email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาสิกา เรืองฤทธิไกร....ใครหว่า ? ( มาแล้ว มาแล้วววว 100% )

ชื่อตอน : ภาสิกา เรืองฤทธิไกร....ใครหว่า ? ( มาแล้ว มาแล้วววว 100% )

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 68

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.พ. 2564 14:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาสิกา เรืองฤทธิไกร....ใครหว่า ? ( มาแล้ว มาแล้วววว 100% )
แบบอักษร

บทที่ 3 

รถยี่ห้อ BMW สีขาวมุก วิ่งไปบนถนนลาดยางตัดใหม่ ไปจอดที่ห้างสรรพสินค้าหรูแห่งหนึ่ง เจ้าของรถยื่นมือออกมารับบัตรจอดรถ  

               รถคันนั้นขับไปยังลานจอดรถซึ่งอยู่ด้านใน ขับวนหาที่จอดรถอยู่พักหนึ่ง  

               เจ้าของรถเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผิวขาวจัด แต่เนียน ไร้สิว ไร้ฝ้า ผมยาวจรดกลางหลังทำสีเป็นสีน้ำตาลคาราเมลดัดลอนใหญ่เหมือนตุ๊กตาบาร์บี้แสนสวย แต่งหน้าโทนน้ำตาลสมัยนิยม แต่งชุดเดรสเสื้อเกาะอกกับกางเกงขาบานเย็บติดกัน  

               ส้นเข็มสี่นิ้วเดินจากลานจอดรถ ตรงไปยังประตูห้างสรรพสินค้า มียามผู้รักษาความปลอดภัยเปิดประตูให้  

               ทุกสายจับจ้องไปยังเรือนร่างขาวผ่องเหมือนต้องมนต์สะกด แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ใส่ใจเหมือนว่าชินกับสายตาที่จ้องจนเหมือนจะเคลิ้มแบบนั้นแล้ว และกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างเฉื่อยชา ค่อยๆเดินสำรวจร้านภายในห้างสรรพสินค้า แม้ว่าจะมาเป็นหลายสิบรอบแล้วก็ตาม 

               “สวัสดีค่ะ คุณน้ำหวาน วันนี้มาคนเดียวเหรอคะ ?” พนักงานร้านเครื่องสำอางแบรนด์ต่างประเทศร้องทักอย่างสุภาพแต่ก็เผยให้เห็นถึงความสนิทสนม ด้วยเจ้าตัวนั้นแวะมาซื้อสินค้าที่ร้านบ่อยจนจำหน้าได้ อีกทั้งประวัติการทำงานที่ต้องต้อนรับอย่างดีระดับแขก ‘VIP’ แค่เข้าไปทักทายในระดับทั่วๆไปอาจจะโดนตำหนิ จนถึงขั้นโดนย้ายสถานที่ทำงานก็เป็นไปได้  

“พอดีวันนี้ หวานว่างน่ะค่ะ คุณพ่อไม่ว่างก็เลยต้องมาคนเดียว” เสียงหญิงสาวตอบเรียบๆติดจะไว้ตัวนิดๆ ขณะที่สายตานั้นกวาดมองเครื่องสำอางบนชั้นวางสินค้า ไม่มองแม้หน้าพนักงานคนนั้นสักนิด  

               สีหน้าพนักงานไม่เปลี่ยนจากเดิม แม้จะฟังเหมือนโดนเชือดด้วยคำพูด แต่ก็ยังคงยิ้มแย้มสดใสเหมือนเดิม  

               “วันนี้สนใจสินค้าตัวไหนดีคะ ? มีผลิตภัณฑ์มาใหม่นะคะ...” 

               “หวานอยากได้ลิปแมทตัวที่ออกใหม่น่ะค่ะ ขอลองได้ไหมคะ ?” แม้จะถามแต่ก็ยังไม่มองหน้าพนักงานประจำร้านอยู่ดี  

               “อ๋อ ได้สิคะ เชิญทางนี้เลยค่ะ” พนักงานคนนั้นเอ่ยเชิญชวนอย่างสุภาพ กระตือรือร้นแล้วเดินนำหญิงสาวไปยังบริเวณจัดวางสินค้าที่อยู่ในกลุ่มของลิปสติกด้วยกัน  

               แล้วผายมือไปยัง ‘ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่’ “สนใจเฉดสีไหนสอบถามได้นะคะ จะได้หยิบให้เลยค่ะ” 

               ‘ภาสิกา’ ไม่สนใจเสียงหยิบตัวสินค้าทดลองมาหมุนจนเห็นเนื้อลิปสติก ทดลองเนื้อลิปสติกและสีลงบนข้อมือของเธอเอง ไม่พูดไม่จา แท่งแล้วแท่งเล่า ส่วนพนักงานประจำร้านก็ไม่ปริปากบ่น ยืนรออย่างสงบกับรอยยิ้มที่สุภาพ แม้เจ้าตัวจะย้ายที่ไปลองของตรงนั้น ตรงนี้ ไม่เลือกสินค้าสักที 

“มีแป้งรุ่นไหนแนะนำบ้างไหมคะ”  

               “มีค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ”  

               ประมาณครึ่งชั่วโมง...จึงได้มีลิปสติกสามถึงสี่แท่งกับแป้งตลับ วางรวมกันที่เคาท์เตอร์แคชเชียร์ พนักงานประจำเคาท์เตอร์แจ้งราคาอย่างสุภาพ ส่วนลูกค้าวีไอพีก็เพียงหยิบธนบัตรสีเทาใบหน้าส่งให้พนักงานคนนั้นเงียบๆ และรอรับเงินทอนกับถุงที่บรรจุสินค้าที่ซื้อแล้วแล้วเดินออกจากร้านไป  

               “เอาใจยากชิบหาย” คล้อยหลังพนักงานคนนั้นที่ยิ้มแย้มสดใส กลับเผยสีหน้าเอือมระอา 

               “เฮ้ยๆระวังหน่อย เดี๋ยวก็โดนเด้งไปอยู่สาขาอื่นหรอก” เพื่อนสาวพนักงานด้วยกันกระซิบเตือนเสียงดุๆขณะจัดสินค้าในกล่องจากคลังสินค้า วางลงบนชั้นสินค้า เพื่อทดแทนสินค้าที่ขาดไป 

               “เออ ลืมไป ไม่เอาว่ะ สาขานี้แม่งใกล้บ้าน โบนัสยอดขายก็ดี กูไม่ย้ายไปที่อื่นหรอก” พนักงานคนนั้นพูดอย่างเป็นกันเอง แล้วเดินไปทำงานอย่างภายในร้าน ลืมเรื่องน่าปวดหัวนี้ให้หมด เพราะมันไม่คุ้มค่าแก่การเสี่ยง 

หลังเดินออกจากร้านเครื่องสำอาง ภาสิกาก็เดินเรื่อยๆไป และไปหยุดที่ร้านกระเป๋าแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งใน TOP 10 ที่สาวๆใฝ่ฝันว่าถ้าเป็นไปได้ก็จะต้องมีไว้ในครอบครองสักครั้ง 

               เธอเดินเข้าไปในร้านเงียบๆ พนักงานในร้านเห็นก็รีบออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม 

               “สวัสดีค่ะคุณน้ำหวาน วันนี้สนใจใบไหนดีคะ ?” พนักงานประจำร้านทั้งหนุ่มทั้งสาวต่างพากันเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น  

               “เห็นว่ามีลิมิเตด อิดิชั่น ออกมาใหม่เหรอคะ ? ขอดูหน่อยได้ไหมคะ ?”  

               “อ๋อ ได้ค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ” แล้วเดินนำเจ้าตัวไปยังสินค้าตัวใหม่ 

 

               ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าๆหญิงสาวก็ได้ถุงช้อปปิ้งจากร้านแบรนด์เนมจากต่างประเทศ มาเต็มสองมือ ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง และแวะพักทานอาหารญี่ปุ่นที่ร้านภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นชื่อดังภายในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น 

               “สวัสดีค่ะคุณพ่อ พอดีลูกช้อปปิ้งอยู่น่ะค่ะเลยไม่ได้ยินโทรศัพท์ มีอะไรหรือเปล่าคะ ?” 

               “อ๋อ พ่อพึ่งเคลียร์งานเสร็จเลยจะโทรมาถามว่าอยู่ไหน” 

               “อยู่เซ็นทรัลค่ะ” 

               “อืม จะกลับเมื่อไหร่ล่ะ”  

               “ก็อีกสักพักก็คงกลับค่ะ คุณพ่ออยากได้อะไรไหมคะ ลูกจะซื้อไปให้” แม้จะอาสาตัว แต่เสียงก็จะออกเนือยๆเฉื่อยๆคล้ายไม่เต็มใจเท่าไหร่ 

               “ไม่ต้องหรอก ช้อปให้สนุกเถอะ เดี๋ยวพ่อมีประชุมต่อตอนเย็น พ่อไปก่อนนะ แค่นี้แหละ” แล้วตัดสาย  

               ภาสิกายักไหล่ไม่แยแสแล้วเก็บสมาร์ทโฟนใส่กระเป๋าสะพายข้าง และนั่งกินอาหารญี่ปุ่นที่สั่งมาต่อเงียบๆ 

 

รถยนต์BMWสีขาวมุกขับเลยเข้ามาจอดยังลานหน้าบ้าน สักพักก็มีคนรับใช้วิ่งมาช่วยขนถุงช้อปปิ้งลงจากรถ แล้วขับไปเก็บให้ ส่วนตัวเจ้าของรถเดินเข้าบ้านอย่างเฉิดฉาย 

               บ้านของเธอมันช่างหลังใหญ่...แต่ก็เงียบเหงาดีเหลือเกิน คุณพ่อมักจะออกไปสังสรรค์ข้างนอก เพื่อการสร้างสัมพันธไมตรีกับคู่ค้า คุณแม่ก็มักจะออกไปช้อปปิ้ง ไปเม้ามอยกับเพื่อนๆที่สโมสรบ่อยๆ ส่วนฉัน...มีแค่ฉันกับหมาที่เลี้ยงไว้  

แต่ก็ยังดีนะ ยังมีบัตรเครดิตให้รูดแก้เซ็ง มีเงินหมุนเป็นล้านๆให้เธอผลาญเล่นแก้เหงา 

แต่วันนี้ไฟในบ้านเปิดสว่าง แสดงว่าไม่คุณพ่อก็คุณแม่ต้องอยู่บ้าน  

“วันนี้ไม่ออกไปกินข้าวข้างนอกเหรอคะ ?” ภาสิการ้องถามผู้หญิงวัยกลางคนในชุดนอนผ้าซาตินสีชมพู ที่นั่งดูโทรทัศน์จอแบน 64 นิ้ว ที่โซฟาหนังเทียมสีน้ำตาลคาราเมล ที่ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ 

“ไม่ล่ะ วันนี้เหนื่อย แล้วไปซื้ออะไรมาตั้งเยอะตั้งแยะ กลัวใช้เงินไม่หมดรึไง” 

“ก็ช้อปปิ้งนิดหน่อยค่ะ” ภาสิกาบอกปัดเสียงเหนื่อยๆ “หนูขึ้นบ้านก่อนนะคะ”  

 

เธอมีทุกอย่างที่เพียบพร้อม เงินทอง หน้าตา และหน้าที่การงาน แต่บ้านไม่เคยทำให้เธอรู้สึกอุ่น พ่อกับแม่มักจะชอบออกไปข้างนอก ทิ้งเธอไว้กับคนรับใช้ กับเงินแสน เงินล้าน  

โลกของเธอมันก็มีแค่เธอ หมา กับสื่อโซเชียล ที่ทำให้เธอพอจะรู้สึกว่า ‘ตัวเองมีคนรัก’ ขึ้นมาบ้าง  

พอเข้ามาในห้อง เปิดไฟห้อง ก็เหวี่ยงกระเป๋าสะพายข้างไปที่บนเตียง แล้วก็กระโดดลงไปบนเตียงหนาๆนุ่มๆที่ปูด้วยผ้าปูสีขาวหอมๆด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่ม กับ กลิ่นไอแดด หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดเล่น อย่างแรกคือเปิดหน้าแอพลิเคชั่น ‘อินสตาแกรม’ ก่อน ส่องดูมีใครกดไลค์ คอมเมนท์ ยอดฟอลโล่เท่าไร พอเห็นรูปหัวใจสีแดงๆที่เด้งขึ้นมา กับ ยอดฟอลโล่ พอใจแล้ว ก็ย้ายไปที่ ‘ทวิตเตอร์’ ไล่ดูมีอะไรใหม่ๆบ้าง ทั้งข่าวดารา ซุบซิบนินทา  

มีแค่นี้สำหรับในหนึ่งวัน แล้วถึงค่อยคลานลงจากเตียงไปดูของที่ช้อปปิ้งมาได้ ค่อยๆดูด้วยความมีความสุขกับสินค้าแบรนด์เนมราคาแพงแต่ละอย่าง  

แอบนึกถึง...ใครบางคนขึ้นมา ที่เคยทำตัวเจ้ากี้เจ้าการ สั่งงานว่า จะต้องทำสินค้าให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ และจะไม่ยอมให้ ‘ญาติๆอย่างพวกเธอมาขี่หัวฉัน ฉันสร้างมากับมือ ฉันจะไม่ปล่อยให้ใครมาทำลายด้วยความคิดตื้นๆแบบนั้นเด็ดขาด’  

แล้วไง ? ตอนนี้เธอกับพ่อคุมทั้งบริษัท เงินทุกบาทที่ได้มาก็เป็นของที่บ้านนี้  

ถ้ามันรู้คงแทบกระอักเลือด  

แล้วก็ลืมมันไป...กับอดีตครั้งหลัง หันไปหยิบจับสินค้าที่อยู่ในถุงช้อปปิ้ง และจัดเข้าตู้ชั้นเก็บของสีขาวมุก จากนั้นก็มานั่งลบเครื่องสำอางที่แต่งอย่างประณีต เผยให้เห็นขอบตาหมองคล้ำ กับใบหน้าสด...ที่ผ่านการศัลยกรรมตกแต่งมาจนสวยเฉี่ยวคม  

แต่บางครั้ง...คนเรามันก็ต้องลงทุนอะไรไปบ้าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า ถ้าของเดิมที่มีอยู่มันไม่ดีพอ 

 

ในตอนสี่นาฬิกาของเช้าวันใหม่ นาฬิกาจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนดังที่ข้างหัวเตียง มือเรียวบอบบางเอื้อมมาปิดสะเปะสะปะ ก่อนที่เจ้าของใบหน้าแสนสวยที่ไร้เครื่องสำอางจะเงยหน้าขึ้นมาจากหมอนนุ่มๆใบใหญ่  

               ร่างระหงบอบบางในชุดนอนผ้าซาตินค่อยๆลุกขึ้น เดินงัวเงียหยิบผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ  

               อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงกลับออกมาในสภาพที่ใบหน้าสดชื่น ตามไรผมและใบหน้าเปียกน้ำมาหมาดๆ 

เจ้าหล่อนเดินมานั่งที่โต๊ะเครื่องแป้งสีขาว เปิดไฟที่โต๊ะและเริ่มหยิบกระปุกครีมบำรุงผิว ขึ้นมาบรรจงทาลงบนใบหน้าอย่างนุ่มนวล ไม่รีบร้อน ด้วยเคล็ดลับความสวยของผู้หญิงที่เวลาลงครีมแล้วต้องรอให้แห้งสนิท จึงจะลงครีมบำรุงตัวอื่นๆ 

               ในตอนสุดท้ายจึงลงครีมกันแดด แล้วเริ่มขั้นตอนการแต่งหน้าคือ รองพื้น ของแบรนด์ฝั่งอเมริกา และทาด้วยแปรงจากแบรนด์ฝั่งอเมริกา( อีกเช่นกัน ) ตามด้วยฟองน้ำทรงหยดน้ำซับจนรองพื้นนั้นเนียนสนิทกับผิวหน้า และลงคอนชีลเลอร์ที่ใต้ตา เหนือหัวคิ้ว ตามร่องจมูกและปาก เพื่อกลบรอยดำคล้ำ และตบด้วยฟองน้ำทรงหยดน้ำ จนคอนชีลเลอร์เนียนสนิทกับผิว ไม่เหลือคราบใดๆให้เห็น  

               จบจากการรองพื้นผิวหน้าให้ดูผิวสวยแล้ว ก็มาต่อด้วยอายชาโดว์ ซึ่งรอบนี้เป็นแบรนด์ของฝั่งเอเชีย และใช้แปรงทาอายชาโดว์ค่อยแตะสี ซึ่งวันนี้เลือกโทนสีน้ำตาล ดูอบอุ่น เป็นทางการ...เหมือนกับทุกๆวัน และค่อยๆเกลี่ยจนสีกระจายสม่ำเสมอ จากนั้นจีงกรีดอายไลน์เนอร์เป็นเส้นเล็กๆให้ตาสวยเป็นธรรมชาติ ดัดขนตาให้งอนยาวด้วยที่ดัดขนตาแล้วปัดมาสคราร่าสีดำ โดยพยายามไม่ให้เลอะ และเขียนคิ้วให้เป็นรูปทรงสวยชัดเป๊ะด้วยดินสอเขียนคิ้วสีน้ำตาลเข้มแล้วลงมาสคราร่าสีน้ำตาลเข้มทับอีกชั้น 

               แก้มนั้นใช้แปรงปัดแก้มทาบลัชออนสีโทนสีส้มอมน้ำตาล จบสุดท้ายด้วยปากที่ทาลิปสีส้มอิฐ  

               ต่อจากนั้นคือการทำผมให้เรียบร้อย โดยใช้เครื่องหนีบผม และเครื่องดัดผม ทำผมเป็นลอนใหญ่ แล้วเกล้าผมครึ่งหัวบนให้เรียบร้อย ประดับด้วยกิ๊บติดผมไข่มุกแวววาวสวยๆ 

               ภาสิกามองดูตัวเองในกระจกเงาด้วยความพึงพอใจ จากที่เคยหน้าสด โทรม ตอนนี้กลับมาสวยสดใส สมกับตำแหน่งผู้บริหารของแบรนด์เครื่องสำอางอีกครั้ง และลุกไปเปลี่ยนชุดเป็นชุดเสื้อสูทขาว กางเกงขายาวที่แม่บ้านรีดเตรียมไว้ให้ สวมตุ้มหูไข่มุก แหวนทอง และนาฬิกาสีทอง ให้เข้ากับกิ๊บไข่มุกบนผม สวมรองเท้าส้นเข็มสี่นิ้ว หัวแหลมสีขาว เป็นอันเสร็จสิ้นการแต่งตัวของวันนี้  

               ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงนิดๆแล้ว เธอคงต้องลงไปทานข้าวและเตรียมออกจากบ้านเพื่อเข้าบริษัท จึงหยิบกระเป๋าหรูคู่ใจที่พึ่งซื้อมา แล้วปิดไฟในออก เดินลงไปชั้นล่าง 

               นี่คือชีวิตของ ภาสิกา เรืองฤทธิไกร เจ้าของบริษัทเครื่องสำอางที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยในตอนนี้  

 

“สวัสดีค่ะ คุณน้ำหวาน” ตั้งแต่ผู้รักษาความปลอดภัยและพนักงานทุกคนในบริษัททุกคน ยกมือไหว้ผู้บริหารสาวเมื่อเจ้าตัวเดินเข้ามายังภายในอาคาร  

               “สวัสดีค่ะ ทานข้าวกันแล้วนะคะ” ภาสิกาฉีกยิ้มหวาน ขณะกดลิฟท์รอขึ้นไปชั้นบน  

               “ทานแล้วค่ะ” พนักงานที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ตอบเสียงนอบน้อม 

               “น้ำหวานไปก่อนนะคะ” แล้วก็เดินเฉิดฉายเข้าไปในลิฟท์  

               เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องทำงานจึงใช้บัตรพนักงานแสกนเวลา เพื่อบันทึกเวลาการเข้าทำงาน ซึ่งใครก็ตามที่เป็นพนักงานของที่นี่ (แม้จะเป็นเจ้าของที่นี่ก็ตามที) ต้องลงเวลามาทำงาน เพื่อความเท่าเทียมของทุกคนและเป็นตัวอย่างให้พนักงานเห็นว่า แม้แต่ผู้บริหารก็ไม่ได้มีอภิสิทธิ์พิเศษ ดังนั้น ทุกคนจึงต้องร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้บริษัทเติบโตเจริญก้าวหน้า  

               ภายในห้องทำงานของผู้บริหารจะแยกออกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน เพื่อความเป็นส่วนตัวและเพื่อเป็นการให้พื้นที่ในการคิดงาน  

               ภาสิกาวางกระเป๋าลงบนโต๊ะที่ปูด้วยกระจก แล้วนั่งลงอ่านเอกสารที่ยังค้างคา ยังไม่ได้อ่านผ่านตาและลงลายเซ็นต์  

               เอาจริงๆงานพวกนี้มันก็ไม่ได้ยากอะไรนักนะ เพราะก็มีกันเป็นทีมผู้บริหาร ช่วยกันคิดงาน ผลักดันงานให้ลูกน้องช่วยกันผลักดันยอดผลผลิตให้เดินหน้า ส่วนเธอก็อาจจะเสนอความคิดเห็นเล็กๆน้อยๆให้สมกับความเป็นผู้บริหาร แล้วก็เซ็นต์งาน...แค่นี้เอง 

ความคิดเห็น