ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 แผนการอันแยบยล 80%

ชื่อตอน : บทที่ 4 แผนการอันแยบยล 80%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 857

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2564 00:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 แผนการอันแยบยล 80%
แบบอักษร

บทที่ 4 แผนการอันแยบยล  80%  

 

 

ขอบคุณนะค้า พี่แทนแสนดี 1000++ โหลดแล้วจ้า ^/\^ 

 

 

*** อัป 60%**** 

บทที่ 4  แผนการอันแยบยล 

 

ช่วงสายวันเดียวกัน ณ สตูดิโอ SK Production 

วันนี้ปานวาดไม่อยากมาทำงานเลย เมื่อเช้าก่อนออกจากบ้านมา เธอมีปากเสียงกับคนที่เพิ่งสร่างเมา กฤติจำได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น และกว่าจะทำให้สามีสงบลงได้ เธอก็ต้องเอาเงินสดใส่มือให้ชายที่เธอรักไปหลายสตางค์ เธอรู้ว่าเขาใช้เงินเก่ง แต่ไม่เคยรู้ว่านอกจากเหล้าแล้ว เขาเอาเงินไปทำอะไรบ้าง หากไม่มีเรื่องเมื่อคืน เช้าวันนี้เธอคงได้ยินคำขอโทษขอโพยจากสามี เขามักเป็นเช่นนั้นเสมอ คำขอโทษของเขาช่วยปลอบประโลมร่องรอยความเจ็บช้ำที่เขาทำไว้กับเธอเมื่อตอนเมา  

มุมปากเธอยังช้ำอยู่ และคราวนี้ไม่กล้าแม้แต่จะโทรไปหาณัฐนรีเพื่อปรับทุกข์ ทางโน้นคงได้บ่นเธอหูชาค่าที่ยอมกฤติอยู่ร่ำไป ไม่รู้สิ เธอยังหวังลมๆ แล้งๆ ให้เขากลับมาเป็นกฤติคนเดิม คนที่รักและเทิดทูนเธอสุดหัวใจ ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อสองสามปีก่อน ตอนที่เศรษฐกิจไม่ดีและเขาตกงาน อีกทั้งความหวังอันน้อยนิดเรื่องการมีลูกของเราไม่มีวี่แววขึ้นมา กฤติก็เปลี่ยนไป เขาดื่มเหล้าดดยอ้างว่าแก้เครียด กลับบ้านดึกบ่อยๆ และพอนานเข้าก็หกเจ็ดวันถึงจะกลับบ้านที บางครั้งเธอก็อยากให้เขากอด อยากมีช่วงเวลาหวานชื่นอย่างผัวเมียคู่อื่น แต่ทุกอย่างก็ไม่เคยเกิดขึ้น แม้แต่เรื่องบนเตียงก็ตาม มันห่างหายเหมือนตายไปจากเธอได้สามปีแล้วกระมัง 

“ปริม! ปริม! มัวแต่เหม่ออะไรของหล่อนยะ! กำไลของมิลินอยู่ไหน!?” 

เสียงของเจ๊จูดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของปานวาด เธอรีบหันไปหาเจ๊จูในทันใด 

“เด็กๆ ใส่ให้เธอแล้วนี่คะพี่” 

“ถ้าใส่แล้วฉันจะมาตามหรือยะ ไปหาเร็วๆ เข้า หาไม่เจอถ่ายต่อไม่ได้นะ เร็วๆ ผู้กำกับจะกินหัวฉันแล้ว”  

ปานวาดถอนหายใจรอบที่ร้อย บางครั้งเจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปสามี เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่นางเอกในละครที่วันๆ แทบจะไม่ได้คุยกันเลย 

“เอ่อ...ทุกคนคะ ตอนแต่งตัวเสร็จแล้ว มิลินเดินไปไหนบ้าง มีใครเห็นเธอบ้างไหม” ถามเอากับทีมงานที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งช่างหน้าช่างผม หรือแม่แต่เด็กเสิร์ฟน้ำที่เดินวนไปเวียนมา 

“ห้องน้ำค่ะ เธอไปโทรศัพท์ในห้องน้ำ” เด็กเสิร์ฟน้ำคนหนึ่งเอ่ยขึ้น 

ปานวาดพยักหน้าขอบคุณเด็กคนนั้น ก่อนจะสั่งทีมงานของเธอให้เตรียมเสื้อผ้าในฉากต่อไป ส่วนตัวเองนั้น เร่งฝีเท้าไปยังห้องน้ำ เพื่อหากำไลของนางเอกมิลิน 

ใช้เวลาไม่นานในการตามหากำไลโบราณที่คุณนางเอกคงเผอเรอถอดไว้ข้างอ่างล้างมือ เธอรีบนำมันกลับมาเพื่อส่งให้เจ๊จูสวมให้คุณนางเอก เธอยืนมองกระทั่งกำไลวงนั้นโอบรอบข้อมือน้อยของเจ้าหล่อน จึงถอยออกมาจากบริเวณนั้น และเหมือนว่าสายตาคู่หนึ่งจะมองตามเธออยู่ 

“มีอะไรคะ” ถามธาวินที่นั่งอยู่หลังจอมอนิเตอร์ 

“ดูดีกว่าที่คิดนี่ คงจะชินแล้วสินะ” 

“อะไรของคุณ” 

“ก็ปากไง” เขาชี้ใส่มุมปากตัวเอง  

ปานวาดมองค้อน เขาต้องล้อเธอด้วยเรื่องนี้ด้วยหรือ 

“ขอตัวค่ะ มีงานอีกมากที่ต้องทำ” 

“เชิญ...เชิญครับ..” มิใช่แค่เอ่ยปาก แต่ยังผายมือเชื้อเชิญเจ้าหล่อนเกินพอดี สองตายังมองตามร่างแน่งน้อยไม่ลดละ มุมปากระบายยิ้มออกมาไม่รู้ตัว 

“นั่นยิ้มหรือคะ” พี่เหน่ง ผู้ช่วยในร่างชายแต่ใจสาว ถามเอากับผู้กำกับหนุ่มที่อายุน้อยกว่าด้วยใคร่รู้ ก็ช่วงหลังๆ มานี้อารมณ์ของธาวินแทบจะเรียกได้ว่าผีเข้าผีออก ใครก็เข้าหน้าไม่ติด อยู่ๆ มานั่งยิ้มอย่างนี้ใครไม่ประหลาดใจก็บ้าแล้ว 

ธาวินหุบยิ้มในทันใด เพิ่งรู้ละนะว่าการแกล้งผู้หญิงคนนั้นจะทำให้เบิกบานใจได้ 

“ยิ้มอะไร! ไม่มี!” 

“ขอให้จริงเถอะ แล้วนี่เมื่อไหร่จะถ่ายเสร็จคะ เรื่องใหม่จะเปิดกล้องอยู่แล้ว เร่งมือหน่อยจะได้ไหม” 

“พี่เหน่ง...” ธาวินเอ่ยเสียงต่ำ หรี่ตามองคนที่ยืนค้ำหัวตัวเองอยู่ 

“ขา...” 

“ผมเป็น...เจ้านาย” 

“โอ...ขอโทษทีค่า แต่บังเอิญพี่เป็นลูกน้อง และช่วงนี้เจ้านายก็ทำงานช้ามากๆ เห็นทีถ้าไม่เร่ง อาจจะเปิดกล้องละครเรื่องใหม่ไม่ทันนะคะ” 

“รู้แล้วน่า! จะไปไหนก็ไปเถอะ รำคาญ!” 

ผู้ช่วยคนขยันยิ้มให้เจ้านายเจ้าอารมณ์ ก่อนจะส่งน้ำแร่ขวดหนึ่งให้ ธาวินรับมาเปิดดื่ม หัวคิ้วเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเพราะมันไม่ถูกปากจริงๆ บ้าไปแล้วกระมังที่ดันนึกถึงน้ำดื่มกรุ่นกลิ่นมะลิของปานวาด  

“ทำไมคะ ยี่ห้อเดิมนะ พี่ไม่ได้เปลี่ยน” เหน่งรีบออกตัวด้วยกลัวความผิด 

“รู้แล้วน่า! พี่จะไปไหนก็ไปเถอะ เห็นหน้าพี่แล้วผมกดดัน” 

เหน่งยกมือขอยอมแพ้ ถอยหลังออกมาพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ ผู้ช่วยคนดีเดินกลับไปยังมุมที่มีเครื่องดื่มตั้งไว้รอท่าทีมงาน สองตาแลหาน้ำดื่มขวดใหม่ในตอนที่ปานวาดเดินมาสมทบพอดี 

“เหนื่อยหน่อยนะปริม ช่วงนี้คุณวินอารมณ์เสียได้ง่ายๆ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็ตาม” 

“ชินแล้วค่าพี่เหน่ง” ตอบอีกฝ่ายแล้วยิ้ม คว้าเอาน้ำเย็นขวดหนึ่งมาถือไว้ น้ำที่เจ๊จูสั่งให้ทีมงานนางหนึ่งมาบอกว่าให้เธอหยิบไปให้ เจ๊หาเรื่องใช้เธอตลอดนั่นแหละ ทั้งที่ปกติเด็กเสิร์ฟน้ำของกองถ่ายก็คอยบริการน้ำดื่มอยู่แล้ว 

“ดีจริง พี่ไม่ชินง่ายๆ หรอกนะ นี่ขนาดน้ำที่ดื่มทุกวัน วันนี้ยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่พี่ราวกับไม่เคยกิน ประสาทจริงๆ เจ้านายเรา”  

พี่เหน่ง ที่คำพูดคำจาออกตุ้งติ้ง แต่ยังไม่ถึงกับแต่งหญิงอย่างเจ๊จู เอ่ยกับปานวาดอย่างคนที่ทำงานด้วยกันมานาน หาที่บ่นธาวินนั่นแหละ เพราะนอกจากปานวาด ก็ไม่มีใครเก็บความลับได้ดีเท่าหล่อนแล้ว 

“น้ำหรือคะ” 

“อือ...สงสัยไปลองดื่มน้ำดีๆ มาจากที่อื่นละมั้ง ของเก่าเลยไม่เร้าใจ” 

ปานวาดแอบขำ พี่เหน่งก็พูดเกินไป แค่น้ำดื่มไม่ทำให้เร้าใจได้หรอกน่า 

“เอ่อ...พอดีปริมมีน้ำแช่ดอกมะลิค่ะ ถือติดมือมาออกมาด้วยเมื่อเช้า ยังไม่ได้ดื่มเลย ถ้ายังไง...” 

“เอามาเลยจ้ะ เดี๋ยวไปอำพ่อคุณทูนหัวว่าน้ำดื่มจากขั้วโลก เผื่อว่าพ่อจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง” 

แล้วทั้งสองก็พากันหัวเราะเบาๆ ก่อนที่ปานวาดจะกลับไปเอาขวดน้ำของตัวเองมาส่งให้พี่เหน่ง บางที...ธาวินอาจจะคิดถึงน้ำดื่มที่บ้านของเธอก็เป็นได้ 

พี่เหน่งพอได้น้ำดื่มในขวดเก็บความเย็นก็เดินกลับไปหาผู้กำกับเจ้าอารมณ์อีกครั้ง เพื่อส่งมันให้ถึงมือเจ้านาย  

“อะไรของพี่เนี่ย” 

“มีคนใจดีฝากมาให้ค่ะ” เหน่งตอบแล้วสะบัดก้นไปให้ห่างสายตาเจ้านาย ก็ยังมีงานอีกมากนี่นา ดีไม่ดีอาจต้องกลับไปที่ออฟฟิศเพื่อดูว่ามีอะไรที่ต้องจัดการอีก 

ธาวินมุ่นคิ้วเมื่อพี่เหน่งไม่ได้เอ่ยอะไรมากมายเกี่ยวกับเจ้าขวดเก็บความเย็นในมือ เขาเปิดฝาออกพิจารณา แล้วกลิ่นมะลิชื่นใจก็กระทบปลายจมูกอย่างจัง 

ริมฝีปากของธาวินเผยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยกขวดน้ำขึ้นกระดก แล้วใบหน้าของปานวาดก็ลอยมาในห้วงคำนึง แม้ว่าสลัดอย่างไร เจ้าของน้ำเย็นกรุ่นกลิ่นมะลิหอมๆ ก็ไม่ยอมลบเลือนจากความคิดของเขาเลย 

ห่างออกไปตรงหน้าเลนส์กล้องของผู้กำกับมือทอง นางเอกสาวสวยผู้เป็นดาวแห่งวงการมายาก็กำลังหัวเสียอยู่กับโทรศัพท์ในมือ มิลิน ค่อนข้างโมโห เมื่อคนที่เธอโทรหาไม่ยอมรับสายโดยง่าย เขาทำอะไร อยู่กับใคร แค่รับสายเธอทำไม่ได้เชียวหรือ 

“ทำอะไรอยู่นะ ไม่รับสายสักที” บ่นพึมพำในตอนที่ทีมงานของเจ๊จูกำลังช่วยสวมเครื่องประดับให้ ละครย้อนยุคต้องเก็บรายละเอียดละนะ แต่จำเป็นไหมที่เธอต้องมาเจ็บตัวซ้ำๆ กับการใส่กำไลผิดๆ ถูกๆ ของทีมงานไร้สมองที่จำไม่ได้ว่าเมื่อวานเธอสวมกำไลอันไหนกันแน่ 

“ไม่ใช่อันนี้ค่ะ บอกแล้วว่าไม่ใช่!” บอกทีมงานสองสามคนที่กำลังมะรุมมะตุ้มเธออยู่ เจ๊จูก็เอาแต่เอ็ดพวกนาง ไม่ยอมเปลี่ยนให้มันถูกต้องสักที 

“ที่ปริมเอามาให้เมื่อกี้ก็ไม่ถูกหรือคะคุณน้องขา” 

“ไม่ถูกค่ะ! ฉันจำได้ว่าไม่ใช่อันนี้นี่นา!” ยิ่งพูดยิ่งใส่อารมณ์ เหมือนว่าความโมโหที่ใครบางคนไม่ยอมรับสาย จะถูกระบายใส่เจ๊จูและทีมงาน 

ปานวาดวิ่งกลับมากลางฉากอีกรอบหนึ่งพร้อมกับไอแพดในมือและน้ำดื่มของเจ๊จู เธอเสือกไสน้ำดื่มให้เจ๊ แล้วรีบเปิดรูปถ่ายให้นางเอกสาวดูว่าเมื่อวานนี้เจ้าหล่อนสวมกำไลชิ้นใด ทว่า...นั่นยิ่งทำให้นางเอกสาวไม่พอใจ เพราะกำไลที่ปานวาดเอามานั้นถูกต้องแล้ว 

“ถูกก็ถูกสิ! ทำไมต้องทำเหมือนฉันผิดนักหนาด้วยฮะ ฉันก็ต้องมีจำผิดบ้าง แค่ต้องนั่งแต่งหน้าทำผมเป็นชั่วโมงๆ นี่ก็เหนื่อยมากแล้ว อย่ามาหาเรื่องกันเลย” 

“เปล่าหาเรื่องนะคะคุณมิลิน ฉันก็แค่อธิบายว่าคุณกำลังเข้าใจผิด” ปานวาดแย้ง 

“โอ๊ย! รู้แล้วน่า รีบๆ ออกไปได้ไหม รำคาญ!” 

ปานวาดเป็นงงเมื่ออยู่ๆ ก็โดนเอ็ดอึงราวกับเธอมีความผิดหนักหนา เธอพยายามข่มจิตข่มใจไม่โต้ตอบ ไม่โวยวาย และเดินกลับออกมาเมื่อนางเอกสาวไล่ด้วยวาจาและสีหน้าแสนรำคาญ 

“มีอะไรหรือเปล่า” ผู้กำกับคนดีถามเอากับปานวาดเมื่อเห็นหล่อนถูกเอ็ดอึงตอนเดินกลับมา 

“เปล่าค่ะ แค่เรื่องเข้าใจผิดน่ะ” 

“อือ...ดีแล้ว ฉันเบื่อมีเรื่อง มันน่ารำคาญ” 

 

ปานวาดถอนหายใจอีกรอบหนึ่ง “ค่ะ น่ารำคาญจริงๆ” ประชดเขาโดยที่เขาไม่รู้ ก่อนจะเดินจากมาหางตายังเหลือบเห็นธาวินยกขวดน้ำของเธอขึ้นดื่ม เหมือนจะไม่ชอบเราหรอกนะ แต่ของเรานี่กินเอาๆ หมั่นไส้! 

 

 

 

 

 

 ******* ^^  

 

 

 

  EBOOK นิยายทุกเรื่องคลิกลิงก์  

MEB -> https://bit.ly/2XOJzND 

hytexts.com ->https://bit.ly/2Yhsagl 

Google Play-> https://bit.ly/2XRcCAr 

OOKBEE -> https://bit.ly/2SjMsQO 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว