facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

stalker (สตอล์กเกอร์)

ชื่อตอน : stalker (สตอล์กเกอร์)

คำค้น : พิมพ์นภา โซ่รักคล้องใจ ผู้ชายเลว เกศรินทร์

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2564 21:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
stalker (สตอล์กเกอร์)
แบบอักษร

14 stalker (สตอล์กเกอร์) 

“ฉันถามว่านั้นใคร!!” ฉันตะโกนถามออกไปเสียงดังอีกครั้ง พร้อมกับค่อยๆเดินไปตรงบริเวณที่แจกันตกแตก และในระหว่างที่ฉันกำลังเดินเข้าไปอย่างกล้าๆกลัวๆนั้นก็มีเสียงแมวร้องขึ้นมา 

 

เหมี๊ยวว~~  เหมี๊ยวว~~ 

 

ในขณะที่ฉันกำลังมองหาสิ่งมีชีวิตที่วิ่งผ่านหน้าฉันไปสักครู่นั้นก็มีเสียงแมวร้องขึ้น ฉันหันไปมองตามเสียงแมวร้องซึ่งมันเป็นทางที่เงาที่ฉันเห็นวิ่งผ่านไปทางนั้น ฉันตัดสินใจเดินไปตามเสียงแมวนั้นร้องเพื่อไปดูว่ามันเป็นเสียงแมวร้องจริงๆไหม  

ฉันค่อยๆเดินไปทีละก้าวอย่างช้าๆพร้อมกับเพ่งสายตามองไปยังด้านหน้าฉันเดินไปอย่างกล้าๆกลัวๆภายในใจก็คิดไปด้วยหวังว่าสิ่งที่ฉันเห็นนั้นเป็นแมวจริงๆไม่ใช่คนหรือโจรเข้ามาปล้นบ้านฉันอย่างที่ฉันคิดไว้ 

เหมี๊ยว!! 

“ว๊ายย!!” ฉันร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจเมื่อจูจู่ก็มีแมวขาวตัวหนึ่งวิ่งกระโจนเข้ามาอยู่ตรงหน้าฉัน 

“นี่เป็นแกจริงๆหรอ เฮ้อออ!” ฉันเอามือทาบอกตัวเองพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ  

จากนั้นฉันก็เดินไปเอาไม้กวาดและที่ตักขยะมาทำความสะอาดบริเวณที่แจกันดอกไม้ตกแตก พอฉันเก็บกวาดอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วฉันก็กลับไปอยู่บนบ้านเช่นเดิมเพื่อไปทำงานของตัวเองต่อ 

 

หลายวันผ่านไป..... 

วันนี้ฉันออกมาเดินซื้อของพวกอาหารสดและจำพวกผักอยู่ที่ตลาดสดกับแม่เพื่อไปไว้ทำอาหารอยู่ที่บ้าน ซึ่งครอบครัวของฉันจะออกมาซื้อของไปไว้ทำอาหารอาทิตย์ละครั้งเท่านั้นและเวลาออกมาซื้อแต่ละครั้งของก็มักจะเยอะเป็นธรรมดาฉันจึงออกมากับแม่เพื่อมาช่วยท่านถือของแต่ฉันก็จะถือแต่ของที่มันเบาๆไม่ได้หนักอะไรมากส่วนของที่มันหนักมากๆแม่ก็จะเป็นคนถือเอง 

และในระหว่างที่ฉันกำลังเดินซื้อของอยู่นั้นจูจู่ก็มีเด็กผู้ชายอายุประมาณ 15 ปี สองคนเดินเข้ามาหาฉันกับแม่ 

“พี่ครับ! มาเดี่ยวผมช่วยถือของให้” พูดพร้อมกับยื่นมือสองข้างมาข้างหน้าเพื่อที่จะให้ฉันยื่นของที่ฉันถืออยู่ส่งให้เขา 

“อะเอ่อ...พอดีว่าผมเห็นพี่กับคุณป้าถือของเยอะแยะเห็นแล้วคงจะหนักน่าดูแถมพี่ยังท้องอีกพวกผมสองคนเลยอาสามาช่วยพี่กับคุณป้าถือของให้ครับ” เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันมองพวกเขาอย่างไม่หน้าไว้ใจ 

“แน่นะ ไม่ใช่ว่ามาแกล้งทำดีแล้วแอบชิ่งขโมยของแล้วหนีไปหรอกนะ” ฉันพูดพร้อมกับจ้องหน้าพวกเขาสองคนอย่างจับผิด  

ทุกวันนี้ฉันต้องระวังตัวเองเป็นพิเศษเพราะหลายวันมานี้ฉันรู้สึกว่าเหมือนกำลังมีใครคนหนึ่งคอยติดตามฉันและจ้องมองฉันอยู่ตลอดเวลา ฉันกลัวว่าจะมีคนคิดปองร้ายฉันอยู่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเวลาฉันจะไปไหนทำอะไรหรือว่ามีคนแปลกหน้าเข้าหาฉันจะต้องดูให้ดีก่อน 

“แน่ครับ!!” พวกเขาสองคนพูดพร้อมกันเสียงดัง  

“พี่ไม่ต้องกลัวนะครับ พวกผมสองคนไว้ใจได้แน่นอน” เด็กผู้ชายยืนอยู่ทางซ้ายพูดขึ้น 

ฉันหันไปมองหน้าแม่และส่งสายตาเชิงถามว่าจะเอาไงกันดีจะยอมเด็กสองคนนี้ช่วยไหม เราไว้ใจเขาได้ใช่มั้ย 

“ในเมื่อน้องเขาอยากช่วยก็ให้น้องเขาช่วยเถอะลูก เราอย่าไปปฏิเสธน้ำใจเขาเลย แม่ดูแล้วน้องเขาคงอยากจะช่วยเราจริงๆนะแหละ” แม่พูดบอกฉันก่อนจะหันไปพูดกับเด็กผู้ชายสองคนนั้น  

“ป้าขอบคุณมากๆนะ ที่อาสามาช่วยถือของให้ป้ากับพี่สาวเขา” แม่กล่าวคำขอบคุณเด็กสองคนนั้น 

จากนั้นพวกเขาสองคนก็เข้ามาเอาข้าวของจากมือของฉันและแม่ไปถือให้ จากนั้นฉันกับแม่ก็พากันเดินซื้อของต่อโดยที่มีเด็กผู้ชายสองคนเดินตามหลังคอยช่วยถือของให้ หลายวันมานี้มีเรื่องราวแปลกๆมากมายเกิดขึ้นกับฉัน เหมือนอย่างกับวันนี้ก็มีเด็กที่ไหนไม่รู้เข้ามาคอยช่วยเหลือฉันทั้งๆที่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือว่าอาจจะเป็นเพราะฉันคิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่รู้ 

 

“ถือมาช่วยแค่นี้ก็พอแล้ว ขอบคุณมากนะ” ฉันกล่าวคำขอบคุณเด็กผู้ชายสองคนเมื่อเดินมาถึงจุดรอขึ้นรถโดยสาร  

“ครับ!!” เด็กผู้ชายสองคนกล่าวและพยักหน้าตอบรับคำขอบคุณของฉันและส่งข้าวของในมือคืนให้ฉันกับแม่ก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งกลับไป 

หลังจากที่เด็กสองคนนั้นวิ่งไปลับตาแล้วฉันกับแม่ก็พากันยืนรอขึ้นรถโดยสารเพื่อเดินทางกลับบ้าน ยืนรอได้ไม่นานรถโดยสารก็เคลื่อนตัวมาจอดตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อย ฉันกับแม่พากันขนข้าวของขึ้นรถและเดินทางกลับบ้าน 

 

Talk Time 

ผมนั่งมองผู้หญิงสองคนกำลังขนถุงผักเนื้อและข้าวของอื่นๆขึ้นรถโดยสารคันสีแดงคันหนึ่งโดยผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในช่วงอายุประมาณ 20 – 21 ปีและเธอก็กำลังท้องส่วนผู้หญิงอีกหนึ่งคนอายุวัยกลางคนซึ่งน่าจะเป็นแม่ของเธอ 

ทันทีที่รถโดยสารคันนั้นเคลื่อนตัวผมก็รีบขับรถตามหลังไปทันทีโดยไม่ลืมที่จะทิ้งระยะห่างออกมาเพื่อที่จะได้ไม่เป็นที่สังเกตเห็นเพราะพิมพ์นภาเธอนั่งตรงท้ายๆสุดใกล้ทางลงรถอาจจะทำให้เธอมองเห็นรถของผมได้ง่าย 

ผมขับตามรถโดยสารนั้นไปจนถึงหน้าบ้านของเธอและผมก็จอดรถอีกฟากหนึ่งของถนนเพื่อดูเธอต่อไปซึ่งที่ที่ผมจอดรถนั้นมันไม่ห่างไกลจากบ้านเธอและไม่เป็นที่สังเกตเท่าไหร่นัก ผมนั่งดูเธอกับแม่เธอขนของลงจากรถโดยสารใจผมก็อยากจะเข้าไปช่วยเธออยู่หรอกนะ แต่หากผมเข้าไปช่วยมีหวังเธอได้ตบผมแล้วไล่ผมหนีตะเพิดแน่นอน ดีไม่ดีบางทีเธออาจจะหอบลูกหนีผมไปอยู่ที่อื่นไม่ให้ผมได้เจอหน้าเธอและลูกอีกก็เป็นได้ 

และในระหว่างที่ผมกำลังนั่งมองพิมพ์นภาอยู่นั้นจูจู่ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ข้างๆบ้านของพิมพ์ซึ่งผู้ชายคนนั้นก็คือคนที่ผมเจอเขาอยู่กับพิมพ์ในห้างวันนั้น 

 เขาเดินเข้าไปหาพิมพ์กับแม่ของพิมพ์ที่กำลังขนของลงจากรถ ผมเลื่อนกระจกรถลงเล็กน้อยพอให้ได้ยินเสียงพวกเขาคุยกัน แต่มันก็ยังทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันอยู่ดีผมจึงลดกระจกรถลงอีกและเอาหูตัวเองไปแนบกับกระจกรถเพื่อฟังพวกเขาคุยกัน 

“มาแต่ตลาดกันหรอครับ” ผู้ชายข้างบ้านคนนั้นพูด 

“ใช่ค่ะ พอดีพิมพ์กับแม่ไปซื้อของมาไว้ทำกับข้าวคะ” อันนี้น่าจะเป็นเสียงของพิมพ์เป็นพูด  

“ดูสิซื้อของมาตั้งเยอะ ทำไมพิมพ์ไม่โทรบอกพี่ล่ะพี่จะได้ขับรถพาไปและไปช่วยถือของด้วย”  

“พิมพ์เกรงใจพี่หมอซันนี่คะ ลำพังงานพี่หมอซันก็เหนื่อยมากพอแล้วพิมพ์ไม่อยากให้พี่หมอซันต้องมาลำบากเพราะพิมพ์อีก พี่หมอซันเข้าใจพิมพ์ใช่มั้ยคะ”  

“ครับ แต่พี่ให้พิมพ์เกรงใจพี่ได้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะครั้งต่อไปห้ามเกรงใจพี่ พี่เต็มใจที่จะทำมันโอเคไหม”  

“ก็ได้ค่ะ” 

“มา! เดี่ยวพี่ช่วยถือเข้าไปในบ้านให้ พิมพ์กำลังท้องอยู่ยกของหนักมากไม่ดีนะ”  

พอสิ้นคำพูดประโยคนั้นของผู้ชายผมก็กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย เอ๊ะ! หรือว่าผมยังแนบหูยังไม่ใกล้มากพอ ผมจึงพยายามขยับตัวเองเข้าไปแนบชิดกับประตูรถมากขึ้น และด้วยความอยากรู้อยากได้เสียงว่าพวกเขาพากันคุยอะไรนั้นผมจึงไม่ทันได้มองว่าตอนนี้พวกเขายังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า ขณะนั้นเองก็มีคนมาเคาะกระจกรถของผมที่ผมกำลังเอาหูแนบอยู่ 

“ลงไปยืนฟังใกล้ๆไหมครับ! จะได้ได้ยิน” 

 

ขอโทษรี้ดทุกคนด้วยนะคะที่ลงช้า ตอนนี้อาจจะไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ไรท์มาเอาลงให้อ่านพอหายคิดถึงก่อน 

ตอนต่อไปจะเป็นศึกระหว่างหมอซันกับธามนะคะ ไรท์กำลังแต่งถ้าแต่งเสร็จทันอาจจะลงต่อเลย 

ความคิดเห็น