“แกรักท่านรองเหรอปรี?” น้ำรินเอ่ยถามเมื่อเห็นแววตาที่ทอชัดของปรียาวดีคล้ายจะมีความหมายเช่นนั้นแฝงอยู่

“เคยรัก...” น้ำเสียงบางเบาลอยเคว้งในอากาศ สื่อถึงอารมณ์หม่นหมองในใจของคนเอ่ย

 

หลังจากแยกตัวออกมาจากเพื่อน สถานที่แรกที่ปรียาวดีจะไปก็คือห้องฉุกเฉิน ไม่รู้ว่าป่านนี้หมอออกมาบอกอาการของภูรินท์หรือยัง

ใบหน้าที่ดูซีดเซียวของเด็กน้อยมันยังเป็นภาพติดตาหล่อนอยู่เลย ไม่อยากจะคิดหากว่าเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้น แล้วทุกอย่างช้าไปเพียงแค่เสี้ยววินาทีอะไรจะเกิดขึ้น

แล้วอีกอย่างประโยคที่ภูรินท์พึมพำออกมามันยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจของปรียาวดี ไม่มีท่าทีจะเลือนรางลงเลยสักนิด ยิ่งคิดถึงอาการของเด็กชายคล้ายกับว่าหล่อนกำลังมองดูตัวเองในอดีต เสมือนเหตุการณ์ในวันนี้มันกำลังตอกย้ำความรู้สึกเก่าๆ ให้กลับมาชัดเจนกว่าเดิม

ความรู้สึกของเด็กคนหนึ่งที่ต้องสูญเสียมารดาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว คล้ายหัวใจถูกกระชากออกจากอก โลกทั้งใบที่เคยยึดเหนี่ยว แหลกสลายลงในพริบตา

ปรียาวดีเงยหน้าขึ้นพลางกลอกสายตาไปมาเมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีน้ำใสๆ ไหลซึมคลอเคล้าทั่วดวงตา คล้ายจะพยายามสกัดกั้นน้ำตาตัวเองที่ทำท่าจะไหล

เธอไม่ใช่คนที่ไร้ความเศร้าหรือคนที่ร้องไห้ไม่เป็น เธออยากจะร้อง แต่เธอก็กลัว การร้องไห้มันทำให้เธอถูกสายตาคนอื่นมองมาด้วยความสงสาร เธอไม่ชอบแววตาเหล่านั้น มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองน่าสมเพช

…เหมือนวันนั้น

ตั้งแต่วันที่มารดาจากไปก็ไม่เคยมีใครเห็นน้ำตาของปรียาวดีอีกเลย ใช่ว่าเธอนั้นไม่อยากจะร้อง แต่เธอไม่อยากถูกมองว่าอ่อนแอมากกว่า เธอจึงเลือกที่จะหลบสายตาผู้คนและร้องไห้ออกมาเพียงลำพัง เธอไม่ชอบร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น แม้กระทั่งภัควิมลผู้เป็นย่าก็ตาม

ปรียาวดีถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันหน้ากลับมามองเส้นทางดังเดิมทว่าเท้าก็ต้องชะงักเมื่อพบร่างหนาของใครบางคน เขาพึ่งเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน ในตอนนี้เขากำลังมองมาที่เธอพร้อมกับเท้าของเขาก็กำลังก้าวเดินมาที่เธอเช่นกัน

จะเป็นเหมือนในละครหรือเปล่านะที่พระเอกชอบเข้าใจผิดนางเอกว่าทำร้ายคนที่เขารัก แต่คงไม่หรอก เพราะเธอไม่ใช่นางเอก เธอก็แค่ตัวประกอบ...ใช่ ตัวประกอบ

ปรียาวดีหมายจะก้าวเท้าเบี่ยงไปอีกทางเพื่อจะได้ไม่ขวางอนุทัตทว่าก็ถูกเขาดึงแขนไว้เสียก่อนพร้อมพาเธอเดินไปตามทางโดยไม่พูดไม่จา

“คุณชาย จะพาฉันไปไหนคะ?” มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา ชายหนุ่มไม่พูดไม่จาใดๆ สักคำ แม้ปรียาวดีจะฉุดรั้งตัวเองไว้เพียงใดทว่าแรงหญิงหรือจะสู้แรงชาย เขาดึงหล่อนปลิวง่ายๆ ราวกับดึงลูกโป่ง

ดีแค่ไหนที่ระหว่างทางไม่มีใครเห็นไม่เช่นนั้นคงได้ถูกเม้าท์มอยกลายเป็นข่าวใหญ่ในวันพรุ่งนี้แน่ๆ

นั่นคือสิ่งที่ปรียาวดีคิดโดยไม่ทันได้สังเกตว่ามุมเสาต้นหนึ่งมีกลุ่มพยาบาลกำลังเดินมาราวๆ สองสามคน ทุกคนต่างมองตามร่างชายหญิงคู่หนึ่งไปด้วยความสงสัย พร้อมเพ่งสายตาว่าทั้งสองคือใคร ก่อนจะพากันตกใจหนักกว่าเดิมเมื่อพบว่าผู้ชายคือท่านรองส่วนอีกคนคือหมอปรีของพวกหล่อน

“โห้~ ดึกขนาดนี้ท่านรองยังเรียกใช้งานหมอปรีอีกเหรอนี่ โหดสมฉายาจริงๆ” พยาบาลคนหนึ่งเอ่ยพร้อมสีหน้านึกสงสารปรียาวดี โดยไม่รู้เลยสักนิดว่ากำลังเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง

“นั่นสิ ดูท่าทางหมอปรียังใส่ชุดเดิมอยู่เลยนะ”

“แต่ฉันว่าท่านรองไม่ได้เรียกหมอปรีมาใช่งานนะ ฉันคิดว่าสองคนนี้มีซัมติงกันแน่ๆ” คนที่สามเอ่ยยิ้มๆ พร้อมหรี่ตาราวกับนักสืบเมื่อรู้หลักฐานอะไรบางอย่าง

“แกลืมไปหรือไงท่านรองมีเมียแล้ว”

เพล้ง! ฝันของพยาบาลคนที่สามแตกสลายเมื่อคนที่สองเอ่ยเช่นนั้น

“แล้วท่านรองจะลากหมอปรีไปไหนดึกๆ ดื่นๆล่ะ”

“จะไปรู้ไหมล่ะก็เดินมาด้วยกัน”

“แต่ทางนั้นมันคือทางของลิฟต์ผู้บริหารนี่ อย่าบอกนะว่าท่านรองพาหมอปรีไปที่ห้อง”

“ปกติช่วงหลังๆ มานี่หมอปรีก็เข้าออกห้องท่านรองบ่อยจะตาย ท่านรองอ่ะหาแต่งานให้หมอปรี ฉันล่ะสงสาร ก้นแทบจะไม่ได้แตะเก้าอี้ หมอคนอื่นก็ว่าง เหมือนแกล้งหมอปรีเลยอ่ะ สมแล้วที่ได้รับฉายาซาตานจอมโหด แต่ให้อภัยเพราะหล่อ ฉันจะมองผ่านความโหดไปล่ะกัน”

“แต่ว่าตอนนี้มันไม่ใช่เวลางานหมอปรีแล้วนะ” ทั้งสามต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัยที่ทวีคูณหนักกว่าเดิม

“หรือว่า...” อีกสองคนทำท่าทางลุ้นกับประโยคของเพื่อนที่อาจจะนำพาพวกหล่อนไปสู่หนทางสว่าง “หรือว่าหมอปรีจะโดนท่านรองแกล้งสั่งงานอีกแล้ว ต้องใช่แน่ๆ”

“นั่นสิ ถ้าสองคนนี้แอบคบกันก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกในเมื่อท่านรองแต่งงานไปตั้งหลายปีแล้ว”

“แต่งได้ก็เลิกได้นี่” พยาบาลคนที่สามซึ่งเคยเอ่ยว่าปรียาวดีและอนุทัตมีซัมติงกันยังคงตอกย้ำความรู้สึกของตัวเองเช่นเดิม ทว่าอีกสองคนก็บอกว่าเพ้อเจ้อ เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะสำหรับหมอปรีกับท่านรองใครๆ ที่โรงพยาบาลนี้ก็รู้ว่าทั้งสองไม่ต่างอะไรจากศัตรูกันเลย

อนุทัตดูคล้ายจะไม่ชอบขี้หน้าหมอปรีของพวกหล่อนและในทางกลับกันหมอปรีในตอนนี้ก็เหมือนจะไม่ชอบอนุทัตเช่นกัน คนทั้งสองราวกับเส้นขนาน ไม่มีทางมาบรรจบกันได้อย่างแน่นอน

เมื่อความคิดไม่ตรงกันทั้งสามจึงแยกย้ายกันไปทำงานของตนเช่นเดิม ยุติการตั้งคำถามซึ่งไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจนได้

 

ประตูห้องทำงานซึ่งมีป้ายบ่งบอกว่านี่คือห้องของรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแปะอยู่ค่อยๆ ถูกเปิดออกพร้อมกับคิ้วบางที่ยังขมวดไม่เลิก พอพ้นขอบประตูมือแกร่งก็ปล่อยหล่อนออกจากพันธนาการที่ปรียาวดีพยายามฉุดรั้งให้หลุดพ้นมาตลอดเส้นทาง ทว่าก็ไม่เป็นผล

“คุณจะทำอะไรฉัน พามาที่นี่ทำไม?” เริ่มระแวงและไม่ไว้ใจคนตรงหน้า

เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมามันทำให้เธอได้เรียนรู้ว่าอนุทัตทำได้ทุกอย่างหากสิ่งไหนมันทำให้เธอเจ็บปวด เขาสามารถสรรหาแผนการมากมายมาแกล้งหล่อนได้ทุกเวล่ำเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งเวลานอน

“ผักกาดบอกฉันหมดแล้วนะ ตอนนี้ภูปลอดภัยแล้ว ขอบใจนะ” ใบหน้าหวานเอียงคอเล็กน้อยเมื่อไม่ได้ยินคำสุดท้ายที่อนุทัตเอ่ยพลางขมวดคิ้วสงสัยหนักกว่าเดิม

“ประโยคสุดท้ายคุณชายพูดว่าอะไรนะคะ? ฉันไม่ได้ยิน” ดวงตากลมโตจรดมองที่เขาอย่างรอคำตอบ

“ฉันบอกว่า...ขอบใจ!” คล้ายจะกระแทกเสียงให้ดังกว่าเดิม

“ดูไม่ค่อยเต็มใจเลยนะคะ”

“เรื่องมาก เอาเป็นว่าขอบใจก็แล้วกันที่ช่วยลูกฉันไว้” ครานี้คล้ายจะดีกว่าคราแรกทว่าชายหนุ่มก็ยังวางมาดเช่นเดิม

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเป็นหมอ ปล่อยให้ใครตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้หรอกค่ะ”ใช่ เธอปล่อยให้ใครตายต่อหน้าต่อตาไปไม่ได้หรอกเพราะเธอคือหมอ ทว่าในตอนนั้นเพราะเธอเด็กเกินไป...เธอไม่อาจยื้อชีวิตของคนคนหนึ่งไว้ได้ทัน หากย้อนเวลาไปได้เธออยากให้ตัวเองเป็นหมอในตอนนั้น บางทีเขาคนนั้นอาจจะไม่จากเธอไปและในวันนี้เธอคงมีเขาอยู่ข้างๆกาย

“อือ...เธอรอแป๊บนึงนะ ห้ามหนี ฉันออกมาต้องเจอเธอ ถ้าไม่เจอ เธอเดือดร้อนแน่” น้ำเสียงข่มขู่กลายๆ

“บ้าอำนาจ” บ่นพึมดำเบาๆ ในขณะที่ชายหนุ่มเดินออกไปแล้วทว่าระยะห่างมันยังไม่ไกลนัก

“ฉันได้ยิน” หันมองปรียาวดีในทันที แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงท่าทีกวนๆ พร้อมไหล่เล็กที่ยักขึ้นเบาๆ ไม่มีความกลัวเลยสักนิด

ฉายาซาตานของเขามันหมดอายุแล้วหรือไงเหตุใดคนตรงหน้าจึงไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

หลังจากที่อนุทัตหายไปในห้องนอนส่วนตัวซึ่งมีเฉพาะของผู้บริหาร ปรียาวดีก็หันซ้ายแลขวาหาที่นั่งเมื่อเริ่มรู้สึกเมื่อยขาเต็มทน ตลอดเส้นทางแทบจะก้าวตามเขาไม่ทัน ความยาวของขาหล่อนกับเขาต่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับเหว ก้าวฉับๆ ไม่คิดจะรอคนส่วนสูงน้อยอย่างหล่อนเลยสักนิด

หลังจากที่หย่อนก้นลงนั่งบนโซฟาได้ไม่นาน มือเรียวก็ยกขึ้นถูแขนตัวเองไปมาเมื่อเริ่มรู้สึกหนาวๆ แม้เสื้อผ้าจะแห้งกว่าคราแรกทว่ามันก็ยังไม่อุ่นขึ้นอยู่ดี

ในขณะที่รออนุทัตปรียาวดีก็มองออกไปนอกหน้าต่าง ชมภาพวิวยามค่ำคืนที่ราวกับดวงดาวบนพื้นดิน แสงไฟจากตึกรามบ้านช่องและรถลาบนท้องถนน มันสวยก็จริง แต่เธอชอบดวงดาวบนท้องฟ้ามากกว่า มันสงบและไม่วุ่นวาย

หัวใจคล้ายจะล่องลอยไปกับภาพที่ได้มองทว่าอยู่ๆ สายตาเจ้ากรรมก็เหลือบไปเห็นสิ่งสิ่งหนึ่งบนโต๊ะทำงานของอนุทัต หล่อนจำได้ว่ามันคือรูปแต่งงานของเขาและนลิน ซึ่งปกติแล้วมันควรจะตั้งอยู่ทุกครั้งที่หล่อนเข้ามาหาเขา หากแต่ว่าในตอนนี้มันกลับถูกวางคว่ำหน้าเอาไว้

อนุทัตอาจจะเผลอทำมันล้มโดยไม่รู้ตัวกระมัง เขารักนลินจะตายไป ไม่มีทางที่เขาจะทำเช่นนั้นหรอก

ปรียาวดีลุกขึ้นหมายจะตรงเข้าไปจับกรอบรูปให้ตั้งไว้ดังเดิมทว่าในขณะที่ยื่นมือไปก็ถูกดึงกลับออกมาด้วยความรวดเร็ว

“ขอโทษ...ฉันแค่เห็นมันล้มอยู่ เลยจะจับตั้งให้” เหมือนว่าเขาจะโกรธ หล่อนจึงรีบเอ่ยขอโทษไป รู้ตัวดีว่ากำลังก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขา ซึ่งเขาคงไม่ชอบ

“เอาชุดไปเปลี่ยนซะ ป่วยขึ้นมาเดี๋ยวจะเสียงานเสียการเอา”น้ำเสียงราบเรียบไม่อาจจะเดาได้เลยว่าเขากำลังรู้สึกเช่นไร ปรียาวดีมองชุดในมือของอนุทัตก่อนจะรับมันมา “ห้องน้ำอยู่ทางนู้น”

ในตอนนี้ปรียาวดีไม่รู้เลยว่าอนุทัตรู้สึกเช่นไร โกรธ ไม่ชอบ หงุดหงิดหรือเฉยๆ เขาไม่แสดงอะไรออกมาให้หล่อนรับรู้เลยสักนิด

อย่างน้อยเขาก็ควรแสดงอาการเกลียดชังสิ เหมือนปกติที่เคยทำ แต่นี่กลับไม่ มันมีเพียงความว่างเปล่าเต็มไปหมด

แปลก...

ความคิดเห็น