facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ห้ามรักครั้งที่ 2

ชื่อตอน : ห้ามรักครั้งที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2564 21:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
ห้ามรักครั้งที่ 2
แบบอักษร

ห้ามรักครั้งที่ 2 

ถึงแม้ร่างกายอยากพักผ่อนแต่สลิลกลับนอนไม่หลับ เขาอาบน้ำเสร็จก็ลงมาข้างล่างแต่ไม่เจอใคร เจ้าสัวชวัลคงยังพักผ่อนอยู่เพราะเพิ่งกลับจากจีน ส่วนแม่เขาก็คงออกไปมูลนิธิทำงานช่วยเหลือสังคมสร้างชื่อให้สามีตามเคย และน้องสาวของเขาก็คงไปเรียน 

“คุณสลิลอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ พอดีช่วงเช้าทำข้าวต้มไว้เกรงว่าคุณสลิลจะ...” 

“ไม่เอาอะไรทั้งนั้น ไม่หิว” 

สลิลตอบแค่นั้นก็เดินไปที่สวนหลังบ้านซึ่งมีสระว่ายน้ำอยู่ด้วย เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงถอดเสื้อคลุมที่ห่อตัวมาทิ้งไว้บนเก้าอี้ริมสระ จากนั้นก็กระโดดลงสระในชุดกางเกงว่ายน้ำตัวจิ๋วจมหายลงไปในน้ำหลายวินาทีก่อนจะโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง 

ชายหนุ่มว่ายน้ำไปกลับขอบสระแต่ละด้าน วนอยู่อย่างนั้นราวกับนักกีฬาว่ายน้ำที่ฝึกซ้อมอย่างหนัก อยากร้องไห้แต่มันร้องไม่ออก มันจุกมันเจ็บ อยากกรีดร้องให้สุดเสียงแต่สิ่งที่เขาทำกลับนอนมองเพดานในห้องนอน ตอนนี้เลยหาทางระบายความรู้สึกเหล่านั้นด้วยการว่าบน้ำ ซึ่งมันเป็นกีฬาอย่างเดียวที่เขาถนัด 

เพราะเจมส์ชอบว่ายน้ำ เขากับฝ่ายนั้นมักไปเที่ยวทะเล น้ำตก หรือสถานที่มีที่ให้เล่นน้ำเสียส่วนใหญ่ ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจการออกกำลังกายสักเท่าไหร่ แต่เพราะเจมส์ต้องรักษาหุ่นความเป็นนายแบบมันเลยเผื่อแผ่มาถึงเขาด้วย 

ดวงตากลมโตสวยของสลิลแดงก่ำ แยกไม่ออกว่าเพราะน้ำในสระหรือเพราะเจ้าตัวกำลังเริ่มร้องไห้อีกครั้ง ทั้งที่เตือนตัวเองว่าไม่ควรเสียน้ำตาให้คนแบบเจมส์แล้ว แต่ท้ายสุดไอ้น้ำใสๆ นี่ก็ไหลออกมาอยู่ดีเมื่อนึกถึงอดีตที่เคยสวยงาม 

‘จัน’ แม่บ้านที่อยู่ทำงานที่นี่มานานยกของว่างมาให้ เพราะเห็นว่าเจ้านายยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่กลับมา ได้ข่าวจากเปรมว่าเมื่อคืนคุณหนูคนโตของบ้านสร้างเรื่องก็ทำเอาใจหายใจคว่ำ ถึงขนาดไปอาละวาดจนต้องให้คีปจัดการก็แสดงว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้ว 

“คุณสลิลคะ จันเอาของว่างมาให้ทานสักหน่อยนะคะ” จันตะโกนบอกคนที่ยังคงว่ายน้ำเล่นอยู่ในสระอย่างเอาเป็นเอาตาย สลิลไม่ได้ตอบรับอะไรเธอจึงวางของไว้แบบนั้นแล้วกลับเข้าบ้านไป 

สระว่ายน้ำกลางแจ้งในช่วงบ่ายทำให้ผิวขาวนวลเริ่มแดงขึ้นทีละน้อย อุณหภูมิของน้ำไม่ได้เย็นเหมือนในตอนเช้าแต่ก็ไม่ได้อุ่นจนเกินไป การออกกำลังที่กินเวลาไปเกือบชั่วโมงทำให้สลิลหยุดพัก แต่เขาก็ยังคงอยู่ในสระไม่ได้ขึ้นมาแต่อย่างใด ชายหนุ่มร่างเพรียวบางนอนลอยตัวในสระไปเรื่อยๆ หลับตาเพื่อจะได้ไม่เจอกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องจนแสบหน้า ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะค่อยๆ จมลงสู่ก้นสระที่ลึกเกือบสองเมตร 

จันเดินออกมาดูเจ้านายตัวเองอีกครั้งเพราะเห็นว่าเสียงน้ำเงียบไป เธอคิดว่าสลิลว่ายน้ำเสร็จแล้วจะได้มาเก็บถาดของว่างที่เธอนำมาให้ แต่ปรากฏว่าอาหารและน้ำยังคงอยู่เหมือนเดิม เสื้อคลุมก็ยังพาดทิ้งไว้บนเก้าอี้ข้างสระแต่ตัวคุณสลิลหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ 

แม่บ้านวัย 40 เดินหาสลิลไปทั่ว พุ่มไม้หนาที่ตัดแต่งทรงสวยไม่มีส่วนไหนที่พอจะหลบซ่อนตัวได้ และเธอคิดว่าคุณสลิลก็คงไม่ทำแบบนั้น จันตัดสินใจชะโงกหน้าลงไปดูในสระก็เห็นว่าเจ้านายของเธอนอนอยู่ก้นสระเสียแล้ว 

“ว้าย!! คุณสลิล!! คุณสลิลคะ!!” 

เสียงหวีดร้องของหญิงแม่บ้านทำคนในบ้านแตกตื่น ยิ่งเสียงเรียกชื่อสลิลซ้ำๆ ทำให้คีปสะดุ้ง เคิร์ตเห่าเสียงดังหันไปทางต้นเสียงซึ่งอยู่หลังตึกที่เป็นสระว่ายน้ำ คีปที่เพิ่งงีบหลับไปได้เพียง 2 ชั่วโมงรีบวิ่งออกจากบ้านพักตัวเองลัดเลาะไปทางต้นเสียง เขาไม่ลืมปล่อยเคิร์ตออกมากับตัวเองด้วยเผื่อว่าเจอคนร้ายในบ้าน ส่วนอีกสองตัวที่เหลือก็ขังไว้ในกรงเช่นเดิม 

“เกิดอะไรขึ้นพี่จัน” 

คีปร้องถามพร้อมกับเปรมปรากฏตัวขึ้นเพราะได้ยินเสียงร้องของแม่บ้าน เปรมอยู่ที่โถงหน้าบ้านพอดีจึงรีบวิ่งมาดูเห็นจันยืนตัวสั่นท่าทางตกใจกลัว ส่วนคีปนั้นมาถึงก่อนเขาเพียงเสี้ยวนาทีแต่ถือว่าเร็วมาก เพราะระยะทางจากตรงนี้ไปที่บ้านพักก็ไม่ได้ใกล้นัก 

“คีป! คุณสลิล!” 

จันชี้ลงไปในสระ ใจชายหนุ่มกระตุกวูบมองตามมือไปก็เข้าใจเรื่องราวในทันที เขากระโดดลงสระไปก่อนจะดึงร่างที่นอนอยู่ก้นสระให้ขึ้นมา เคิร์ตกระโดดลงไปด้วยอย่างต้องการช่วยเหลืออีกแรง มันว่ายเข้าไปใกล้คนทั้งคู่ที่ค่อยๆ ว่ายเข้าสระ มีเสียงเห่าเป็นระยะๆ เมื่อเห็นว่าคีปยังมีสีหน้าเคร่งเครียด 

คีปยกร่างสลิลให้พ้นขอบสระขึ้นมานอนบนพื้นราบได้ก็ปีนสระตามขึ้นมา ส่วนเคิร์ตว่ายไปทางฝั่งน้ำตื้นที่มีขั้นบันไดเดินขึ้นสระได้ มันรีบกวดฝีเท้าเข้ามาใกล้คนทั้งคู่ ยืนมองสถานการณ์ด้วยท่าทีสงบแต่สายตายังมีความตื่นตัวอยู่เสมอ 

“แค่กๆๆ” 

สลิลไอออกมาเบาๆ คีปโล่งใจไปหนึ่งเปลาะที่อีกฝ่ายยังหายใจ เขาจ้องหน้าหวานด้วยใบหน้าดุ สลิลลืมตาขึ้นมองก็เจอคีปที่จ้องตนอยู่ก่อนแล้วหน้าตาไม่สบอารมณ์นัก สภาพชุดอยู่บ้านสบายๆ แต่เปียกโชกไปทั้งตัว ยังไม่ทันที่จะเปิดปากพูดก็โดนอีกฝ่ายตะคอกใส่ทันที 

“เป็นบ้ารึไง!” 

อึ้งไปไม่น้อยเพราะตั้งแต่คีปมาติดตามเขาไม่เคยมีครั้งไหนที่อีกฝ่ายจะตะคอกเขาแบบนี้ หรือจะพูดให้ถูกก็คือตั้งแต่รู้จักเด็กคนนี้มาคีปไม่เคยใช้เสียงแบบนี้กับเขาเลย ซึ่งนั่นทำให้เขาเลือดขึ้นหน้า 

“นายนั่นแหละทำบ้าอะไร ฉันว่ายน้ำอยู่ไม่เห็นรึไง!” เขาโต้กลับไปทันที 

ตอนที่ลอยตัวอยู่เขารู้สึกอยากปล่อยตัวลงก้นสระ คิดไว้ว่าถ้าไม่ไหวค่อยขึ้นมา แต่ลงไปยังไม่ทันไรก็รู้สึกว่ามีอะไรมาฉุดรั้งไว้จนสำลักน้ำไปหลายอึก 

“ลงไปนอนที่ก้นสระเขาเรียกว่าว่ายน้ำเหรอคุณสลิล รู้ไหมว่ามันทำให้คนอื่นเขาตกใจน่ะ!” 

ถ้าไม่ติดว่านี่คือเจ้านายเขาอยากตีอีกฝ่ายให้ช้ำเลยด้วยซ้ำ อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่กลับคิดทำอะไรตื้นๆ เหมือนเด็กวัยรุ่นหัดรักอย่างนั้นแหละ 

“นี่นายคิดว่าฉันจะฆ่าตัวตายงั้นเหรอ” สลิลที่พอเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นก็ลุกขึ้นยืน เขาถามอีกฝ่ายตามที่ตนพอจะตีความความร้อนรนของผู้ติดตามตัวเองได้ 

“ถามตัวคุณเองดีกว่าว่าสิ่งที่คุณทำมันใช่แบบนั้นรึเปล่า” คีปพูดเสียงเรียบ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงกว่า 190 เซนติเมตร ก้มมองคนที่สูงแค่คางเขาด้วยสายตาดุดันกึ่งตำหนิ 

“ฉันไม่ได้จะฆ่าตัวตาย ฉันไม่ได้โง่ขนาดจะทิ้งชีวิตตัวเองเพราะคนที่มันไม่เห็นค่าในตัวฉันหรอกนะ” 

สลิลกัดฟันพูดเสียงเข้มจ้องตาอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ เพื่อต้องการข่มให้คีปรู้ว่าเขาคือเจ้านายไม่ใช่ลูกน้องผู้ติดตามคนอื่นๆ ที่อีกฝ่ายจะมาดุด่าได้ตามอำเภอใจ ถึงพ่อเขาจะถือหางอีกฝ่ายอยู่มากแต่ใช่ว่าจะมาทำตัวห่ามๆ แบบนี้ใส่เขาได้ 

คีปไม่ได้โต้ตอบอะไรให้เรื่องยืดยาว เห็นกายบางที่เปียกจนผิวที่ปลายนิ้วย่นเพราะแช่น้ำนานเกินไปสั่นหน่อยๆ เขาจึงเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาให้เจ้าตัวใส่ สลิลดึงมาห่มตัวก่อนจะเดินเข้าบ้านไปทั้งที่ตัวเปียกแบบนั้น ชายหนุ่มผู้ติดตามมองตามไปก่อนจะถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด แทนที่เขาจะได้พักกลับต้องมาจัดการคนอกหักที่ขาดสติ 

“คีปกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เดี๋ยวพี่ไปดูคุณสลิลเอง” จันบอกก่อนจะเก็บถาดอาหารว่างเดินตามสลิลเข้าบ้านไป เปรมจึงเดินมาหาหัวหน้าของตนแล้วถอนหายใจตาม 

“พี่ไปพักเถอะ บอกแล้วไงว่าถ้าผมอยู่เดี๋ยวผมช่วยดูอีกแรง” 

“ขนาดมึงช่วยดูอีกแรงยังมาช้ากว่ากู” คีปดุเสียงเข้ม ดวงตาสีเฮเซลตวัดมองลูกน้องอย่างตำหนิ 

“โห่! อย่าดุกันดิพี่ นี่ก็วิ่งมาเต็มตีนเลย เคิร์ต...ดูจ่าฝูงมึงสิ กัดกูเจ๊บเจ็บ” เปรมหันไปพูดกับเจ้าสุนัขสีดำหูตั้งที่ดมฟุดฟิดอยู่ริมสระ 

‘จ่าฝูง’ คือฉายาที่คนอื่นใช้เรียกคีป เนื่องจากเจ้าหมาโดเบอร์แมนสามตัวนั้นฟังคีปเพียงคนเดียว ขนาดเจ้าสัวผู้เป็นเจ้าของตัวจริงพวกมันยังไม่เชื่อฟังขนาดนี้เลย เคยมีครั้งหนึ่งที่พวกเขากำลังฝึกกัน คีปกำลังพลาดท่าให้ลูกน้อง เจ้าสามตัว เคิร์ต เทรย์และโบหลุดออกจากกรงตรงเข้ามากัดแขนเข้าทันที แต่พอคีปสั่งให้หยุดพวกมันทั้งสามก็เชื่องกลายเป็นลูกหมาไปเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เหมือนหมาปีศาจชัดๆ 

ความแสนรู้ของพวกมันทำให้พวกเขาสบายในช่วงกลางคืน เพราะความหูไวของเจ้าสามตัวทำให้บางครั้งหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นพวกมันจะรีบเห่า ดังเช่นเมื่อครู่ที่เสียงของเคิร์ตเห่าลั่นบ้านนั่นแหละ 

“ช่วงนี้ตามประกบอย่าให้คลาดสายตา อารมณ์คุณสลิลไม่ปกติเท่าไหร่” 

หัวหน้าหนุ่มหุ่นสูงใหญ่สั่งเสียงเรียบ ในหัวขบคิดไปต่างๆ นานาว่าคุณหนูคนโตของบ้านที่อายุเข้าวัยเลข 3 แล้วจะทำอะไรแผลงๆ อีกไหม 

“ครับๆ แล้วตกลงเมื่อคืนเกิดไรขึ้นวะพี่” เปรมถามด้วยความใคร่รู้ แม้จะได้ยินจากผู้ติดตามคนอื่นที่ขับรถตามคุณสลิลไปโรงแรมเมื่อคืนมาแล้วบ้างก็ตาม แต่เขาก็อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ 

“คุณสลิลเลิกกับเจมส์แล้ว” คีปตอบ 

เขาเดินกลับบ้านพักตัวเองในทางเดิมที่วิ่งเท้าเปล่ามาเมื่อครู่ โดยมีเคิร์ตเดินนำหน้าอย่างรู้งาน เมื่อมาถึงบ้านมันก็ตรงไปที่กรงเข้าไปนอนในที่ของตัวเอง เทรย์ลุกขึ้นเมื่อเห็นว่าเจ้านายตนกลับมาแล้ว ส่วนโบนั้นสีหน้าระรื่นเมื่อเปรมยื่นมือเข้าไปในกรงเพื่อลูบหัว หางที่โดนตัดจนสั้นเหลือเพียงนิดกระดิกไปมาจนก้นส่ายด้วยความดีใจ 

“ทำไมถึงเลิกกัน” 

คีปเงียบไม่ตอบในข้อนี้เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องเอามาพูด เปรมเห็นว่าคำถามข้อนี้โดนปัดตกเพราะเจ้าของบ้านเดินถอดเสื้อยืดที่เปียกชุ่มอีกทั้งยังเงียบใส่จึงพูดต่อ 

“ผมสงสารคุณสลิลนะพี่ วันก่อนเห็นยังเดินยิ้มหน้าบานเข้าบ้านพร้อมดอกไม้ช่อโตที่ฝ่ายนั้นหอบมาให้เลย แถมเจมส์ก็ชอบออกสื่อว่าคบอยู่กับคุณสลิลอ่ะ” 

ตอนแรกก็ว่าเหมาะสมกันดีอยู่หรอก แม้บางครั้งวงการนายแบบจะทำให้คุณสลิลหึงเจมส์บ้างก็ตาม แต่คนทั้งสองก็ดูรักกันมาก อยู่ๆ มาเลิกกันแบบนี้แถมเจ้านายเขาออกไปจัดการเสียกลางดึกคงจบไม่สวยแน่ๆ 

“คบกันมาตั้ง 7 ปี โคตรนานเลยนะพี่ เป็นผมคงเจ็บมาก คุณสลิลยังนิ่งอยู่ได้ยังไง เข้มแข็งจริงว่ะ” 

เปรมยังพูดต่อตามนิสัยคนช่างพูด หยิบเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วเกลือในกระปุกมากินเล่น นอนเอกเขนกบนโซฟาราวกับเจ้าของบ้าน ทั้งที่เจ้าของบ้านตัวจริงนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องน้ำ 

คีปหัวเราะหึในลำคอเมื่อได้ฟังลูกน้องตัวเองพูด สลิลเข้มแข็งอย่างนั้นเหรอ? นั่นมันก็แค่ภายนอกเท่านั้นซึ่งอาการแบบนี้แหละที่น่ากลัว เพราะความเจ็บมันไม่มีเสียงเขาเลยไม่รู้ว่าสลิลทรมานมากแค่ไหน ที่พาไปร้องไห้ริมทะเลนั่นก็คิดว่าจะช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่เมื่อเจอเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วคงบอกได้เลยว่าทะเลไม่ได้ช่วยอะไร 

ความเสียใจของสลิลยังคงอยู่เพียงแต่เจ้าตัวไม่ได้แสดงออกมาเท่านั้น บางทีการร้องไห้โฮออกมาเสียงดังๆ มันคงจะดี แต่นั่นก็ไม่ใช่นิสัยของสลิลอีกนั่นแหละ รายนั้นเขาวางมาดเป็นผู้ใหญ่ เข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไรใครไปว่าเขาอ่อนแอไม่ได้หรอก 

✾✾ 

สลิลเดินขึ้นห้องมาได้ก็เข้าไปอาบน้ำอาบท่าและแต่งตัวให้เรียบร้อย เขาคิดถึงสิ่งที่คีปพูดแล้วถอนหายใจหนักๆ อยากทึ้งผมอีกฝ่ายสักทีด้วยความหงุดหงิด 

หากถามว่าเขาอยากฆ่าตัวตายรึเปล่า เขาบอกได้อย่างเต็มเสียงเลยว่าไม่ใช่ แต่ที่ทำแบบนั้นเพราะอยากทิ้งตัวลงน้ำเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้จันหรือคนอื่นๆ ตกใจด้วยซ้ำ ไม่คิดเลยว่าแค่การกระทำเพื่อความสบายใจของตัวเองจะทำให้คนอื่นคิดมากได้ 

สลิลเลิกคิดเรื่องเมื่อครู่เพราะมันจะยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสีย แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อก็มีจันมาเคาะประตูเรียกบอกว่าบิดาเขาให้มาตามไปพบ 

หนุ่มร่างบางเดินลงมาจากชั้นบนตรงไปยังห้องทานอาหาร เมื่อเข้ามาก็พบชายสูงวัยนั่งทานอาหารอยู่แล้วโดยมีคีปยืนอยู่ไม่ไกลกัน เขาปรายตามองผู้ติดตามส่วนตัวของตัวเองเพราะยังเคืองที่โดนอีกฝ่ายตวาดไม่หาย 

“นั่งลงสลิล” เจ้าสัวชวัลพูดโดยไม่มองหน้า มือเขายังตักอาหารตรงหน้าใส่จานตัวเองแล้วตักทานพร้อมข้าวสวยร้อนๆ 

“คุณพ่อจะออกไปไหนเหรอครับ ทำไมไม่พักอยู่บ้านให้หายเหนื่อยก่อน” สลิลเอ่ยถามเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในชุดทำงาน 

“ฉันพักพอแล้ว พักมากพอที่จะรู้ว่าเมื่อคืนแกไปสร้างเรื่องมาก็แล้วกัน” 

คำพูดกึ่งดุของบิดาทำเอาชายหนุ่มหน้าตึง เขาตวัดสายตามองคีปทันทีโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าพ่อเขารู้เรื่องเมื่อคืนได้อย่างไร นี่ไม่รู้ได้บอกเรื่องเมื่อกี๊ด้วยรึเปล่า 

“ไม่ต้องมองคีปแบบนั้น ต่อให้คีปไม่พูดฉันก็มีลูกน้องให้ถามอีกมาก” 

สลิลไม่เถียงเพราะมันคือความจริง ต่อให้คีปไม่พูดลูกน้องคนอื่นก็ต้องพูดอยู่ดี เพียงแต่ว่าจะพูดมาหรือน้อยเท่านั้น 

“ตกลงเลิกกับเจมส์แล้วใช่ไหม” ชวัลถามลูกชายเสียงเรียบ 

“ครับ” 

สลิลเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ เขารู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างมาจุกที่คอก่อนจะกลืนมันลงไปแล้วเริ่มทานอาหารมื้อแรกของตัวเอง พ่อเขาไม่ได้ถามเรื่องที่สระแสดงว่าคีปไม่ได้บอกซึ่งถือว่าดี 

ชวัลเหลือบมองลูกชายที่นั่งทานข้าวอยู่ข้างกัน เขารับรู้รสนิยมของลูกตัวเองดีเพราะสลิลก็ชัดเจนมาตั้งแต่ตอนอยู่ต่างประเทศแล้ว ลุงของสลิลซึ่งเป็นพี่ชายของเขาก็ส่งข่าวมาบอกตลอดว่าหลานชายตัวเองคบหากับเพศเดียวกัน ในตอนแรกก็ตกใจไม่น้อย เรียกได้ว่ารับไม่ได้เลยคงจะตรงใจที่สุด 

เขาไม่พูดกับสลิลนานเกือบปี ฝั่งลูกชายก็ไม่คิดจะเข้าหาแต่อย่างใด ในระหว่างนั้นเขารับรู้เรื่องราวของลูกชายผ่านทางพี่ชายตัวเองเท่านั้น จนตอนหลังถูกภรรยาขอร้องแกมบังคับว่าหากเขากับสลิลยังจะเมินเฉยใส่กันแบบนี้ตนจะย้ายไปอยู่ที่อื่นเสีย ด้วยความรักภรรยามากจึงยอมลดทิฐิลงสักหน่อย ยอมคุยกับลูกบ้างและสลิลก็ขอโทษเขาที่ทำให้ผิดหวัง 

ชวัลกับภัทราเลี้ยงลูกเหมือนนักธุรกิจงานรัดตัวที่มีครอบครัว พวกเขามีเงินจ้างพี่เลี้ยง คนขับรถ ครูสอนพิเศษ ครูสอนกีฬา พาไปทำกิจกรรมต่างๆ ตามอายุวัยของเด็กคนหนึ่งที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็ยังคงขาดคำว่า ‘ความอบอุ่น’ ของพ่อและแม่อยู่ดี ทำให้สลิลไม่ได้สนิทกับพ่อแม่ตัวเองเท่าไหร่นัก แต่ถึงแม้จะรู้สึกขาดอะไรบางอย่างจากพ่อแม่ไปแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะมีน้องสาวเข้ามาทดแทนในส่วนนี้ให้ เขาจึงสนิทกับลัทมากที่สุดในบ้าน 

สำหรับชวัลแล้วเขาต้องการหาเงินให้มากที่สุด เขาสนุกกับการเห็นเม็ดเงินเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างมหาศาล ตัวเขาและครอบครัวมีกินมีใช้ไม่ขาดมือและอยู่ในระดับที่ได้รับการนับถือจากผู้อื่น ส่วนภัทราก็มีความสุขกับการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส โดยไม่รู้เลยว่าลูกของตนเองนั้นต้องการพวกเขามากกว่าสิ่งอื่นใด 

เพราะเหตุนี้สลิลจึงชอบอยู่กับ ‘ลุงชลิต’ ผู้มีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆ มากกว่าบิดาตัวเอง เพราะลุงชลิตชอบมารับไปเที่ยวด้วยบ่อยๆ เขาติดลุงชลิตจนถึงขนาดขอตามไปอยู่ด้วยตั้งแต่อายุ 15 นานๆ ครั้งถึงจะกลับมาเยี่ยมจนบางทีแม่และน้องสาวต้องบินไปหาถึงจะเจอกัน แต่กระนั้นเมื่อกลับมาอยู่เมืองไทยแล้วก็ยังต้องเชื่อฟังบิดาอยู่ดี เพราะคำสัญญาที่ให้กับมารดาก่อนไปอยู่กับลุงชลิตคือจะกลับมาช่วยงานบิดาเมื่อถึงเวลาที่ถูกเรียกกลับ 

“ฝ่ายนั้นสวมเขาให้แกนี่ จะกลับไปคืนดีกันไหม” 

ผู้เป็นพ่อถามตรงประเด็นเสียจนรสชาติของอาหารกร่อยไปทันทีทันใด จากที่คิดว่าไม่ค่อยหิวอยู่แล้วพอโดนถามแบบนี้สลิลก็รวบช้อนและยกแก้วขึ้นดื่มน้ำทันที 

“กับสิ่งที่มันทำพ่อคิดว่าผมจะให้อภัยมันง่ายๆ เหรอครับ” สลิลพูดในที่สุดหลังจากปล่อยให้ความเงียบอยู่รอบตัวมาหลายวินาที 

“ก็ดี อย่าโง่ซ้ำสองก็แล้วกัน อะไรที่มันไม่ดีก็ตัดๆ ออกไปจากชีวิตซะ คนระดับเราไม่จำเป็นต้องไปง้อคนแบบนั้น” 

ทุกคำพูดที่แสดงตัวตนและความคิดของชายสูงวัยทำสลิลลอบมองทางหางตา หากถามว่าเขาเย่อหยิ่งเหมือนใครคงตอบได้เลยว่าพ่อ แต่ความคิดเขาก็ไม่ได้เย็นชาถึงขนาดที่จะมองตัวเองสูงเสียดฟ้าเหมือนอย่างที่พ่อเขาเป็นหรอก 

เว้นแต่กับคีป... คนใต้อาณัติเพียงคนเดียวที่เขารู้สึกอยากข่มอีกฝ่ายให้ได้ เขาไม่ชอบผู้ชายคนนี้เลยจริงๆ ความรู้สึกเหมือนโดนสุนัขตำรวจตามอยู่ตลอดเวลา แถมยังดุและชอบกัดเขาอยู่เรื่อย 

เจ้าสัวชวัลออกไปจากบ้านแล้วโดยมีผู้ติดตามออกไปด้วยสามคน หนึ่งในนั้นมีเปรมที่มาทำหน้าที่แทนเนื่องจากเปาผู้เป็นผู้ติดตามคนสนิทป่วย ส่วนคีปเจ้าสัวบอกว่าให้พักอยู่ที่บ้าน เพราะตั้งแต่กลับมาเจ้าตัวยังไม่ได้พักเลย 

สลิลยังคงหมกตัวอยู่ในห้องนอนของตัวเอง จนกระทั่งบ่ายคล้อยเขาก็ย้ายตัวเองไปนั่งเล่นที่ระเบียงชั้น 2 ซึ่งเรียกว่าเป็นชั้นลอยของบ้าน มันถูกจัดเป็นสวนขนาดย่อมๆ มีทั้งเก้าอี้และร่มสนามไว้บังแดดพร้อมใช้เป็นมุมพักผ่อน ยิ่งช่วงแดดร่มลมตกยิ่งบรรยากาศดี 

พื้นที่เกือบสิบไร่ที่เป็นบริเวณบ้านของเจ้าสัวชวัลทำให้มีพื้นที่ใช้สอยอยู่มาก ตัวบ้านนั้นไม่ได้ใหญ่โตมีหลายห้องนอน เพียงแต่พื้นที่มีเยอะรวมไปถึงบ้านของคีปด้วยทำให้มีพื้นที่โดยรอบ มองไปทางไหนก็กว้างขวางสบายตา ไม่มีตึกรามที่สูงบดบังวิวสวยๆ และคนนอกเข้ามายุ่มย่ามเพราะแถวนี้มีแต่บ้านของผู้มีอันจะกินทั้งนั้น และบ้านแต่ละหลังก็ตั้งห่างกันพอสมควร 

“พี่จัน จัดของว่างมาให้ผมที่ชั้นลอยหน่อย” 

พอเวลาผ่านไปร่างกายที่แทบไม่ได้รับอาหารมาทั้งวันเริ่มร้องประท้วง ตอนกินข้าวกับผู้เป็นพ่อก็กินไม่ลงเพราะโดนถามจี้ใจดำ ตอนนี้เลยอยากกินอะไรรองท้องสักหน่อย แต่ไม่ขอเป็นอาหารมื้อใหญ่ๆ เพราะเกรงว่าจะกินไม่หมด เขาจึงใช้โทรศัพท์มือถือของตนโทรเข้าบ้านตัวเองเพื่อให้จันนำของว่างมาให้ 

ระหว่างรอสลิลก็อ่านหนังสือบนเก้าอี้หวายแบบเดย์เบดที่สามารถนอนได้ ขาเรียวที่โผล่พ้นขอบกางเกงขาสั้นขาวผ่องท้าแสงแดดจนคิดว่าถ้าใครมาเห็นก็คงรู้สึกแสบตา ความนวลเนียนของผิวดูน่าลูบไล้อีกทั้งมีความอมชมพูหน่อยๆ แต่สมาธิเขาไม่ได้จดจ่อกับหนังสือที่เปิดกางอยู่ตรงหน้า แต่เป็นรูปในอินสตาแกรมที่โดนแท็กมาหาเขาหลายสิบรูป เป็นรูปของเจมส์กับแบงก์ในท่าทางที่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่แค่คนรู้จักกัน 

‘คนนั้นคือใคร ไม่ใช่พี่สลิลเหรอ’  

‘พี่เจมส์เลิกกับพี่สลิลแล้วเหรอ งงนะ’  

สลิลเปิดเลื่อนดูรูปภาพเหล่านั้นที่มาพร้อมคำถามตำใจ เขาถอนหายใจก่อนจะโยนมือถือออกไปให้ไกลตัวแล้วฟุบหน้าลงกับหนังสือ คำถามในหัวเกิดขึ้นอีกแล้วว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรผิด 

“ของว่างมาแล้วค่ะคุณสลิล” 

จันเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารที่มีจานของขนมปังที่ทำเป็นแซนด์วิช คุกกี้ ครัวซองและผลไม้ รวมไปถึงน้ำเปล่าที่สาวใช้อีกคนนำมาเสิร์ฟให้ด้วย จันวางของทุกอย่างเสร็จแล้วก็รีบปลีกตัวออกไป แม้ความเงียบของคุณสลิลเป็นสิ่งที่เธอคุ้นเคย แต่ไม่ใช่เงียบแบบที่มีรังสีอึมครึมแบบนี้ เพราะฉะนั้นอย่างเซ้าซี้หรือทำอะไรนอกเหนือคำสั่งจะดีกว่า 

ท่าทางของคนที่กำลังนั่งกินของว่างอยู่ไม่สามารถลอดพ้นสายตาผู้ติดตามหนุ่มได้ คีปเงยหน้าขึ้นมองระเบียงชั้น 2 ที่ถูกเรียกว่าชั้นลอยเห็นว่าสลิลกำลังกินอาหารอยู่ แรงเคี้ยวมีเอื่อยๆ เหมือนคนไม่อยากกินแต่ก็ยังเคี้ยวอยู่ เห็นอีกฝ่ายยังกินได้อยู่แบบนี้เขาก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง เพราะยังถือว่าสลิลยังพอมีสติไม่ได้อกหักจนทรมานร่างกายตัวเอง 

โฮ่ง! 

เทรย์เห่าเสียงดังเมื่อเห็นว่าเขาหยุดเดินนานแล้ว เจ้าหมาสามตัววิ่งนำไปไกลก่อนจะวิ่งกลับมาหาเขาอีกรอบเมื่อเห็นเขาไม่วิ่งตาม คีปเลิกสนใจคนที่อยู่บนระเบียงก่อนจะวิ่งนำหมาทั้งสามตัวเพื่อออกกำลังกายในตอนเย็น วันนี้เขาคงวิ่งบริเวณสนามหญ้ากว้างๆ นี้ ไม่ได้ออกไปที่สวนสาธารณะเพราะอยากเฝ้าสลิลไปด้วย เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเมื่อช่วงเที่ยงจะได้ช่วยได้ทัน 

เทรย์...เจ้าหมารักสนุกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกกำลังวิ่งไปคาบลูกเทนนิสมาให้คีป มันชวนเจ้านายเล่นอย่างสนุกสนาน เคิร์ตทำเพียงแค่เดินดมฟุตฟิตไปตามเรื่องตามราว วางท่าเป็นยามรักษาการณ์เสมอต้นเสมอปลาย ส่วนโบกำลังเกลือกกลิ้งไปบนผืนหญ้านุ่มๆ ที่ถูกตัดแต่งด้วยฝีมือคนสวนอย่างดี โบเป็นโดเบอร์แมนเพศเมียที่ทำหมันแล้ว เพราะเจ้าสัวชวัลบอกว่าตนต้องการให้มีแค่นี้ ไม่ได้ต้องการลูกของพวกมันมาดูแลเพิ่ม รูปร่างของมันจึงดูแน่นไปสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้อ้วนล่ำ 

เสียงสุนัขที่เห่าเป็นครั้งคราวเรียกความสนใจจากสลิลได้ไม่น้อย เขาหันไปมองคนที่กำลังวิ่งไปรอบๆ สนามหญ้าที่มีขนาดเกือบเท่าสนามฟุตบอล การออกกำลังกายคือกิจกรรมที่พวกเหล่าผู้ติดตามทำเสมอ แต่ครั้งนี้มีเพียงคีปเท่านั้นที่วิ่งอยู่กับสุนัขสามตัว 

รูปร่างบึกบึนสูงใหญ่ของคีปในชุดเสื้อกล้ามแนบตัว กางเกงจ๊อกกิ้งและรองเท้ากีฬาทำให้เขาอดยอมรับไม่ได้ว่าอีกฝ่ายดูดี แต่เพราะการวางมาดวางท่าของคีปทำให้เขาไม่ถูกใจเท่าไหร่นัก และยิ่งเจ้าสามตัวนั่นที่ดูจะรักคีปเสียเหลือเกินนั่นอีก หลายครั้งที่เขาเจอเคิร์ต เทรย์และโบจังๆ สองตัวแรกหยิ่งและเมินใส่เขาอย่างเห็นได้ชัด ส่วนโบเข้ามาเล่นด้วยบ้างแต่ก็ไม่ได้สนิทเท่ากับที่เล่นกับคีป ก็ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมสุนัขทั้งสามถึงสนิทกับคีป เพราะคีปคือคนเลี้ยงพวกมันมา แม้พ่อเขาจะเป็นเจ้าของพวกมันก็ตาม 

สลิลเผลอมองอีกฝ่ายนานไปหน่อยจนคนถูกมองหันมาเจอเข้า ใบหน้าลูกครึ่งเรียบนิ่งไม่สื่ออารมณ์ใด สายตาที่ส่งมามองสบตาเขาไม่คิดหลบจนเป็นเขาเองที่ต้องเบือนหน้าหนี ไม่ใช่เพราะเขินอายกับตาคู่นั้น แต่เพราะไม่อยากมองให้รู้สึกหงุดหงิดใจเล่นเสียมากกว่า เขาหันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ ครัวซองต์ชิ้นเท่าฝ่ามือถูกบิออกเล็กน้อยเพื่อจิ้มกับนูเทลล่า เป็นการเพิ่มความหวานให้จิตใจแต่เดี๋ยวคงต้องไปออกกำลังเพื่อเผาผลาญมัน 

“คุณจะลงไปเดินเล่นสักหน่อยไหม” 

“เห้ย!” สลิลสะดุ้งตกใจจนช็อกโกแลตเลอะมือและปาก เพราะผู้ติดตามของเขาดันโผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง เงียบและเท้าเบาอย่างกับผีแบบนี้ใครบ้างจะไม่ตกใจ 

เขาไม่ตอบคำถามแต่หยิบทิชชูมาเช็ดส่วนที่เลอะ คีปยืนรอคำตอบด้วยความใจเย็นแม้อีกฝ่ายจะทำท่าทีเมินเฉยไม่สนใจเขาก็ตาม จนท้ายสุดเป็นสลิลที่ทนไม่ไหวถอนหายใจพร้อมตวัดสายตามอง 

“ไม่ไป จะไปไหนก็ไปไป๊” 

“ถ้าคุณหิวก็ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ไม่ใช่ของไม่อิ่มท้องแบบนี้นะครับ” 

“เสือก” สลิลตอกกลับทันทีอย่างไม่ไว้หน้า หงุดหงิดที่อีกฝ่ายเป็นแค่ผู้ติดตามแต่มาเจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตเขาแบบนี้ หนุ่มร่างเพรียวลุกยืนก่อนจะเดินชนไหล่คนที่สูงกว่าตนเข้าตัวบ้านไป คีปมองตามก่อนจะส่ายหัวให้กับคนดื้อรั้น 

คีปไม่ได้ตามตื๊อต่อ เขาลงไปออกกำลังกายต่อให้เสร็จก่อนจะเข้าบ้านพร้อมเจ้าพวกสี่ขาสามตัวในเวลาต่อมา กรงถูกเปิดไว้แต่สุนัขทั้งสามไม่ได้เข้าไปนอนในที่ของมันแต่อย่างใด พวกมันกำลังนอนอยู่หน้าทีวีขณะที่คีปกำลังทำอาหารมื้อเย็นทาน ส่วนท้องของพวกมันอิ่มไปก่อนหน้านี้แล้วเพราะคีปให้อาหารก่อนจะเข้าไปอาบน้ำ ทำให้ตอนนี้พวกมันนอนรอเจ้านายด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยเพราะอิ่ม ระหว่างที่เจ้านายกำลังทำอาหารให้ตัวเอง 

“เคิร์ต มานี่” คีปหันไปเรียกสุนัขตัวผู้สีดำที่กำลังจะเดินออกจากบ้านไปทั้งที่ข้างนอกมืดแล้ว มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟบริเวณรอบๆ เท่านั้นที่ให้แสงสว่าง เคิร์ตเดินกลับมาก่อนจะนอนหมอบลงข้างเท้าคนที่กำลังทานมื้อเย็นอยู่ 

ชีวิตของผู้ติดตามที่ทำตามคำสั่งไม่มีอะไรหวือหวาหรือน่าตื่นเต้นเท่าไหร่นัก หากไม่รวมพวกเรื่องเหตุการณ์อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ชีวิตพวกเขาก็ดูน่าเบื่อไปเสียทั้งหมด เขาเรียนจบปริญญาโททางด้านวิศวะฯ เจ้าสัวชวัลเคยถามอยู่บ้างว่าอยากเรียนต่อปริญญาเอกหรือไม่ แต่เขาขอหยุดพักเรื่องเรียนไว้ก่อน ไม่ใช่เพราะขี้เกียจแต่เขาอยากพักเรื่องเครียดไว้สักเรื่อง เพราะแค่เรื่องสลิลคนเดียวก็สูบพลังเขาไปเกือบทั้งหมดแล้ว 

เขาจำชีวิตตัวเองก่อนมาเจอเจ้าสัวชวัลไม่ได้แล้ว เพราะความทรงจำมันถูกสร้างขึ้นมาจากที่นี่ทั้งหมด เจ้าสัวชวัลดีกับเขามากแต่เข้มงวดกับเขามากเช่นกัน ที่พักพิงที่แยกออกมาจากคนอื่น การศึกษาที่ดี เงินเดือนที่ถูกโอนเข้าบัญชีในแต่ละเดือนราว 6 หลัก ในสายตาคนนอกเขาคงเป็นเด็กกำพร้าที่โชคดีที่สุดในโลก หากแต่เมื่อมองให้ลึกลงไปแล้ว เขากลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เพราะการที่ต้องเป็นคนที่แบกรับความคาดหวังของเจ้าสัวชวัลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

ในตอนแรกหลังเรียนปริญญาตรีจบเขาคิดว่าจะไปหางานทำและหาที่อยู่ที่เป็นของตัวเอง แต่เจ้าสัวชวัลกลับให้เขาเรียนต่อปริญญาโททันที จนกระทั่งเรียนจบก็ให้เขาทำงานเป็นผู้ติดตาม เรียกได้ว่าวางแผนทางเดินให้เขาไว้เรียบร้อยแล้วโดยที่เขาไม่มีข้อแม้ใด ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความคิดของตัวเอง แต่เพราะสิ่งที่ท่านให้มามันก็ถือเป็นสิ่งดี ไม่ได้ลำบากหรือทำให้ชีวิตเขาต้องเจออุปสรรคใดๆ เขาจึงยินยอมทำตามทุกอย่าง 

คีปเริ่มทำงานเป็นผู้ติดตามได้ราว 3 ปี เริ่มจากรับคำสั่งจากเปาผู้ที่เป็นหัวหน้าผู้ติดตามก่อน จากนั้นก็เริ่มไปรับไปส่งนลัทที่มหา’ ลัย ซึ่งหญิงสาวกำลังเรียนอยู่ในชั้นปริญญาโท และทำงานในบริษัทของพ่อตัวเองด้วย เขาจึงได้ตามนลัทไปเกือบทุกที่ ความสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กทำให้เขาสองคนเหมือนพี่น้องคลานตามกันมา ขนาดที่คุณภัทรายังเอ่ยปากด้วยตัวเองว่าถ้าไม่ใช่ว่าเขาหน้าออกฝรั่ง คนคงคิดว่าเขาคือลูกชายอีกคนของเธอแน่ๆ 

นลัทเป็นผู้หญิงที่สวยสดใสเสมอ และชอบที่จะออกโรงปกป้องเขาประจำเมื่อเขาโดนตำหนิในเรื่องการทำงานพลาด โดยให้เหตุผลว่าเพราะเขาคือพี่ชายอีกคนของเธอเหมือนกัน จนตอนนี้ขนาดเรียนต่อปริญญาเอกก็ยังทำตัวเหมือนเดิม ยังขี้อ้อน ขี้เล่น และน่ารักเหมือนตอนวัยเด็กไม่มีผิด 

ก๊อกๆๆ 

“พี่คีปคะ” 

เสียงที่ประตูพร้อมกับร่างหญิงสาวในชุดอยู่บ้านสบายๆ และรอยยิ้มหวานเรียกความสนใจของคีปให้หันไปมอง เมื่อคิดถึงใครคนนั้นก็ปรากฏกายให้เห็น ช่างมาถูกเวลาเสียจริง 

“ว่าไงเทรย์ โบ เคิร์ต” นลัททักทายเจ้าตูบสามตัวที่กรูกันเข้าไปดมมือของเธอ เสียงเห่าไม่มีสักนิดเพราะคุ้นเคยกันดี 

“คุณลัทมีอะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ” คีปถามด้วยท่าทางสุภาพ 

และนี่คือข้อแตกต่างระหว่างคีปกับลูกบ้านนี้ เพราะต่อให้เขาเป็นเด็กกำพร้าที่โชคดีที่สุดในโลกอย่างไร หรือสนิทกับสองพี่น้องนี้ในตอนเด็กแค่ไหน ท้ายสุดเขาก็เป็นแค่คนที่ถูกเก็บมาเลี้ยงอยู่ดี ต่อให้เวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี เขาก็ยังคงเป็นแค่คีปเปอร์เท่านั้น 

“วันนี้เรียนเสร็จเร็วลัทเลยไปเรียนทำขนมมาค่ะ ลัทเอามาฝากพี่คีปด้วย” กล่องพลาสติกใส่คุกกี้บราวนี่สีน้ำตาลเข้มชิ้นใหญ่อยู่หลายชิ้นถูกยื่นมาตรงหน้า คีปรับมาแล้วค้อมหัวลงเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ 

“ขอบคุณครับ” 

“ทำไมพี่คีปชอบเป็นแบบนี้ทุกที ลัทเบื่อจะพูดแล้วนะคะ” หญิงสาวเอ็ดเข้าให้เมื่อคีปรับขนมไปแล้ว 

“ครับ?” 

“เลิกสุภาพกับลัทสักที เราเป็นพี่น้องกันนะคะ” 

“คุณลัทครับ” คีปเรียกอีกฝ่ายเสียงอ่อน 

พวกเขาพูดเรื่องนี้กันหลายครั้งมากๆ แล้ว แต่ท้ายสุดมันก็จบตรงที่เขาเลือกที่จะทำตามหน้าที่ของตัวเอง เพราะยิ่งโตอะไรๆ มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น สถานะของเขากับนลัทมันค่อยๆ แจ่มชัดว่าพวกเราจะไปสนิทสนมกันเช่นวันวานไม่ได้แล้ว 

“ก็พี่คีปชอบทำตัวแบบนี้ ยิ่งโตลัทยิ่งรู้สึกว่าเราห่างกันทั้งที่เมื่อก่อนยังเล่นด้วยกันอยู่เลย พี่สลิลนั่นก็อีกคน เมื่อกี๊ขึ้นไปเคาะที่ห้องก็ไม่ตอบ เก็บตัวเงียบไม่สนใจใครเลย ชอบสร้างโลกส่วนตัวอยู่เรื่อย ลัทเซ็ง” หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปดถึงพี่ชายตัวเอง ใบหน้าหวานสวยน่ารักบึ้งตึงเล็กน้อยก่อนจะกลับมายิ้มกว้างเมื่อคิดอะไรได้ 

“พี่คีปลองชิมบราวนี่คุกกี้ของลัทเลยสิคะ ลัทอยากรู้ว่าเป็นยังไง อันนี้ที่ลัททำเป็นสูตรหวานน้อย พี่คีปกินแล้วน้ำตาลไม่พุ่งปรี๊ดแน่นอน” 

คีปอมยิ้มกับการรู้ใจของหญิงสาวที่รู้ว่าเขาไม่ชอบทานของหวานสักเท่าไหร่นัก มือใหญ่เปิดฝาพลาสติกออกแล้วหยิบคุกกี้มากัดกินไปหนึ่งชิ้น รสชาติความขมของมันมีความหวานมาตัดเพียงเล็กน้อยแต่กลมกล่อม 

“อร่อยครับ” 

“เย้! ลัทว่าถ้าเรียนจบจะลองเปิด IG ขายขนมแล้วค่ะ เปิดรับเป็นออเดอร์ไป เพราะถ้าให้เรียนอย่างเดียวลัทเครียดตายแน่เลย” เธอเรียนต่อทางด้านบริหารธุรกิจ ปวดหัวกับเรื่องเรียนและเรื่องงานด้วยจนต้องหากิจกรรมเสริมทำเพื่อคลายเครียด มาลงตัวที่การทำขนมจนคิดจริงจังอยากเปิดร้านออนไลน์ ให้แม่บ้านในบ้านเป็นลูกมือช่วยอีกแรงก็น่าจะพอ 

คีปลูบหัวของหญิงสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ตอนนี้ไม่มีใครเห็น คงเป็นโอกาสเดียวที่มีไม่กี่วินาทีที่เขาจะหลุดจากมาดผู้ติดตามมาเป็นพี่ชายให้กับน้องสาวคนนี้ได้ 

“ขอให้ขายดีนะ” คำอวยพรเสียงทุ้มนุ่มจากชายหนุ่มทำนลัทยิ้มกว้างจนตาหยี 

“ลัท!” เสียงตะโกนเรียกหญิงสาวดังแหวกอากาศมาทำนลัทสะดุ้ง คีปละมือออกจากหัวคนตัวเล็กก่อนจะเดินออกไปหน้าบ้านเห็นพี่ชายของนลัทยืนหน้าถมึงทึงอยู่ 

“มาทำอะไรที่นี่ ทำไมยังไม่ขึ้นบ้านอีก” 

สลิลถามน้องสาวเสียงเข้ม ฉากลูบหัวด้วยสายตาอ่อนโยนเมื่อครู่ทำเขาหมั่นไส้คีปจนอยากต่อยสักหมัด กล้าดียังไงมาแตะตัวน้องสาวเขาแบบนั้นในที่ลับตาคน นี่ถ้าไม่ใช่ว่าจันบอกว่านลัทปหาที่ห้องแต่เขาไม่ตอบจนเจ้าตัวงอนเขาก็คงไม่ต้องเดินหาไปทั่วแบบนี้หรอก ยังดีที่คนในบ้านบอกว่าเห็นนลัทเดินผ่านมาทางนี้เขาเลยเดินตามมา นี่ถ้าเกิดเขามาช้าไม่รู้น้องสาวเขาจะเสียหายอะไรหรือไม่ 

“ลัทเอาขนมมาให้พี่คีป” 

“เอามาให้ตอนเช้าไม่ได้รึไง นี่สองทุ่มเข้าไปแล้วมากวนคนอื่นได้ยังไง” 

“คนอื่นที่ไหน นี่พี่คีปนะ แล้วนี่พี่สลิลจะโมโหอะไร ทะเลาะกับพี่เจมส์มาเหรอถึงได้ฟาดงวงฟาดงาไปทั่วแบบนี้” น้องสาวตอกกลับอย่างไม่รู้ความจริงก่อนหน้านี้ทำเอาพี่ชายเดือดไม่น้อย คีปจึงต้องกลายเป็นกรรมการห้ามมวยเสียก่อนที่สองพี่น้องจะเขม่นกันไปมากกว่านี้ 

“คุณลัทกลับไปพักผ่อนได้แล้วครับ เปรมบอกผมว่าพรุ่งนี้ต้องพาคุณลัทเข้าบริษัทแต่เช้า” 

“ใช่ค่ะ งั้นเดี๋ยววันหลังถ้ามีขนมใหม่ๆ ลัทจะเอามาให้ชิมอีก ลัทไปก่อนนะคะพี่คีป ฝันดีค่ะ” นลัทบอกลาก่อนจะเดินออกจากบ้านคีปไป ไม่ลืมแลบลิ้นใส่พี่ชายตัวเองที่อุตส่าห์เดินมาตามถึงที่นี่ 

“นายห้ามทำตัวตีสนิทกับลัทอีก เมื่อก่อนกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน ลัทโตแล้วไม่ใช่เด็กน้อยที่วิ่งตามนายต้อยๆ อีกแล้ว คนอื่นเขาจะมองน้องสาวฉันไม่ดี” สลิลพูดเสียงเรียบเมื่อลับหลังน้องสาวไปแล้ว การที่นลัทยังทำตัวสนิทสนมกับคีปไม่ต่างจากเมื่อก่อนอาจทำให้คนอื่นในบ้านที่ไม่ได้โตมากับพวกเขาเข้าใจผิดได้ และพ่อกับแม่เขาก็คงไม่ปลื้มแน่ๆ ถ้ามีใครพูดถึงลูกสาวในทางไม่ดี 

“ครับ” 

“อย่าทำให้ลัทเสื่อมเสียชื่อเสียงนะคีป” สายตาจริงจังของสลิลสบกับดวงตาสีเฮเซลสื่อว่าเขานี่คือการเตือนครั้งที่หนึ่ง 

“ครับ” 

“แล้วเจ้าพวกนั้นน่ะ ตอนกลางคืนก็อย่าปล่อยให้มันเห่านัก หนวกหู” สลิลบุ้บใบ้ไปทางสุนัขทั้งสามตัวที่นอนอยู่ในบ้านของคีป คาดว่าคืนนี้เจ้าตัวก็คงปล่อยให้สัตว์สี่ขานอนในบ้าน ไม่ใช่กรงอย่างที่แล้วมา 

“ครับ” คีปรับคำเสียงเรียบนิ่งอีกครั้ง สลิลมองหน้าคนที่ยืนมองหน้าเขาและกำลังรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ คีปรอจนแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรจะพูดเขาจึงเดินเข้าไปใกล้คนที่ทำตัวเป็นพี่ชายหวงน้องสาว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนที่ตัวเองไปอยู่ต่างประเทศไม่มีหรอกที่จะหวงน้องแบบนี้ 

“คุณลัทกลับไปนานแล้ว ส่วนคุณ...ถ้าพูดจบแล้วก็กลับได้แล้วครับ เดี๋ยวมีคนอื่นมาเห็นแล้วคุณจะเสื่อมเสียชื่อเสียง” ไม่เพียงแค่คำพูดเท่านั้นที่ทำเอาสลิลกำหมัดแน่น แต่เพราะหน้าตาที่อีกฝ่ายแสดงออกมาว่าไม่ได้เกรงกลัวเขาแม้แต่น้อยทำให้สลิลถึงกับตวาดออกไป 

“ไอ้คีป!” 

“อย่าเรียกผมว่าไอ้ ถ้าจะเรียกชื่อก็เรียกดีๆ ทำตัวให้น่ารักเหมือนตอนเด็กหน่อยก็ดีนะ เพราะมันดูน่ารักกว่าตอนนี้เยอะเลย” คีปพูดแค่นั้นก็ดึงบานประตูกระจกมาปิดล็อกเป็นการตัดจบบทสนทนาและไล่กลายๆ สลิลจึงเตะโครมเข้าให้ที่ประตู ยังดีที่กระจกไม่แตกแต่หลังเท้าก็เจ็บไม่น้อย คีปยืนมองคนที่ระบายความโกรธเขาด้วยการทำร้ายตัวเองแล้วยกยิ้มมุมปาก 

 

 

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป 

ขอโทษที่หายไปนานนะคะ และขอบคุณทุกความเห็นค่ะ 

ความคิดเห็น