ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 11.ข้อบาดหมาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 225

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.พ. 2564 05:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
11.ข้อบาดหมาง
แบบอักษร

เมืองหลันหลิน

 

8เดือนต่อมา

หลายฤดูกาลได้หมุนเวียนผ่านพ้นไป ฤดูกาลใหม่ได้เริ่มต้นมาเช่น หน้าหน้าปีนี้ได้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอากาศก็แห้งมาก น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติได้จับเป็นน้ำแข็งขึ้นมาบ้างแล้ว และมีปริมาณหิมะที่มากด้วยเช่นกัน เส้นทางระหว่างเมืองได้ถูกหิมะถมสูงและถูกตัดขาดในที่สุด จนได้กลายเป็นภัยหนาวครั้งใหญ่ที่ร้ายแรงในรอบ10ปีทีีผ่านมา

และจากเรื่องภายหนาวที่ร้ายแรงของปีนี้ก็ทำให้เกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นมาระหว่างตระกูลหานและตระกูลหวังที่ชัดเจนมากยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะทางตระกูลหวังได้นำเสบียงหลวงที่เอาไว้ใช้ต้านภัยธรรมชาติครึ่งนึง แบ่งออกมาขายที่หอการสีชาดของตัวเอง และไม่ยอมเปิดคลังเมืองแจกเครื่องสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้ชาวบ้าน หานชงเองก็ได้เป็นตัวแทนชาวบ้านช่วยทักท้วงออกไป และบอกหวังฮั่วให้นำเสบียงที่ทางการมอบมาให้บรรเทาภัยธรรมชาติ ที่หวังฮั่วดูแลอยู่ออกมาแจกจ่ายชาวเมือง... แต่หวังฮั่วไม่ยอมทำตามกลับอ้างว่า....เสบียงที่ทางการให้มานั้นหมดแล้ว...

โดยที่จริงจังเสบียงที่ทางการส่งมานั้นยังเหลืออีกครึ่ง และอีกครึ่งนึงก็มีขายอยูที่หอการค้าสีชาดของตระกูลหวัง ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันทั่วทุกหย่อมหญ้า และชาวบ้านที่ต้องตายก็เพราะภัยหนาวก็จำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ วัน ราคาของที่ขายอยู่ภายในหอการค้าสีชาดก็มีราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และสูงขึ้นกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว ชาวบ้านจึงได้ตายเพิ่มอีกมากมาย และสินค้าก็ยิ่งมีราคาสูงขึ้นแบบไม่มีท่าทีว่าราคาจะลงมาเลย

จากการตายของชาวบ้านที่เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ วัน ด้วยความที่อยากช่วยชาวบ้านทั้งหลายให้สามารถผ่านภัยหนาวอันร้ายแรงของปีนี้ไปให้ได้ หานชงจึงได้ไปทำการเจรจากับหวังฮั่วต่ออีกหลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จกลับมาเลยสักครั้ง ทำให้หานชงทนไม่ไหวและได้ตัดสินใจส่งฎีกาถวายอานอ๋อง ให้ส่งเสบียงมาให้อีกครั้งเพราะเสบียงของเดิมถูกทางหวังฮั่วกักตุนเอา โดยที่จะถวายฎีกาผ่านทางอ๋องซีสุ่ยผู้เป็นลูกเขย

อานอ๋องจึงสั่งผู้แทนพระองค์ทั้ง2คนมาตรวจที่เมืองหลันหลิน โดยให้อ๋องหนานสุ่ยมาพร้อมกับปราชญ์อัฉริยะลู่เหอหรือก็ที่รู้จักในชื่อเดิมของหยางกวาง ที่อานอ๋องไม่ยอมให้อ๋องซีสุ่ยมานั้นเพราะเกรงว่า...จะมีข้อครหาตามมาในภายหลังได้ แต่อานอ๋องเองไม่ทรงรู้เรื่องระหว่างอ๋องหนานสุ่ยกับหวังฮั่วนั้นเป็นคนรู้จักและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี จึงได้ส่งอ๋องหนานสุ่ยมาเป็นผู้แทนพระองค์ร่วมกับลู่เหอ...

เมื่อไปถึงเมืองหลันหลิน อ๋องหนานสุ่ยนั้นก็ถูกหวังฮั่วเชิญไปที่จวนพร้อมกับปราชญ์อัฉริยะลู่เหอทันที พร้อมมีงานเลี้ยงรับรองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อจัดเลี้ยงผู้แทนพระองค์ทั้งสองคน ด้วยความไม่เหมาะและท่ามกลางความเดือดร้อนของชาวบ้าน ทำไห้ลู่เหอที่ได้คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วก็ปฏิเสธคำเชิญอย่างสุขุมรอบคอบออกไปว่า... [ด้วยพระบัญชาจากอานอ๋อง ในขณะนี้คือเวลาทำงานของข้า จึงมิสามารถทำอย่างอื่นนอกเหนือคำสั่งได้ แต่ท่านอ๋องหนานสุ่ยนั้นเป็นเชื้อพระวงศ์และเป็นพระญาติของอานอ๋อง หากท่านอ๋องหนานสุ่ยจะไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนท่านหวังฮั่ว ก็เป็นสิ่งที่ท่านอ๋องทรงประสงค์ ต่างจากข้าราชการเช่นข้า... จึงขออภัยในความหวังดีของท่านหวังฮั่วด้วย]

ผู้มีความรู้อย่างลู่เหอนั้นแม้แต่จะใส่คำด่าว่าหรือตำหนิลงในคำพูดนั้นก็ย่อมทำได้ง่าย เช่นคำปฏิเสธต่อหวังฮั่วนั้นก็ไม่ทำให้ อ๋องหนานสุ่ยกับหวังฮั่วรู้ตัวว่าถูกตำหนิอยู่แต่อย่างใดหากฟังโดยผิวเผิน เพราะถ้อยคำนั้นก็มีความหมายคลุมเครือแต่ฟังแล้วลื่นหู ซึ่งถ้าวิเคราะห์กันออกมจริง ๆ ลู่เหอตั้งใจจะพูดเตือนหนานอ๋องไปในตัวว่า... เวลาทำงานและออกสถานที่ต้องเจอกับผู้คนที่มีทุกข์ยากทรมานแสนสาหัส การเป็นเชื้อพระวงศ์และยังเป็นถึงพระญาติกับอานอ๋องยิ่งต้องที่ควรจะรู้จักหน้าที่ของตน ไม่ใช่คิดอยากจะทำตามอำเภอใจก็ทำ...

และยังเป็นการเตือนหวังฮั่วไปในตัวว่า...เป็นข้าราชนั้นต้องทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่มาคอยเลียแข้งเลียขาขุนนางชั้นผู้ใหญ่แบบนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งอ๋องหนานสุ่ยกับหวังฮั่วจะไม่ได้รู้ความหมายแฝงที่ลู่เหอนั้นจงใจพูดออกไปเลยจริง ๆ เพราะทั้งคู่ยังคงอยู่ในงานเลี้ยงรื่นเริงอันเอิกเกริกในสถานการณ์ที่ชาวบ้านต้องพบกับมหันตภัยทางธรรมชาติเช่นนี้

‘หนานสุ่ยอ๋องผู้นี้ไร้ซึ่งความคิดและยังไม่มีความเมตตาปราณีต่อเหล่าชาวบ้าน ถึงได้ขึ้นเป็นใหญ่เห็นทีแคว้นซีอานน่าจะถึงกาลอวสานอย่างแน่นอน’ ลู่เหอได้แต่คิดในใจเมื่อเห็นการวางตัวที่หนานสุ่ยอ๋องได้แสดงออกมา

ลู่เหอจึงรีบไปดูผู้ประสบภัยและตรวจตรารอบเมืองหลันหลินแล้วเห็นว่า... มีเพียงจวนตระกูลหานเท่านั้นที่เปิดโรงทานอยู่ ลู่เหอจึงต้องทำงานคนเดียวแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะลู่เหอนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ปราชญ์แห่งราชสำนักเทียนสุ่ยอย่างเดียวและลู่เหอนั้นยังเป็นนักอักขระเวทอาคมอีกด้วย การสืบค้นหาเบาะแสและข้อมูลต่าง ๆ จึงทำได้โดยง่าย...

ลู่เหอใช้เวลาสืบอยู่เพียงแค่3วันเท่านั้น จนได้รับรู้ความจริงที่ว่า... ทำไมตระกูลหานต้องมาเปิดโรงทานเช่นนี้ และสืบไปถึงเรื่องเสบียงต้านภัยธรรมชาติของเมืองหลันหลินที่หายไป จนได้รู้ว่า... หวังฮั่วผู้เป็นคหบดีเมืองหลันหลินได้ทำการยักยอกของหลวงมาเป็นของตัวเอง และทำการค้าโดยไม่ชอบธรรม

หลังจากที่มีหลักฐานการทำความผิดมัดตัวหวังฮั่วอย่างแน่นหนาแล้ว ลู่เหอก็ได้รีบร่างฎีกาฉ้อราษฎร์บังหลวงของหวังฮั่วเพื่อถวายต่ออานอ๋องโดยตรงในทันที โดยที่อ๋องหนานสุ่ยยังไม่ทันรู้เรื่องราวอะไรเพราะยังสนุกสนานรื่นเริงอยู่กับงานเลี้ยงรับรองที่หวังฮั่วจัดต้อนรับถึง5วัน5คืน ฎีกาของลู่เหอถูกส่งกลับเมืองเทียนสุ่ยไปโดยนกเวทอาคมและได้ถึงอานอ๋องในวันรุ่งขึ้น

และเมื่ออานอ๋องออกว่าราชการในตอนเช้าก็ได้เห็นฎีกาของลู่เหอผู้แทนพระองค์ที่ส่งไปบรรเทาภัยธรรมชาติที่หลันหลิน จึงทรงหยิบขึ้นมาทอดพระเนตรเพื่อตรวจฎีกาฉบับนั้นก่อน หลังจากที่ได้อ่านฎีกาของลู่เหอจบ ก็ทำให้อานอ๋องก็ทรงกริ้วเป็นอย่างมาก อานอ๋องได้ทรงมอบกระบี่อาญาสิทธิ์ให้กับอ๋องเป่ยสุ่ยและได้ออกราชโองการให้ไปนำตัวอ๋องหนานสุ่ยกับหวังฮั่วมายังเมืองหลวงเพื่อตรวจสอบเรื่องที่ลู่เหอถวายเป็นฎีกาถึงเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เกิดขึ้นทันที

อ๋องเป่ยสุ่ยเป็นคนเถนตรงที่สุดในบรรดา6อ๋องที่เป็นลูกชายของอานอ๋อง พระองค์ทรงควบม้าเร็วทั้งกองพันไปที่เมืองหลันหลินฝ่าสภาพอากาศอันโหดร้ายที่เต็มไปด้วยหิมะด้วยพระองค์เอง โดยใช้เวลาเพียง2วันจากที่ต้องเดินทางจริง ๆ 4วันเพื่อไปจัดการเรื่องเร่งด่วนที่พระบิดาทรงมีราชโองการออกมาทันที

เมื่ออ๋องเป่ยสุ่ยได้ถือกระบี่อาญาสิทธิ์ถึงเมืองหลันหลินก็เห็นกับตาว่า...ภัยธรรมชาติปีนี้ร้ายแรงเพียงใด ยิ่งไปที่จวนตระกูลหวังของหวังฮั่วและได้พบว่าอ๋องหนานสุ่ยผู้เป็นพี่ชายนั้นไม่ได้ทำตามพระประสงค์ของพระราชบิดาเลยแม้แต่น้อย เอาแต่สำมะเลเทเมาอยู่กับขุนนางชั่วอย่างหวังฮั่ว ก็โมโหให้พี่ชายของตัวเองยิ่งนักที่ทำอะไรไม่คิดเพราะการกระทำนี้นอกจากจะทำให้ประชาชนมีใจออกห่างราชสำนักแล้ว ยังเสื่อมเสียพระเกียรติไปถึงอานอ๋องผู้เป็นพระราชบิดาอีกด้วย ที่ผู้แทนพระองค์ที่ส่งมาดันไม่ทำงานต้านภัยธรรมชาติตามพระราชประสงค์ไปได้...

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หวังฮั่วถูกควบคุมตัวเอาไว้ในทันที และอ๋องหนานสุ่ยก็ได้ถูกเชิญเสด็จกลับเมืองเทียนสุ่ยด้วยอำนาจของกระบี่อาญาสิทธิ์ของอานอ๋องที่ได้พระราชทานมากับอ๋องเป่ยสุ่ยทันที ซึ่งทำให้อ๋องหนานสุ่ยไม่สามารถที่จะขัดขืนได้... และการถวายฎีกาให้อานอ๋องในครั้งนี้ของลู่เหอนั้นก็ยังเป็นการประกาศไปในตัวด้วยว่า... ลู่เหอจะไม่เข้าข้างหรือสมัครเป็นพรรคพวกของท่านอ๋องน้อยทั้ง6ท่านใดท่านนึงทั้งนั้นตามที่เขาได้ลั่นวาจาเอาไว้ตั้งแต่แรกเมื่อเข้าราชสำนักเทียนสุ่ย เห็นเหตุให้เกิดชนวนความบาดหมางระหว่างอ๋องหนานสุ่ยกับปราชญ์อัฉริยะลู่เหอตามมาด้วย...

คดีฉ้อราษฎร์บังหลวงคดีนี้ถือเป็นคดีที่ร้ายแรงคดีนึงเพราะยังโยงไปถึงเมืองใหญ่อื่น ๆ ในแคว้นซีอานที่เกิดขึ้น เพราะเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับขุนนางเมืองอื่น ๆ ที่เหลือให้ทำงานด้วยความสุจริต ต้านภัยหนาวครั้งนี้ไปให้ได้ เมืองอื่น ๆ จึงไม่มีฎีการายงานปัญหาเรื่องเสบียงต้านภัยธรรมชาติไม่พอใช้ขึ้นสู่อานอ๋องอีกเลย

ถึงอานอ๋องจะเที่ยงธรรมและทรงเห็นแก่ผลประโยชน์บ้านเมืองเขานไรก็ตาม แต่เลือดก็ต้องข้นกว่าน้ำอยู่วันยังค่ำ อ๋องหนานสุ่ยได้รับการอภัยโทษแต่ถูกทัณฑ์บนจากอานอ๋องให้กักบริเวณเพื่อสำนึกตนอยู่ภายในจวนอ๋องเท่านั้นเป็นเวลานาน1ปี ส่วนหวังฮั่วถูกปลดออกจากการเป็นคหบดีและข้าราชการของเมืองหลันหลิน โทษไม่ถึงตายแต่จะเสียค่าปรับเข้าท้องพระคลังของราชสำนักเทียนสุ่ยเป็นราคามหาศาลแทน เพื่อทดแทนท้องพระคลังที่ต้องใช้เงินช่วยประชาชนในภัยทางธรรมชาติครั้งนี้

แต่เนื่องจากหอการค้าสีชาดมีผลกำไรมาจากการค้าขายอย่างคดโกงตลอดระยะเวลาหลายสิบปีจำนวนมากทำให้หวังฮั่วจ่ายค่าปรับมหาศาลและก็สามารถรอดตัวไปได้อย่างน่าเจ็บใจ โทษตายไม่อาจจะทำอะไรหวังฮั่วได้ก็จริงแต่ก็ไม่พ้นโทษเป็น ซึ่งจะต้องถูกโพย40ยกและสักกลางหน้าผากประจาน และที่ไม่อาจปิดหอการค้าสีชาดลงได้เพราะว่าชื่อผู้ครอบครองหอการค้าสีชาดนั้น เป็นชื่อของฮูหยินของหวังฮั่วอีกทีจึงไม่สามารถเอาผิดถึงขั้นปิดหอการค้าไปได้ เนื่องจากมีความแค่รับของโจรโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์กับขายของเกินราคาที่กำหนด

การถูกลงโทษของหวังฮั่วในครั้งนี้ สร้างความเจ็บแค้นในหวังฮั่วที่มีต่อตระกูลหานและลู่เหอเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถแก้แค้นคืนหรือทำอะไรได้ เพราะในตอนนี้ตัวเขาเองก็แทบจะตายจากการถูกโบยและอับอายจากการถูกสักกลางหน้าผากประจานอยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้นหวังฮั่วก็ยังมีหน้ากลับไปที่เมืองหลันหลิงได้อีก โดยอ้างว่าจะไปอยู่กับฮูหยินของตนนั่นเอง ซึ่งเจ้าเมืองหลันหลินก็ไม่อาจจะปฏิเสธการขอเข้าเมืองของหวังฮั่วได้

ทางด้านอ๋องหนานสุ่ยนั้นก็ได้ถูกปิดกั้นเส้นทางการติดต่อกับโลกภายนอกตลอดระยะเวลา1ปีเช่นกัน ทำให้ไม่สามารถช่วยอะไรหวังฮั่วได้เลยแม้แต่น้อย ทำให้หวังฮั่วนั้นคิดแค้นอ๋องหนานสุ่นด้วยอีกคนที่ตระบัดสัตย์ไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือตนตามที่รับปากเอาไว้เหมือนตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงที่จัดต้อนรับที่เมืองหลันหลินก่อนที่จะถูกจับตัวมาเมืองเทียนสุ่ย

 

กองเสบียงต้านภัยธรรมชาติสำรองจากราชสำนักเทียนสุ่ยที่คุมโดยท่านอ๋องซีสุ่ยได้ส่งออกไปช่วยชาวเมืองผิงเฉิง และเมืองหลันหลินตามลำดับ เพราะแต่ละเมืองต่างได้รับความเดือดร้อนจากภัยหนาวในปีนี้ทั้งสิ้น

ส่วนของที่ตระกูลหวังนำไปขายที่หอการค้าสีชาดถูกเวนคืนกลับหลวงและแจกจ่ายให้ประชาชนในเขตเมืองหลันหลินทั้งหมดตามพระบัญชาของอานอ๋อง ทำให้ภัยหนาวในปีนี้ผ่านไปได้แบบทะลักทุเล แต่ก็ผ่านมันไปได้....

 

เหย่เตี๋ยนั้นดีใจกับนายท่านหานชงเป็นอย่างมากที่สามารถช่วยประชาชนชาวเมืองหลันหลินให้ผ่านภัยธรรมชาติครั้งนี้มาได้

เจ้าเมืองหลันหลินได้ถูกประหารในเวลาต่อมาฐานที่แจ้งข้อมูลที่เป็นเท็จต่อเบื้องบนว่า... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่เมืองหลันหลิน

หวังฮั่วเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในจวนตระกูลหวัง แต่หอการค้าสีชาดยังเปิดกิจการต่อเพราะชื่อเจ้าของกิจการคือฮูหยินของหวังฮั่ว... พอใกล้จะหมดหน้าหนาวชาวเมืองก็ต่างพากันออกมาฉลองที่สามารถผ่านภัยหนาวปีนี้มากันได้... แต่คงไม่ใช่กับเหย่เตี๋ย!!

 

 

 

 

 

_____________________________

作成:令和030202

ต่อเรื่องนี้ด้วยไปเรื่อย ๆ ครับ เริ่มเชื่อมโยงตัวละครไปหาเรื่องหลักแล้วครับ

สุดท้ายอย่าลืมกดไลค์👍และคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ

ความคิดเห็น