email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 48. มือที่ไม่มีวันเอื้อมถึง

ชื่อตอน : ตอนที่ 48. มือที่ไม่มีวันเอื้อมถึง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 33

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2564 21:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 48. มือที่ไม่มีวันเอื้อมถึง
แบบอักษร

โอซองและวอนกี ทั้งสองเดินหายไปในป่าปล่อยให้ฮีวอนอยู่ตามลำพังกับอียู แสงไฟจากกองไฟยังคงสาดส่องเป็นวงกว้างให้ได้มองเห็นบรรยากาศรอบๆ

เวลาผ่านพ้นไปด้วยความอึดอัดทั้งสองไม่พูดอะไรอีก อียูเองก็พอจะแอบเห็นว่าฮีวอนมีท่าทีลำบากใจแต่ยังคงเงียบขรึม

“ทำไมไม่พูดอะไรเลยหละ?”

เป็นอียูที่อดทนต่อความสงสัยของตัวเองไม่ไหว จึงเอ่ยปากถามเขาออกไป

“เจ้านี่ช่าง..”

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าคือฮีวอน หรือ มูยอง เจ้าเป็นใครกันแน่?”

ฮีวอนนิ่งไปกับคำถามนั้น จะว่าไปเขาสะอึกกับคำพูดของอียูหลายต่อหลายครั้งจนบางครั้งเขาแทบไม่อยากรับฟังอะไรจากนางอีก

“จะเป็นใคร คงไม่สำคัญ จะเป็นฮีวอน หรือ มูยอง ก็แล้วแต่เจ้าจะคิด”

“งั้นให้เจ้าเป็น มูยองแล้วกัน ข้าทำใจไม่ได้ที่ฮีวอนในความทรงจำของข้าจะเลวร้ายแบบนี้”

“หึ..”

ฮีวอนหัวเราะในลำคอพรางเก็บดาบเข้าฝักอย่างชำนาญ

“ทำไมไม่คัดค้านอะไรข้าอย่างที่เจ้าโอซองนั่นทำ? เจ้ารู้อยู่แล้วใช่ไหมหละว่าข้าพูดถูก หรือไม่เจ้าก็คิดเหมือนกันกับข้า”

“เจ้าจะพูดอะไรกันแน่?”

“ยังไม่สายหากจะเปลี่ยนใจ อย่างทำอย่างนี้เลยขนาดตัวเจ้าเองยังไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้”

“.....”

“ข้าไม่รู้ระหว่างเจ้ากับสองคนนั้นเป็นอย่างไร แต่คนอย่างเสนาบดีชิน จะปล่อยคนที่เป็นตราบาปของตัวเองไปเฉยๆ ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น แต่หาก..”

“.....”

“หากพวกเจ้าไปเสียตอนนี้ ข้าสัญญาว่าจะไม่มีทหารจากวังหลวงคนไหนตามพวกเจ้าไปแม้แต่คนเดียว ข้าจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เจ้าเชื่อข้าได้”

น้ำเสียงทีเล่นทีจริงของอียูเมื่อครู่แปเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาราวกับว่านางไม่ได้ล้อเล่น

“ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไร ข้าไม่สนใจ ขืนยังพูดไม่หยุด ข้าจะไม่รับรองความปลอดภัยของเจ้า”

“ข้าไม่ได้พูดกับเจ้าเสียหน่อย”

“....?!”

“ข้ากำลังพูดกับฮีวอน”

ใบหน้าบึ้งตึงของฮีวอนค่อยๆผ่อนคลายลงอย่างไม่คาดคิด เมื่อได้ยินที่อียูพูด แทนที่จะโกรธที่นางพูดแบบนั้นกลับทำให้ฮีวอนไขว้เขวราวกับกำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่ในใจ จนต้องเป็นฝ่ายหันหน้าหนีไปทางอื่นแทน

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าฮีวอนนั่งมองกองไฟที่กำลังครุกรุ่นสลับกับร่างบางของอียูที่กำลังนั่งหลับอยู่ข้างๆ

เสียงถอนหายใจของคนที่คิดไม่ตกยังคงดังเรื่อยๆ พาให้คิดถึงคำที่อียูพูด ฮีวอนรู้อยู่แกใจว่าที่ผ่านมาท่านพ่อไม่เคยคิดจะปล่อยให้ใครรอดพ้นหากรู้ถึงความลับของเขา แต่เหนือสิ่งอื่นใดโอซองและวอนกี ทั้งสองเป็นเด็กกำพร้าไม่ต่างจากฮีวอน ถูกสั่งสอนให้เป็นนักฆ่าไม่ต่างจากเขา

ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทำให้ฮีวอนยอมที่จะเอาชีวิตเข้าแลกแม้แต่เขาเองก็อยากจะหลุดพ้นจากบ่วงโซ่ความเลวร้ายนี้เสียที หากเสนาบดีชินยังมีความเป็นพ่อหลงเหลืออยู่เขาก็อยากจะลองเสี่ยง

“นายท่านฮีวอน องค์รัชทายาทใกล้เข้ามาแล้ว!”

วอนกีวิ่งเข้ามาหาฮีวอนด้วยความร้อนรน ฮีวอนลุกขึ้นพยักหน้าเป็นอันเข้าใจ

“โอซอง อยู่ไหน?”

“เขาซ่อนตัวตามที่ท่านบอกแล้ว”

“อืม พานางออกไป”

“ขอรับ”

วอนกีตรงเข้าไปคว้าแขนของอียูดึงให้นางลุกขึ้นในทันที อียูในสภาพสะดุ้งตื่นตกใจพยายามขัดขืนการจับกุมของวอนกี

“อย่ามาแตะต้องตัวข้านะ!! ช่วยด้วยยยยย!!! เจ้าจะพาข้าไปไหน!!!”

“ร้องไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงเจ้าก็จะต้องตายตามองค์รัชทายาทไปอยู่ดี”

“ไม่นะ!!!”

วอนกีไม่ได้สนใจเสียงร้องอันน่าลำคานของอียูเขาถลึงตาใส่คนตัวเล็กอย่างเดือดดาลพรางดึงลากพาอียูเดินลึกเข้าไปในป่า

ซอลมินกำลังมาที่นี่ เมื่อกี้ตอนอียูตื่นขึ้นนางเห็นเพียงแค่ฮีวอนและวอนกีแค่สองคน ไร้เงาของโอซอง อาจเป็นไปได้ว่าเขาจะเล่นทีเผลอเป็นแน่

“อะ โอ๊ย!!”

อียูได้ทีทำท่าสะดุดล้มพับลงร้องลั่นอย่าสำออย วอนกีในสภาพหิ้วปีกต้องหยุดเดินหันมองอียูตาเขียว

“เจ้าคิดจะทำอะไร ข้าไม่ใจดีเหมือนสองคนนั้นนะ”

“ข้าเจ็บ เดินต่อไม่ไหวแล้ว”

หมับ!!

ปลายมีดแหลมๆ จ่อเข้ามาที่ลำคอระหงในทันที

“ลุกขึ้นมา อย่าให้ข้าต้องลงมือ”

“.....!!”

สายตาแข็งกร้าวของเขาบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านี่ไม่ใช่แค่คำขู่ อียูจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นเดินต่อไปตามที่วอนกีบอก

น้ำตามากมายค่อยๆไหลลงสองข้างแก้มอย่างเสียไม่ได้ ไร้หนทางจะต่อต้าน ข้าจะไม่ยอมตายแบบนี้แน่

พรึบ!!!

ร่างสูงของซอลมินโดดลงจากหลังม้า สายตาจดจ้องไปที่บุคคลด้านหลังกองไฟ มีเพียงฮีวอนแต่ไร้ซึ่งเงาของอียูยิ่งทำให้ซอลมินกังวลใจ

“นางอยู่ไหน?”

“น้ำเสียงและสายตาของท่าน ไม่ต่างจากครั้งก่อนที่พบกันเลยนะ”

“....”

ซอลมินขบกรามแน่นอย่างร้อนใจผิดกับฮีวอนที่ดูจะใจเย็นทั้งยังพูดจายียวนไม่ตอบคำถามของเขาพาให้นึกย้อนกลับไปในวันที่ซอลมินพบกับฮีวอนบนสะพาน

“แย่หน่อย ที่เราต้องพบกันอีกในสถานการณ์เช่นนี้ ดูท่านจะไม่ตกใจสักเท่าไรเลย แอบตามข้ามานานแค่ไหนแล้วหละ?”

“ข้าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของคนที่กำลังจะตาย”

“โหว!! เกรงว่าท่านคงจะไม่ได้เจออียูอีกแล้ว”

พรึบ!!

ฮีวอนยังไม่ทันได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น ซอลมินก็ดึงดาบออกจากฝักวิ่งเข้าประชิดตัวของฮีวอนในทันที

ทั้งสองต่างก็ฟาดฟันดาบใส่กันไม่มีใครยอมใคร ท่ามกลางแสงไฟจากกองไฟเล็กๆ เสียงดาบกระทบกันสลับกับเสียงหายใจหอบถี่ของทั้งคู่ช่างหนักหน่วงราวกันสัตว์ป่าไม่มีผิด

ผลัก!!!!

เท้าหนักๆ ของซอลมินยกขึ้นทีบเข้าที่หน้าอกของฮีวอนจนเขาเซถอยหลัง ฮีวอนเผยรอยยิ้มขึ้นพรางปัดเอาเศษดินบนเสื้อออกอย่างไม่รู้สึกรู้สา ก่อนจะดันดาบเข้าใส่ซอลมินอีกครั้ง

“ความพยายามของท่าน ข้าจะนำไปบอกอียูด้วยตัวเองอย่างแน่นอน”

“ไม่จำเป็น อีกเดี๋ยวเจ้าก็พูดไม่ได้แล้ว”

สายตาของทั้งคู่จ้องกันไม่กระพริบ ต่างก็มองหาช่องทางลงดาบใส่คู่ต่อสู้ให้ได้ ในความเป็นจริงฮีวอนได้เปรียบซอลมินอยู่ไม่น้อยเพราะเขาเป็นนักฆ่ามืออาชีพ ใช้ชีวิตอยู่บนความเป็นและความตายมาตลอด แตกต่างจากซอลมินที่แม้ว่าจะเก่งกาจจากการฝึกฝนอย่างหนัก นอกจากสนามรบแล้วเขาก็ไม่ค่อยได้สู้รบกันใครนัก

ฟรึบ!! พรึบ!!

“ท่านต้องหูตาไวกว่านี้หน่อย ไม่งั้นข้าจะหมดสนุกเอาง่ายๆ”

“.....!!”

เพียงแค่เสี้ยววินาทีคมดาบของฮีวอนก็เฉือนเข้าที่ต้นแขนด้านซ้ายของซอลมินเป็นทางยาว ซอลมินล่าถอยห่างจากฮีวอนก่อนจะฉีกแขนเสื้อที่ขาดวิ่นเกะกะออกโดยไม่สนใจคำพูดยั่วยุของฮีวอน

เลือดสีแดงฉานจากแผลไหลลงมาตามแขนเป็นทางยาว แต่ไร้การแสดงสีหน้าใดๆ

การต่อสู้ในครั้งนี้ฮีวอนมีฝีมือร้ายกาจอย่างที่แทซันเคยพูด เป็นเรื่องยากสำหรับซอลมินที่บาดเจ็บ แต่การเตรียมใจของเขาก่อนที่จะมาที่นี่ ยังคงหนักแน่นมากกว่าที่จะกังวลใดๆ

“เกรงว่าข้าต้องจบเรื่องสนุกของเจ้าลงเพียงเท่านี้”

“...!!”

พูดจบร่างสูงก็พุ่งเข้าหาฮีวอนอีกครั้ง ฮีวอนตั้งรับการโจมตีของซอลมินได้อย่างง่ายดาย แต่ก็แอบตกใจในความดุดันในแววตาของซอลมิน ราวกับว่านี่คือการเตรียมใจที่จะตายอย่างไม่มีเงื่อนไข

แววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือดบนใบหน้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึก แม้ว่าแขนซ้ายจะอาบไปด้วยเลือดแต่กลับเคลื่อนไหวราวกับไร้ความเจ็บปวด เรี่ยวแรงที่ฟาดฟันดาบลงมาในแต่ระครั้งกลับเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเป็นไปได้

พลัก!!

“อ๊ะ!!!”

จังหวะรับการโจมตีของซอลมินเขาใช้มือซ้ายช่วยดันสันดาบที่ซอลมินกดเข้ามาอย่างลืมตัว ทำให้แผลจากการต่อสู้ครั้งก่อนที่อักเสบอยู่แล้วปริแตกสร้างความเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก

ใบหน้าฮีวอนแหยลงเล็กน้อยนั่นยิ่งทำให้ซอลมินถือโอกาสยกเท้าขึ้นทีบหน้าอกฮีวอนจนร่างสูงกระเด็นถอยหลัง แต่ยังไม่ทันที่ที่ฮีวอนจะตั้งตัวทันปลายดาบเงาวับสลักรวดรายมังกรของซอลมินก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเขาเสียแล้ว

เท้าหนักๆเตะไปที่ข้อมือของฮีวอนจนดาบในมือเขาหลุดออกจากมือ ทุกอย่างดูจะถึงบทสรุปฮีวอนในสภาพนั่งชันเข่าเงยหน้ามองไปยังร่างสูงของซอลมินที่หันคมดาบจ่อประชิดที่ลำคอหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า

“ก่อนที่ข้าจะลงดาบ ตอบมานาง อยู่ไหน?”

“หึ ฮ่าๆๆๆๆๆ!!”

“...!”

ฮีวอนระเบิดหัวเราะออกมาหน้าตาเฉย ราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ซอลมินเข้าใจว่าฮีวอนพ่ายแพ้ในการต่อสู้จนเสียสติไปโดยที่ไม่ได้ระวังตัว

เงาของบุคคลที่สามเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ในมือถือดาบตรงเข้าไปหาซอลมินจากทางด้านหลังหวังจะฆ่าซอลมินโดยที่เขาไม่รู้ตัว

“ซอลมิน!!”

ฉึบ!!!

“.....!!!”

“...!!!!”

เสียงเล็กๆ ที่คุ้นหูเรียกให้ซอลมินหันกลับไปมองทั้งสองห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น อียูยิ้มให้ซอลมินทั้งน้ำตาที่เห็นว่าเขาไม่เป็นอะไร ทั้งยังมาถึงที่นี่ด้วยตัวคนเดียว

สายตาดุดันของซอลมินเมื่อครู่แปลเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน ความกังวลภายในใจลดลงอย่างหมดสิ้นเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของอียูเท่านั้น

มือหนาที่โชคไปด้วยเลือดจากบาดแผลเอื้อมไปหาคนตรงหน้าช้าๆ ด้วยความสั่นเทา

“ซอลมิน ข้ารักท่าน”

“.....!!”

เหมือนเวลาได้หยุดเดินราวกับมีเพียงแค่ซอลมินและอียู นางรีบร้อนพูดออกไปทั้งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาแต่ก็ยังฝืนยิ้ม

“ข้า....!!!”

ฉึบ!!

ตุบ!!

เสียงคมดาบกรีดผ่านเลือดเนื้อถูกดึงออกท่ามกลางความเงียบงันยังคงดังกังวานยู่ในหู ร่างบางที่ยังคงยิ้มทั้งน้ำตาร่วงลงสู่พื้นต่อหน้าต่อตาซอลมิน มือหนาลอยค้างอยู่อย่างนั้นทั้งที่ยังไม่ทันได้สัมผัสถึงตัวอียูเลยด้วยซ้ำ

ข้าไม่เคยคิดว่าการบอกความรู้สึกที่ข้ามีต่อซอลมินจะได้ออกจากปากของข้าในเร็วๆ นี้เสียแล้ว แต่ตอนนี้ข้ากลัว กลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้บอกว่าข้ารักเขาอีก ถ้านี่จะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย ข้าก็ไม่เสียใจอะไรอีกแล้ว.

 

ความคิดเห็น