facebook-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : รับผิดชอบ

คำค้น : พิมพ์นภา โซ่รักคล้องใจ ผู้ชายเลว

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ม.ค. 2564 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รับผิดชอบ
แบบอักษร

13 รับผิดชอบ 

ในระหว่างที่ผมกำลังขับรถอยู่นั้นจูจู่ก็เกิดเหตุการณ์โดยไม่คาดฝันขึ้น เพราะด้วยความที่ผมไม่ทันได้มองถนนข้างหน้าและไม่ได้ระวัง  

เอี๊ยดดด!! 

ผมรีบเหยียบเบรกรถอย่างกะทันหัน เพราะอยู่ดีๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินข้ามถนนอยู่แต่ด้วยความที่ผมกำลังเมอลอยมันทำให้ผมไม่ทันได้มองว่าทางข้างหน้าเป็นทางม้าลายซึ่งเขาให้หยุดชะลอและหยุดรถเพื่อให้คนเดินข้ามถนนไปก่อน

ผมรีบเปิดประตูแล้วลงจากรถและรีบเดินไปดูผู้หญิงที่ผมชนเขาว่าเจ็บมากหรือเจ็บน้อยเพียงใดผมจะได้รับผิดชอบเขาถูก แต่ทันทีที่ผมเดินไปดูเขานั้นผมแทบอยากจะเดินกลับขึ้นแล้วขับหนีไปส่ะ ถ้าผมทำได้อ่ะนะ

“นี่! ขับรถยังไงห่ะ ไม่ดูหรือไงว่าไฟจราจรมันขึ้นไฟแดงให้คนเดินข้ามถนนอ่ะ!”  ผู้หญิงอะไรปากดีชะมัด อันที่จริงเธอก็ไม่ได้เป็นขี้เหร่อะไรนะออกจะสวยและน่ารักด้วยซ้ำ หน้าตากับปากนี่ไปคนละทางเลยจริงๆ

“โถ่ว! ลูกพ่อเป็นอะไรมากไหม” ผมพูดพร้อมกับเดินไปลูบไล้ฝากระโปรงข้างหน้ารถผมโดยเดินผ่านน้ำที่กำลังนั่งด่าผมอยู่บนถนนและเธอก็ดูเหมือนจะตกใจอยู่เหมือนกันเมื่อคนที่เกือบจะชนเธอนั้นเป็นผม

“คนที่ขับรถคันนี้เป็นพี่เองหรอ! ตะแต่เดียวนะคำถามนั้นพี่ควรจะมาถามน้ำไม่ใช่หรอ น้ำเป็นคนโดนพี่ขับรถชนนะ!!” เธอตะโกนร้องโว้ยวายต่อว่าผมโดยที่สภาพของเธอก็ยังคงนั่งอยู่บนถนนข้างหน้ารถผมอยู่

“อ้าวหรอ ก็พี่เห็นเธอยังมีแรงโว้ยวายอยู่ เลยนึกว่าคงไม่เป็นอะไรมาก” ผมพูดพร้อมกับแกล้งทำหน้านิ่งเฉยเหมือนไม่ได้รู้สึกผิดและไม่มีอะไรเกิดขึ้นใส่เธอ

“พี่เป็นคนผิดนะคะ พี่ต้องรับผิดชอบไม่ว่าน้ำจะเจ็บมากหรือเจ็บน้อยก็ตาม!”  เธอพูดพร้อมกับจ้องหน้าผมอย่างคาดโทษ

ปี้นๆ!!

ในระหว่างที่ผมกับน้ำกำลังเถียงกันไปมาอยู่นั้นรถคันหลังที่จอดต่อจากรถของผมก็พากันบีบแตรรถเพื่อให้ผมเอารถที่จอดขวางทางออกไป

เมื่อผมตั้งสติได้ว่าตอนนี้ผมกำลังจอดรถขวางทางจราจรอยู่ผมจึงรีบเก็บกระเป๋าและของที่กระจัดกระจายจากนั้นผมก็ยื่นมือไปตรงหน้าของน้ำเพื่อที่จะช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้นจากบนพื้นถนน

“อะไร” น้ำเธอพูดพร้อมกับมองมาที่มือและหน้าของผมสลับกัน

“ไม่เห็นหรือไงว่าเขาบีบแตรรถไล่อ่ะ แล้วจะนั่งอยู่อีกนานไหม เร็ว!”

“เออ! ลุกแล้ว พี่จะตะคอกเสียงดังทำไมเนี้ย” เธอบ่นพร้อมกับเอื้อมมือมาจับมือผมและพยายามลุกขึ้น ในขณะที่เธอกำลังลุกขึ้นนั้นจูจู่เธอก็อุทานออกมาเสียงดังและกำลังจะล้มลงกลับไปนั่งอยู่ที่เดิม

“โอ้ย!”

เมื่อผมเห็นว่าเธอกำลังจะล้มผมจึงรีบดึงมือของเธอที่ผมจับอยู่เข้ามาหาตัวผมเองแล้วกอดเอวเธอไว้โดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้เธอล้ม และสภาพในตอนนี้ก็คือน้ำเธออยู่ในอ้อมกอดของผมเป็นที่เรียบร้อย

“อะเอ่ออ น้ำว่าน้ำเดินเองดีกว่า” เธอพูดพร้อมกับผลักผมออก แต่ในระหว่างที่เธอกำลังพยายามผลักผมออกนั้นสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นว่าข้อเท้าของเธอในตอนนี้มันกำลังแดงและบวมเป่งอยู่ดูแล้วข้อเท้าเธอน่าจะพลิก ผมจึงรีบขว้าเอวของน้ำเข้าหาตัวเองอีกครั้งเพื่อประคองเธอไว้ เพราะถ้าขืนให้เธอเดินเองนั้นข้อเท้าของเธอก็ยิ่งอักเสบเข้าไปกันใหญ่

“อ่ะ! น้ำบอกแล้วไงวะ......” เธอมองหน้าผมอย่างเอาเรื่องและกำลังจะพูดต่อว่าผม ผมจึงรีบพูดตัดบทเธอไปส่ะก่อนที่เธอจะพูดอะไรต่อ

“หยุดพูดแล้วก็เลิกอวดเก่งได้ล่ะ ดูเท้าตัวเองหน่อยอยากเดินไม่ได้ตลอดชีวิตหรือไง” ผมพูดดุเธอ และก็ดูเหมือนว่าหลังจากที่เธอได้ยินผมพูดเธอก็มองลงไปดูเท้าของตัวเองตามคำพูดของผม และในระหว่างที่เธอกำลังก้มลงไปมองเท้าตัวเองอยู่นั้นผมก็ถือวิสาสะอุ้มเธอขึ้นมาอยู่ในท่าเจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาว

“ว๊ายยย! พี่ทำอะไรของพี่เนี้ย!” เธอถามผมเสียงดังด้วยความตกใจและจ้องหน้าผมตาเขม็ง

“ก็เธอมันชักช้าไง” พอผมพูดจบผมก็อุ้มเธอเดินไปที่รถของตัวเองแล้วเปิดประตูรถและยัดเธอเขาไปในรถจากนั้นก็ปิดประตูรถและรีบวิ่งไปฝั่งคนขับ และก็ขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว

“แล้วพี่จะพาน้ำไปไหน! น้ำจะกลับบ้าน” เธอร้องโว้ยวาย ผู้หญิงอะไรขี้โว้ยวายชะมัด

“บ้านหนะเธอได้กลับแน่ แต่ตอนนี้เธอต้องไปโรงพยาบาลก่อน เพราะตอนนี้ข้อเท้าของเธอมันบวมมากฉันกลัวว่ามันจะหักหรือเปล่า” ผมพูดบอกเธอโดยที่มือก็ยังคงขับรถและสายตามองไปที่ถนนข้างหน้าอยู่ 

“ตะ......”

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น และถ้าเธอยังไม่หยุดพูดแล้วก็โว้ยวายแบบนี้นะ ฉันจะโยนเธอออกไปนอกรถและทิ้งไว้อยู่ข้างทางแน่” ผมหันไปดุเธอ และทำหน้าตึงใส่เธอบ่งบอกให้เธอรู้ว่าสิ่งที่ผมพูดไปนั้นผมทำมันจริงๆแน่นอน

หึ ทุกคุณคิดว่าหลังจากที่ผมพูดประโยคนี้ไปแล้วยัยนั้นเงียบไหมล่ะ แน่นอนครับเธอเงียบสนิทเลยพูดง่ายก็คือหุบปากไปเลยล่ะ

หลังจากที่ผมได้จัดการให้ยัยขี้โว้ยวายเงียบปากไปแล้วเรียบร้อยผมก็เยียบคันเร่งลงไปอีกเพื่อเพิ่มความเร็วเพราะผมกลัวว่าจะไปไม่ทันเวลาทำงาน

 

@โรงพยาบาล

พอมาถึงโรงบาลอันดับแรกที่ผมทำก็คือรีบพาน้ำไปเช็คร่างกายว่ามีอะไรฟกช้ำไหมและก็ไม่ลืมที่จะเอกซเรย์เท้าของเธอด้วย จากนั้นก็พาเธอมาที่ห้องปฐมพยาบาล

และในตอนนี้ผมก็กำลังนั่งยองๆเอาผ้ายืดพันเคร็ดพันข้อเท้าให้เธออยู่หลังจากที่นวดยาให้เธอเรียบร้อยแล้ว

“พอดีฉันมีตรวจคนไข้ด่วนฉันคงยังไปส่งเธอไม่ได้ เธอรอฉันตรวจคนไข้เสร็จก่อนแล้วกันนะ” ผมพูดโดยที่ใบหน้ายังก้มลงไปมองมือตัวเองที่กำลังเอาผ้ายืดพันรอบข้อเท้าของเธออยู่

“พี่ไม่ต้องไปส่งน้ำหรอก น้ำกลับแท็กซี่ได้ ” เธอพูดทั้งๆที่ยังคงนั่งย่อนขาลงมาอยู่บนเตียงคนไข้

“โอ้ย! พี่น้ำเจ็บ!” เธอร้องอุทานออกมาเสียงดังด้วยความเจ็บปวด เพราะผมแกล้งเอาหัวแม่มือกดไปตรงข้อเท้าของเธอแรงๆ

“ เสร็จล่ะ ไหนลองเดินให้ฉันดูหน่อย” ผมพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนแล้วเอามือท้าวใส่เอว

เธอพยักหน้าและค่อยเขยิบตัวเองลงมาจากบนเตียง และตอนนี้เธอก็ยืนอยู่ตรงหน้าผมเป็นที่เรียบร้อย เธอมองหน้าผมเชิงจะถามว่าจะให้เดินให้ดูเหรอ

“เดินสิ” ผมพูดพร้อมกับเอามือกอดอกตัวเอง

จากนั้นเธอก็ค่อยๆก้าวเท้าเดินไปทีละก้าว จนกระทั่งเมื่อถึงตอนที่เท้าข้างที่เธอเจ็บแตะลงพื้นเธอก็ทำท่าเหมือนเธอจะล้ม

“โอ้ย!” เธอร้องอุทานออกมา

เมื่อผมเห็นว่าเธอกำลังจะล้ม ผมจึงรีบวิ่งไปหิ้วแขนของเธอไว้เพื่อพยุงไม่ให้เธอล้ม

“ขนาดพยุงตัวเองให้เดินยังแทบจะไม่ได้ แล้วเธอจะกลับคนเดียวได้ยังไง ขาเดี่ยงแบบนี้เธอกลับคนเดียวไม่ได้หรอก” ผมพูดโดยที่มือยังคงหิ้วแขนข้างหนึ่งของเธอไว้อยู่

“ แล้วใครเป็นคนทำให้มันเดี่ยงแบบนี้ล่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาจ้องหน้าผมอย่างเอาเรื่อง

“ฉันก็กำลังรับผิดชอบอยู่นี่ไง มานี่” พอผมพูดจบผมก็ไม่รีรอให้เธอได้ตั้งตัวอะไร ผมเดินนำเธอโดยที่ดึงแขนเธอที่ผมหิ้วก่อนหน้านี้ตามไปด้วย

 

ด้านฝั่งของพิมพ์นภา 

Talk Pim 

ฉันนั่งออกแบบและวาดภาพเสื้อผ้าเด็กอยู่บนโต๊ะเพื่อที่จะได้นำไปตัดออกมาไว้ให้ลูกของฉันใส่ และอีกอย่างฉันก็อยากจะลองตัดและเช็คดูว่าฝีมือของฉันมันใช้ได้หรือเปล่าเผื่ออนาคตข้างหน้าเวลาฉันคลอดลูกแล้วฉันจะได้ไปตัดขายเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเองและลูก เพราะทุกวันนี้พ่อกับแม่ต้องให้เงินฉันเยอะขึ้นเพราะต้องเอาไปใช้จ่ายเรื่องลูก ฉันบอกตามตรงฉันสงสารท่านฉันไม่อยากจะรบกวนเงินของพ่อกับแม่แล้ว

เพล้ง!!

ในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งวาดออกแบบเสื้ออยู่นั้นจูจู่ฉันก็ได้ยินเสียงเหมือนแก้วแตกอยู่ที่ด้านล่างของใต้ถุนบ้าน ฉันตัดสินในวางดินสอลงบนกระดาษและค่อยๆลุกออกจากจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่แล้วเดินออกไปดูว่าอะไรที่ตกแตก และใครเป็นคนทำ

ฉันค่อยๆก้าวเท้าลงบันไดไปทีละขั้นทีละขั้นแต่พอทันทีที่ฉันลงไปถึงใต้ถุนบ้านจูจู่ก็มีเงาหนึ่งวิ่งผ่านสายตาฉันไปอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทันเห็นว่าเงานั้นเป็นเงาคนหรือไม่ ฉันเหลือบลงไปมองเศษแก้วแจกันดอกไม้อยู่บนพื้นปูนบ้านที่แต่ก่อนเคยตั้งไว้อยู่บนโต๊ะทานข้าวและที่สำคัญคือมันล้นลงมาได้ยังไง

“นั้นใคร!!!” ฉันตัดสินใจตะโกนถามออกไปเสียงดังด้วยเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวเพราะความกลัว แต่ก็ไร้วี่แววเสียงคนตอบกลับมีเพียงก็แต่ความเงียบเท่านั้นที่ตอบฉันกลับมา

“ฉันถามว่านั้นใคร!!” 

 

ตอนหน้าเรามาเอาใจช่วยพิมพ์เอาคืนธามกันนะคะ 

คนเลวๆแบบเขาต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม......... 

*************************************************************** 

ความคิดเห็น