ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 อสรพิษน้อยออกหากิน

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 อสรพิษน้อยออกหากิน

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam GOT7 fic

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ค. 2559 18:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 อสรพิษน้อยออกหากิน
แบบอักษร

....เมื่อความมืดโรยตัว...อสรพิษน้อยออกหากิน....

 

โดยปกติแล้วงูจะไม่ฉกหรือทำร้ายใครก่อนนอกจากถูกรบกวนหรือถูกบุกรุก และงูจะออกล่าก็ต่อเมื่อมันหิว มันซ่อนตัวในความมืด อาศัยความปราดเปรียวว่องไวของตัวเองในการเคลื่อนไหว ตาของงูมองเห็นได้ดีในความมืด เมื่อเหยื่อเข้ามาในสายตา ก็ไม่มีวันปล่อยให้เล็ดรอดไปได้

 

ผมกระชับเสื้อฮู๊ดสีดำตัวเก่งรูดซิปเสื้อขึ้นมาถึงคอ ดึงหมวกขึ้นมาปิดบังใบหน้าขณะมองจ้องเหยื่อที่เพิ่งเดินโซเซออกจากผับ ผมก้มหน้าเมื่อเหยื่อเดินผ่าน และออกเดินตามทันทีโดยทิ้งระยะห่างไว้พอสมควร

 

ช่วงเวลาตี 2 ของสถานบันเทิงในฮงแดยังคงจอแจไม่สามารถลงมือได้ รออีกหน่อยเถอะ รอให้ทางเปลี่ยวและร้างผู้คนมากกว่านี้ ผมเตือนตัวเองในใจ

 

เมื่อเดินตามชายคนนั้นมาจนกระทั่งห่างออกจากแหล่งท่องเที่ยว เดินเข้าสู่ถนนร้างผู้คนผมก็เริ่มปฏิบัติการ

 

ผมออกเดินเร็วขึ้นจนกระทั่งเดินตีคู่กับอีกฝ่าย ชายวัยกลางคนเงยหน้ามองผมทั้งที่ตัวเองยังไม่สร่าง ผมเงื้อมือชกอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วไปสองหมัด ชายคนนั้นทิ้งตัวลงพื้นร้องโอดโอย จากนั้นก็ง่ายต่อการค้นตัวเขา ผมล้วงมือหยิบกระเป๋าเงินของเขาได้ก็รีบวิ่งหนีทันที

 

ผมวิ่งผ่านตรอกเล็กๆ หลบเข้าไปในตามซอกซอยที่ผมคุ้นชิน เวลาที่ฉกเงินได้ไม่ควรจะกลับทันที แต่ต้องวิ่งวนไปตามซอยเพื่อให้อีกฝ่ายตามหาตัวไม่ถูก และการวิ่งในตรอกเล็กๆแคบๆที่เชื่อมถึงกันหมดเป็นความคิดที่ดี ผ่านไปครู่ใหญ่ผมก็มาหยุดที่ตรอกร้างผู้คนแห่งหนึ่งไม่ไกลจากฮงแดนัก ผมมองดูต้นทางซ้ายขวา เมื่อปลอดคนก็นั่งลงหยิบกระเป๋าเงินออกมานับข้างถังขยะ ขณะที่ผมหยิบเงินออกมานับก็ได้ยินเสียงคนทัก

 

ย๊า! แบมแบมอ่า! วันนี้ก็ได้เหยื่อเร็วอีกแล้วนะ” ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายขณะที่มือก็กำเงินส่วนหนึ่งโยนเข้าไปตรงซอกข้างถังขยะอย่างรวดเร็ว

 

“ก็ฉันไม่ขี้เกียจเหมือนนายนี่หว่า” ผมค่อยๆลุกขึ้นยืนแล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายที่พาพรรคพวกมาอีก 3 คน

 

อึนกวังมีใบหน้าเจ้าเล่ห์ ตาแหลม จมูกงอเหมือนนก แถมยังหน้าตอบแล้วมีโหนกแก้มยิ่งทำให้หมอนี่ดูน่าเกลียดในเวลากลางคืน อึนกวังเป็นลูกน้องของนักเลงขาใหญ่ในย่านฮงแด ในตอนที่พวกเราสามคนพี่น้องเพิ่งมาถึงโซลใหม่ๆ ยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ได้อึนกวังช่วยหาที่พักให้ เป็นห้องเก็บของเก่าในบ้านของญาติอึนกวังที่ปล่อยเช่าในราคาถูก หลังคารั่ว และไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องออกไปเข้าห้องน้ำในที่อาบน้ำสาธารณะ แต่ก็เป็นที่คุ้มหัวนอนของพวกเรามาได้ตลอด 3 ปีมานี้

 

“แกว่าไงนะ!” อึนกวังคว้าคอเสื้อผมแล้วผลักเข้ากระแทกกับผนังสังกะสีด้านข้างจนเกิดเสียงดัง

 

“ฉันว่า...แกนี่มันเก่งแต่กับคนที่เด็กว่าเสมอเลยนะ ลูกพี่แกเขาจะรู้มั้ยว่าพวกแกอมเงินจากเด็กอย่างพวกฉันไปตั้งเท่าไหร่แล้ว?” ผมจ้องหน้าอึนกวังกลับ

 

“ปากดีนักนะ!” อึนกวังผลักผมตามด้วยชกผมเข้าที่แก้มจนผมทรุดลงไปที่พื้น

 

“แกคิดว่าที่แกอยู่ได้ทุกวันนี้เพราะใครกัน! ถ้าแกไม่มีฉันช่วยสอนพวกแกพี่น้องจะมีกินอย่างทุกวันนี้มั้ย?” ผมจ้องอึนกวังพลางใช้หลังมือเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก

 

อึนกวังเป็นไอ้สารเลวตั้งแต่วันแรก มันกับพรรคพวกต้องการใช้ประโยชน์จากพวกเราพี่น้องมาตั้งแต่แรก แม้มันจะช่วยหาที่อยู่ให้พวกเราก็จริง แต่ต้องแลกกับการทำงานให้มันไม่มีวันจบ อึนกวังสอนผมตั้งแต่เรื่องลักเล็กขโมยน้อยไปจนถึงทำร้ายคนเพื่อขโมยเงิน

 

ผมเริ่มขโมยของในร้านสะดวกซื้อตั้งแต่อายุ 15 พออายุ16 ผมก็กรีดกระเป๋าคนเป็นแล้ว ผมคนเดียวที่ทำเงินให้กับพวกมันปีหนึ่งเป็นล้านๆ แลกกับการที่พวกเราสามพี่น้องจะอยู่ในเมืองนี้ได้อย่างสงบสุขไม่อดตาย ยิ่งผมทำเงินได้มาก คนพวกนี้ก็เกาะผมหนึบเป็นปลิง ไม่ยอมปล่อยผมไป ให้ผมต้องทนทำงานแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากทำนาบนหลังคน ช่วงชิงของของคนอื่นที่หามาจากน้ำพักน้ำแรงและอาชีพที่สุจริต สุดท้ายแล้วผมเองก็เป็นคนสารเลวไม่ต่างไปจากพวกมัน

 

อึนกวังหยิบเงินในกระเป๋าไปนับแล้วพึมพำอย่างหัวเสียว่าผมไม่รู้จักเลือกคนรวยๆ เมื่อหยิบเงินและบัตรเครดิตไปจนหมดหมอนั่นก็นั่งลงข้างๆผมแล้วบีบแก้มผมไว้

 

“ถ้าพูดง่ายๆยอมให้เงินฉันตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องเจ็บตัวอย่างงี้หรอก” ผมสะบัดหน้าหนี อึนกวังยิ้มเยาะแล้วพาพวกเดินจากไป

 

ผมถ่มเลือดที่อวลอยู่ในปากทิ้ง แล้ววิ่งไปควานมือหาเงินที่แอบโยนไว้ออกมานับ คนโง่มักคิดว่าตัวเองฉลาด อึนกวังเป็นหนึ่งในบรรดาคนจำพวกนั้น มาขูดรีดเอากับคนที่เด็กกว่าอย่างผมเพื่อเอาเงินไปประเคนให้ผู้หญิงในซ่องที่ตัวเองติดพันอยู่

 

 

ผมเอาเงินยัดใส่กระเป๋ากางเกงพลันรู้สึกถึงสายตาคน ผมหันควับหันมองไปรอบๆหาที่มาของสายตาก็เห็นหน้าต่างบานหนึ่งเปิดอยู่ มีเงาสายหนึ่งทาบอยู่ใกล้ๆ มองออกแค่ว่าเป็นรูปร่างของคนอยู่ตรงนั้น ผมก้มหน้าลงตลบฮู๊ดขึ้นซ่อนใบหน้าตัวเองไว้ใต้หมวกอีกครั้งแล้วรีบเดินออกจากตรอกอย่างว่องไว

 

--------------------------------------------------------------------------

 

 

“อ๊า! ให้ตายสิ! คนพวกนี้ทำไมถึงชอบให้ลงมือกันนักนะ!” เสียงบ่นด้วยภาษาเกาหลีสำเนียงจีนหลุดออกมาจากปากชายหนุ่มร่างหนา

 

 

หลังจากที่เขาเล่นบทโหดซ้อมหัวหน้ากลุ่มของนักเลงปลายแถวไปสามสี่หมัด ในที่สุดคนพวกนั้นก็ยอมเอาเงินที่หามาได้จากการเก็บค่าคุ้มครองตามร้านในฮงแดออกมาใส่กระเป๋าหนังให้ 2 กระเป๋าใหญ่

 

“ต่อไปนี้ที่นี่เป็นของพวกเรา หากยังรักตัวกลัวตายก็จงก้มหน้าทำหน้าที่ของพวกนายต่อไป แต่ต้องส่งเงินที่ได้ 70% ให้เรา OK? Takeover You Know?” ชายหนุ่มร่างหนาสั่งสอนนักเลงร่วม 10 คน จนคนที่ถูกซ้อมนอนกองรวมกันเป็นภูเขา โดยมีเขานั่งอยู่บนยอดสุด ดูไม่เข้ากับชุดสูทที่เขาใส่อยู่แม้แต่น้อย

 

จากนั้นเขาก็กดโทรศัพท์ไปสั่งคนให้มาลงพื้นที่เพื่อเข้ายึดครองที่นี่ทันที ขณะที่เก็บโทรศัพท์เขาหันไปมองชายร่างสูงโปร่งที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ริมหน้าต่าง

 

“นี่นายไม่คิดจะช่วยฉันเลยหรือไงห๊ะเสี่ยวเอิน? นี่ฉันมากับก้อนหินหรือไงกัน?” ชายหนุ่มที่ร่างโปร่งกว่าปรายตามองคู่หูก่อนจะตอบด้วยเสียงเรียบๆ

 

“ก็เห็นว่านายจัดการได้ก็เลยออกมาชมวิว”

 

“ห๊ะ! แถวนี้มีวิวอะไรน่าชมกัน?” ชายหนุ่มว่าพลางยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่าง

 

เขาเห็นเพียงแต่เงาคนวิ่งหลังไวๆผ่านตรอกออกไปเท่านั้น

 

“ทั้งมืดทั้งชื้นแฉะขนาดนี้คงมีแต่หนูกับงูให้นายชื่นชมเท่านั้นแหละ สู้ฮ่องกงบ้านเกิดชั้นหรือไทเปบ้านนายก็ไม่ได้” ชายร่างหนาหดตัวเข้ามาบ่นกับอีกฝ่าย

 

“ไม่ใช่หนู แต่น่าจะเป็นงูมากกว่า” คนร่างสูงพึมพำในลำคอ

 

 

เด็กเมื่อครู่ความรู้สึกไวมาก ขนาดหน้าต่างตรงนี้กับตรอกเบื้องล่างไกลกันมากแต่ยังจับความรู้สึกได้ว่ามีคนแอบดูอยู่ตรงนี้ คนแบบนี้หายากจริงๆ ที่ไม่ทันสังเกตเขาแต่แรกน่าจะเป็นเพราะมัวแต่ผะวงกับกระเป๋าที่ฉกมาได้แน่ๆ

 

 

“นายนี่ท่าจะเพี้ยนไปแล้ว อยู่คนเดียวจนชินหรือไงถึงได้ชอบพูดกับตัวเองนัก?ฮ๊าย! มิน่าล่ะเตี่ยนายถึงได้ให้ออกมาเปิดหูเปิดตากับฉัน” ชายร่างโปร่งได้ฟังก็หงุดหงิด

 

“พ่อฉันไม่ได้อนุญาตให้ฉันออกมาเปิดหูเปิดตากับนาย แต่ให้ฉันมาคอยควบคุมพฤติกรรมของนายต่างหากเสี่ยวเจีย” ชายร่างหนาที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวเจียทำหน้าบูด

 

เสี่ยวเจียมีชื่อทางการว่าหวังเจียเอ๋อร์หรือหว่องกายีเป็นคนฮ่องกงโดยกำเนิด พ่อของเขาเป็นผู้มีอิทธิพลอันดับต้นๆของเกาะฮ่องกงทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ด้านหนึ่งพ่อเขามีธุรกิจคาสิโนและบ่อนอีกหลายแห่งบนเกาะรวมถึงอสังหาริมทรัพย์เกือบ 40% เป็นชื่อของตระกูลหวังเป็นผู้ถือครอง อีกด้านก็มีธุรกิจใต้ดินที่รู้จักกันเฉพาะวงใน ทั้งยังมีชื่อเสียงในประเทศจีนพอสมควรในฐานะผู้บริหารในเครือหวังคอร์ปอเรชั่นบริษัทรับสร้างบ้านครบวงจร

 

 

ซึ่งนั่นทำให้พ่อของเสี่ยวเจียและพ่อของต้วนอี๋เอินรู้จักกัน หากพ่อของเสี่ยวเจียคือมังกรแห่งเกาะฮ่องกง พ่อของเสี่ยวเอินก็คือพยัคฆ์ของไต้หวัน ธุรกิจเบื้องหน้าของครอบครัว     ต้วนคือสำนักสอนศิลปะป้องกันตัวโบราณที่มีชื่อเสียงยาวนานกว่า 80 ปี ทั้งการต่อสู้มือเปล่าแบบกังฟูและไท่เก๊ก รวมไปถึงการต่อสู้แบบใช้อาวุธ ดาบ หอก ทวน ง้าว และธนู แต่ธุรกิจเบื้องหลังคือซุ้มมือปืน และฆ่าตามใบสั่งเท่านั้น

 

และเมื่อพ่อของเสี่ยวเจียและเสี่ยวเอินมีความเห็นร่วมกันว่าต้องการขยายอาณาเขตการปกครองออกไปยังต่างประเทศจึงได้ส่งเสี่ยวเจียละเสี่ยวเอินที่เป็นทายาทออกมายังเกาหลีเพื่อขยายอาณาเขตการปกครองร่วมกัน

 

พวกเขาต้องเริ่มต้นจากการเรียนภาษาเกาหลีพื้นฐานการ ฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อใช้สื่อสารกับเจ้าของประเทศ จากนั้นก็เข้ายึดครองจากแก๊งนักเลงเล็กๆ ค่อยๆนำคนของตัวเองมาบริหารงานแทนในส่วนสำคัญๆโดยยังใช้คนของแก๊งเดิมเป็นมือเป็นเท้าให้ จากนั้นก็ค่อยๆขยายอณาเขตไปเรื่อยๆ แทรกซึมไปทุกๆส่วนของเมืองใหญ่ๆและสถานบันเทิงที่เป็นแหล่งที่มาของเงิน และฟอกเงินด้วยการซื้ออสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆไว้เก็งกำไร

 

 

ซึ่งการนี้จะต้องใช้ระยะเวลาในการอยู่เกาหลีค่อนข้างนาน เสี่ยวเจียและเสี่ยวเอินต่างก็เป็นทายาทรุ่นใหม่จึงจำเป็นจะต้องแสดงฝีมือในครั้งนี้ สำหรับเสี่ยวเอินแม้เขาจะไม่ต้องคิดมากเรื่องสืบทอดกิจการต่อจากครอบครัวก็จริง แต่เขาเป็นคนประเภทที่ว่า เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จและเรียบร้อยตามขั้นตอน แต่กับเสี่ยวเจียนั้นต่างออกไป เขาค่อนข้างรักสบายและไม่ค่อยใส่ใจกับการสืบทอดกิจการทางครอบครัว นั่นอาจจะเป็นเพราะเขามีพี่ชายต่างแม่อยู่อีกสองคน ถึงอย่างไรลูกชายคนที่ 3 ย่อมไม่สำคัญเท่าลูกชายคนแรกหรือคนที่ 2 อยู่แล้ว การมาเกาหลีจึงเหมือนมาเที่ยวเล่นของเสี่ยวเจียเสียมากกว่า อย่างวันนี้หากไม่เป็นเพราะเขาขอร้องไว้เสี่ยวเจียคงออกมาพร้อมกับชุดใส่อยู่บ้านธรรมดา ไม่ใส่สูทเต็มยศอย่างตอนนี้แน่นอน

 

“เสี่ยวเอิน ไหนๆเราก็เสร็จธุระกับตรงนี้แล้ว เราไปหาอะไรอร่อยๆกินกันเถอะ” เสี่ยวเจียว่างพลางเริ่มปลดกระดุมเสื้อตัวเองแล้วหันไปพูดกับเสี่ยวเอินด้วยภาษาจีน

 

“นี่นายจะกินอีกแล้วหรอ? ก่อนหน้านี้ฉันก็เพิ่งจะไปตามนายออกมาจากภัตตาคารในไชน่าทาว์มาไม่ใช่หรือไง?” เสี่ยวเอินแย้ง

 

“เสี่ยวเอิน...ชีวิตคนเราอยู่ถึงเจ็ดสิบน่ะมีน้อยนะ กิน ดื่ม เที่ยว พนัน เท่านั้นคือความสุข เสี่ยหวังเนี่ยใช้ชีวิตอยู่บนคมหอกคมดาบ คนอย่างฉันยามเสพสุขได้ก็ต้องเสพ จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ นี่อาจเป็นมื้อสุดท้ายของเราก็ได้ใครจะรู้” เสี่ยวเอินปรายตามองอีกฝ่ายแล้วนิ่งไป

 

จริงอย่างที่เสี่ยวเจียว่า ชีวิตของพวกเขาต่างแขวนไว้อยู่บนคมหอกคมดาบ ไม่รู้ว่าวันไหนจะถูกหมายหัวเอาชีวิต วันนี้รอดพรุ่งนี้อาจไม่รอด ยิ่งได้ชื่อว่าเป็นมาเฟียยิ่งต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา แทบจะไม่มีวันไหนเลยที่พวกเขาได้กินอิ่มนอนหลับโดยไม่สะดุ้งขึ้นมาสะก่อน

 

คนในครอบครัวมาเฟียอย่างพวกเขาถูกฝึกฝนให้ช่างสังเกตและระมัดระวังตัวมากกว่าคนอื่นๆ หากพบเหตุการณ์ที่ไม่ปกติก็จะรู้ตัวก่อนทันที พวกเขาจะเชื่อสัญชาติญาณของตัวเองในการลงมือหรือตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง สมัยที่เสี่ยวเจียยังเล็กเคยถูกลักพาตัวไปครั้งหนึ่ง แต่ถูกช่วยกลับมาได้อย่างปลอดภัย ตั้งแต่นั้นก็ถูกพาตัวมาเรียนในสำนักของเสี่ยวเอิน พวกเขาเริ่มเรียนกังฟู ไท่เก๊ก การฝึกลมปราณ ควบคุมการหายใจไปจนกระทั่งการต่อสู้โดยใช้อาวุธทุกรูปแบบ เสี่ยวเจียนั้นเก่งเรื่องการต่อสู้ระยะใกล้อย่างการฟันดาบ ดาบสองมือและกระบี่ ส่วนเสี่ยวเอินนั้นถนัดการต่อสู้ระยะไกลอย่างปืน ธนูและหน้าไม้ นอกจากนี้พวกเขาถูกฝึกให้รับพิษเข้าร่างกายทีละน้อยตั้งแต่เด็ก เพื่อให้ร่างกายทนต่อพิษทุกชนิดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหนทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

มองจากสายตาคนนอก พวกเขาอาจใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย ยามมีชีวิตเสพสุขได้ก็ต้องเสพ

 

“งั้นนายอยากไปที่ไหน?” ในที่สุดเสี่ยวเอินก็ถามอีกฝ่าย

 

“ฉันรู้จักที่หนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากที่นี่แหละ รับรองนายต้องชอบ” เสี่ยวเจียเดินไปคล้องคอเพื่อนแล้วเดินพาเขาลงไปยังรถที่จอดรอรับอยู่ชั้นล่าง

 

 

คืนนี้เป็นคืนที่แสนยาวนานสำหรับผม หลังจากที่ถูกอึนกวังขโมยเงินไปส่วนหนึ่งแล้วผมก็ออกปล้นคนอีก 3-4 ราย จากนั้นนำเงินที่ขโมยมาได้ส่วนหนึ่งไปซื้อเนื้อชั้นดีกลับมาที่บ้าน ส่วนเงินที่เหลือต้องเก็บไว้จ่ายดอกเบี้ยของลูกพี่ในแก๊งของอึนกวัง

 

ผมเดินถือถุงใส่เนื้อและของสดผ่านตึกรามบ้านช่องไปยังย่านชุมชน ที่อยู่อาศัยในแถบนี้จะเป็นบ้านคนหลังเล็กๆปลูกเบียดติดกันจนดูแน่นขนัด ทางเดินก็แคบเพียงคน 2 คนเดินสวนกันได้เท่านั้น รถรานี่ไม่ต้องพูดถึง ต้องจอดไว้ในลานข้างนอกซึ่งเก็บค่าที่จอดแพงมหาโหด แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาเพราะที่นี่ห่างจากตัวถนนใหญ่ไม่มากและคนส่วนใหญ่ก็ไม่มีเงินซื้อรถแพงๆมาใช้ อย่างมากก็แค่เดินออกไปที่ถนนใช้เวลาเพียง 15 นาทีเพื่อขึ้นรถเมล์ไปทำงานเท่านั้น อันที่จริงแล้วพวกเราคิดจะย้ายออกจากที่อยู่ตอนนี้หลายครั้ง ติดที่ค่าเช่าที่นี่ถูก และถ้าหากมองจากด้านหลังของห้องเราจะเห็นวิวด้านล่างทั้งหมด

 

 

เนื้อที่ของบ้านหลังนี้มีค่อนข้างมากกว่าของคนอื่นๆ เห็นว่าเมื่อก่อนเป็นบ้านของผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ญาติของอึนกวังไปโกงเขาจนแกตรอมใจตายจึงได้บ้านหลังนี้มา ผมผลักประตูเข้าไปในรั้วบ้าน จากนั้นเดินขึ้นเนินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงห้องที่เราอาศัยอยู่

 

 

เนื่องจากเมื่อก่อนนี้ห้องนี่เคยใช้เป็นห้องเก็บของมาก่อนภายในจึงเป็นห้องโล่งๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องเรือนอะไร แต่ดีหน่อยที่ด้านหลังยังมีเนื้อที่โล่งๆไว้ใช้สำหรับซักผ้าตากผ้า และใช้ล้างจานได้ แถมพอเอาเตียงไม้มาวางตอนกลางคืนยังได้มองพระจันทร์สวยๆอีกด้วย โดยรวมแล้วพื้นที่ใช้สอย 50 ตารางเมตร ของคน 3 คนก็ถือว่าไม่น่าเกลียดนัก

 

“ยูคยอมอ่า! ฉันกลับมาแล้ว” ผมถอดรองเท้าไว้ที่ทางเข้าบ้านแล้วเดินถือเช็ตเนื้อชั้นดีเข้ามาด้วย

 

“โอ้! พี่กลับมาแล้วหรอ?” ยูคยอมสวมเสื้อคอกลมแขนยาวตัวเก่าเดินออกมารับผมที่หน้าประตู

 

 

ช่วงนี้ใกล้จะสิ้นปีอากาศค่อยๆหนาวขึ้นเรื่อยๆแต่เสื้อที่ยูคยอมใส่อยู่กลับดูไม่สามารถให้ความอบอุ่นได้เลย ผมควรจะหาเสื้อกันหนาวหนาๆให้ยูคยอมใส่ใหม่ ปีหน้า      ยูคยอมก็จะเตรียมสอบเข้ามหาลัยแล้ว ต่อไปคงต้องรีบหาเงินเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในมหาลัยกับค่าเทอมอีก หากยูคยอมสอบเข้ามหาลัยของรัฐได้ก็จะยิ่งดี เด็กคนนี้หัวดี ตอนสอบมิดเทอมก็สามารถทำคะแนนสอบเป็นที่ 1 ของโรงเรียนได้ แถมยังได้ประกาศนียบัตรกับทุนการศึกษา ทำให้ปีนั้นภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนไม่มากนัก

 

“อื้ม! นายกินข้าวหรือยัง? อ่านหนังสืออยู่หรอ?” ผมมองแล้วเดินเข้าไปด้านในเห็นยูคยอมเอาลังผลไม้เก่าๆมาวางทำเป็นโต๊ะเรียนแล้วรู้สึกสงสาร

 

“อ๊า! ลังใส่หนังสือของผมน่ะ เอาออกมาตั้งไว้แบบนี้มันเขียนหนังสือถนัดกว่าโต๊ะกินข้าว” ยูคยอมรีบเก็บกองหนังสือสมุดกลับเข้าลังของตัวเอง

 

โต๊ะกินข้าวที่ยูคยอมพูดถึงคือโต๊ะพับสี่เหลี่ยมเล็กๆที่เราใช้กินข้าวซึ่งขนาดกว้างยาวไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ

 

 

เดี๋ยวนี้ยูคยอมตัวสูงขึ้น ทำให้เวลานั่งกินข้าวต้องก้มตัวลง ทำให้เขาบ่นปวดคอบ่อยๆ ถ้าอยู่อย่างนี้นานไปอาจทำให้ยูคยอมที่ร่างกายสูงใหญ่เสียบุคลิกก็ได้ ทั้งที่ตัวสูงหุ่นดีแต่ต้องคอยหดคองอตัวเป็นประจำ

 

“ต่อไปฉันจะซื้อโต๊ะเขียนหนังสือให้นายใหม่ จริงสิ! วันนี้ฉันซื้อเนื้อมาด้วย เรามาเตรียมเนื้อย่างกันเถอะ” ผมรีบเอาเนื้อออกมาจากถุงและเริ่มลงมือหุงข้าวและย่างเนื้อกินกัน

 

“แต่จูเนียร์ฮยองยังไม่กลับมาเลยนะ ไม่ต้องรอหรอ?” ยูคยอมเดินออกไปล้างผักอยู่ด้านนอกหันมาถาม

 

“ไม่ต้องรอหรอก กว่าฮยองจะกลับมาคงดึกอีกเหมือนเคย นายเองก็หิ้วท้องรอฉันมาทั้งคืนแล้วนี่” พวกเราสองคนช่วยกันจัดจานชาม จากนั้นก็นำเตาปิ๊กนิคขนาดเล็กออกมาตั้งที่เตียงไม้ด้านนอก จากนั้นก็จัดการย่างเนื้อ

 

 

คืนนั้นยูคยอมกินเนื้อไปคนเดียวเกือบหนึ่งกิโล ส่วนผมนั้นพยายามหยิบกินแต่เศษๆเนื้อกับข้าวเยอะๆเพื่อให้อิ่มท้อง

 

“พี่ไม่เห็นกินเนื้อบ้างเลย” ยูคยอมตั้งข้อสังเกต

 

“ฉันกิน ฉันกินอยู่ตลอดนะ นายเองก็ต้องกินเยอะๆนะรู้มั้ย นายกำลังโต กำลังเรียนหนังสือ ต้องใช้สมองเยอะกว่าพวกเรา” ผมพูดพลางคีบเนื้อใส่ชามข้าวให้ยูคยอมอีก

 

หลังจากกินข้าวกันเสร็จยูคยอมก็รับหน้าที่เก็บล้างทำความสะอาด ส่วนผมเอากับข้าวที่เหลือคลุมพลาสติกและปั้นข้าวปั้นใส่กล่องจัดไว้ให้ยูคยอมกินที่โรงเรียนเป็นมื้อกลางวัน หลังจากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงไม้อย่างขี้เกียจ มองดูพระจันทร์ดวงกลมโตและหมู่ดาวบนฟ้า ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ ครู่ต่อมายูคยอมก็เดินตามออกมานอนลงข้างๆผมเอาหัวชนกัน

 

“คิดถึงสมัยก่อนเลยเนอะ....ตอนที่เราหนีออกมาจากที่นั่นแล้วนอนพิงกันมองท้องฟ้าตอนกลางคืนแบบเนี๊ย”

 

“ตอนนั้นนายเอาแต่อ้อนจูเนียร์ฮยองขอพิงไหล่ฮยอง ตอนนี้คิดจะอ้อนฉันหรือไง?”ผมหันไปถามอย่างรู้ทัน

 

ฮ๊าย!ผมไม่ทำอย่างนั้นหรอกน่า! ผมแค่จะบอกว่าน่าเสียดายที่ตอนนี้เราแทบไม่ได้นอนดูพระจันทร์ด้วยกันเลยต่างหาก พี่ก็กลับดึก ส่วนจูเนียร์ฮยองเองก็แทบไม่กลับบ้านเลยด้วยซ้ำ ผมอยากจะช่วยพวกพี่ทำงานบ้าง ผมเอาแต่เรียนแบบนี้ยิ่งเป็นภาระให้พวกพี่สองคน จบเทอมนี้ผมตั้งใจจะไม่เรียนต่อ ออกมาช่วยพวกพี่หางานทำดีกว่า” ผมหันไปมองหน้ายูคยอมก่อนจะดีดตัวขึ้นมานั่ง

 

เลิกคิดเรื่องหางานทำไปเลยนะ!นายคิดว่าตอนนี้งานหาทำได้ง่ายๆเหมือนเมื่อก่อนหรือไง?” ผมตะคอกใส่ยูคยอม

 

“แต่ผม....” ยูคยอมทำท่าจะเถียง

 

“ทุกวันนี้นายก็ทำงานพิเศษที่ปั้มน้ำมันอยู่แล้วไม่ใช่หรอ? นายหาเงินค่าขนมกับเงินที่ใช้ส่วนตัวเองได้แค่นั้นก็พอแล้วนี่ ส่วนเรื่องค่าเทอมนายไม่ต้องคิดมาก ฉันกับจูเนียร์   ฮยองจะส่งเสียให้นายจนเรียนจบมหาวิทยาลัยเอง หลังจากเรียนจบนายก็หางานดีๆทำได้เมื่อไหร่ฉันกับฮยองจะเลิกทำงานแล้วมาเกาะนายกินอย่างเดียว ตอนนี้ก็ตั้งใจเรียนหนังสือของนายต่อไปซะ” ผมยื่นมือออกไปยีหัวยูคยอม ยูคยอมนั่งก้มหน้าให้ผมแกล้ง แต่อยู่ดีๆเขาก็คว้ามือผมไว้ทำให้ผมตกใจจะชักมือกลับ

 

“ผมไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ เอาจริงๆผมอายุห่างจากพี่ไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ” แรงกดจากฝ่ามือของยูคยอมทำให้ผมไม่กล้าสะบัดมือออก สีหน้าเขาภายใต้ผมที่ยุ่งเหยิงดูเป็นชายหนุ่มอย่างน่าประหลาด

 

“นายแน่ใจได้ยังไงว่าฉันอายุห่างจากนายไม่กี่เดือน ความจริงฉันอาจจะอายุมากกว่านาย 2-3 ปีเลยก็ได้” ผมเชิดหน้ามองเขา ในที่สุดเขาก็ปล่อยมือจากผม

 

“หรือไม่ก็อ่อนกว่าผม 2-3 ปีเลยก็ได้นี่” เราสองคนหลุบตาลง

 

ผมเข้าใจความหมายของเขาดี เราสองคนในตอนนี้ถึงได้รู้สึกกระอักกระอ่วน เพราะผมเป็นเด็กที่มีที่มาไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าผมเกิดที่ไหนและอายุเท่าไหร่ วันเกิดในทะเบียนประวัติจึงเป็นสิ่งที่คาดคะเนของหมอที่ตรวจโรคให้ผมก่อนจะถูกส่งไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเท่านั้น

 

“นายจะขุดเอาเรื่องเก่าขึ้นมาพูดอีกทำไม?” ผมชันเข่าหันหลังหนี

 

“ก็พี่เริ่มก่อนนี่”

 

“ไปนอนได้แล้วไป๊!” ผมผลักไหล่ยูคยอม

 

“แล้วพี่ล่ะ?” ยูคยอมหันมาถามผม

 

“ฉันจะรอจูเนียร์ฮยองอีกซักหน่อย”

 

หลังจากที่ยูคยอมเดินเข้าห้องไป ผมก็ลุกขึ้นจากเตียงไม้ เดินออกไปสูดอากาศและมองวิวบ้านคนด้านล่าง บ้านหลายหลังเริ่มปิดไฟนอนกันแล้ว แต่จูเนียร์ฮยองยังไม่กลับ

 

ผมเริ่มรู้สึกว่า 3 – 4 เดือนที่ผ่านมานี้จูเนียร์ฮยองมักทำตัวแปลกๆ จากปกติที่    ฮยองต้องทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ในผับต้องกลับดึกอยู่แล้วตอนนี้กลับบ้านตอนเช้าแทบทุกคืน พอผมถามก็บอกว่าเป็นเพราะแลกกะกับเพื่อนที่ร้านที่แม่ป่วยอยู่ต้องกลับไปดูแล แต่นี่ก็ผ่านไปนานแล้วแต่ฮยองไม่มีทีท่าว่าจะกลับเวลาเดิมเลย ทุกวันนี้ฮยองกับยูคยอมแทบจะไม่เห็นหน้ากันด้วยซ้ำเพราะยูคยอมต้องออกไปเรียนแต่เช้า ส่วนจูเนียร์ฮยองก็กลับมาบ้านตอนสายๆ

 

พฤติกรรมของฮยองก็เปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ชอบใส่แต่เสื้อแขนยาวคอเต่า ช่วงหน้าหนาวยังพอเข้าใจ แต่ฮยองใส่มันแม้จะเป็นหน้าร้อนก็ตาม พอผมถามเข้าหน่อยก็แสดงอาการหงุดหงิดทั้งที่ปกติฮยองจะเป็นคนใจเย็นกว่าใคร ความเปลี่ยนแปลงนี้ยูคยอมอาจจะไม่สงสัย แต่ไม่ใช่สำหรับผม ผมนั่งรอจูเนียร์ฮยองจนถึงตีห้า ในระหว่างนั้นยูคยอมออกมาดูผมและพยายามเรียกให้เข้าไปรอข้างใน แต่ผมไม่ยอม สุดท้ายก็ยอมแพ้ความดื้อแพ่งของผมและเอาเสื้อโค้ทกันหนาวมาให้ผมใส่แทน

 

ในที่สุดจูเนียร์ฮยองก็มาถึงตอนเกือบเจ็ดโมงเช้า ซึ่งตอนนั้นผมเดินออกไปส่ง       ยูคยอมที่ป้ายรถเมล์แล้วกำลังเดินเข้าบ้านไปนอน จูเนียอร์ฮยองถึงเดินขึ้นเนินมาช้าๆ

 

ใบหน้าของฮยองค่อนข้างซีดและดูผอมลงกว่าเดิมจากตอนที่พวกเราเพิ่งหนีออกมาจากบ้านเด็กกำพร้า พอฮยองเห็นผมก็ทำสีหน้าแปลกใจ

 

“นายออกมาทำอะไรแต่เช้าหรอ?” ผมมุ่ยคิ้วแล้วตอบ

 

“ผมออกไปส่งยูคยอมไปเรียน แล้วทำไมฮยองเพิ่งจะกลับมาเอาตอนนี้ห๊ะ? ผมรอฮยองทั้งคืน”

 

“ก็แล้วรอทำไมล่ะ หรือว่าเรื่องค่าเทอมของยูคยอม?” จูเนียร์ฮยองเดินผ่านผมไปเปิดประตูเข้าบ้าน

 

“ไม่ใช่เรื่องค่าเทอมคยอม แต่ผมตั้งใจจะรอฮยองเพื่อถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น! ทำไมช่วงนี้ฮยองถึงกลับบ้านช้า? เมื่อวันก่อนผมไปหาฮยองที่บาร์ แต่คนที่นั่นบอกว่า   ฮยองลาออกไปตั้งนานแล้ว มันหมายความว่าไงห๊ะ!” ผมตะคอกจูเนียร์ฮยองแล้วคว้ามือเขาให้หันหน้ามาคุยกัน แต่ดูเหมือนเราจะส่งเสียงดังเกิดไปหน่อย เจ้าของบ้านญาติของอึน กวังจึงตื่นแล้วตะโกนด่าเรา จูเนียร์ฮยองถึงได้สะบัดแขนเดินหนีกลับไปที่ห้องของเรา

 

“บอกมานะว่าพี่ไปทำอะไรที่ไหนตลอดหลายเดือนมานี้!” ผมยืนพิงประตูห้องมองจูเนียร์ฮยองถอดเสื้อโค้ทและเตรียมเสื้อผ้าและของใช้อาบน้ำเพื่อเตรียมไปอาบน้ำที่ห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่

 

“เดี๋ยวนี้นายชักทำตัวน่ารำคาญเกินไปแล้วนะแบมแบม ฉันจะไปทำอะไรที่ไหนต้องรายงานนายทุกอย่างหรือไง?” ขณะจูเนียร์ฮยองถอดผ้าพันคอผมเห็นรอยแดงแปลกๆที่ต้นคอเขา2-3 จุดจึงตรงไปกระชากเสื้อฮยองแล้วดูให้แน่ใจ แต่ฮยองกลับสะบัดแขนหนี

 

นั่นรอยอะไร!” ผมเค้นเสียงต่ำ

 

“จะรอยอะไรก็ไม่เกี่ยวกับนาย!” จูเนียร์ฮยองถลึงตาใส่ผมก่อนจะเดินออกจากบ้านไป ผมไม่เคยเห็นฮยองเป็นแบบนี้มาก่อน

 

ได้...ในเมื่อไม่บอกผมก็จะหาวิธีให้รู้จนได้!” ผมกำมือพึมพำกับตัวเอง

 

---------------------------------------------------

To Be Con

มาต่อแล้วค่ะ หวังว่าจพชอบแนวนี้นะคะ

อาจจะออกดราม่านิดๆเนอะ

ฝากเม้นให้กำลังใจด้วยนะคะ

 

 

 

ความคิดเห็น