Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 二十三

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 79

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ม.ค. 2564 11:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 二十三
แบบอักษร

ตำหนักหานอี้

พี่ใหญ่ นี่มันอะไรกันเพคะเหลียนซินที่ได้รับคำอนุญาตจากบิดาให้เขามาในห้องของพี่ชายนั้นหยุดนิ่งค้างอยู่กลางห้อง มองสตรีนางหนึ่งที่ดูจากการแต่งกายแล้วคงจะเป็นนางกำนัลในตำหนัก แต่ที่น่าแปลกคือนางมาอยู่ในนี้ได้อย่างไร อยู่ที่นี่มานานแค่ไหน แล้วภาพที่สตรีนางนี้กำลังป้อนอาหารให้พี่ชายนางนี่อีก นี่มันเกิดอะไรขึ้น

“เหลียนเอ๋อร์…” เจ้าของห้องนั้นถึงกับพูดไม่ออก ไม่คิดว่าน้องสาวจะเข้ามาในนี้เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องเขาและท่านพ่อก็ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วจะไม่ให้ใครเข้ามา ดูแล้วที่นางเขามาได้คงเพราะท่านพ่อกับท่านแม่เป็นห่วงเขาที่ต้องเก็บตัวอยู่นานนับเดือน ช่างประจวบเหมาะอะไรขนาดนี้กันนะนางถึงได้มาเห็นภาพนี้เข้า ภาพที่เขากำลังร่วมกินสำรับเย็นกับนางกำนัลอย่างจางเถียนมี่

เดิมทีก็เพียงคิดจะกลั่นแกล้งให้อีกฝ่ายขวัญเสียเล่น ๆ ขังนางกำนัลนางนี้ไว้ในห้องด้วยกันโดยแกล้งขู่ว่าจะใช้เป็นตัวทดลองพิษ แค่โดนเข็มเปล่าไม่ก็เข็มที่บรรจุน้ำสะอาดก็ทำเอานางตกใจจนสิ้นสติวันละหลายรอบ ผ่านไปได้สามวันก็นึกสงสารใบหน้าเปื้อนน้ำตาของนางจึงเลิกการกระทำเหล่านั้นไป เปลี่ยนเป็นสั่งให้นางคอยดูแลรับใช้ใกล้ชิดยามที่เขาต้องเก็บตัวอยู่ที่นี่

คนเราเมื่ออยู่ด้วยกันทุกวันต่างก็ค่อย ๆ ลดกำแพงในจิตใจของตนลง สำหรับเหว่ยหลงนั้นความไว้ใจเริ่มเข้ามาแทนที่เมื่อนางเองก็ไม่ได้มีทีท่าจะทำร้ายทั้งที่ก็มีโอกาส ยามค่ำคืนที่เขาหลับนั้นหากนางจะขโมยเข็มพิษแล้วนำมาใช้สังหารเขาก็ย่อมได้ แต่สุดท้ายนางกลับไม่ทำ ไม่รู้ว่าไม่อยากทำหรือเพราะกลัวว่าทำไปแล้วแต่ออกจากตำหนักแห่งนี้ไม่ได้นางก็ต้องตายอยู่ดี

“หากพี่ใหญ่ตอบไม่ได้ เช่นนั้นเจ้า เจ้าตอบข้ามา” เหลียนซินที่ในใจเกิดความรู้สึกโมโหพี่ชายอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงมีน้ำเสียงแข็งกระด้าง ตวัดสายตามองหญิงสาวนางนั้นราวกับจะกินเลือดสูบเนื้อ นางที่เป็นน้องสาวกลับไม่ได้เห็นแม้กระทั่งใบหน้าของพี่ชายมาร่วมเดือน แล้วสตรีนางนี้เล่าเป็นใคร เหตุใดถึงได้มาอยู่กับพี่ใหญ่สองต่อสองเช่นนี้

“ทะ ท่านหญิง หม่อมฉันมีนามว่าเถียนมี่ เป็นนางกำนัล…”

“ข้าไม่ได้อยากรู้! ที่ข้าอยากรู้คือเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร อยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว!” ใช่จะมีเพียงเหว่ยหลงฝ่ายเดียวที่หวงน้องสาว เหลียนซินเองก็หวงพี่ชายของตนมาก มากยิ่งกว่าใครทั้งนั้น ชีวิตของนางเกิดมาก็มีพี่ชายอยู่ด้วยมาตลอด ตั้งแต่เล็กก็มีพี่ชายคอยดูแลปกป้องเอาใจใส่ไม่ต่างจากบิดาคนที่สอง จะอ้อมกอดหรือจุมพิตที่หน้าผากหรือปรางแก้มของพี่ชายล้วนเป็นของนาง ตักนั้นก็มีเพียงนางคนเดียวที่ได้นั่ง ขนาดน้องเล็กนางยังหวงไม่ให้มาแย่ง แต่สิ่งที่นางได้เห็นเมื่อครู่คือสตรีนางนี้นั่งอยู่ในที่ของนาง อาจจะไม่ถึงกับนั่งตักแต่ก็นั่งอยู่บนขาข้างหนึ่งของพี่ใหญ่ของนาง นี่หรือภาพแรกที่นางได้เห็นหลังจากไม่ได้พบพี่ชายมาตลอดเดือน…

“เหลียนเอ๋อร์เจ้าใจเย็นก่อน เรื่องนี้พี่ใหญ่อธิบายได้” ชายหนุ่มเพียงคนเดียวเอ่ยขึ้นหลังจากที่เพิ่งตั้งสติได้ แค่ได้ยินน้ำเสียงที่นางใช้ก็รู้โดยไม่ต้องมองสีหน้า น้องสาวของเขากำลังโกรธจัด และเขาคิดว่าเขาพอจะรู้สาเหตุดี

“เหลียนเอ๋อร์ สตรีนางนี้คือคนที่ท่านอาสามส่งมากำจัดพี่ แต่ตอนนี้นางอยู่ฝ่ายเดียวกับเราและกำลังช่วยเราอยู่ นางช่วยบอกความลับของสำนักที่ท่านอาตั้งขึ้น นางเป็นคนดี” เหว่ยหลงเลือกที่จะพูดความจริงออกไปเพียงครึ่งเดียว หากยอมรับออกไปว่าเกือบถูกวางยาพิษเพราะเถียนมี่แล้วละก็…น้องสาวของเขาคงจะทวีความไม่พอใจมากขึ้นไปอีก เท่านี้ก็ไม่รู้จะทำเช่นไรให้นางคลายความโกรธแล้ว

ร่างสูงถอนหายใจออกมาให้เบาที่สุด ลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อเดินไปดึงน้องสาวของตนมานั่งด้วยกัน ให้นางนั่งอยู่บนตักแล้วโอบแขนไปรอบเอวบาง ท่าทางของสองพี่น้องนั้นทำเอาคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ กันนั้นนึกแปลกใจ หากไม่บอกว่าเป็นพี่น้องนางคงจะคิดว่าเป็นคนรัก

“แล้วทำไม ทำไมต้องป้อนอาหารกันเช่นนั้น” แฝดคนน้องที่พอจะอารมณ์เย็นลงแล้วเอ่ยถามออกมา พอเย็นลงจึงคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ตั้งแต่เข้ามาก็เห็นว่าพี่ชายนั้นดูจะเป็นห่วงอีกฝ่ายมากเกินกว่าจะเป็นเพียงนายบ่าว และการที่นางกำนัลนางนั้นสามารถอยู่ใกล้ชิดได้โดยที่พี่ชายของนางเป็นฝ่ายเต็มใจให้ทำก็พอจะทำให้นางเข้าใจอะไรขึ้นมา แม้แต่ตัวนางยังมีความรักได้ พี่ใหญ่ของนางจะมีคนรักก็คงไม่แปลกอะไร

“เรื่องนั้น…”

“นางสำคัญหรือเพคะ” เหลียนซินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง มองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าลงต่ำราวกับกำลังหวาดกลัวตั้งแต่ตอนถูกนางตวาดใส่ หากสตรีนางนี้สำคัญไม่มากพอก็เท่ากับว่านางไม่จำเป็นต้องเกรงใจ แต่หากพี่ใหญ่ยอมเอ่ยปากว่าสตรีนางนี้สำคัญ หากนางกำนัลนางนี้คือคนที่พี่ใหญ่เลือกที่จะรักและใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า นางที่เป็นน้องสาวก็จะยอมลงให้ จะยอมให้เพียงครึ่งเดียวจนกว่าอีกฝ่านจะพิสูจน์ตัวว่าเหมาะกับพี่ชายของนางจริง ๆ ไม่ใช่คิดจะหักหลังหรือทอดทิ้งกันในภายหน้า ยิ่งกับคนที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกับศัตรูนางยิ่งไม่ไว้ใจ

“เท่าเข็มพิษและสมุนไพรทั้งหมดที่มี” แม้เวลาหนึ่งเดือนกว่าอาจจะไม่นานนักแต่ก็มั่นใจว่าตนมองคนไม่ผิด เขามองเห็นชีวิตที่เรียบง่ายในทุก ๆ วันที่ได้อยู่ร่วมกัน เถียนมี่เป็นคนฉลาด นางเรียนรู้ที่จะอ่านตำราในห้องอยู่เงียบ ๆ เมื่อเขาเองก็ง่วนอยู่กับงานของตนเอง คอยดูแลเขาเป็นอย่างดีไม่เคยปริปากบ่น ถึงแม้ทั้งหมดที่นางทำนั้นจะเป็นไปเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เขาส่งคนไปช่วยครอบครัวของนางออกมาจากเมืองหยางกวงก็ตาม

“มั่นใจแล้วหรือเพคะ” ฝาแฝดคนน้องถามย้ำอีกครั้ง มองไปที่หญิงนางนั้นที่กำลังนั่งน้ำตาหยดเผาะลงบนหลังมือหยดแล้วหยดเล่า ร้องไห้ด้วยเหตุใดกัน?

“พี่ใหญ่มั่นใจ”

“เช่นนั้นน้องรองก็จะยอมรับการตัดสินใจของพี่ใหญ่ เพียงแต่คงต้องจับตามองนางต่อไปเพื่อความมั่นใจ ส่วนเจ้า ขออภัยด้วยที่ข้าหวงพี่ชายมากไป ตวาดเจ้าเสียงดังเช่นนั้นเจ้าคงจะตกใจมากใช่หรือไม่ แต่เพราะเขาคือฝาแฝดของข้า เขาสำคัญกับข้ามาก หากวันใดเจ้าทรยศพี่ใหญ่ของข้าเจ้าคงจะรู้ว่าจะเป็นเช่นไร…ข้าไม่ได้ขู่ให้กลัวเล่น ๆ หรอกนะ แต่ข้าทำจริง”

“ครั้งนี้น้องรองยอมให้พี่ใหญ่แล้ว วันหน้าพี่ใหญ่ก็ต้องยอมรับคนของน้องเช่นกัน เอาเป็นว่า…หลังจบเรื่องท่านอาสามเราค่อยคุยกันใหม่นะเพคะ” เหลียนซินเอ่ยตัดบท ลุกจากตักพี่ชายก่อนจะหันมามองคนทั้งสองอีกครั้ง ความรู้สึกหวงยังคงอยู่ แต่นางเป็นเพียงน้องสาวไม่ใช่เจ้าของชีวิต ที่ทำได้คงมีเพียงเคารพการตัดสินใจในครั้งนี้ของพี่ชาย ส่วนเรื่องของนางนั้นคงต้องรอให้จบเรื่องวุ่นวายเสียก่อน เมื่อครู่นางทำโมโหเสียใหญ่โต หากพี่ใหญ่รู้ว่านางเองก็มีคนรักทั้งยังปกปิดมาสิบกว่าปีคงได้อาละวาดหนักจนตำหนักแทบพังครืนลงมาเป็นแน่

เหว่ยหลงเองก็ทำท่าจะรั้งน้องสาวเอาไว้แต่ก็ไม่ทันเมื่อนางวิ่งหายออกไปเสียก่อน คิ้วหนาขมวดยุ่งเมื่อเจ้าตัวดื้อพูดจาแปลกประหลาด และทางจากที่ฟังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการมีคนรัก น้องของเขายังเด็กจะมีคนรักได้อย่างไร นางพูดมาเช่นนี้เท่ากับว่านางรักใครเข้าแล้วใช่หรือไม่ ทั้งที่เขาพยายามกันทุกคนออกห่างจากนางแล้วแท้ ๆ ใครกันที่กล้ามากระตุกหนวดมังกร!

“องค์รัชทายาท…” หญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยเรียกคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล เมื่อครู่นี้นางเกือบจะเป็นต้นเหตุให้สองพี่น้องต้องมีปากเสียงกันเสียแล้ว นางยอมรับว่าตอนที่ได้ยินท่านหญิงเอ่ยถามคำถามนั้นออกมาก็ทำเอาใจเต้นไม่เป็นส่ำ และหลังจากที่ได้ยินคำตอบจากคนที่นางอยู่ร่วมห้องมาตลอดเดือนก็ทำเอารู้สึกผิดจนไม่กล้าสู้หน้า

ชายผู้นี้แม้จะเคยกลั่นแกล้งนางต่าง ๆ นานา แต่ก็เป็นคนที่ช่วยนางเอาไว้ นางทำร้ายเขาจนเกือบถึงชีวิตแต่เขากลับไม่เอาเรื่องทั้งยังช่วยบิดามารดาของนางให้ปลอดภัยจากเงื้อมมือคนถ่อย หากเป็นคนอื่นเกรงว่านางคงไม่ได้มีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้ การอยู่ร่วมกันทำให้นางได้รู้อะไรเกี่ยวกับเขามากมายนัก ดังนั้นคำที่บอกว่านางสำคัญเท่าเข็มพิษแลสมุนไพรทั้งหมดที่มีก็ไม่ต่างจากการตอบว่าสำคัญเท่าชีวิต ทั้งที่นางทำร้ายแต่ก็ยังได้ทั้งโอกาสรอดชีวิตและความรักจากเขา นางคู่ควรจริง ๆ หรือ

“ก็อย่างที่เจ้าได้ยิน หวังว่าเจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” เหว่ยหลงยกยิ้มบาง ๆ ออกมาก่อนจะดึงร่างบอบบางไปนั่งบนตักของตน พบแล้ว คนที่สำคัญมากพอที่จะยอมให้มานั่งอยู่บนตักที่น้องสาวตัวดื้อหวงนักหวงหนา คนที่มองแล้วให้ความรู้สึกที่ว่าอยากปกป้องดูแลตลอดไป และเขาก็เชื่อเหลือเกินว่าใจของนางจะคิดตรงกัน

ด้านนอกตำหนัก

เสียงเล็กแหลมคล้ายเสียงนกร้องดังขึ้นที่ริมหน้าต่างซึ่งถูกปิดสนิท เจ้าของห้องที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาถึงกับย่นคิ้วด้วยความไม่แน่ใจ จวบจนเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งนางก็รีบร้อนรวบชายชุดของตนแล้ววิ่งตรงไปที่บานหน้าต่าง เอาดาลที่ขัดอยู่ออกเพื่อเปิดหน้าต่างออกไป แทบจะทันทีร่างสูงของอี้เซียวเสวี่ยก็กระโจนเข้ามาจนนางแทบหลบไม่ทัน มือบางเอื้อมออกไปดึงหน้าต่างแล้วลั่นดาลปิดเอาไว้ตามเดิม

“ทำไมมาเอาป่านนี้ ข้าคิดว่าท่านจะพักสักคืนแล้วค่อยมาหาข้าวันพรุ่งนี้เสียอีก” คนที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าอีกฝ่ายจะมาพบเอ่ยถามขึ้นพร้อมกับรินน้ำให้ดื่มดับกระหาย

การที่เขาหายหน้าไปโดยไม่ได้ติดต่อมาความจริงแล้วก็เป็นสิ่งที่นางอดกังวลไม่ได้ แต่เมื่อถามจากท่านเฟยเหิงก็ได้ความว่าตลอดหนึ่งเดือนว่าคนรักของตนนั้นถูกฝึกฝนอย่างหนัก ทั้งที่วันนี้อุตส่าห์ได้พักแต่ก็รีบตรงมาหานางทันที เป็นเช่นนี้แล้วจะให้นางแง่งอนใส่เขาได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางทั้งยังพยายามอย่างมากขนาดนี้นางก็ควรต้องเป็นฝ่ายดูแลเขาให้ดีในยามนี้

“ข้าก็คิดไว้เช่นนั้น แต่ต่อมาก็เปลี่ยนใจ” เซียวเสวี่ยตอบพลางเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของห้อง อันที่จริงนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาในห้องนี้ และคงจะไม่มีครั้งหน้าหากไม่จำเป็น การเข้ามาถึงที่นี่นับว่าเป็นการทำผิดใหญ่หลวง แต่จะให้ทนรอก็ทนไม่ไหวเช่นกัน หนึ่งเดือนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากโดยไม่ได้พบกับคนรักนั้นยิ่งทำให้ความคิดถึงทวีคูณมากขึ้นไปอีก

เหลียนซินเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากเซียวเสวี่ยนัก คิดถึงจนอยากจะไปหาที่สำนักแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่เฝ้าถามจากปากคนอื่นไม่ว่าจะท่านเฟยเหิงหรือศิษย์คนอื่น ๆ ของสำนัก มาตอนนี้เมื่อได้พบหน้าจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายเอาไว้ ด้านชายหนุ่มเมื่อคนรักทิ้งตัวลงนั่งบนตักเขาก็รีบโอบประคองไว้ทันที ปล่อยให้อีกฝ่ายใช้ท่อนแขนเรียวเล็กนั่นโอบไปรอบลำคอ พิงศีรษะลงบนไหล่กว้าง

“วันนี้ข้าเพิ่งได้รู้ พี่ใหญ่กำลังมีความรัก ข้าเพิ่งเข้าใจที่พี่ใหญ่ว่าความหวงนั้นเป็นเช่นไร”

“หึ พี่ชายเจ้าหวงเจ้า เจ้าจะหวงเขาก็ไม่แปลก เจ้าเคยพูดว่าเกิดมามีพี่ชาย โตมาก็พร้อมกับพี่ชาย พวกเจ้าสองคนพี่น้องสนิทสนมกันมากกว่าพี่น้องทั่วไปรู้ใจกันไปหมดทุกอย่าง ในสายตาเจ้าพี่ชายแทบไม่ต่างอะไรกับบิดาที่คอยดูแล ในสายตาเขาเจ้าคือเด็กน้อยอ่อนแอที่เขาต้องปกป้อง แต่เจ้าลองคิดดู เขาดูแลเจ้าย่อมเหนื่อยล้าย่อมต้องการคนที่จะมาดูแลตัวเขาบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาจะเอาแรงที่ไหนมาดูแลเจ้า”

“เรื่องนั้นข้ารู้ และข้าก็จะยอมรับในสิ่งที่พี่ใหญ่เลือก เพียงแต่ลึก ๆ แล้วก็ยังรู้สึกทำใจไม่ได้” เหลียนซินว่าพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้ง เซียวเสวี่ยยกมือขึ้นเกลี่ยไล้ไปมาที่พวงแก้มนุ่มของนาง เจ้าตัวดื้อเริ่มงอแงอีกแล้ว เป็นเช่นนี้เขาควรจะบอกนางดีหรือไม่ว่าจะต้องเดินทางไปต่างเมืองในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

“เท่านี้ก็เก่งมากแล้ว” รอยยิ้มและจุมพิตที่หน้าผากที่เซียวเสวี่ยมอบให้นั้นทำเอาหญิงสาวยิ้มออก เวลาผ่านไปครู่ใหญ่โดยที่ไม่มีใครเอ่ยพูดอะไรออกมา จนกระทั่งชายหนุ่มนั้นเห็นว่าถึงเวลาที่ควรจะต้องบอกจุดประสงค์อีกอย่างของการมาที่นี่ให้นางได้รู้

“เสี่ยวเหลียน อีกสองวันข้าต้องไปสืบเรื่องบางอย่างที่สำนักปราบสุริยัน ครั้งนี้อาจใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือน ระหว่างนี้เจ้าต้องดูแลตนเองให้ดี รอข้ากลับมานะ” คำบอกกล่าวที่แฝงถ้อยคำขอร้องของเขานั้นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับนาง เรื่องนี้นางได้ยินท่านพ่อกับท่านเฟยเหิงสนทนากันมาก่อนแล้ว ถึงจะไม่อยากให้ไปก็ขัดอะไรไม่ได้อยู่ดี ทั้งที่เพิ่งได้พบหน้ากันแท้ ๆ

“ทันทีที่งานสำเร็จข้าจะรีบกลับมา ไม่เถลไถลแน่นอน”

“เรื่องนั้นข้าไม่ห่วงหรอก ห่วงก็แค่เรื่องเดียว…ท่านต้องปลอดภัยกลับมานะ”

“ข้าเคยสัญญากับเจ้าไว้แล้ว ย่อมไม่ผิดคำพูดแน่” เซียวเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคง แค่เข้าไปสืบเรื่องแผนการเดินทัพและจำนวนทหารทั้งหมดให้แน่นอน จากนั้นก็กลับมารายงานเพื่อแจ้งข่าวไปยังเบื้องบนให้จัดการเรื่องนี้อีกที คนที่อยู่ในมุมมืดก็มีหน้าที่เพิ่งเท่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้นึกเสียใจสักนิดที่ตัดสินใจเข้าสำนักนี้ ดีกว่าอยู่ในที่แจ้งให้คนวิจารณ์กันสนุกปาก ยิ่งเรื่องในอดีตที่บรรพบุรุษในตระกูลทำเอาไว้ยิ่งเป็นที่สาปแช่งของผู้คน…

ความคิดเห็น