facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 รักยังไง...ในเมื่อหัวใจยังเกลียด

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 รักยังไง...ในเมื่อหัวใจยังเกลียด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 26 มี.ค. 2565 00:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 รักยังไง...ในเมื่อหัวใจยังเกลียด
แบบอักษร

ตอนที่ 1 

 

รักยังไง...ในเมื่อหัวใจยังเกลียด

 

 

 

หากเธอมองกลับมาจะเห็นฉันอยู่ภายในใจนั้นไหม

 

เสียงหัวเราะที่เคยสดใสกับรอยยิ้มที่ไม่เคยจางหาย

 

แววตาที่ถอดมองกันตลอดเวลาเธอจะยังคิดถึงมันอีกสักครั้งไหม

 

หรือจะเหลือไว้แค่ความทรงจำที่ไม่มีเธอนั้นกลับมา….

 

เสียงเพลงที่เปิดฟังช่างทำให้หัวใจดวงน้อยของ นินการต์ บีบรัดแน่นเหลือเกินขณะเครื่องบินกำลังจะแลนดิ้ง อดจะทำให้ชายหนุ่มร่างเล็กน้ำตาคลอออกมาไม่ได้ ตลอดการเดินทางมีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนของเขาในเวลานี้

 

 

ประเทศไทย, สนามบินสุวรรณภูมิ..

 

นินการต์ เวชารัตน์ หรือ นิน หนุ่มรูปร่างบางที่มีสไตล์การแต่งตัวที่ค่อนข้างธรรมชาติ ไม่เยอะจนเกินไป แต่ก็ทำให้สาวน้อย สาวใหญ่ หรือแม้กระทั่งผู้ชายด้วยกันเองยังมองอย่างไม่ละสายตา เนื่องจากใบหน้าที่น่ารัก ตาโต จมูกที่รับเข้ากับใบหน้า ทำให้นินการต์เป็นที่จับตามองสำหรับผู้โดยสารที่อยู่ภายในสนามบิน

 

นินการต์กำลังถือกระเป๋าสัมภาระออกมาจากสนามบินเนื่องจากวันนี้เป็นวันที่นินการต์เพิ่งกลับจากต่างประเทศหลังจากที่นินการต์ได้ทุนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเมื่อสองปีก่อน

 

"จบลงแล้วนะนิน" นินการต์พึมพำเบาๆ ใบหน้าที่ดูซีดเซียวฝืนยิ้มให้กับตัวเอง เมื่อตอนนี้เวลานี้เขาได้กลับจากอเมริกาแล้วได้มายืนอยู่ตรงนี้เพื่อเริ่มต้นใหม่ เป็นเขาเองที่เป็นคนจบความสัมพันธ์และเลือกที่จะเดินจากมาโยไม่มีค่ำล่ำลาเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นนินการต์ก็รู้สึกเจ็บไม่แพ้กัน ทุกอย่างมันบีบบังคับให้เขาต้องทำและเขาเองก็เลือกแล้วไม่ว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นยังไงก็คงต้องรับมันให้ได้

 

เพราะเขาเป็นคนเลือกแล้ว

 

นินการต์เดินออกมายังจุดบริการรถแท็กซี่เมื่อได้รถแล้วนินการต์ก็บอกจุดหมายปลายทางที่เขาจะไปทันที นินการต์นั่งอยู่บนแท็กซี่ก่อนจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเขาไม่ได้ให้ใครมารับเพราะไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนและความพ่ายแพ้ของเขาในครั้งนี้ เขาเพียงแค่โทรบอกลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันดีตั้งแต่เล็กจนโตอย่างอ้าย ว่าจะกลับจากอเมริกาวันนี้เท่านั้น

 

กว่าาจะเดินมาถึงก็กินเวลาไปนานพอสมควร เพราะการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพ นินการต์บอกให้คนขับรถจอดตรงหน้าบ้านหลังเล็กที่อยู่ภายในชุมชนที่แสนจะแออัด เนื่องจากเป็นชุมชนที่บ้านเช่าราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับที่อื่น นินการต์มองไปรอบๆ อย่างคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ แม้จะจากไปถึงสองปี แต่เขาก็ยังคิดถึงบ้านหลังนี้เสมอ บ้านที่เขาเติบโตขึ้นมาและมีครอบครัวที่อบอุ่นเสมอ ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้เขาคงไม่คิดจะดันทุรังไปเรียนต่อต่างประเทศที่มันไม่เคยเหมาะสมกับเขาตั้งแต่แรก แต่เพราะผู้ชายคนเดียวที่เขารักเขาถึงจำยอมที่จะไป แม้จะรู้ว่าต้องพบเจอกับอะไรแต่เขาก็ยังคงสู้เพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่รักโดยลืมไปว่าเขายังมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังรอเขาและสนับสนุนเขาอยู่ข้างหลังตลอดมาตั้งแต่เล็กจนโต

 

นินการต์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เมื่อตอนนี้เขากำลังยืนอยู่หน้าบ้านของตัวเองที่เมื่อก่อนเคยอยู่ สัมภาระที่ไม่ได้เยอะมากนักถูกพี่คนขับช่วยยกลงจากรถก่อนนินการต์จะจ่ายค่ารถให้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ขาเรียวเดินเข้าไปในบ้านด้วยหัวใจที่เต้นจนจะทะลุหน้าอกออกมาเพราะความตื่นเต้น หวนให้คิดถึงบรรยากาศเก่าในตอนที่ยังเป็นเด็ก เมื่อเข้าบ้านสายตากลมโตที่เห็นหญิงวัยกลางคนกำลังนั่งพับผ้าอยู่ในบ้านด้วยรอยยิ้มจางๆ ก็ทำให้ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ นินการต์วางกระเป๋าลง แต่ดวงตาที่คอยมองเขาอย่างอบอุ่นก็ทอดมองตรงมาที่เขาพอดี

 

“นิน! ลูกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่บอกแม่เลยลูก” วิไลวรรณถามออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นลูกชายตัวเองในตอนนี้ นินการต์ทิ้งกระเป๋าลงบนพื้นก่อนจะรีบเดินไปกอดแม่ตัวเองด้วยความรู้สึกผิดเต็มอก

 

รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองนั้นไม่คู่ควรแค่ไหน....แต่ก็ยังเลือกจะจากไปและสุดท้ายก็ไม่จบต้องกลับมาซบอกแม่เหมือนเคย

 

นินการต์กอดผู้เป็นแม่แน่นพยายามกดก้อนสะอึกไม่ให้ร้องไห้ฟูมฟายออกมา แต่มันก็ช่างยากเย็นเหลือเกินน้ำตาไหลลงอาบแก้มในยามที่ผู้เป็นแม่โอบกอดตัวเองแน่นด้วยความรักและความคิดถึง

 

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกแม่เลย! แล้วนี่เป็นอะไรร้องไห้ทำไมลูกแม่” วิไลวรรณบอกออกมาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะลูบหลังลูกอย่างปลอบปะโยน เขาไม่เคยดุด่าลูกเลยสักครั้งตั้งแต่เล็กจนโต แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจคนเป็นแม่อย่างเธอก็ได้แต่พยายามจะส่งลูกให้ไปได้ดีในทุกๆ เรื่อง แม้ว่าเงินทองนั้นจะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่นัก นินการต์เอาแต่นั่งกอดแม่อยู่สักพัก ก่อนจะผละออกมาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำกว่าเดิม ดวงตาที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนักก็ยิ่งซ้ำขึ้นมาอีก

 

“ไหนจะบอกแม่ได้ยัง ทำไมถึงกลับเมืองไทยมาตอนนี้” วิไลวรรณถามลูกออกมาด้วยรอยยิ้มไม่คิดจะดุด่าว่าลูกเลยสักครั้ง

 

“นินเรียนไม่จบนะครับ มีปัญหานิดหน่อยเลยอยากกลับมาอยู่กับแม่มากกว่า แม่ไม่โกรธนินนะครับ” นินการต์พรั่งพรูออกมาด้วยใบหน้าที่อาบน้ำตา

 

“โธ่ นินลูก ไม่เป็นไรนะลูก แม่เองที่ผิดลูกอย่าร้องไห้เลยนะจ๊ะ” วิไลวรรณบอกออกมาเสียงสั่น ก่อนจะดึงลูกมากอดเอาไว้แน่น เป็นเพราะเธอเองที่ไม่ดีพอ ที่ไม่สามารถส่งเสียลูกให้ไปถึงฝั่งได้ เขารู้ดีว่าลูกของเธอนั้นต้องเหนื่อยยากลำบากแค่ไหน ในการดิ้นรนส่งตัวเองเรียนเพื่ออนาคตที่ดี ถึงจะได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่การที่มีเงินทุนทรัพย์ในการสำรองนั้นสำคัญยิ่งกว่า ในการที่จะที่จะเดินทางไปหาประสบการณ์แบบนั้น เธอเองก็รู้สึกผิดที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรลูกได้เลย หากว่าวันนี้ลูกของเธอจะกลับมาพร้อมกับความไม่สำเร็จเธอก็จะไม่โกรธเคืองลูกเลยสักนิดเป็นเพราะเธอเอง

 

“นินขอโทษ นินขอโทษ”

 

“ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร อย่าร้องเดี๋ยวจะไม่สบายเอานะลูก”

 

วิไลวรรณได้แต่ปลอบลูกอย่างเป็นห่วงพร้อมกับโอบกอดลูกของเขาเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างปกป้อง นินการต์ก็สงบขึ้นมาบ้างเมื่อรู้สึกถึงความรักที่แม่มอบให้เขา นินการต์ไม่ได้รู้สึกอ้างว้างเหมือนแต่ก่อนตอนนี้เขากลับมาหาแม่เขาแล้ว เขาต้องโตพอที่จะยอมรับในสิ่งที่เลือกแล้ว นินการต์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้งก่อนจะยิ้มตรงนี้มีแม่ที่รักเขา นินการต์จะต้องไม่กลัวอะไรอีกแล้ว นินการต์ผละออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นแม่อีกครั้งก่อนจะส่งยิ้มกว้างให้ผู้เป็นได้ชื่นใจ เขาไม่อยากทำให้แม่ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว เพราะตอนนี้คนที่น่าห่วงที่สุดคือแม่ของเขาคนนี้ เพราะโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ นินการต์จึงตั้งใจแล้วว่าจะกลับมาหาทำงานที่เมืองไทยเพื่อจะได้อยู่ดูแลแม่ของเขาตลอดไป

 

“นินทานข้าวมายังลูก เดี๋ยวแม่ไปทำอะไรให้ลูกทานดีกว่า รอแม่แป๊บหนึ่งนะลูก” วิไลวรรณบอกออกมาก่อนจะรีบเร่งเข้าไปในครัวเพื่อทำของโปรดที่ลูกเธอชอบให้ได้ทาน นินการต์ก็ได้แต่ยกยิ้มก่อนจะไปล้างหน้าล้างตาไม่ลืมส่งข้อความบอกลูกพี่ลูกน้องอย่างอ้ายเพื่อนคนเดียวของเขาว่ามาถึงประเทศไทยแล้ว นินการต์เดินเข้ามาในห้องครัวเมื่อล้างตาล้างหน้าเสร็จแล้วเรียบร้อย

 

“แล้วนี่นินได้บอกออกอ้ายหรือเปล่าจ๊ะว่ากลับมาแล้ว”

 

“ส่งข้อความไปบอกแล้วครับเมื่อกี้”

 

“เดี๋ยวอีกแป๊บ แม่ว่าอ้ายคงมาล่ะ” วิไลวรรณบอกออกมาก่อนจะยกยิ้มเพราะรู้ดีว่าเด็กสองคนนี้นั่นสนิทสนมกันแค่ไหน วิไลวรรณจึงทำอาหารเพิ่มขึ้นอีกหลายอย่างเพื่อต้อนรับลูกชายกลับบ้านและถึงหลานชายของเธออย่างอ้ายด้วยเช่นเดียวกัน ไม่นานเสียงรถยนต์ก็มาจอดหน้าบ้านพอดี วิไลวรรณจึงได้ส่ายหัวไปมายิ้มๆ ก่อนจะให้นินการต์ออกไปรับอ้ายเข้าบ้าน

 

นินการต์เดินออกมารับอ้ายด้วยรอยยิ้มแม้จะพยายามยิ้ม เพื่อลบรอยความชอกช้ำแต่มันกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย

 

“มาเร็วจังอ้าย” นินการต์ถามออกมายิ้มๆ

 

“นิน โคตรคิดถึง บอกจะไปรับก็ที่สนามบินก็ไม่ยอม” อ้ายบอกออกมากอดจะกอดนินการต์แน่น

 

“คิดถึงเหมือนกัน นี้ไงก็มาเจอกันที่บ้านเลยจะได้ไม่ต้องลำบากอ้ายเปล่าๆ” นินการต์บอกออกมาเมื่อกอดกันถ่ายทอดความรู้สึกคิดถึงเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองก็ผละออกมาจากกันก่อนที่อ้ายจะถามนินการต์ออกมาอยางตกใจ

 

“ทำไมตาบวมขนาดนี้ล่ะนิน” อ้ายถามออกมาอย่างเป็นห่วงแม้จะรู้ว่าสาเหตุที่นินการต์กลับมาจากอเมริกาเพราะเลิกรากับแฟนหนุ่ม แต่ก็ไม่คิดว่าลูกพี่ลูกน้องเขาจะอาการหนักขนาดนี้

 

“นิดหน่อยนะ หลายๆ เรื่องพอมาเจอแม่ก็เลยร้องหนักไปอีก” นินการต์บอกออกมาเสียงกลั้วหัวเราะ

 

“เริ่มต้นใหม่นะ จะได้ไม่ต้องเจ็บแบบนั้นอีก”

 

“อืม ขอบใจมากเลยนะทุกๆ เรื่องเลย” นินการต์บอกออกมาก่อนจะยกยิ้มให้ลูกพี่ลูกน้องอย่างจริงใจ อ้ายช่วยเขามากจริงๆ ในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะช่วยดูแลแม่ของเขาให้ ไหนจะคอยรับฟังปัญหาเขาอยู่เสมอ

 

“ไม่เป็นไร เราเต็มใจ” อ้ายบอกออกมาก่อนจะยิ้มกว้าง

 

“เข้าบ้านก่อน แม่หน่อยทำกับข้าวรอเพียบเลยเหมือนรู้ว่าอ้ายจะมา”

 

“ดีเลย กำลังหิว” อ้ายบอกออกมา นินการต์ก็ยกยิ้มก่อนจะเดินเข้าบ้านกัน เมื่อเดินเข้ามาในห้องครัวเล็กๆ กลิ่นอาหารหอมๆ ก็ลอยคลุ้งไปทั่วห้องจนอ้ายกับนินการต์อดจะหันมายิ้มให้กันไม่ได้

 

“แม่หน่อยสวัสดีครับ” อ้ายทักทายผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น ป้า ขึ้นมายิ้มๆ อย่างสนิทสนม

 

“มากันแล้วเหรอ รอแป็บนะแม่ทำของโปรดเด็กๆ ใกล้เสร็จแล้ว กินผลไม้วางบนโต๊ะรองท้องไปก่อน แต่อย่ากินเยอะนะเดี๋ยวทานข้าวกันไม่ได้” วิไลวรรณบอกออกมายิ้มๆ ก่อนจะหันไปทำกับข้าวต่อ อ้ายกับนินการต์ก็พยักหน้ารับยิ้มๆ

 

"แล้วต่อไปนินจะทำอะไรคิดไว้หรือยัง" อ้ายถามออกมาขณะนั่งรอวิไลวรรณทำกับข้าว

 

"ก็คงต้องหางานทำละมั้ง แต่ขอพักก่อนสักอาทิตย์สองอาทิตย์น่ะ" นินการต์ตอบเพราะเขาอยากจะพักผ่อนและใช้เวลาอยู่กับแม่ของเขาก่อนสักพักค่อยเริ่มหางานทำ อ้ายก็พยักหน้ารับ

 

"เด็กๆ มาแล้วจ้า อาหารสุดแสนอร่อยที่มีของโปรดพวกเราด้วยนะ " เสียงวิไลวรรณดังขึ้นเมื่อเธอยกอาหารออกมาเสิร์ฟ

 

"โห้ น่ากินมากเลยครับแม่หน่อย"

 

"จ้า น่ากินก็ทานกันเยอะๆ นะ ดูสิ มีแต่คนผอมๆ ยิ่งนินยิ่งผอมนะเจ้าเด็กคนนี้ ไม่โตขึ้นสักนิด"

 

"โธ่แม่หน่อยครับ นินไม่โตไปกว่านี้และแหละ" นินการต์ว่ากลับพร้อมทำยิ้มส่ายหัวไปมาอย่างเหนื่อยใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่กินที่ไหนกินแล้วแต่มันก็ไม่อ้วนขึ้นมาสักนิด

 

"แม่หน่อยก็พูดไปครับ นินนี้หุ่นกำลังพอดีเลยนะครับผมยังอิจฉาออก ฮ่าๆ "

 

"ใช่ไหมอ้าย ฮ่าๆๆ "

 

"จ้าพ่อหนุ่มทั้งหลาย เอ้ารีบกินกันได้แล้วอย่ามัวแต่คุย เดี๋ยวจะหายร้อนแล้วไม่อร่อย"

 

ผ่านไปสักพักมื้ออาหารเล็กๆ ก็จบลงไปอย่างอิ่มเอมและมีความสุขภายในบ้านหลังเล็กๆ นินการต์ก็อาสาที่จะล้างจานพร้อมทั้งอ้ายเนื่องจากไม่อยากให้แม่ของเขาต้องเหนื่อยเพิ่มไปมากกว่านี้

 

"เอ่อ นินเรื่องที่ทำงานถ้านินไม่ว่าอะไรพอดีพ่ออ้ายฝากมาบอกว่าถ้าพักหายเหนื่อยเมื่อไหร่ก็ไปสมัครกับท่านก็ได้นะพอดีที่โรงแรมเขาต้องการพนักงานต้อนรับพอดีที่แน่นภาษาหน่อยน่ะ เพราะว่าส่วนใหญ่แขกที่เข้ามาพักเป็นต่างชาติทั้งนั้นเลย" อ้ายบอกออกมา

 

"จะดีเหรออ้าย เราเกรงใจจัง" นินการต์ตอบออกมาเบาๆ เนื่องจากพ่อของอ้ายทำงานเป็นผู้จัดการโรงแรมในระดับห้าดาวที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เขาไม่อยากได้ขึ้นว่าเป็นใหม่ที่ใช้เส้นสายในการเข้าทำงานถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษเขาจะอยู่ในระดับที่ดีขึ้นมากหลังจากได้ไปอยู่เมืองนอกมาแต่ก็ทำให้เขาลำบากใจไม่น้อย

 

"ไม่ต้องคิดมาก พอดีพนักงานเพิ่งจะลาออกไป แถมพี่ที่ลาออกไปยังพูดภาษาอังกฤษคล่องแจ๋วด้วยนะ พ่อเราเห็นว่านินมีทักษะในการพูดภาษาเลยลองชวนไปทำดู"

 

"งั้นฝากขอบคุณคุณลุงด้วยนะ" เมื่อไม่รู้จะปฏิเสธทำไมในเมื่อเขาก็ยังเรียนไม่จบอีกทั้งจะได้หาเงินมาช่วยในการรักษาแม่ด้วย

 

เมื่อพูดคุยพร้อมทั้งล้างจานวางไว้บนชั้นเรียบร้อยดีแล้ว นินก็ได้เดินออกมาส่งอ้ายที่หน้าบ้าน หลังจากที่เขาบอกให้แม่ของเขาขึ้นไปพักผ่อนเนื่องจากเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว

 

"งั้นอ้ายกลับแล้วนะ พรุ่งนี้มีเรียนด้วยเดี๋ยวไว้เจอกันใหม่นะนิน"

 

"โอเค ขับรถดีๆ ล่ะ อย่าซิ่งมาก" นินการต์บอกยิ้มๆ

 

"ทราบแล้วครับ" อ้ายบอกยิ้มๆ พร้อมทั้งทำท่าตะเบ๊ะน่ารักน่าเอ็นดูเชียว นินการต์ได้แต่ส่ายหัวไปมายิ้มๆ กับท่าทีน่ารักของลูกพี่ลูกน้องคนนี้ เมื่อส่งอ้ายขึ้นรถเรียบร้อยพร้อมทั้งรถญี่ปุ่นที่ราคาไม่แพงมากหนักเคลื่อนตัวออกไปจากตัวบ้าน นินการต์ก็ได้เดินเข้ามาในบ้านพร้อมทั้งล็อกรั้วให้เรียบร้อยจึงเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถอดเสื้อผ้าในการอาบน้ำแต่งตัวชำระร่างกายเพื่อพักผ่อนหลังจากการเดินทางที่แสนยาวนานมาทั้งวัน

 

หลังจากที่นินการต์ตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าตรู่ ทั้งที่เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้นอนเนื่องจากมีเรื่องให้คิดวุ่นวายไปหมด ทั้งยังคิดเรื่องของเขาคนนั้นทำให้ยิ่งนอนไม่หลับไปกันใหญ่ เช้านี้ตื่นขึ้นมาจึงอยู่ในสภาพที่ไม่ค่อยดีหนัก นินการต์ขุดตัวเองให้ลุกออกจากฟูกที่นอนแสนนุ่มสบายเพื่อออกไปช่วยแม่ทำกับข้าว เนื่องจากเมื่อก่อนแม่ของเขามักจะตื่นแต่เช้ามาหุงหาอาหารเพื่อใส่บาตรในตอนเช้าเป็นประจำทุกวัน

 

"อ้าวนิน ทำไมตื่นแต่เช้าจังลูกนอนไม่หลับหรือ" วิไลวรรณถามลูกชายด้วยท่าทีเป็นห่วง หลังจากเห็นของนินการต์ที่ค่อนข้างจะไม่สดชื่นเอาซะเลย

 

"นอนไม่หลับครับแม่หน่อย คงเจ็ทแลคนะครับ" นินการต์บอกออกมาพร้อมทั้งฟูบหัวลงบนโต๊ะขนาดเล็กที่มีกับข้าวไม่กี่อย่างพร้อมจะใส่บาตร ด้วยท่าทีเนือยๆ วิไลวรรณได้แต่มองลูกชายด้วยท่าทียิ้มๆ พร้อมทั้งส่ายหัวกลับท่าทีที่เหมือนเด็กไม่รู้จักโตสักที เมื่อวิไลวรรณเตรียมของใส่บาตรเสร็จเรียบร้อยก็ได้พานินการต์ออกไปใส่บาตรด้วยกันที่หน้าบ้าน เมื่อใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย วิไลวรรณก็พานินการต์มากินข้าวเช้าที่เธอทำเพื่อไว้เพื่อสองคนแม่ลูก

 

"แล้วนินคิดไว้หรือยังลูกว่าจะไปทำงานที่ไหน หรือเรียนต่อ" วิไลวรรณถามออกมาเบาๆ ขณะกำลังนั่งกินข้าวกับสองคนแม่ลูก

 

"นินคิดว่าน่าจะไม่เรียนต่อแล้วละครับ มันค่อนข้างเปลืองนะครับ นินว่าจะลองไปทำงานกับลุงพจน์ พอดีอ้ายเพิ่งบอกว่าลุงพจน์ต้องการพนักงานที่พูดภาษาได้พอดีน่ะครับ" นินการต์ตอบออกมา นินการต์รู้สึกว่าหลังจากที่คิดไปคิดมาแล้วการเรียนมันก็สำคัญแต่ถ้ามีเงินมันก็น่าเรียนอยู่หรอก แต่นี่สถานะทางบ้านเข้าไม่เหมือนแต่ก่อนแล้วแม่เขาก็เจ็บป่วยทั้งยังต้องใช้เงินรักษาเป็นจำนวนมาก ลุงสุพจน์เองที่เป็นพี่ชายของแม่เขาก็ไม่อยากจะรบกวนมากนักเพราะครอบครัวทางนั้นก็ใช่จะมี ไหนอ้ายที่เรียนมหาวิทยาลัยที่ใช้เงินเป็นจำนวนมากอีกเขาก็ไม่กล้าจะรบกวนไปอีกเลยตัดสินใจที่จะทำงานไปเลยดีกว่า

 

"นินคิดดีแล้วใช่ไหมลูก แม่ขอโท-"

 

"ไม่ต้องขอโทษหรอกครับแม่ นินไม่เป็นไร ดีซะอีกนินจะได้มาดูแลแม่ด้วยใกล้ๆ " นินการต์บอกพร้อมทั้งยื่นมือไปจับมือของผู้เป็นแม่ที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลา พร้อมรอยยิ้มน้อยๆ

 

"ขอบคุณนะลูก " วิไลวรรณบอกออกอย่างรู้สึกผิดทั้งที่ลูกของเธอควรได้เป็นเจ้าคนนายคนแต่มันติดตรงที่กำลังทรัพย์มันน้อยนิดเหลือเกิน อีกทั้งหนี้สินที่ยืมมาแต่ก็ต้องจ่ายไป

 

"ไม่เป็นไรครับ กินข้าวกันต่อเถอะครับ" นินการต์บอกผู้เป็นแม่ยิ้มๆ เขารู้ว่าแม่รู้สึกผิดแต่มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลยสำหรับเขาสักนิด ดีซะอีกจะทำให้เขาไม่ต้องไปใช้ชีวิตจอมปลอมเข้าสังคม ให้คนระดับเขามันอยู่ส่วนเขามันดีแล้ว อย่าต้องให้เขาไปอยู่ในสังคมที่มีแต่หน้ากากพยายามทำตัวให้ดูโดดเด่นตลอดเวลามันน่าอึดอัดจะตาย ให้มันเป็นเส้นขนานระหว่างเขากับผู้ชายคนนั้นตลอดไป ที่ไม่มีวันจะมาบรรจบกันได้เลยยิ่งดี

 

หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อย นินการต์ก็บอกให้แม่เขาไปพักผ่อนเนื่องจากร่างกายสุขภาพที่ค่อนข้างอ่อนแอนินการต์ไม่อยากให้แม่ของเขาทำงานหนักมากนัก เพราะด้วยวิถีชีวิตคนแก่ที่ไม่ค่อยจะอยู่นิ่งสักเท่าไหร่ เอะอะก็ทำนั้นทำนี้อยู่นั่นแหละ เขาเลยไม่ค่อยชอบใจหนัก กลัวว่าอาจจะทำให้ร่างกายของผู้เป็นแม่อ่อนแรงไปอีกตอนนี้เลยเป็นว่าเขากับแม่มานั่งอยู่ที่โซฟาหน้าจอทีวีขนาดเล็กดูรายการทีวีไปเรื่อยเปื่อย

 

"แม่ครับข้างบ้านเรามีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่แล้วหรือครับ" นินการต์ถามออกมาเนื่องจากเมื่อก่อนบ้านที่อยู่ถัดไปจากบ้านเข้าไม่มีคนมาอยู่เกือบปีแต่นี้เขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศทำให้สงสัยอยากรู้อยากเห็นตามประสาเพื่อนบ้านที่จะผูกมิตรกันในอนาคต

 

"ใช่จ้า ป้าหวานกับครอบครัวนะเพิ่งย้ายมาอยู่กันได้ครึ่งปีแล้วล่ะจ้ะ " วิไลวรรณบอกออกมา นินการต์พยักหน้าเป็นอันรู้

 

หลังจากที่นินการต์กลับจากต่างประเทศมาได้เกือบสองอาทิตย์ ชีวิตประจำวันของนินการต์ก็ไม่มีอะไรมากหนักนอกจากนอนและก็กิน จนเขารู้สึกว่าชีวิตของเขามันน่าเบื่อไปไหมในแต่ละวัน หลังจากที่ตีกับตัวเองเสร็จเสียงโทรศัพท์จากสมาร์ตโฟนรุ่นบางก็ดังขึ้น

 

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

 

"ฮัลโหลนิน"

 

"ว่าไงอ้าย หายไปนานเลยนะเนี่ย ฮ่าๆ เราเหงาจะแย่" นินการต์ตอบออกไปด้วยเสียงกระเง้ากระงอด

 

"ไม่ได้ไปไหน พอดีช่วงนี้เราติดสอบนะ เรื่องที่ทำงานตกลงว่าจะทำอยู่ไหมพอดีพ่ออ้ายให้โทรมาถามนะถ้าตกลงก็พร้อมยื่นเอกสารได้เลยนะ"

 

"อืม ก็ตกลง เดี๋ยวเราส่งเอกสารไปให้ลุงพจน์เอง ฝากขอบคุณลุงพจน์ด้วยนะถ้ามีโอกาสจะพาแม่ไปเยี่ยมที่บ้าน" นินการต์ตอบตกลงทันที เนื่องจากเขาคิดว่าพักแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการพักผ่อนควรที่จะเริ่มหาเงินเพิ่มได้แล้ว เงินเก็บที่มีก็ข้างจะถดถอยลงทุกวัน แม่เขาเองก็ต้องไปตรวจสุขภาพแทบจะทุกเดือน

 

"จ้า เดี๋ยวถ้าวันไหนว่างจะเข้าไปหานะ พร้อมพาไปเที่ยวด้วยเอ้า ฮ่าๆ" อ้ายบอกออกมาอย่างอารมณ์ดี เขาเป็นค่อนข้างเป็นห่วงนินการต์เนื่องจากพอรับรู้ถึงปัญหาที่นินการต์ต้องเจอเขาจึงอยากช่วยเหลือถึงจะไม่มากแต่ก็ดีกว่าไม่ช่วยอะไรเลย

 

"งั้นไว้เจอกัน จะรอนะอ้าย" นินการต์ตอบรับพร้อมทั้งกดวางสายเมื่อพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อย

 

หลังจากวางสายอ้าย นินการต์ก็มาเตรียมเอกสารพร้อมทั้งเตรียมตัวในการที่เข้าทำงานในโรงแรมห้าดาวสุดหรูที่ได้รับโอกาสจากลุงสุพจน์ที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของแม่ ผู้จัดการของโรงแรมที่มีชื่อเสียง นินการต์นำพจนานุกรมเกี่ยวกับคำศัพท์ออกมาทบทวนอีกครั้ง เพื่อจะได้ใช้คล่องให้มากขึ้นเนื่องจากโรงแรมถึงจะเป็นแค่พนักงานต้อนรับ แต่มันก็มีศัพท์เฉพาะโรงแรมที่ทำให้เกิดผิดพลาดได้ หากไม่ได้นับการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับนินการต์มันก็ไม่ถึงกับต้องเรียนรู้ใหม่เพราะเป็นคำศัพท์ที่เข้าเองก็เคยเจอมาเนื่องจากเรียนสายนี้มาโดยเฉพาะอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถถึงฝั่งได้ แต่นินการต์เองก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจมากมายขนาดนั้น สู้พยายามทำวันนี้ตอนนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า

 

"นิน ทำอะไรอยู่ลูก" เสียงวิไลวรรณเรียกหาบุตรชายที่ตอนนี้กำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือกองโตที่วางอยู่เกลื่อนกลาดเต็มโต๊ะญี่ปุ่นขนาดกลาง ด้านหน้าทีวีที่เปิดเอาไว้ ซึ่งเขากับมองว่าน่าจะเป็นการเปิดทีวีให้ดูลูกชายเขาเองซะมากกว่า

 

"กำลังทบทวนคำศัพท์นิดหน่อยนะครับ" นินการต์ตอบออกไปทั้งที่ใบหน้ายังงมอยู่กับหนังสือภาษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพจนานุกรม สมุดรากศัพท์เฉพาะอีกมากมาย

 

"หืม นินได้งานทำแล้วเหรอลูก" วิไลวรรณเอ่ยถามนินการต์อย่างสงสัย

 

"ครับ พอดีลุงพจน์ต้องการพนักงานต้อนรับโรงแรมที่มีทักษะด้านภาษาพอดี เลยช่วยให้ได้งานเร็วกว่าที่คิดน่ะครับ" นินการต์เล่าบอกแม่

 

"ดีจริง ว่างต้องทำอาหารไปขอบคุณครอบครัวลุงพจน์ของนินสักหน่อยแล้วล่ะ" วิไลวรรณบอกออกมายิ้มๆ เพราะไม่ว่าจะมีน้อยมีมากพี่ชายคนนี้ก็คอยช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ แม้ฐานะทางครอบครัวตัวเองใช่ว่าจะดีแต่ก็ยังหยิบยื่นมือมาช่วยเธอเสมอ ตั้งแต่สามีของเธอจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

 

"ถ้าว่างๆ เดี๋ยวนินพาแม่ไปหาลุงพจน์นะครับ" นินการต์บอกออกมาอย่างหมั้นหมาย

 

"จ้ะ"

 

"แล้วนี่แม่ไปไหนมาครับ นินบอกให้อยู่เฉยๆ ไง"

 

"แม่ไปคุยเล่นที่บ้านป้าหวานมาจ้ะ"

 

"งั้นแม่ไปพักผ่อนเถอะครับ"

 

"ลูกก็อย่าหักโหมมากนะ พักผ่อนบ้างเดี๋ยวจะล้มป่วยเอา"

 

"รับทราบครับแม่หน่อย" นินการต์บอกออกมายิ้มๆ พร้อมทั้งทำท่าตะเบ๊ะที่สุดแสนจะเอ็นดูในสายตาคนเป็นอย่างวิไลวรรณ

 

เมื่อทานข้าวเย็นพร้อมกับพูดคุยกับผู้เป็นแม่เสร็จเรียบร้อยนินการต์ก็เดินเข้าห้องของตัวเองก่อนจะหยิบรูปคู่รูปหนึ่งที่เขามักจะติดตัวขึ้นมามองดูทุกครั้งหลังจากที่กลับมาจากอเมริกา เขาดึงดันที่จะรักกับคนที่ไม่เคยเหมาะสมกับชีวิตของเขามามากพอแล้ว ทนไปก็มีแต่เขาที่เป็นคนเจ็บและทรมานเปล่าๆ แม้ว่าจะรักกันและพยายามมากขนาดไหน แต่ความเหมาะสมนั้นไม่เคยทำให้เขาเทียบเท่าคนคนนี้สักที ถึงเวลาก็คงต้องปล่อยมือ

 

ขอให้พี่มีความสุขมากๆ กับชีวิตของพี่นะครับ นินเองก็จะมีความสุขให้ได้เหมือนกัน...

 

 

 

 

 

•••

TBC.

 

ฝากนิยายวายเรื่องใหม่เรื่องแรกไว้ด้วยนะคะหลังจากที่เค้าเองได้เคยคิดจะแต่งนิยายวายครั้งก่อนแต่ไม่สำเร็จ 555555 มาครั้งนี้จะตั้งใจให้มากกว่าเดิมยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะคะจะพยายามมาเรื่อยๆ  💗

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว