Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 二十二

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 54

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ม.ค. 2564 11:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 二十二
แบบอักษร

ทางด้านของแคว้นหยางกวง

เจิ้งหนันหมิง หรือ อดีตองค์ชายสามแห่งราชวงศ์ฝูเจี๋ย ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับตำแหน่งให้เป็นถึงตัวหลัวเป้ยเล่อ บรรดาศักดิ์ที่อยู่ลำดับที่สามรองลงมาจากชิงอ๋องและจวิ้นอ๋อง แต่ในยามนี้กลับไม่เหลือฐานันดรใด ๆ ติดตัวอีกแล้ว กลายเป็นคนอายุสี่สิบที่ไม่มีอะไรแม้แต่สกุลก็ต้องขอคนสกุลอื่นใช้ ทรัพย์สินเงินทองใด ๆ ที่ได้ติดตัวมาเมื่อครั้งถูกสั่งปลดนั้นค่อย ๆ หมดไปกับการเลี้ยงดูคนเอาไว้ใช้งาน

“ข้าไม่เข้าใจ ทีกับข้าเสด็จพ่อถึงกับสั่งปลดสั่งริบเงินทองเกือบทั้งหมด ขับไล่ข้าราวกับข้าไม่ใช่ลูก ให้ข้าต้องมาลำบากลำบนอยู่ในเมืองที่ห่างไกลเช่นนี้ ทีกับอดีตองค์รัชทายาท มันไม่ได้มีสายเลือดของเสด็จอยู่ในตัวด้วยซ้ำ เสด็จพ่อยังอภัยให้มัน สั่งปลดแต่ก็ยังได้ทำงานอยู่ในวัง จนตอนนี้ได้เป็นถึงเจ้าสำนักใหญ่ เหตุใดบิดาของข้าจึงลำเอียงได้ขนาดนี้!”

คนเมาพูดระบายความรู้สึกในใจออกมา อันที่จริงเขาก็พูดเช่นนี้มาเกือบยี่สิบปีแล้ว และเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีเช่นกันที่ต้องระเห็จออกจากวังหลวงแสนสุขสบายมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีอยู่ห่างไกลและแห้งแล้ง ความรู้สึกที่ว่าบิดาลำเอียงรักบุตรไม่เท่ากันนั้นอัดแน่นอยู่ในอก ความลำบากยากเข็ญที่ต้องเผชิญมานานกัดกินจนค่อย ๆ กลายเป็นความรู้สึกเจ็บแค้น

“ที่น่าขันมากที่สุด ฮึก คนไร้ประโยชน์อันดับหนึ่งอย่างเจ้าคนแซ่มู่นั่น อยู่ ๆ ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นหนึ่งในองค์ชาย หึ โอรสองค์โตเสียด้วย ก็เลยได้อยู่สุขสบายในตำหนักที่เสด็จพ่อถึงกับสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อพวกมันโดยเฉพาะ ซ้ำร้ายลูกชายของไอ้คนไร้ประโยชน์นั่นยังได้รับเลือกให้ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทตั้งแต่อายุเพียงสิบขวบปีอีก เจ้าบอกข้ามาซิ ฮึก เสด็จพ่อทรงฟั่นเฟือนไปแล้วใช่หรือไม่”

เสียงที่คล้ายจะร้องไห้หรืออาจจะสะอึกเพราะดื่มมากเกินไปดังเคล้าไปกับคำตัดพ้อต่อว่าบิดาของตน ไม่ว่าเมื่อไหร่เสด็จพ่อก็ไม่เคยมองมาที่ลูกคนนี้เลยสักครั้ง ทั้งที่ความสามารถก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันกลับไม่ถูกเลือกให้เป็นรัชทายาท แม้แต่ตำแหน่งอ๋องก็ไม่ได้รับ กลับเป็นน้องชายต่างมารดาที่อายุน้อยกว่าเขาเกือบสิบปีที่ได้ตำแหน่งชินอ๋องและจวิ้นอ๋องไปครอง แล้วเขา เขามันไม่ดีตรงไหนกัน

“จะฟั่นเฟือนหรือไม่มันสำคัญด้วยหรือ ที่สำคัญคือสุดท้ายแล้วคนที่ถูกเลือกมันไม่ใช่ท่าน ทั้งหมดก็มีอยู่เท่านั้นเอง” เสียงของบุรุษอีกคนเอ่ยขึ้นกลั้วเสียงหัวเราะ คนหัวอกเดียวกันย่อมเข้าใจกันดี และเพราะความรู้สึกเช่นนี้เองที่ทำให้เขากระหายที่จะพิสูจน์ตัวว่าตนเองก็สามารถสร้างผลงานให้บิดาได้เห็นให้จงได้

“ข้าเคยคิดว่าเสด็จพ่อทำกับข้าเกินไป สิบปีต่อมากลับพบว่านั่นยังไม่ใช่สิ่งเลวร้ายที่สุดที่ทรงกระทำ หึ เพียงแค่ข้าจะคบหาสหายสักคนก็ทำให้ทรงระแวง ส่งคนมากวาดล้างจนข้าต้องหนีตายมาอยู่ในป่าเขาเหมือนพวกโจรไม่มีผิด”

“ข้าลำบากแค่ไหนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหมาจรจัด เสด็จพ่อทรงบีบข้ามากเกินไป ในเมื่อทรงทำให้ข้าไม่เหลืออะไรข้าก็จะทำให้พระองค์ไม่เหลืออะไรเช่นกัน ข้าไม่สนใจตำแหน่งเล็ก ๆ อย่างตำแหน่งรัชทายาทอีกแล้ว ครั้งนี้ข้าจะทำให้ทรงเห็นเองว่าข้านี่แหละเหมาะสมที่จะเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป”

ขวดสุราถูกวางกระแทกโต๊ะอย่างแรงตามอารมณ์เกรี้ยวโกรธของชายร่างสูงเจ้าของสำนักปราบสุริยัน สำนักที่ตั้งอยู่ระหว่างเขาสองลูกในเมืองหยางกวง ที่นี่รวมคนไว้มากมายทั้งทหาร กองโจร นักฆ่า ชาวบ้านทั่วไปที่มีความสามารถต่างก็รวบรวมมาอยู่ในที่แห่งนี้ เงินที่ได้จากตระกูลเจิ้งและตระกูลของมารดาช่วยหล่อเลี้ยงสำนักแห่งนี้เอาไว้

“ความฝันของเจ้าเป็นจริงไปแล้วครึ่งหนึ่ง อีกเพียงครึ่งทางเท่านั้นสหายข้า” ซูเมิ่ง องค์ชายลำดับที่สามแห่งแคว้นจ้านกล่าวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า แผนการกำจัดรัชทายาทแคว้นหนิงที่ร่วมมือกันก็สำเร็จแล้ว ถึงจะผิดแผนไปบ้างที่นางกำนัลโง่นั่นใส่พิษน้อยไปหน่อยทำให้คนถูกวางยายังไม่ได้ แต่ภายในคงจะไม่อาจฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้อีกแล้ว คงได้แต่นอนรอความตายอยู่ในตำหนักนั้นเอง

“เพราะได้เจ้าช่วยแท้ ๆ อึก ว่าแต่กองทัพจากแคว้นของเจ้าดีกว่า บิดาเจ้าจะยอมส่งกองทัพมาเมื่อใด” คนเมากระดกสุราลงคออีกหนึ่งอึก แผนที่วางไว้ขั้นต่อไปก็คือการเข้ายึดวังหลวงแคว้นหนิง ปลดบิดาของตนลงจากตำแหน่งแล้วขึ้นเป็นฮ่องเต้แทน ถึงตอนนั้นเขาจะกวาดล้างให้หมด ทั้งครอบครัวของคนไร้ประโยชน์ที่บังอาจชูคออยู่ในวังแทนที่เขา ทั้งลูกนอกไส้อดีตองค์รัชทายาทนั่น เขาจะทำให้ทุกคนต้องสูญเสียมากกว่าที่เขาเคยสูญเสีย ให้บิดาของเขาได้เห็นถึงผลของการกระทำอันแสนลำเอียงนั่น

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ม้าเร็วส่งข่าวมาบอกว่าเสด็จพ่อทรงอนุญาตให้มีการเคลื่อนทัพในอีกสิบวันข้างหน้า หนึ่งเดือนที่ผ่านมาที่ยังทรงนิ่งเฉยก็เพราะกำลังจัดเตรียมกำลังไพร่พล เตรียมเสบียง ทั้งยังรอดูให้แน่ใจว่าแผนของเราสำเร็จลุล่วง แต่ก็อย่างที่เห็น รัชทายาทแคว้นเจ้าเงียบหายไปเดือนกว่า สายที่อยู่ในวังก็ยืนยันมาแล้ว เป้าหมายของเราคงสำเร็จได้ไม่ยาก”

“พูดถึงเสบียง อย่างไรทัพก็ต้องเคลื่อนผ่านหยางกวง เช่นนั้นข้าจะให้คนช่วยเตรียมเสบียงอีกแรง ทัพของเจ้ามาถึงจะได้มีเสบียงเพิ่มเติมทดแทนส่วนที่ร่อยหรอไปในระหว่างเดินทัพมาที่นี่”

“ลำบากเจ้าแล้วสหาย” ชายวัยกลางคนยกยิ้มออกมาทันที ร่วมกันร่ำสุราดื่มอีกไม่กี่จอกเจิ้งหนันหมิงก็หลับคอพับไป ซูเมิ่งให้คนมาจัดการเก็บกวาดแล้วนำตัวสหายกลับไปพักที่ห้อง ส่วนตัวเขาเองนั้นยังคงนั่งวางแผนการเข้ายึดวังหลวงแคว้นหนิงต่อไป เรื่องนี้ต้องใช้ความรอบคอบเป็นอย่างมาก หากพลาดไปย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่แคว้นจ้านของเขาจะต้องเผชิญ และนั่นเป็นสิ่งที่เขาจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกความสามารถไปมากกว่านี้อีกแล้ว

หลายวันต่อมา

ทางด้านของสำนักนภาทมิฬ

ในช่วงเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นนับว่าเป็นช่วงที่ชีวิตของอี้เซียวเสวี่ยนั้นต้องพบกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ถูกฝึกหนักราวกับว่าท่านอาจารย์ของเขาต้องการที่ฆ่าแกงกันมากกว่าต้องการที่จะฝึกให้เขาเป็นจอมยุทธ์ ดูจากการลอบวางยาพิษด้วยวิธีต่าง ๆ การลอบสังหารที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จะยามหลับยามตื่นก็ล้วนถูกท่านอาจารย์ทดสอบความสามารถอยู่เนือง ๆ

น่าแปลกที่ศิษย์คนอื่น ๆ ในสำนักนั้นไม่ได้ถูกฝึกหนักเช่นเขา บรรดาผู้อาวุโสนั้นยังปรานีให้โอกาสศิษย์ของตนได้พัก แต่กับเฉาเฟยเหิงนั้นนอกจากจะไม่ได้พักแล้วยังทำให้เขาต้องเสี่ยงตาย หลังจากที่คืนหนึ่งเซียวเสวี่ยได้ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าก็เกิดเรื่อง กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองถูกรมควันพิษร่างกายก็ชาไปหลายส่วนแล้ว ดังนั้นนี่จึงนับเป็นเดือนที่ทรหดมากสำหรับชายหนุ่ม

“เซียวเสวี่ย ถึงเวลาทำงานแรกของเจ้าแล้ว” น้ำเสียงทุ้มที่แหบพร่าเล็กน้อยของเฟยเหิงดังขึ้น เซียวเสวี่ยที่กำลังฝึกทบทวนเพลงกระบี่หยุดชะงักลง มือหนายกขึ้นรับกลักใส่จดหมายที่ผู้เป็นอาจารย์โยนมาให้อย่างรวดเร็ว ต้องยอมรับเลยว่าหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมานี้การฝึกทุกอย่างทำให้ประสาทการรับรู้รวดเร็วขึ้น การเคลื่อนไหวก็ว่องไวขึ้น นับว่าคุ้มค่ากับหยดเลือดและหยาดเหงื่อที่เสียไปจริง ๆ

“สำนักปราบสุริยัน? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยท่านอาจารย์”

“สำนักกบฏที่มีเจ้าสำนักเป็นอดีตองค์ชายที่ถูกปลดเพราะลอบปลงพระชนม์อดีตองค์รัชทายาท ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีสำนักนี้ถูกกวาดล้างเพราะเจ้าสำนักลอบติดต่อกับคนของแคว้นจ้าน ตอนนี้มีข่าวว่ากองทัพแคว้นจ้านเริ่มมีการเคลื่อนไหว เกรงว่าจะเกี่ยวข้องกับสำนักนี้”

“จะบอกว่าอดีตองค์ชายคิดยืมมือคนนอกก่อกบฏยึดแคว้นตนเองอย่างนั้นรึ” คนถามขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ไม่อยากเชื่อนักว่าคนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในวังได้ใกล้ชิดกับฮ่องเต้ทั้งยังเป็นถึงหนึ่งในโอรสจะคิดทำการใหญ่เช่นนี้ได้ ถูกปลดก็เลยนึกแค้นใจอย่างนั้นหรือ ความแค้นทำให้คนทำได้ทุกอย่างเพื่อล้างแค้นจริง ๆ

“เจ้าน่าจะเดาได้ อีกสองวันก็ออกเดินทางได้แล้ว ไปถึงที่นั่นเร็วหน่อยจะได้มีเวลาให้เจ้าคิดแผน การจะเข้าไปในสำนักของศัตรูนั้นไม่ง่าย สายของเราที่อยู่ที่นั่นคงพอช่วยอะไรได้บ้าง แต่อย่าคาดหวังมากไปเพราะคงช่วยได้ไม่มากนัก”

“ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นสองวันนี้ข้าขอพักผ่อนให้เต็มที่ งดการฝึกการทดสอบทุกอย่าง ข้าไม่ได้ขอแต่เพียงแต่บอกให้ท่านรับรู้เอาไว้เท่านั้น” ร่างสูงนำกระบี่เก็บเข้าฝักแล้วเดินออกมาจากสำนักของตนทันที ไม่ได้อยู่ฟังว่าอีกฝ่ายจะอนุญาตหรือไม่ จะก่นด่าอะไรเขาก็ไม่สน ไม่ได้พบหน้าเสี่ยวเหลียนมาทั้งเดือนไม่รู้นางเป็นเช่นไรบ้าง

ออกมาถึงทางเข้าสำนักที่ถูกสร้างให้เป็นโรงเตี๊ยมก็ต้องถอนหายใจออกมา เคยคิดว่าสำนักที่อยู่ใกล้วังคือที่ตั้งของสำนักจริง ๆ ที่ไหนได้กลับกลายเป็นว่าที่นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับจวนล้าง หากจะนับจำนวนคนที่นั่นคงใช้นิ้วมือไม่ครบทุกนิ้วในการนับเสียด้วยซ้ำ ใครจะคิดว่าสำนักนภาทมิฬแท้จริงแล้วตั้งอยู่ด้านหลังโรงเตี๊ยม ขนาบข้างด้วยหอโคมแดงและโรงน้ำชา สถานที่ซึ่งเป็นแหล่งสำราญของคนมีเงิน แต่คิดในอีกมุมหนึ่งก็นับว่าทำเลที่ตั้งดี จะสืบข่าวอะไรก็ง่ายดายเพราะคนเก้าในสิบส่วนต่างก็นัดหมายพบกันไม่ที่ใดก็ที่หนึ่งในสถานที่สามแห่งนี้

“เจ้า อี้เซียวเสวี่ยใช่รึไม่” เสียงเรียกที่พอจะคุ้นหูอยู่บ้างนั้นทำให้เจ้าของชื่อหยุดเดินแล้วหันไปมอง ชายหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยที่ได้พบเข้ากับคนที่หายหน้าหายตาไปนานอย่างกัวเจิ้งเหลียง ได้ยินมาว่าอีกฝ่ายสามารถเข้าเป็นศิษย์ในสำนักเมฆาทมิฬได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นเขาเองก็ต้องฝึกหนักเลยไม่ได้รับรู้เรื่องภายนอกเท่าไหร่นัก

“ไม่ได้พบกันนาน สบายดีหรือคุณชายกัว”

“สบายดี แค่ไม่คิดว่าจะมาพบกันที่นี่ เจ้ามาทำอะไรที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้กัน” ชายหนุ่มอีกคนในชุดสีขาวของสำนักที่ตนสังกัดเอ่ยขึ้น ทอดสายตามองอี้เซียวเสวี่ยที่อยู่ในชุดชาวบ้านธรรมดาแล้วยกยิ้มออกมา ดูเหมือนสิ่งที่เขากังวลจะเป็นการประเมินอีกฝ่ายสูงเกินไป คิดว่าคุณชายอี้ผู้นี้จะเป็นคู่แข่งที่เขาต้องพยายามอย่างมากเพื่อเอาชนะ แต่แท้จริงแล้วกลับไม่ต้องทำอะไรมากมายเขาก็ได้อยู่เหนือกว่า เป็นเช่นนี้แล้วเรื่องความรักคงจะชนะขาดเช่นกัน อย่างไรเสียตระกูลมู่ก็คงเลือกเขามากกว่าคนไร้อนาคตอย่างอี้เซียวเสวี่ยอย่างแน่นอน

“หึ ถามแปลกจริง เจ้าดูสภาพข้าสิ”

“อืม ก็พอจะเข้าใจได้ ตั้งแต่ออกจางวังเจ้าคงจะลำบากมาก” เจิ้งเหลียงเหยียดยิ้มออกมาเมื่อนึกไปถึงอดีตในวัยเด็ก อี้เซียวเสวี่ยผู้นี้มักจะทะนงตน วางท่าทีราวกับอยู่เหนือผู้อื่น หากเทียบกับตอนนี้แล้วหากบอกว่าไม่ใช่คนเดียวกันก็คงเชื่อได้ไม่ยาก คนเช่นนี้เองหรือที่เหลียนเอ๋อร์ยอมสนิทชิดเชื้อ เอาเถิด อย่างไรเสียตอนนี้นางคงตาสว่างแล้วจะคิดเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังไม่สาย เขาจะทำให้นางเห็นเองว่าคนที่นางควรเลือกนั้นคือใคร

“แต่ดูเจ้าจะไปได้ดี ชุดของสำนักเมฆาพิสุทธิ์ใส่แล้วดูสง่างามยิ่ง” เซียวเสวี่ยไม่ได้ตอบรับการวิเคราะห์คนจากภาพลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่ายและเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องแทน การกระทำเช่นนี้ทำให้เจิ้งเหลียงคิดไปเองว่าคนตรงหน้าจงใจเปลี่ยนเรื่องเพราะเกิดอับอายและรู้สึกเสียหน้า ก็เมื่อตอนที่ยังติดตามเจิ้งกั๋วกงจิ่นเซวียนนั้นดันทำตนเย่อหยิ่งไว้ขนาดนั้น พอต้องตกต่ำก็เลยรับไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อคิดได้ดังนี้รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิจึงปรากฏบนใบหน้า สะบัดแขนเสื้อเบา ๆ โอ้อวดความงามของชุดที่ตนใส่

“นับว่าเจ้าตาถึง ชุดนี้ทอด้วยไหมชั้นดี ท่านอาจารย์ของข้าเป็นผู้มอบให้”

“เจ้าช่างมีความสามารถ ไม่เพียงสอบเข้าสำนักได้ยังได้เป็นศิษย์สายในมีอาจารย์ของตนเองอีก” อี้เซียวเสวี่ยยังคงเอ่ยยกยออีกฝ่าย ปล่อยให้ใจผิดไปเช่นนั้นก็ดีแล้ว เรื่องนี้เขาไม่ได้โกหกเลยแม้แต่คำเดียว ทุกสิ่งล้วนเป็นกัวเจิ้งเหลียงทั้งนั้นที่คิดเองเออเอง เขายังไม่ทันพูดสักคำว่าตอนนี้เขามีสถานะเช่นไร สังกัดสำนักไหน หรือแม้แต่ทำงานอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ใช่หรือไม่ จะมาโทษเขาว่าโกหกไม่ได้ หากจะผิดก็คงผิดที่ไม่ได้แก้ต่างเมื่อถูกเข้าใจผิดก็เท่านั้น ปล่อยให้เป็นความลับต่อไปนั้นดีที่สุดแล้ว

ความลับที่ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ตั้งของสำนักนภาทมิฬจะให้ใครล่วงรู้ไม่ได้เด็ดขาด

“ตอนนี้ข้ามีงานต้องไปทำ หากชักช้าจะถูกลูกค้าต่อว่าเอาได้ คงต้องขอตัวก่อน”

“เช่นนั้นเจ้าก็รีบไปเถิด” เจิ้งเหลียงเอ่ยบอกก่อนจะยิ้มออกมา เซียวเสวี่ยไม่ได้สนใจนักว่าอีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าอย่างไร อยากจะยิ้มเยาะก็ปล่อยให้อีกฝ่ายยิ้มไป อย่างไรเสียงหัวเราะทีหลังก็ย่อมดังกว่า อีกอย่างเขาก็มีเวลาไม่มากเพราะตอนนี้ต้องรีบเดินทางไปที่วังหลวงก่อน ออกเดินทางตอนนี้กว่าจะถึงก็คงช่วงเย็นแล้ว หากเข้าพบเสี่ยวเหลียนวันนี้ไม่ได้ก็คงต้องไปขออาศัยพักกับอดีตเจ้านายอย่างเจิ้งกั๋วกงจิ่นเซวียนสักคืนหนึ่ง อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีจึงพอจะสนิทกันอยู่บ้าง การขอพักในเรือนเก่าของตนเองคงไม่ถูกปฏิเสธ รุ่งเช้าค่อยไปหานางที่ตำหนักหานอี้ แผนสำรองนี้ถือว่าเป็นแผนที่ดีทีเดียว

------------------

เจิ้นกั๋วกง 鎮國公 เป็นตำแหน่งของกั๋วกงขั้นที่ 1 และถือว่าเป็นท่านชาย ผู้ได้รับแต่งตั้งมักเป็นพระนัดดาที่มีมารดาเป็นพระชายารองทำให้ได้ตำแหน่งนี้เป็นแรกเริ่มและค่อยทำผลงานต่อไป ใครจำจิ่นเซวียนได้บ้าง ตัวละครนี้อยู่มาตั้งแต่ตัวเอกเรายังเด็กเลยทีเดียว 

ความคิดเห็น