(END) จำได้ว่ารัก (yaoi)
ตอนที่ 1 จุดเปลี่ยนชีวิต
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

ตอนที่ 1 จุดเปลี่ยนชีวิต

 

ตอนที่ 1

จุดเปลี่ยนชีวิต

ชีวิตวัยรุ่น มันจะมีสักกี่อย่างกันครับที่ทำให้มีความสุข นอกจากครอบครัว ความรักในวัยเรียน แต่สำหรับผม ต้องการแค่ครอบครัวและการได้อยู่กับเพื่อน ๆ ที่รู้ใจก็คือความสุขของผมแล้ว เรื่องความรักผมไม่เคยไขว่คว้า และดูเหมือนจะปิดโอกาสสำหรับคนที่เข้ามาด้วยซ้ำ

"คืนนี้ ชนแก้วหน่อยมั้ยวะพวกมึง" เพื่อนคนหนึ่งของผมที่ชื่อเก่ง มันเอ่ยชวนทุกคนในกลุ่มขึ้น

"เอาดิ ไม่ได้ไปนานแล้ว กูคิดถึงบรรยากาศจะแย่" เพื่อนอีกคนตอบไป มันคือไอตองครับ เป็นคนที่ช่างใส่ใจเพื่อน ๆ เต็มที่เวลาเพื่อนมีปัญหา ไปไหนไปกันสุด ๆ และดูมีสาระที่สุดในกลุ่มแล้วครับ

"มึงล่ะครับ คุณทาวน์ ว่างไปกับพวกกูมั้ย"

"เออ วันนี้กูว่าง เดี๋ยวไป" ผมเอ่ยตอบเพื่อนสนิท หลังจากที่เรากำลังเดินลงจากตึกหลังเลิกเรียน 

มันถามเหมือนผมดูไม่ค่อยว่างใช่ไหมล่ะครับ แต่จริง ๆ ผมว่างแทบทุกวันน่ะแหละ เพียงแค่ผมติดบ้าน ไม่ค่อยชอบออกไปไหนมากกว่า

"ไอ้เนิร์ด แล้วมึงอ่ะ มึงต้องไปนะเว้ย ถือเป็นการรับขวัญการขึ้นปี 2 ของพวกเราด้วยไง" เก่งพูดขึ้น มันเก่งสมชื่อมันครับ แต่หมายถึงเรื่องพูดนะ มันสามารถพูดได้ทั้งวันจนเพื่อน ๆ รำคาญเลยทีเดียว

"มึงเรียกชื่อกูให้ถูกก่อน กูชื่อบีม" เจ้าของเสียงหย่อนยานพูดติงเพื่อนมัน  

เพื่อนผมคนนี้มันชื่อ บีม ตัวเล็ก ๆ ขาว ๆ แต่เพื่อนในกลุ่มทุกคนชอบเรียกมันว่า เนิร์ด เพราะมันเป็นคนที่ใฝ่เรียน เรียนเก่งที่สุดในห้อง บวกกับแว่นตากลม ๆ หนา ๆ ของมัน การแต่งกายที่ถูกระเบียบทุกวัน การพูดที่เนิบนาบของมัน เพื่อนลงความเห็นกันแล้วว่า มันเหมาะกับชื่อนี้ที่สุด

เราทั้งสี่คนคือกลุ่มเพื่อนที่สนิท ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ไอ้เก่งและไอ้ตองคือเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ประถม ส่วนไอ้บีมหรือที่เรียกกันว่าไอ้เนิร์ด คือเพื่อนที่เพิ่งรู้จักตอนเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็สนิทและเข้ากันได้ดีมากทีเดียว

พวกผมเรียนอยู่คณะบริหารธุรกิจชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยชื่อดังใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง ใคร ๆ ต่างก็มองว่าเด็กบริหารเรียบร้อย อ่อนโยน มีระเบียบวินัย เป็นผู้นำที่ดี ซึ่งถ้ามองโดยรวมมันก็ใช่แหละครับ

แต่กลุ่มพวกผมคงจะแตกต่างสักหน่อย ก็อาจมีเกเรบ้าง เที่ยวเล่นเมากันบ้าง ตามประสานิสัยดิบเถื่อนแบบพวกผู้ชายทั่วไป แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายขนาดนั้น เรื่องการเรียน กลุ่มพวกผมก็ไม่เคยละเลย

ผมมาถึงร้าน "ชนแก้ว" ก่อนเวลานัดกับเพื่อน ๆ สักสิบนาทีได้ เป็นร้านเหล้าชื่อดังแถวมหาวิทยาลัยครับ เมื่อตอนอยู่ปี 1 มาบ่อยจนแทบจะสนิทกับเจ้าของร้านไปแล้ว วันนี้เป็นครั้งแรกที่มาร้านนี้ในสถานะการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะบริหารธุรกิจของพวกผม

"ไงมึง รีบเหรอวะ มาก่อนใครเลย" ไอ้ตอง เป็นคนทักทายผมเมื่อมันเดินมายังโต๊ะประจำของพวกเรา

"เออ กูเป็นคนตรงต่อเวลา" ผมตอบมันไป 

"ไอ้สองคนนั้นมาพอดี" ผมเหลือบสายตาไปมองเพื่อนอีกสองคนที่มันกำลังเดินมา

"ไอ้ห่าเนิร์ด ทำกูเสียลุคหมด แทนที่สาว ๆ จะตกใจในความหล่อกู กลับต้องมาหัวเราะเพราะมีเพื่อนแบบมึงเดินมาข้าง ๆ เนี่ย" ไอ้เก่งพูดอย่างหัวเสียทันทีที่มันทิ้งตัวลงที่เก้าอี้

"กูผิดอะไรอีกกก" คนที่โดนกล่าวถึงถามขึ้นอย่างงง ๆ

"ไอ้เนิร์ด ก็ดูมึงแต่งตัว ดูของที่มึงกิน เดินมากับไอ้เก่ง กูนึกว่าพ่อพาลูกมาเรียนพิเศษ" ผมตอบมันแทนไอเก่ง

ทุกสายตาในโต๊ะต่างมองไปยังไอ้คนตัวเล็ก ที่มันแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีชมพูอ่อน ติดกระดุมถึงคอ ที่กำลังดูดนมช็อกโกแลตกล่องเล็ก ของโปรดมัน 

พวกเรานั่งสังสรรค์และคุยกันเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องปิดเทอมที่ผ่านมา ใครว่าอยู่กับพวกผู้ชายแล้วจะสบายหูครับ ลองมาอยู่กับกลุ่มพวกผมแล้วจะรู้ว่า คุยเก่ง เมาท์เก่งไม่แพ้ใคร โดยเฉพาะไอ้เก่ง ตั้งแต่มามันยังพูดไม่หยุดเลย

"สวัสดีค่ะ จะรังเกียจมั้ยคะ ถ้าจะขอชนแก้วด้วย" สาวสวยสองคน เธอมายืนอยู่ข้าง ๆ ผม พร้อมแก้วในมือคนละใบ ซึ่งไม่ได้สังเกตเหมือนกันว่าพวกเธอเดินมาจากทางไหน

"ยินดีครับผม" ไม่รอช้า ผมรีบยกแก้วขึ้นชน พร้อมกระตุกยิ้มหวาน ๆ ใส่หนึ่งที

"เซียนจริง ๆ เพื่อนกู" ไอ้ตองมันแอบกระซิบแซวข้าง ๆ ผมก็ได้แต่ยิ้มตอบไปเท่านั้น คนมันเสน่ห์แรงก็แบบนี้แหละครับ

"ทำไมดื่มน้ำอัดลมล่ะคะ คอไม่แข็งเหรอ" สาวสวยคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นน้ำในแก้วผม

"เปล่าครับ พอดีต้องขับรถ ไม่อยากดื่ม"

"ปล่อยมันไปเถอะครับสาว ๆ มาชนแก้วกับผมดีกว่า" ไอ้เก่งตัวดี ว่าแล้วมันก็ยกแก้วมาชนกับสองสาว เหมือนรอจังหวะมานาน

"เราชื่อ พั้นช์นะ แล้วก็นี่เพื่อนเรา"

"แจงค่ะ"

"ส่วนผมชื่อเก่งนะคร้าบบบ" ไอ้เก่งอีกแล้วครับ สาวสองคนเธออุตส่าห์หันหน้ามาพูดกับผม แต่ไอ้เก่งตัวดี ดันแย่งผมพูดไปอีก ผมกับไอ้ตองก็ได้แต่หัวเราะกับความเล่นใหญ่ของมัน

"ถามเขาก่อน ว่าเขาอยากรู้จักมึงหรือเปล่า" ไอ้เนิร์ดได้พูดแทนใจผมเรียบร้อย

"ไอ้เนิร์ด วันนี้มึงเล่นกูหลายดอกละน้าา" ไอ้เก่งกัดฟันพูดกับคนตัวเล็กข้าง ๆ มัน 

"อย่าไปถือสาพวกมันนะครับ มันปัญญาอ่อนกันแบบนี้แหละ" ไอ้ตองที่นั่งเงียบมานาน พูดขึ้นบ้าง

"สัดตอง!!!" ไอ้เก่งมันพูดอ้าปากโดยที่ไม่มีเสียงออกมา ซึ่งพวกผมรู้ดีว่ามันพูดว่าอะไร

เรานั่งคุยกันจนรู้ว่าสองสาวนี่เรียนอยู่คณะนิเทศฯ มหาวิทยาลัยเดียวกันกับพวกผม จนสองสาวขอตัวกลับไปที่โต๊ะก่อน 

ผมก็เป็นคนหน้าตาดีคนนึง อันนี้ไม่ได้หลงตัวเองหรอกนะ แต่หลาย ๆ คนเขาพูดมาแบบนี้ และอีกอย่างคือ ผมได้ถูกยกเป็นหนุ่ม cute boy ของเพจดังในมหาวิทยาลัย คนหน้าตาดีที่ถูกลงในเพจมีเยอะแยะครับ แต่มีแค่ไม่กี่คนที่เพจจะถ่ายทำรายการเรียลลิตี้ "ชีวิต 1 วัน กับหนุ่ม cute boy" และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น จึงทำผมเป็นที่รู้จักอยู่บ้าง และมีสาว ๆ เข้าหาผมบ่อย แต่ผมก็แค่คุยเป็นมารยาทเท่านั้น ยังไม่ได้คิดจริงจังกับใคร

"มึงตลอดดด" ไอ้เก่งมันพูดขึ้นกับผม

"อะไรของมึงไอ้เก่ง" ผมถามมันกลับ

"สาวสนใจแต่มึงว่ะ" 

"ทำไงได้ กูหน้าตาดี" ผมตอบมันกลับแบบยิ้มๆ

"กูก็ไม่เห็นมึงจริงจังกับใครสักทีวะ แต่ทำไมสาว ๆ ถึงวิ่งตามมึงจังวะ" ไอ้เก่งมันว่าผม

"พวกมึงสองคนทำตัวให้มันดี ๆ หน่อยไม่ได้รึไง มึงดูไอ้ตองเป็นตัวอย่าง" ไอ้เนิร์ดพูดขึ้นมา

"มึงพูดได้ดี" ไอ้ตองพูดแล้วยื่นมือไปจับกับมือไอ้เนิร์ด เป็นเชิงขอบคุณ

"ตัวอย่างแบบนี้กูไม่เอาหรอก ผู้หญิงเล่นด้วย มันก็ไม่เล่น กูขอเป็นคาสโนว่าแบบนี้ดีกว่า ใช่มั้ยเพื่อน" ไอ้เก่งมันหันมาว่ากับผม

"เดี๋ยวเวรกรรมจะตามพวกมึง โดยเฉพาะไอ้ทาวน์ เดี๋ยววันนึงมึงจะต้องวิ่งตามคนอื่น แบบที่คนอื่นวิ่งตามมึง" ไอ้เนิร์ดมันเข้าสู่ช่วงอบรมสั่งสอนแล้วครับ

"ครับ ๆ คุณเนิร์ด กูรูทุกด้านจริง ๆ ครับ" ไอ้เก่งหันไปบอกเพื่อนมัน

.

.

.

"ไอ้เนิร์ด มึงไปส่งกูด้วยนะ กูมาวววว" พวกเราพากันเดินออกจากร้าน พร้อมไอ้เก่งที่เริ่มเมาไม่รู้เรื่อง

"กูตอง! ไอ้เนิร์ดอยู่นู่น"

"ทางนี้ ๆ" ไอ้เนิร์ดว่าแล้วดึงแขนคนเมาจากคอเพื่อนมาหาตัวเอง

"งั้นกูกลับก่อนนะ เนิร์ด มึงดูแลผัวมึงดี ๆ ล่ะ" เสียงไอ้ตองพูดลาส่งท้ายพวกผม

แบบนี้แหละครับ เวลาไอ้เก่งเมา จะเป็นหน้าที่ไอ้เนิร์ดต้องดูแลตลอด มันสองคนค่อนข้างสนิทกัน บางทีก็ชอบเล่นมุ้งมิ้งกันสองคน พวกผมจึงผมแซวมันแบบนี้

"ไม่ช่วยก็รีบกลับไปเถอะไอ้ตอง" ไอ้เนิร์ดหันไปบ่นเพื่อนมัน

"มึงรับภาระหนักหน่อยนะเว้ยน้องเนิร์ดของพี่เก่ง" ผมหันแซวไอ้เพื่อนตัวเล็กอีกครั้ง

"เออ! ก็เป็นกูตลอด" 

ผมเดินแยกมายังรถเก๋งคันสีขาวของผมที่จอดอยู่อีกฝั่ง วันนี้ดื่มแต่น้ำอัดลมครับ ขับกลับบ้านได้อย่างสบาย

ระยะทางของร้านเหล้ากับบ้านผมไม่ได้ไกลกันมาก ยิ่งช่วงกลางดึกแบบนี้ แทบไม่มีรถวิ่ง ใช้เวลาขับสักประมาณ 20 นาทีได้

ผมขับรถไปเรื่อย ๆ บนถนนใหญ่ กลางดึกแบบนี้ก็จะมีรถบรรทุกวิ่งมากพอสมควร บวกกับเป็นถนนเส้นหลักที่เชื่อมไปจังหวัดอื่น ๆ ได้ด้วย

แสงไฟจากรถบรรทุกคันใหญ่ที่กำลังวิ่งสวนมา เริ่มสาดส่องเข้ามาที่ตาผมทีละนิด ๆ จนเริ่มแยงเข้าตา ทิศทางของรถบรรทุกคันนั้น ก็เหมือนจะเบี่ยงตรงมาที่รถของผมมากขึ้น ๆ จนกระทั่ง...

 

ปี๊นนนนนนน!!!!!!!

 

ผมกดแตรรถลากยาวออกไป ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก รถบรรทุกคันนั้นกำลังเสียหลักและข้ามมายังเลนของรถผม สมองสั่งการให้ผมหักพวงมาลัยหลบจนสุดความสามารถ แต่...

 

เอี๊ยดดดดด!!!!!

 

โครมมมมม!!!!!

 

ความรู้สึกที่ชาไปทั้งตัว มันมาพร้อมกับเสียงนั่น...

 

เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน ความรู้สึกสุดท้ายคือ ดวงตาผมค่อย ๆ พร่ามัว ภาพที่อยู่ตรงหน้าเลือนลานลงจนแทบจะไม่เห็นว่าเป็นสิ่งใด และดวงตาได้ปิดลงไปอย่างช้า ๆ จนกระทั่งไม่มีความรู้สึกใด ๆ อีกเลย

 

------------ เสียงของความว่างเปล่า ------------

 

ไม่รู้เลยว่า เวลาผ่านไปนานแค่ไหน?

 

ร่างกายที่ค่อย ๆ ขยับได้ทีละนิด สมองที่กำลังจะถูกสั่งการอีกครั้ง 

ดวงตาผมค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างช้า ๆ ด้วยความยากลำบาก เพดานสีขาวกับหลอดไฟดวงยาวที่ดูไม่คุ้นตา แขนและมือที่ค่อนข้างชาจนแทบจะไร้ความรู้สึก ถูกขยับเบา ๆ มาสัมผัสที่บริเวณหัวของตัวเองที่มีความรู้สึกหน่วง ๆ เหมือนกำลังถูกกดรัดจากบางสิ่ง 

ดวงตาที่เบิกโพลงได้จนสุดสายตา เริ่มมองสำรวจสิ่งรอบข้าง ผมกำลังนอนอยู่บนเตียงขนาดเล็ก ด้วยชุดบาง ๆ สีฟ้าอ่อน หัวเตียงมีเครื่องอะไรสักอย่าง ที่กำลังแสดงถึงอัตราการเต้นของหัวใจ หลังมือมีสายระโยงระยางห้อยอยู่จากเสาฝั่งหัวเตียง นี่มันคือ บรรยากาศในห้องผู้ป่วยแน่นอน 

"แกร็ก" เสียงประตูห้องถูกเปิดเข้ามา

"ทาวน์ ทาวน์ลูกฟื้นแล้ว คุณคะ ลูกฟื้นแล้ว"

"ทาวน์ เป็นไงบ้างลูก"

ผู้หญิงและผู้ชายวัยกลางคนที่เปิดประตูเข้ามา พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูดีใจ และรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาที่เตียงของผม

"เป็นยังไงลูก เจ็บตรงไหนมั้ย" มือสวยกุมมาที่มือผมอย่างแผ่วเบา สายตาที่แสดงออกถึงความห่วงใยจนผมสัมผัสได้ 

แต่...

ผม...ไม่รู้จะควรจะรู้สึกอย่างไรดี มันเป็นความรู้สึกแปลก ๆ 

"ลูกคงยังไม่ค่อยมีแรงน่ะคุณ" ผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หันมาพูดกับผู้หญิงอย่างอ่อนโยน

"พวกคุณ...คะ คือ..." ผมเอ่ยคำแรกออกไป เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในหัวผมตอนนี้มีแต่ความว่างเปล่าเต็มไปหมด

ผู้หญิงและผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าผม หันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าที่ดูตกใจไม่ใช่น้อย

"ทาวน์ จะ...จำแม่ได้มั้ยลูก" เสียงสั่นเครือพูดขึ้นพร้อมกับมือนุ่มที่กำลังประคองใบหน้าของผม

"ผะ ผม ขอโทษครับ ผมจำอะไรไม่ได้" นี่แหละครับ มันคือความว่างเปล่าที่ผมได้บอกไป 

ผมไม่คุ้นหน้าตาของผู้ใหญ่ทั้งสองท่านนี้ ผมไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่ทำให้ผมมาอยู่ที่นี่ได้ และที่สำคัญ ผมไม่รู้ว่า ผม...คือใคร?

"นี่พ่อเอง จำพ่อได้มั้ย" มือใหญ่เอื้อมมาแตะที่แขนผมพร้อมกับเอ่ยคำถามแบบมีความหวัง

"ผมจำไม่ได้จริง ๆ ครับ" 

"ไม่เป็นไรนะลูก" ดวงตาแดงกร่ำมีน้ำใส ๆ ไหลอาบแก้มเบา ๆ พูดขึ้นพร้อมกับมือสวยที่ลูบหัวผมอย่างอ่อนโยน

ผมต้องรู้สึกอย่างไร สมองที่ว่างเปล่าของผม กลับมีหลายสิ่งมากมายมาเข้ามาแทนที่ ความสงสารสองคนตรงหน้าผม ความสับสนของตัวผมเองในตอนนี้ ว่าผมคือใคร ทำไมถึงจำเหตุการณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ได้เลย

"แกร็ก" เสียงประตูถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง

ผู้ชายสามคน น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับตัวผมเอง กำลังเดินเข้ามา

"สวัสดีครับ" ทั้งสามคนยกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองที่เขาบอกว่าเป็นพ่อกับแม่ผม

"มาพอดีเลยลูก" คนที่บอกว่าเป็นแม่ผม เดินเข้าไปทักทาย มีการพูดคุยอะไรกันสักอย่างด้วยน้ำเสียงที่เบาลงอย่างมาก จนผมไม่ได้ยินเสียงนั้น

"คุยกันไปก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่กับพ่อขอไปคุยกับคุณหมอหน่อย" เสียงหวานหันมาพูดกับผมก่อนจะเดินออกจากห้องไป เหลือเพียงแค่ผมกับผู้ชายสามคนนี้ที่เพิ่งเข้ามา

"ไอ้ทาวน์ มึง...เป็นไงบ้างวะ" เสียงคนหนึ่งเอ่ยทักผมขึ้นก่อน ทาวน์ คงเป็นชื่อของผมสินะ

ผมมองหน้าทั้งสามคนอย่างพิจารณาดีแล้ว แต่ผมก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าพวกเขาเป็นใคร เกี่ยวข้องกับผมอย่างไร

"นี่มึงจำพวกกูไม่ได้จริง ๆ เหรอวะ" เสียงคนตัวเล็กที่สุดพูดขึ้นบ้างพร้อมใบหน้าที่ดูเศร้า ผิดหวัง

ผมส่ายหัวเบา ๆ แทนคำตอบ เป็นช่วงเวลาที่ผมลำบากใจสิ้นดี การจำใครไม่ได้เลย มันทำให้ผมอึดอัดใจได้มากขนาดนี้

"มึงอย่างเพิ่งกังวลนะเว้ย มึงค่อย ๆ คิด เอางี้นะ พวกกูสามคนเป็นเพื่อนสนิทมึงเอง" คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูผ่อนคลายลง คงจะไม่อยากให้บรรยากาศรอบข้างตึงเครียด

"กูเก่งไง ที่มึงชอบด่าว่ากูพูดมากอ่ะ ที่กูชอบให้มึงช่วยจีบสาวแจ่ม ๆ ให้ เป็นไง มึงคุ้นมั้ย?" น้ำเสียงที่เป็นกันเอง ผมเชื่อแล้วแหละครับว่าพวกเขาคือเพื่อนผม 

แต่...

ผมก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี

"อ่ะ นี่ไอ้ตอง ไอ้นี่มันเป็นคนมีสาระ เวลามึงมีเรื่องไรมึงก็ชอบปรึกษามัน แล้วไม่เล่าให้กูฟัง เป็นไง จำได้ป่ะ" คนชื่อเก่งคนเดิมพูดขึ้นถึงเพื่อนอีกคนให้คนฟัง

ก็ยังคงเหมือนเดิมครับ ผมจำไม่ได้...

"ไม่เป็นไรมึง ไอ้นี่ คนสุดท้าย มันชื่อไอ้เนิร์ด"

"เดี๋ยววว กูชื่อบีม" คนชื่อเก่งถูกคนตัวเล็กพูดขัดขึ้น ส่วนผมก็ยังคงตั้งใจฟัง

"เออ นั่นแหละ เอาใหม่นะ ไอ้ทาวน์มึงฟังดี ๆ ไอ้นี่ ชื่อบีม แต่พวกเราชอบเรียกมันว่า เนิร์ด ที่พวกเราชอบลอกการบ้านมันอ่ะ ที่มึงชอบล้อว่ามันเป็นเมียกู มึงพอจำได้ป่ะ" สายตาทั้งสามคู่ที่จ้องมาที่ผมเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ผมก็ต้องทำให้พวกเขาผิดหวัง

"ขอโทษนะ ผมจำพวกนายไม่ได้"

ใบหน้าที่คาดหวังในตอนแรกกลับเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่สิ้นหวังแทน

"เออ ไม่เป็นไรมึง อย่าเพิ่งคิดเยอะ เดี๋ยวจะปวดหัวเอา มึงเพิ่งฟื้นนี่" คนชื่อตองเป็นคนพูดขึ้น

"เออ ใช่ วันนี้มึงจำพวกกูไม่ได้ เดี๋ยววันหน้ามึงก็จำพวกกูได้เอง หรือต่อให้มึงจะจำพวกกูไม่ได้เลย พวกกูก็จะทำความรู้จักกับมึงใหม่ โอเคป่ะ"

"มึงพูดน้อย ๆ หน่อยไอ้เก่ง ไอ้ทาวน์มันเพิ่งฟื้นนะเว้ย" คนตัวเล็กหันไปปรามเพื่อน

"ไม่เป็นไร ๆ พวกนายตามสบายเหอะ" ผมตอบไปยิ้ม ๆ

"มึง ปวดหัวบ้างมั้ยวะ" เก่งเป็นคนถามผมขึ้น

"ก็ ไม่นะ แค่หนัก ๆ หัวนิดหน่อย" ผมตอบไปความที่รู้สึก

"ทำไม มึงเป็นหมอเหรอไง"

"เอ้า ไอ้ตอง มึงไม่เคยดูละครเหรอไง เวลาคนความจำเสื่อม ถ้าเขาคิดอะไร เขาจะปวดหัวแบบหัวจะระเบิดเลยนะเว้ย"

"มึงก็อินละครมากไปมั้ง หัดอ่านหนังสือเยอะ ๆ แบบกูบ้าง"

"กูไม่ใช่เด็กเรียนแบบมึงนี่ไอ้เนิร์ด"

"พวกนาย เล่าให้เราฟังหน่อยได้มั้ย ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราถึงมานอนโรงพยาบาลได้ มันคงหนักมากเลยใช่ป่ะ เราถึงเป็นขนาดนี้" 

"ได้เหรอวะมึง มันจะกระทบอะไรกับสมองมึงมั้ยอ่ะ กูว่ารอคุยกับหมอก่อนดีป่ะ"

"เออ ครั้งนี้กูเห็นด้วยกับไอ้เก่ง"

"กูก็ว่างั้นแหละมึง ใจเย็น ๆ เดี๋ยวพวกกูจะเล่าให้มึงฟังทุกอย่างเอง"

ผมก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับพวกเพื่อน พวกเขาคงจะเป็นห่วงผมแหละครับ

"แกร็ก" เสียงเปิดประตูที่คุ้นเคย คุณหมอผู้ชายดูภูมิฐานเดินเข้ามากับพยาบาลและ ชายหญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อกับแม่ผมเดินเข้ามา

"เดี๋ยวหมอขอเช็คร่างกายหน่อยนะครับ" คุณหมอว่าแล้วก็จับเครื่องมือคู่กายใส่หูทั้งสองข้าง ฟังเสียงหัวใจผม ขยับซ้ายขวาไปมา ขยับลงไปที่หน้าท้องผมบ้าง 

"ปวดหัวบ้างมั้ยครับ"

"ไม่ครับ"

"แบบนี้ล่ะครับ เจ็บมั้ย" คุณหมอว่าพร้อมค่อย ๆ กดลงที่หัวผม

"นิดหน่อยครับ"

"อาการภายนอกใกล้จะเป็นปกติ 100% แล้วนะครับ ผลการสแกนสมองของเมื่อวาน ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ส่วนเรื่องความทรงจำที่หายไป อาจเป็นเพราะคนไข้ได้รับการกระทบกระเทือน หรือเกิดอาการช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เดี๋ยวยังไงหมอจะขอตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองอีกรอบนะครับ เดี๋ยวจะมีพยาบาลมาพาไป ถ้าอย่างงั้น หมอขอตัวก่อนนะครับ"

"ขอบคุณครับ/ค่ะคุณหมอ"

"ไม่เป็นไรนะลูก ผ่อนคลายนะ เดี๋ยวก็หาย"

"ครับ... แม่" ผมตอบคนเป็นแม่ออกไป ถึงผมจะจำเขาไม่ได้ แต่เขาก็บอกผมว่าเขาคือ แม่ ที่คอยห่วงใยผม

"มันหนักว่ะ ถึงขนาดที่จำพ่อแม่ตัวเองไม่ได้เลย" คนชื่อเก่งมันพึมพำคนเดียว แต่คงจะเสียงดังไปหน่อยจนทุกคนได้ยิน

"เชี่ยเก่ง" ตองที่ยืนข้าง ๆ แอบสะกิดและดุเบา ๆ ที่เก่งพูดออกมาแบบนั้น

"กูขอโทษ กู..."

"ไม่เป็นไร ๆ อย่าคิดมาก" ผมตอบออกไป

"แล้วนี่มึงจำอะไรได้บ้างวะ"

"ไอ้ตอง ถามโง่ ๆ คนความจำเสื่อม จะจำอะไรได้วะ" เก่งหันไปดุเพื่อนกลับคืน

"ตุลย์" ผมตอบเพียงสั้น ๆ หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่ง

"......."

??????

"ตุลย์?" 

"ตุลย์ ไหนลูก เพื่อนเหรอ"

"มึงมีเพื่อนชื่อตุลย์ด้วยเหรอวะ"

"ผมนึกออกแล้ว ผมจำตุลย์ได้ แล้วตุลย์ได้มาเยี่ยมผมบ้างมั้ยครับ" ผมถามทุกคนออกไป

ทั้งฝั่งพ่อแม่ และเพื่อนต่างมองหน้ากันอย่างงง ๆ กับสิ่งที่ผมพูดขึ้น

"ทุกคน...ไม่รู้จักตุลย์เหรอครับ"

ทุกคนมีเพียงความเงียบด้วยสีหน้าที่งงงวยและการส่ายหน้าตอบผมเท่านั้น

 

 

 

 

ตอนแรกทาวน์ก็ความจำเสื่อมซะแล้ว จำไม่ได้แม้กระทั่งพ่อแม่และเพื่อนสนิท แต่ เอ๊ะ!! ตุลย์คือใคร? ใครคือตุลย์? ทำไมถึงเป็นคนเดียวที่ทาวน์จำได้ล่ะ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น