ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 โดดเดี่ยวและเคว้งคว้าง

ชื่อตอน : บทที่ 13 โดดเดี่ยวและเคว้งคว้าง

คำค้น : ไม่ติดเหรียญ อ่านฟรี คุณชาย เจ็บปวด น้ำตา ดราม่า พระเอกร้าย นางเอกฉลาด เกลียด

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2564 18:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 โดดเดี่ยวและเคว้งคว้าง
แบบอักษร

ร่างบางหยุดมองกุญแจบ้านที่คล้ายจะไม่ได้ลงกลอนไว้ ทั้งๆที่เมื่อเช้าหล่อนจำได้ว่าล็อกมันเรียบร้อยแล้ว คิ้วบางขมวดสงสัย ในใจเริ่มรับรู้กับสิ่งที่จะพบเจอข้างหน้า

ข้าวของในบ้านถูกลือค้นกองระเนระนาดอยู่บนพื้น พอสำรวจดูแล้วก็ไม่พบว่ามีอะไรเสียหาย คล้ายจะแกล้งให้ปรียาวดีทำความสะอาดบ้านเสียมากกว่าจะขโมย

ฝีมือใครหาได้ไม่ยากเลยสักนิด นอกเสียจากเจ้าของบ้านที่กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของหล่อนในเวลานี้

“จะแกล้งให้อยู่ไม่ได้เลยใช่ไหม”

เสียงถอนหายใจเหนื่อยๆดังขึ้นสองสามทีก่อนจะเร่งจัดการเก็บของทุกอย่างเข้าที่เข้าทางตามเดิม เพราะในตอนนี้คล้ายร่างกายจะแหลกละเอียดเพราะล้าเต็มที ทำงานมาทั้งวันยังต้องมาเป็นคนรับใช้อีก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังต้องมาทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คราหน้าหากมีโอกาสจะเอาคืนให้สาสม

ได้แค่ค้อนสายตาไปฝั่งบ้านใหญ่ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกเสียจากเก็บความแค้นไว้ในใจรอชำระคราเดียวเมื่อมีโอกาส

หากถึงวันนั้นเธอจะไม่เมตตาต่อเขาเลยสักนิด

ใจร้ายกับหล่อนปานนี้ เธอก็จะใจร้ายกลับเช่นกัน

หลังจากทำความสะอาดบ้านเรียบร้อยแล้ว ปรียาวดีก็จัดการชำระล้างร่างกายตัวเองต่อ ในขณะที่กำลังนั่งเช็ดผมซึ่งเปียกโชกไปด้วยน้ำ ใบหน้าหวานก็เงยมองไปยังดวงดาวบนท้องฟ้าลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ในใจเริ่มคิดอะไรบางอย่าง แววตาที่เคยว่างเปล่าคล้ายจะแปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด

ภาพบางอย่างที่เกิดก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นมาในหัว มันคือภาพของชายคนหนึ่งในวัยเกือบจะห้าสิบ เขาคนนั้นคือชนาเทพ คนแปลกหน้าที่ใช้นามสกุลเดียวกันกับเธอ ในวันนี้ตอนที่เธอกลับบ้านไปทานข้าวกับผู้เป็นย่า ขณะที่รับประทานอาหารเสร็จ เจ้าหมั่นโถวก็วิ่งหายออกไปจากบ้าน วุ่นวายทุกคนต้องตามหา แต่คนที่พบเจ้าหมั่นโถวก็คือปรียาวดี แต่เหมือนโชคชะตาจะชอบเล่นตลกกับชีวิตหล่อนไม่เลิก

บุคคลที่เจ้าหมั่นโถวยืนอยู่ข้างๆก็คือชนาเทพ ครั้งแรกในรอบสามปีที่ได้เจอหน้ากัน แววตาที่เกลียดชังก็ยังคงเดิมไม่แปรเปลี่ยน ต่อให้เขาไม่ใช่พ่อแต่เพราะเวลาที่เห็นหน้าเขา ภาพในอดีตของแม่ก็หวนกลับมาทำร้ายหัวใจปรียาวดีอีกครั้ง

เธอเกลียดเขา เขาคือต้นเหตุที่ทำให้แม่ของเธอตาย

เขาก็เกลียดเธอ เธอเปรียบดั่งหนามตำใจ เพราะปรียาวดีคือลูกชู้

การพบเจอกันของคนที่เป็นดั่งเส้นขนานจึงมีเพียงความเงียบและความอึดอัด ปรียาวดีเข้าไปอุ้มเจ้าหมั่นโถวแล้วเดินออกมาในทันที ไม่มีแม้คำทักทายให้กัน กระทั่งหางตาก็ยังไม่เหลือบมอง

สถานการณ์จึงดูแย่เหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ความเย็นชาที่ทั้งสองมีให้กันมันยังคงที่

“แม่คะ ปรีขอโทษ ปรียิ้มให้เขาไม่ได้ ปรีทำตามคำขอของแม่ไม่ได้ ทุกครั้งที่ปรีเห็นหน้าเขาภาพในวันนั้นมันก็หวนกลับมาทำร้ายปรีอีกครั้ง ทำไมเขาใจร้ายกับเราจัง”มีเพียงเสียงสะอื้นและคำตัดพ้อที่ดังก้องอยู่ในใจ ไร้ซึ่งหยดน้ำตาสัญลักษณ์ของความเสียใจ แต่ต่อให้ไม่มีน้ำตาก็ใช่ว่าหล่อนจะไม่เจ็บปวด

ปรียาวดีถอนหายใจเฮือกใหญ่คล้ายจะพยายามไล่ความทรมานในใจให้ออกไป ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคน คนคนนั้นกำลังมองมาที่เธอจาก ระเบียงบ้านใหญ่

ไม่ใช่อนุทัตแต่เป็นภูรินท์บุตรชายของเขา แววตาใต้ความมืดนั้นปรียาวดีรับรู้ได้ในทันทีว่ามันมีความโกรธ แค้น เสียใจ ว้าเหว่ เคว้งคว้าง หลากหลายอารมณ์ปะปนกันอยู่ ทั้งๆที่ภูรินท์เป็นเพียงเด็กน้อยวัยแค่ไม่กี่ขวบ มันดูน่าใจหายอย่างบอกไม่ถูก ที่ต้องคิดว่าโลกของเด็กคนหนึ่งต้องพบเจอกับสิ่งเลวร้าย เพราะสิ่งสิ่งนั้นปรียาวดีเคยรับรู้มันมาก่อน มันทรมานแค่ไหนหล่อนไม่เคยลืม

เคว้งคว้างไม่มีที่ยึดเหนี่ยว...

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพรากแม่ไปจากเธอนะ”หล่อนพึมพำเบาๆก่อนที่ร่างน้อยๆนั้นจะเดินหายไปในห้องนอนของตัวเอง

ปรียาวดีได้แต่ถอนหายใจกับตัวเองอีกครั้ง ขบกัดริมฝีปากแน่นอย่างคิดไม่ตก ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรดีกับความรู้สึกที่พังทลายของเด็กน้อยคนหนึ่ง เธอจะเยียวยาให้เขาอย่างไร

 แม้แววตาใสซื่อคู่นั้นจะเคยมองเธอด้วยความโกรธแต่ถึงอย่างไรเขาก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกับภัควิมล ท่านฝากฝังให้หล่อนคอยดูแลเด็กน้อย เพราะถ้าหากวันหนึ่งเขาเติบโตขึ้นจนรับรู้เรื่องบางอย่าง ในวันนั้นเขาอาจจะเจ็บปวดกว่านี้ก็ได้

ในขณะที่ปรียาวดีกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดอยู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นพลอยให้หล่อนสะดุ้งตกใจ ก่อนที่ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นจะหวนคืนมาในความทรงจำ

วันที่อนุทัตเมามายจนขาดสติและคิดว่าหล่อนเป็นนลิน...

ไม่ให้คิดอย่างนั้นได้อย่างไรในเมื่อวันนี้เขาก็สังสรรค์กับเพื่อนเหมือนวันนั้น

“ใคร?”ตะโกนถามออกไปในขณะที่จับกลอนประตูไว้แน่น

“ผักกาดเองค่ะพี่ปรี”ความหนักอึ้งในอกพลันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อรับรู้ว่าบุคคลด้านนอกคือผักกาดไม่ใช่อนุทัต

“มีอะไรเหรอผักกาด? มาซะดึกเชียว”เด็กสาวไม่ได้ตอบคำถามหล่อนในทันทีทว่ากลับชะเง้อคอเข้าไปในบ้านคล้ายว่ากำลังหาสิ่งใดอยู่

“อ้าว พี่ปรีทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้วเหรอคะ ผักกาดคิดว่ายังไม่เสร็จเลยจะมาช่วย”

“ผักกาดรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ?”เด็กสาวหลบตาต่ำมองพื้นคล้ายจะสับสนว่าจะบอกดีหรือไม่บอกดี“บอกพี่มาเถอะ พี่ไม่บอกใครหรอกว่าผักกาดเป็นคนพูด”

“คุณภูเป็นคนทำค่ะ”

ภูรินท์น่ะหรือ?

ปรียาวดีนึกอึ้งไปชั่วขณะเมื่อรับรู้คำตอบจากผักกาด ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่คิดไว้ในคราแรก

“ทำไมล่ะ?”

“คุณภูเธอคงโกรธพี่ปรีน่ะค่ะ คิดว่าเพราะพี่ปรีเลยทำให้พ่อกับแม่เขาแยกทางกัน ผักกาดขอโทษนะคะที่พูดแบบนี้”

“ไม่เป็นไรหรอก เล่ามาเถอะ”

ทั้งสองเดินเข้าไปในตัวบ้าน หย่อนก้นลงบนโซฟาด้วยท่าทางจริงจัง ผักกาดเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ปรียาวดีฟัง ในวันนี้อยู่ๆภูรินท์ก็มาขอกุญแจสำรองบ้านปรียาวดีจากป้านุ่มแม่ของผักกาด แต่ท่านไม่ได้ให้ทว่าภูรินท์นั้นแอบดึงไปตอนไหนก็ไม่รู้ พอได้แล้วก็หายไปราวๆเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วจึงเอามาคืน ผักกาดเผลอเดินมาเจอตอนเด็กน้อยเปิดประตูออกมา เห็นสภาพบ้านของปรียาวดีก็นึกตกใจทว่าเพราะมีธุระด่วนต้องไปทำจึงไม่อาจทำความสะอาดให้ปรียาวดีได้ กว่าจะเสร็จธุระก็ค่ำมืดดึกดื่น พอเดินกลับมาอีกครั้งหวังจะช่วยปรียาวดีทำความสะอาดหล่อนก็ทำเสร็จหมดแล้ว

“...แต่คุณภูเธอน่าสงสารนะคะ”

“เล่าให้พี่ฟังหน่อยได้ไหม?”เพราะอยากจะเข้าใจความรู้สึกของเด็กน้อย หล่อนจึงจำเป็นต้องหาข้อมูลประกอบเพื่อนำไปใช้ในทางปฏิบัติ

“เมื่อก่อนตอนคุณนลินอยู่เธอก็ไม่ค่อยสนใจคุณภูสักเท่าไหร่ทั้งๆที่คุณภูเป็นลูก บางวันคุณภูก็ต้องเข้านอนคนเดียว ไม่มีพ่อแม่นอนกอด บางทีก็เป็นผักกาดที่ต้องพาคุณภูไปนอนเพราะคุณชายเข้าเวร ส่วนคุณนลินก็เอาแต่เข้าสังคมไม่ค่อยมีเวลา เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ จนบางครั้งผักกาดก็แอบเห็นนะคะว่าคุณภูเธอดูเศร้าๆ ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวเงียบๆ พอตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครนอกจากคุณชาย ส่วนคุณชายก็ไม่ค่อยมีเวลาเพราะทำแต่งาน ผักกาดกลัวจังเลยค่ะ กลัวว่าคุณภูจะกลายเป็นเด็กเก็บกด”

สิ่งที่ผักกาดพูดออกมามันทำให้ปรียาวดีมองเห็นตัวเองในอดีต แม้เรื่องราวของเธอและภูรินท์จะแตกต่างกันทว่าความโดดเดี่ยว เคว้งคว้าง เธอและภูรินท์กลับมีเหมือนกัน หากวันนั้นไม่มีมือของภัควิมลยื่นไปฉุดรั้งเธอออกมาจากวังวนของความมืด ในวันนี้เธออาจจะไม่ได้มีลมหายใจอยู่แล้วก็ได้

การทำงานที่ดูวุ่นวายเกือบทั้งวันจบลงด้วยดี ทว่าก็ยังโดนอนุทัตผู้มีสถานะเป็นรองผู้อำนวยการเรียกใช้งานจนแทบจะไม่มีเวลาพัก ทั้งๆที่บางอย่างมันไม่ใช่หน้าที่ของหล่อนเลยสักนิด

ขี้เกียจเถียงจึงยอมๆไป ค่อยเก็บไว้คิดบัญชีแค้นทีหลังเมื่อมีโอกาส

ในขณะนี้ปรียาวดีกำลังยืนอยู่หน้าบ้านของภัควิมล เพราะทุกเย็นหล่อนจะกลับมาทานข้าวที่นี่ทุกวันอย่างเช่นในเมื่อก่อน ต่อให้จะย้ายไปอยู่กับอนุทัตแล้วก็ตาม

“ทำไมเงียบจัง”คิ้วบางพลันขมวดสงสัย แววตาเริ่มกังวลกับอะไรบางอย่าง เพราะวันนี้มันคล้ายจะดูผิดแปลกไปกว่าทุกครั้ง ไม่มีเจ้าหมั่นโถววิ่งมารับอย่างเช่นทุกวัน ไม่มีทางที่จะเป็นอย่างนั้นไปได้ ไม่ว่าเจ้าหมั่นโถวจะอยู่ไกลแค่ไหนมันก็ต้องวิ่งมาหาหล่อนอยู่ดี ทว่าตอนนี้กลับไร้แม้เงา

“หมั่นโถว”เสียงเล็กตะโกนก้องด้วยความวิตก แต่สิ่งที่ตอบกลับมามันมีเพียงความเงียบ

“ปรี มาแล้วหรือลูก” คล้ายจะหลุดออกจากวังวันความกลัวเมื่อเสียงของหญิงชราอันเป็นที่รักเอ่ยเรียก

“คุณย่า สวัสดีค่ะ”สวมกอดท่านอย่างเช่นทุกครั้งก่อนจะกวาดสายตามองรอบๆบ้าน“ดลยังไม่มาเหรอคะ แล้วเจ้าหมั่นโถวล่ะคะ?”

“ดลกำลังจะถึงแล้วล่ะจ๊ะ ส่วนหมั่นโถวคงวิ่งอยู่แถวนี้ล่ะ”

“แปลกนะคะ ปกติต่อให้หมั่นโถวจะไปเล่นไกลแค่ไหนก็ต้องวิ่งมารับปรีอยู่ดี”

“นั่นน่ะสิ ปกติถ้าปรีไม่อยู่ เจ้าหมั่นโถวตัวติดย่าจะตาย จะว่าไปนี่ก็เกือบชั่วโมงแล้วนะที่ย่าไม่เห็นเจ้าหมั่นโถว”

“งั้น เดี๋ยวปรีไปหาก่อนนะคะ เผื่อจะเผลอเดินไปตกบ่อปลาเหมือนตอนนั้นอีก”มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เจ้าหมั่นโถวหายไปเช่นนี้ เจออีกทีก็ตอนที่หล่อนชะโงกหน้าเข้าไปดูที่บ่อปลาเก่า ดีแค่ไหนที่มันไม่มีน้ำ ไม่เช่นนั้นในตอนนี้คงไม่มีเจ้าหมั่นโถวอย่างเช่นในปัจจุบัน

“หมั่นโถว อยู่ไหน ออกมาหาปรีเร็ว หมั่นโถว”ชื่อ ‘หมั่นโถว’ ถูกเอ่ยอยู่อย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวๆสิบกว่าครั้ง ทว่าเสียงกระพรวนกุ๊งกิ๊งหรือเสียงเห่าแหลมๆกลับไม่โต้ตอบกลับมาอย่างที่ควรจะเป็น

แววตาคู่สวยเริ่มทอชัดถึงความกังวล ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นเท้าน้อยๆที่ปกคลุมไปด้วยขนสีขาว มันโผล่ออกมาจากพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง

“หมั่นโถว”ร่างบางพุ่งตัวเข้าไปตรงนั้นในทันที ก่อนที่ความหวาดกลัวและกังวลจะจู่โจมหัวใจของหล่อน

ร่างน้อยๆของหมั่นโถวกำลังชักเกร็งด้วยความทรมาน น้ำลายฟูมปาก ดวงตากลมโตเบิกโพลง มองมาที่หล่อนด้วยความกลัว หากมันพูดได้เสมือนคนมันคงร้องบอกให้เธอช่วย

ในตอนนี้คล้ายว่าก้อนเนื้อใต้อกข้างซ้ายจะบีบรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆพร้อมๆกับลมหายใจเจ้าสุนัขตัวน้อยในอ้อมกอดของปรียาวดีก็กำลังโรยรินลงทุกวินาที

ความคิดเห็น