email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Hostlism ep1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2564 21:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Hostlism ep1
แบบอักษร

ชีวิตของผมที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย ผมเป็นลูกมาเฟียและนักการเมือง นักการเมืองไม่เท่าไหร่ แต่เป็นลูกมาเฟียนั่นสิ ต้องอยู่กับความโหดร้าย ต้องเจอสิ่งมากมายที่มากระทบในการใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหา’ลัย พวกเดียวกันจะเข้าใจดี

ผมเป็นเด็กไม่มีเพื่อนมาตั้งแต่มอปลาย ผมมีทุกอย่างยกเว้นความสุข คงเป็นเพราะใบหน้านิ่งๆ โหดๆ ของผมจึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พูดได้เลยว่าผมคือคนๆหนึ่งที่ฮอตที่สุดในมหา’ลัย ถึงผมจะเป็นคนนิ่งเฉยแต่ผมก็อยู่ในโลกโซเชี่ยลเหมือนกัน

จากที่ผมอ่านมาในคอมเมนท์ของแฟนคลับผมก็จะมีแนวประมาณว่า เขาชอบในใบหน้าอันนิ่งเฉยของผม แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังดีที่ผมเป็นความสุขให้เขา

ผมเป็นเด็กไม่ค่อยได้รับความรักจากครอบครัวสักเท่าไหร่ แม่หย่ากับพ่อตอนผมอายุสิบขวบ ส่วนใหญ่พ่อก็จะอยู่แต่กับบริษัท ผมจึงหาความสุขที่ร้านบาร์โฮส

บางคนคิดว่ามาบาร์โฮสต้องมีเซ็งเกี่ยวข้องตลอดเวลา แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ คนเราไม่จำเป็นต้องมีเซ็งตลอด ผมก็แค่ผู้ชายหน้านิ่งๆคนหนึ่งที่ต้องการตามหาความสุขเหมือนคนทั่วไป

และอีกอย่างผมก็ยังซิงมากด้วย ก็อย่างที่บอกว่าไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ผมยกเว้นแฟนคลับที่ชอบมาขอถ่ายรูป และผมก็เปิดเผยว่าผมชอบเที่ยวบาร์โฮสมากแต่ยิ่งคนรู้มากเท่าไหร่ มีแฟนคลับเพิ่มมากขึ้นแทบจะทุกวัน แต่ละวันที่แฟนคลับมาขอถ่ายรูปหน้าตาไม่ซ้ำกันเลยสักวัน

ทุกคนสงสัยใช่ว่าการเที่ยวบาร์โฮสแบบผมไม่กลัวกระทบงานของพ่อหรือไง พ่อผมรู้ดีว่าท่านไม่ได้อยู่กับผมตลอดชีวิต และผมก็โตแล้วด้วย มันคือความสุขของผมและผมก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และประโยคหนึ่งที่พ่อบอกกับฉันคือ “แกจะทำอะไรก็ทำ จะไปไหนก็ไป ขอแค่อย่าทำให้พ่อเดือดร้อนพอ” นี่คือประโยคของพ่อที่บอกกับผมเมื่อผมเริ่มเที่ยวบาร์โฮส จากที่เที่ยวอาทิตย์ละสามวัน ผมเปลี่ยนมาเที่ยวแทบจะทุกวัน

ผมชอบเที่ยวทุกที่ที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงดังๆ มีเบียร์เหล้าวางไว้ตรงหน้าและมีผู้คนนั่งเป็นเพื่อนผมประมาณสามสี่คน และผมก็ใช่เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง เพื่อนที่ชั่วคราวผมก็จ่ายด้วยเงิน ก็คนที่เป็นเพื่อนชั่วคราวของผมเขาก็เห็นแก่เงินและชอบที่ผมจ่ายพวกเขาด้วยเงินทั้งนั้น ผมไม่เคยคิดจะจริงจังสักอย่างในเมื่อผมมีทุกอย่างยกเว้นความสุข ทำไมต้องแคร์ความรู้สึกพวกมันด้วย

ถึงผมจะไม่ชอบคนเห็นแก่เงินก็เหอะแต่พวกเขาก็เป็นความสุขให้ผมได้ถึงจะชั่วคราวก็ตาม

“เจ๊นุ่ม”เจ๊นุ่มเป็นเจ้าของร้านเป็นสาวประเภทสอง เจ๊นุ่มเป็นคนเฮฮามาก และเป็นคนที่เข้าใจเเทนแคร์ผมมาก ก็ผมเป็นลูกค้าประจำของเขา ก็เป็นเรื่องที่เขาต้องแทนแคร์ผมอยู่แล้ว

“ว่าไงจ๊ะคนหล่อของเจ๊”เสียงออกเล็กๆของเจ๊นุ่มเดินมานั่งซบไหล่ผม ทั้งๆที่ผมต้องขนลุกแต่ผมรู้สึกเฉยๆมากเพราะเจ๊ทำแบบนี้กับผมแทบจะทุกครั้งเมื่อเห็นผมนั่งจิกเบียร์

“เอาคนเมื่อคืน”แค่ผมพูดแค่นี้เจ๊ก็รู้ดีว่าใคร ทุกครั้งที่ผมพูดแบบนี้เจ๊จะลุกขึ้นรีบไปตามเด็กนั้นมาแต่ทำไมครั้งนี้เจ๊ถึงดูเลิ่กลั่ก ไม่ลุกไปตามเด็กนั้นมานั่งมาดื่มเบียร์กับผม ผมมองเจ๊ที่นั่งยิ้มแห้งๆ

“คือ...”ผมทำหน้าหงุดหงิดเมื่อเจ๊ไม่รีบไปเอาเด็กนั้นมา ผมต้องได้ทุกอย่างแล้วต้องได้อย่างรวดเร็ว

“คืออะไร”ผมตะคอกถามเบาๆด้วยใบหน้าพร้อมจะสังหารคนในร้านและพร้อมจะพังร้านนี้

“เด็ก..คน..นั้น..เอิ่มมม”ตะกุกตะกักอีก เข้าใจไหมว่ากูต้องการคนมานั่งเป็นเพื่อนแล้วทำไมยังนั่งซื่อบื้ออยู่ แม่งง!!ไม่ได้ดั่งใจเลยเหี้ยอะไรเลยสักอย่าง

“เด็กคนนั้นทำไม”ผมตะคอกถามเบาๆ ไม่ได้โวยวาย

“มีคนจ่ายเยอะกว่า”ใครกล้ามาแย่งชิงเด็กของกู คงอยากเจอบอดี้การ์ดที่ยืนรออยู่ข้างนอก

“ใคร..แล้วเขาจ่ายเท่าไหร่”การใช้เงินแก้ปัญหาของผมกำลังเกิดขึ้น เจ๊เหลือบตาไปมองอีกโต๊ะที่เอาเด็กผมไปนั่ง ดีนะที่เป็นผู้หญิง ไม่งั้นเจอผมละ ผมมองผู้หญิงที่ดูอายุกลางคนป้อนเบียร์เด็กที่ผมต้องการตอนนี้ ผมขมวดคิ้ว

“เขาจ่ายสองหมื่น”อายุก็ดูไม่ใช่น้อยๆแต่ทำไมถึงจ่ายน้อยจังวะ แค่นี้ผมสู้ไหวอยู่แล้ว

“ผมให้เจ็ดหมื่น ไปเอาเด็กนั้นมาให้ผม”ที่ผมต้องการเด็กคนนี้เพราะเด็กคนนี้ดูเป็นการเองขนาดเขารู้ว่าผมเป็นลูกมาเฟียเขายังไม่เกรงกลัวผมเหมือนคนอื่นหรือเป็นเพราะว่าผมยังไม่ได้ใช้บริการคนอื่นจึงไม่รู้ว่าคนอื่นก็เหมือนเด็กนี่ แต่ยังไงก็ช่าง ในเมื่อผมอยากได้เด็กคนนี้ ผมก็ต้องจ่ายด้วยค่าที่มากกว่าผู้หญิงนั่นเป็นร้อยเท่า

“คะ...ค่ะ”เจ๊ดูกลัวกับอาการที่ผมแสดงอยู่ตรงนี้ มันคือคืนแรกที่เจ๊ทำให้ผมหงุดหงิดได้ขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าสนิทกันผมด่าเจ๊ไปแล้วนะ

เจ๊นุ่มรีบๆเดินไปหาโต๊ะตรงข้าม แต่ทำไมถึงกลับมาด้วยมือเปล่า ผมมองเจ๊ที่เดินกลับมาด้วยสีหน้าที่เหมือนจะรู้ว่าจะโดนผมดุ

“เขาให้แปดหมื่น”กล้ามาก เจ๊ไม่กล้ามานั่งข้างๆผมจึงยืนก้มหน้าก้มตาบอกผม

ใครเป็นเจ้าของร้านว่ะเนี่ย...

“ถ้าเจ๊ไม่เอาเด็กนั้นมา...เจ๊รู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น”ร้านนี้จะต้องพังยับเยิน แล้วก็ต้องไม่มีใครเข้า แล้วผมก็ทำให้ร้านมันเจ๊งได้ ร้านนี้มีคนเข้าเยอะผมก็ทำให้มันดับได้เหมือนกัน ดับให้มันไม่มีวันกลับมาเปิดจนโด่งดัง

“อย่าทำอะไรร้านเลยนะ แต่คนนั้นให้เยอะกว่าจะให้เจ๊ทำไงได้”ใบหน้าอ้อนวอนของเจ๊ทำให้ผมจำเป็นต้องตั้งสติ

“งั้นผมให้แสนหนึ่ง”การจะเอาอะไรมาสักอย่างแน่นอนอยู่แล้วเราต้องรู้จักลงทุน นี่คือครั้งแรกที่ผมลงทุนกับสิ่งที่เป็นความสุขชั่วคราวของผมมากที่สุด

แต่สุดท้ายเงินมันก็แค่กระดาษใบหนึ่งที่มีค่าสำหรับเด็กบาร์โฮสแบบพวกเขา สุดท้ายเงินการลงทุนของผมก็ไม่สูบเปล่า เจ๊พาเด็กคนนั้นมานั่งข้างๆผม แล้วเจ๊ก็ไปพบปะกับโต๊ะอื่น

“กว่าจะมาได้”จะเรียกเด็กบาร์โฮสคนนี้ว่าเพื่อนได้ไหมเพราะจากที่ดูๆแล้วอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และอีกอย่างถ้าออกจากร้านนี้แล้วผมจะไม่เรียกเขาว่าคุณ ผมจะเปลี่ยนสัพนามเป็นคำดูสนิทกัน

“เป็นบ้าเหรอ ถึงจ่ายขนาดนี้”ผู้ชายร่างตัวเล็กผิวขาวที่ชื่อทิวลิปก็ขมวดคิ้วใส่ผมที่นั่งกระดิกขาก่อนทิวลิปจะมานั่งข้างๆผมแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“คืนนี้ไปกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันไหม”ผมชวนอีกฝ่ายที่ขมวดคิ้วไม่เลิก อุตส่าห์เอาออกมาจากผู้หญิงคนนั้นดันมาด่าฉันอีก อะไรของมึงวะ

ร้านก๋วยเตี๋ยวประจำของผมกับทิวลิปเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังเเถวๆกรุงเทพ ออกจากร้านบาร์โฮสไม่กี่นาทีก็ถึง ผมมาร้านบาร์โฮสไม่ได้ดื่มเหล้ามากนักเพราะเกรงว่าถ้าเมาขึ้นมาจะเปลี่ยนเป็นคนละคน ผมเคยเมาตอนสมัยมอปลาย ตอนนั้นเพื่อนร่วมห้องชวนไปกินเหล้าแต่ผมรู้จุดประสงค์ของดีว่าที่ชวนผมเพราะอยากให้ผมจ่ายค่าเบียร์ให้เขา พอเมาเท่านั้นแหละ รูปร่างโหดๆของผมก็เปลี่ยนเป็นคนเฮฮาทันที

อีกฝ่ายตอบตกลงอย่างไม่ลังเลใจ ผมเช็คบิลเหล้าที่แดกไม่หมดยังเหลืออีกตั้งหลายขวบและเหลือแบบนี้ประจำ งั้นก็ให้เจ้าของร้านจัดการเองแล้วกัน

“งั้นผมขอไปใส่เสื้อก่อนนะ”ทิวลิปไม่ได้ใส่เสื้อ เปลืองกายให้คนอื่นเห็นเพราะเรียกลูกค้า ผมส่ายหัวเบาๆ

 

แล้วก็เดินออกมาพร้อมชุดนักศึกษาสีขาว ผมไม่เคยเห็นอีกฝ่ายใส่ชุดนักศึกษาเลย ครั้งนี้คือครั้งแรกแต่ที่แปลกไปกว่านั้นคือ ชุดนักศึกษาของทิวลิปปักชื่อย่อมหา’ลัยผม ผมรู้จักทิวลิปมาเป็นปี สุดท้ายอยู่มหา’ลัยเดียวกัน แต่คงอยู่คนละคณะเพราะผมไม่เคยเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาของทิวลิปมาเดินเพ่นพ่านอยู่คณะผมเลย

“ทำไมใส่ชุดนักศึกษา”ผมก้มถามทิวลิปที่ตัวเล็กกว่าผม แล้วทิวลิปก็เงยหน้ามองผมก่อนจะก้มมองชุดนักศึกษา

“วันนี้ไม่ได้แวะกลับหอ กลับมาจากมหา’ลัยก็มาเลย”ตอบเรียบๆ ลืมบอกทิวลิปเปิดกระดุมไว้สองเม็ด ด้วยความที่ผมตัวสูงจึงก้มมองเห็นถึงข้างใน ถึงเป็นชุดนักศึกษาแต่ดูไม่ใช่นักศึกษาเลยเพราะเสื้ออกนอกกางเกง เสื้อก็ดูยับเยิน

“พี่มองอะไรอ่ะ”เจ้าตัวจับเสื้อที่เปิดกระดุมไว้ มึงเปิดให้กูดูไม่ใช่หรือไง

“จะไปได้ยัง”ผมหันสามร้อยหกสิบองศาแล้วเดินนำหน้า

 

-ร้านก๋วยเตี๋ยว-

วันนี้ลูกค้าเยอะมากก อึดอัดฉิบหาย ถ้าไม่ใช่ว่าอีกฝ้ายอยากกินผมเปลี่ยนร้านไปกินอีกร้านแล้ว ตอนนี้ไม่ได้ดึกมาก อีกฝ่ายจึงหิว อีกฝ่ายยังบอกอีกว่ามื้อกลางวันยังไม่ได้กิน

ผมรู้จักทิวลิปมาเกือบปี ยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงมาทำงานแบบนี้ ผมรู้ว่าทุกคนก่อนจะทำอะไรมีเหตุผล เหมือนผมที่มาร้านบาร์โฮสก็มีเหตุผล เมื่ออีกฝ่ายก้มหน้ากินก๋วยเตี๋ยวก็มองขึ้นเมื่อผมมองคนที่กินก๋วยเตี๋ยวอย่างไม่ลักสายตา

“มองผมขนาดนี้ มีอะไรหรือเปล่า”

“กูแค่สงสัยว่าทำไมมึงถึงมาทำงานแบบนี้”ทิวลิปดื่มนํ้าที่วางข้างๆตัวเขาแล้วเอียงใบหน้าเข้ามาใกล้ผม จะมาใกล้ทำไมเนี่ย

“ไม่บอก”ทิวลิปเอาใบหน้าออกเมื่อตอบคำถามแบบกวนส้นตรีนใส่ผม ใบหน้าจริงจังของผมไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายเกร็งกลัวเลยแม้แต่นิด ยิ้มด้วยซ้ำ!!

“จะบอกไหม”คนมันอยากรู้ ก็ต้องรู้ให้ได้ มันจะตอบแลบไหนผมก็เชื่อหมดแหละขอให้ตอบก็เพราะ แต่อย่าตอบเท็จก็พอ

“งั้นถือว่าคำตอบนี้คือค่าที่พี่ให้ผมแล้วกัน”ไม่สูญเปล่าจริงๆ ได้ความสุขแล้วได้รู้ความลับของอีกฝ่ายอีก ไม่รู้ว่าเป็นความลับไหมแต่ผมก็คิดว่าผมคือคนเกที่รู้เรื่องเขาแล้วกัน

“แม่ผมติดการพนันจนติดหนี้ ผมเลยต้องมาปลดหนี้ให้ท่าน แล้วอีกอย่างผมก็ต้องส่งน้องของผมเรียนด้วย”ทิวลิปเล่าอย่าตั้งใจ ตอบไปด้วยมองผมด้วย ใบหน้าของเขาไม่ค่อยอยากเล่าสักเท่าไหร่

“เท่าไหร่”ผมพูดเพื่อจะช่วยอีกฝ่ายได้

“ล้านกว่า”ต้องติดขนาดไหนถึงเป็นหนี้ขนาดนี้ อีกฝ่ายฉีกยิ้มบานๆแล้วก้มหน้ากินก๋วยเตี๋ยว ผมไม่ถามต่อเพราะกลัวว่าจะทำร้ายบรรยากาศ

“แล้วเงินหนึ่งแสนที่พี่ให้ เดี๋ยวผมเอาคืนให้ครึ่งหนึ่ง”เป็นหนี้แล้วยังทำเป็นอวดเก่งอีก ทั้งๆที่ควรเอาตังที่ผมจาายเป็นค่าตัวเขาส่งไปใช้หนี้ กลับจะเอาคืนให้ผม

“ไม่ต้อง!!”มันเป็นค่าตัวของเขาที่ผมตั้งใจจะให้แล้วไม่ได้คิดจะเอาคืน ถึงมันจะน้อยสำหรับผม

“แต่มันเยอะมากนะ”อีกฝ่ายยังคงยืนยันว่าจะเอาเงินครึ่งหนึ่งคืนผม

“ก็บอกอยู่ว่าไม่ต้อง”จะทำให้ผมหงุดหงิดเลยใช่ไหม พูดครั้งเดียวไม่เข้าใจ ไม่ใช่เด็กๆนะที่พูดครั้งเดียวแล้วฟังไม่รู้เรื่อง

“งั้นเอางี้...พี่ไม่ต้องจ่ายค่าตัวผมเป็นเวลาสามวัน”ทิวลิปยื่นข้อเสนอซึ่งผมไม่ได้เห็นด้วยเลย คนทำงานก็ต้องได้เงิน ไม่ใช่ให้มันสูญเปล่า และอีกอย่างสามวันไม่ใช่สามชั่วโมง

“เอิ่มมมม..เอางี้ มึงไปทำงานที่บ้านกู ทุกอย่างในเรื่องของมึงกูจะเป็นคนจัดการเอง”ผมไม่ได้พูดเล่น แล้วสำหรับการทำงานที่บ้านผมค่าตัวก็ต้องเยอะกว่าร้านบาร์โฮสอยู่แล้ว

“ได้”ทิวลิปตอบตกลงอย่างไม่ลังเลใจอีกครั้ง เป็นเด็กไม่คิดมากเหมือนกันนะเนี่ย

“งั้นพรุ่งนี้ตอนเย็นกูไปรับมึงแล้วไปบ้านกูเลย”

“แล้วพี่รู้ได้ไงว่าผมอยู่ที่ไหนบริเวณของกรุงเทพมหานคร”

“ชุดนักศึกษาที่มึงใส่เป็นชุดมหา’ลัยเดียวกันกับกู”

“เอ้าเหรอ หึหึ”ผมไม่ได้ขำตามอีกฝ่าย

“เดี๋ยวกูไปรับมึงที่มหา’ลัยนะ”ทิวลิปส่ายหัวเบาๆ ถึงว่าเข้าใจง่าย แต่มันจะโอเคมากถ้าถามนู่นนี่นั้น ไม่ใช่ตอบตกลงแบบนี้ง่ายๆ แต่มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือไง จะได้ไม่ต้องทำให้ผมหงุดหงิด

 

 

 

 

ความคิดเห็น