ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอน ๑๖

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ม.ค. 2564 21:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอน ๑๖
แบบอักษร

"แม่บัวสบายดีรึ"

"เจ้าค่ะ" บัวตอบสั้นๆ ไม่สบสายตาคมกล้าที่จ้องมองมาด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันยิ่งรู้สึกถึงสายตาจับผิดจากคนรอบข้าง

ครั้นได้ยินคำทักทายหลานสาวตนจากปากชายหนุ่ม สีหน้าของชื่นพลันเปลี่ยนเป็นฉงน ไม่ทันที่หล่อนจะเอ่ยปากซัก ฉัตรก็ส่งยิ้มสุภาพมาให้ พร้อมขยายความเสียก่อน

"วันก่อนกระผมบังเอิญเจอแม่บัวที่วัดนะขอรับ เพียงแต่วันนั้นมีธุระต่อ ไม่ได้ไปกราบสวัสดีคุณป้า วันนี้กระผมจึงถือโอกาสแวะเยี่ยมที่เรือน" ชายหนุ่มปรายตามองไปยังกองข้าวของประดามีที่บ่าวรับใช้หอบหิ้วตามเข้ามา

"ของพวกนี้ล้วนเป็นของฝากจากเมืองฝรั่ง"

"แหม...แค่มาเยี่ยมเยียนกัน ป้าก็ดีใจแล้ว พ่อฉัตรไม่ต้องลำบากหรอกจ้ะ"

"ไม่เป็นไรขอรับคุณป้า เป็นเพียงข้าวของเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น"

จากหีบห่อที่บรรจุของเล็กๆ น้อยๆ ของชายหนุ่ม ราคาค่างวดคงไม่ใช่เบาเลยทีเดียว สีหน้าของคุณหญิงเมียพระยาแช่มชื่นขึ้นกว่าเดิม เพ็ญยังรักษากิริยาแช่มช้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มละมุน ทั้งที่ใจอยากจะดูชมเสียเหลือเกินว่าของฝากที่ว่ามีสิ่งใดบ้าง

ส่วนหญิงสาวอีกคนยังคงนั่งสงบเสงี่ยม สงวนวาจาอยู่เช่นเดิม ไม่แสดงความสนใจใคร่รู้เรื่องของแขกแม้แต่น้อย

"แล้วนี่กลับมานานแล้วรึ"

"เพิ่งจะไม่กี่วันเท่านั้นขอรับ กระผมมาวันนี้ด้วยนึกว่าพ่อพร้อมกลับมาแล้ว"

"ยังหรอกจ้ะ แต่ก็คงไม่นาน ป้าได้โทรเลขมาเมื่อสองเดือนก่อน แล้วพ่อฉัตรกลับมาต้องสังกัดที่ใดรึ"

"กระทรวงยุติธรรมขอรับ"

"จริงสิ พ่อฉัตรร่ำเรื่องกฎหมายมา พ่อพร้อมของฉันก็คงสังกัดกระทรวงนครบาล เหมือนกับเจ้าคุณเชิด พ่อเขานั่นละ"

"แล้วคุณลุงเป็นอย่างไรบ้างขอรับ กระผมได้ยินว่าท่านไม่สบาย"

สีหน้าของชื่นจืดเจื่อนลงเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นยังรักษารอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ โบราณว่าความนัยอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า เวลาแขกไปใครมา ตัวหล่อนเอง และทุกคนในบ้านจะไม่ปริปากบอกเล่าถึงรายละเอียดอาการเจ็บป่วยของพระยาพิทักษ์ฯ เด็ดขาด 

เรื่องอาการป่วยไข้ส่งผลต่อสถานะทางราชการของผู้เป็นสามีไม่มากก็น้อย จะประมาทไม่ได้

"ก็ดีขึ้นมาแล้ว แต่พักผ่อนอยู่ข้างบนแน่ะ"

ได้ยินดังนั้น ฉัตรก็ไม่ได้ซักไซ้เรื่องของเจ้าคุณเชิดอีก ชื่นหันมาแนะนำชายหนุ่มให้เพ็ญรู้จัก คนทั้งสามนั่งสนทนากันอยู่ร่วมชั่วโมง ส่วนใหญ่เป็นชื่นและเพ็ญ ที่เชิญชวนให้เขาเล่าเรื่องเมืองฝรั่งให้พวกตนฟัง

บัวแทบไม่ได้เปิดปากพูด ทว่ายังตั้งใจฟังคนทั้งสามคุยกัน

เมืองฝรั่งที่ฉัตรไปร่ำเรียนมา คงจะเป็นประเทศฝรั่งเศสในโลกเก่าของเธอกระมัง แล้วผีร้ายตนนั้น ร่ำเรียนวิชาหมอมาจากไหน เธอยังไม่รู้เรื่องนี้

"บ่ายคล้อยแล้วกระผมคงต้องขอตัวกลับก่อน"

ชื่นเตรียมลุกขึ้นส่งแขก แต่จู่ๆ ก็หน้ามืด ร่างกลับซวนเซ...

"คุณป้า!" เพ็ญที่อยู่ใกล้กว่าใคร รีบเข้ามาประคองป้าสะใภ้เอาไว้ก่อนฝ่ายนั้นจะล้มลง

"คุณป้าเป็นกระไรไปเจ้าคะ"

"ป้าคงจะลุกไวไปหน่อย เลยหน้ามืดน่ะแม่เพ็ญ ถ้าอย่างนั้นแม่บัว ช่วยเดินไปส่งพี่เขาทีสิ"

บัวเงยหน้ามองคนเป็นป้า รู้สึกถึงสายตาไม่พอใจจากญาติผู้พี่เพิ่งประคองชื่นลงนั่งกับเก้าอี้ตามเดิม

"เจ้าค่ะ"

หญิงสาวรับคำอย่างเสียไม่ได้ เดินตามร่างสูงสง่าของแขกออกไปจากตึกใหญ่ เห็นเขาไม่ยอมหยุด จึงเดินไปส่งเขาจนถึงท่าน้ำ บ่าวของฉัตรไปนั่งคอยล่วงหน้า ตระเตรียมเรือไว้สำหรับเจ้านายของตนแล้ว

"ไม่เจอกันเพียงไม่กี่วัน แม่บัวดูสดชื่นขึ้นมาก"

เขาเปรย มองมาที่เธอยิ้มๆ

บัวจำต้องเงยหน้าพูดกับเขา เธอไม่ได้สังเกตเลยว่าสีหน้าสีตาตัวเองเป็นเช่นไร เพราะมัวแต่หมกมุ่นครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนวาน

"คงเพราะได้ปฏิบัติธรรมที่วัดกระมังคะ"

"แม่บัวชอบถือศีลปฏิบัติธรรมหรือ"

"ทำนองนั้นเจ้าค่ะ" เธอตอบเขาไปเรื่อย ก่อนจะถามคืน เพราะรู้สึกว่าตัวเองตอบห้วนเกินไป

"แล้วคุณฉัตรล่ะเจ้าคะ" 

พวกเธอพบกัน 'ครั้งแรก' ในอุโบสถ 

"พี่ชอบไปวัด บรรยากาศในวัดทั้งสงบร่มเย็น เป็นที่สถานที่ที่ช่วยชำระจิตใจคนเราให้สะอาดผ่องใส" น้ำเสียงฉัตรเรียบเรื่อย ทว่าบัวสัมผัสไม่ได้ถึงความเลื่อมใสศัทธาของเขาแม้แต่น้อย

ตรงกันข้ามคล้ายชายหนุ่มกำลังเสียดสีเสียมากกว่า เป็นครั้งแรกที่บัวตั้งใจพิศมองคนที่เดินมาด้วยกัน ใบหน้าของเขายังคงสุภาพอ่อนโยนดังเดิม

"ได้ปฏิบัติธรรมที่วัดแล้ว ตอนนี้จิตใจของแม่บัวคงสงบผ่องใสมากกระมัง"

ผ่องใสกับผีอะไรกัน!

ใจของเธอกำลังปั่นป่วนและขุ่นมัวด้วยความไม่เข้าใจต่างหาก

"บางทีการเข้าวัดหรืออยู่ในวัด ก็ไม่อาจทำให้จิตใจเราสงบได้เสมอไปหรอกเจ้าค่ะ" 

นั่นเป็นแรกที่เธอเผลอกับอีกฝ่ายยาวๆ

หึ...คนในผ้าเหลืองก็คิดสังหารคนได้ เขตอารามผีร้ายก็ยังบุกรุกเข้ามาได้ 

"บางสิ่งที่ภายนอกดูดีงาม แท้จริงแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น"

"แม่บัวช่างมีความคิดลึกซึ้งนัก" ฉัตรเอ่ยยิ้มๆ จ้องมองเข้ามาในดวงตาเธอแน่วนิ่ง

"ฉันก็เพียงฟังคนเขาพูดมาอีกทีเท่านั้นเจ้าค่ะ" 

บัวหันหน้าหนีไปทางอื่น กลับมาทำตัวสงบเสงี่ยมอีกครั้ง 

"ถึงท่าน้ำแล้วเจ้าค่ะคุณฉัตร"

หญิงสาวไหว้ลาอีกฝ่าย ก่อนจะก้าวลงเรือที่เทียบท่ารออยู่ ฉัตรก็หันมาอีกครั้ง

"ทีหลังแม่บัวไม่ต้องเรียกพี่ว่าคุณฉัตรหรอก เรียกพี่เป็นพี่เถอะ อย่างไรพี่ก็เป็นเพื่อนกับพ่อพร้อม เรียกพี่ว่าคุณพี่เยี่ยงเดิมดีกว่า"

เธอยิ้มรับ แต่ไม่ได้ตอบตกลง อย่างไรเธอก็ไม่อยากสนิทสนมกับเขา

* * *

บัวไล่ยี่เข่งไปนอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่ตัวเองหยิบเอางานเย็บปักขึ้นมาทำ หญิงสาวยังไม่นอน อาศัยแสงตะเกียงนั่งปักผ้าเช็ดหน้า

 ลมยามราตรีพัดเอากลิ่นดอกโมกข์โชยชายผ่านหน้าต่างห้องนอนเข้ามาเหมือนในคืนนั้น ที่เธอได้พบสนเป็นครั้งแรก

คิดสัมผัสร้อนรุ่มของปากและลิ้นของเขารุกเร้าไปตามเรือนร่างของตน

"อุ๊ย" เข็มตำเข้าที่ปลายนิ้ว ดึงเธออาจจากความคิดฟุ้งซ่านน่ากลัว

หยดเลือดแดงสดผุดขึ้นบนผิวอ่อนนุ่ม

มือคล้ามเข้ทของใครคนหนึ่ง ฉวยมือเธอไป ก่อนจะที่เขสจะก้มลงดูดปลายนิ้วที่ถูกเข็มตำของหญิงสาว บัวเกือบร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ หากแต่ก็กัดริมฝีปากไว้ทัน

ชายหนุ่มช้อนมองขึ้นมา มือที่ถูกเขากุมไว้ร้อนวาบ

"ไม่ระวังเสียเลยนะแม่บัว"

เขาแสร้งทำเสียงดุ คล้ายผู้ใหญ่ที่ตำหนิเด็กเล็กที่ทำความผิด หญิงสาวคอแข็งขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นนัยน์ตาดำขลับที่ทอแสงเรืองๆ ขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไป

"คุณหลวงปล่อยมือฉัน"

เธอพยายามดึงมือออก ทว่าเขายังดึงดันที่จะกอบกุมข้อมือเล็กบางเอาไว้ครู่หนึ่ง ถึงยอมปล่อยในที่สุด ร่างแน่งน้อยวางเข็มกับสะดึงลงในตะกร้าบนโต๊ะเตี้ย

ขยับออกจากร่างสูงใหญ่เท่าที่จะทำได้

"รอฉันอยู่กระนั้นหรือ ดึกดื่นค่อนคืนไม่ยอมนอน" สนเท้าศอกลงกับขอบโต๊ะเตี้ย หันมองมาที่หญิงสาวพลางยิ้มยั่ว

บัวทำหน้าเฉยชา ทำเหมือนว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาไม่มี 'สิ่งใด' เกิดขึ้นระหว่างทั้งสอง

"ฉันกำลังรอคุณหลวงอยู่จริงๆ เจ้าค่ะ" 

สนแย้มยิ้มคล้ายพึงใจเมื่อได้ฟังคำตอบ

"คุณหลวงยังไม่ได้บอกกับฉันว่าเหตุการณ์เมื่อคืนวานนั้นคืออะไรกันแน่"

เขาพิศมองใบหน้าขาวนวลใต้แสงตะเกียงครู่หนึ่ง หญิงสาวข่มความประหม่าและความขุ่นเคืองในหัวใจ สบสายตากับเขาตรงๆ

ในค่ำคืนนี้ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อต้องแสงไฟ ไม่ได้ทอประกายสีแดงเหมือนคืนวาน

ชายหนุ่มยังยิ้มในหน้าหันไปเทน้ำชาที่ยังอุ่นอยู่ลงในถ้วยกระเบื้องใบเล็กที่ยี่เข่งเตรียมไว้

ยุคสมัยนี้ผู้คนเริ่มนิยมดื่มชา ชนชั้นสูงนิยมบริโภคชาฝรั่ง ส่วนตามบ้านเรือนชาจีนโพ้นทะเลก็มีให้ดื่มกินเป็นปกติแล้ว

"พระครูเชิดเป็นศัตรูของคุณหลวงหรือเจ้าคะ"

เมื่อนึกทบทวนเหตุการณ์ในวัด ท่าทีที่พระครูเชิดกับสนมีต่อกันคือศัตรูคู่อาฆาตไม่ผิดแน่ คิดๆ ดูแล้ว หลวงพ่อรูปนั้นอาจจะใช้เธอเป็นเหยื่อล่อสนออกมาด้วยซ้ำ

ริมฝีปากคนฟังบิดเบ้ขึ้นอย่างหยันๆ

"มันเป็นแค่เหลือบไรที่สร้างความรำคาญให้ก็เท่านั้น" คำว่าศัตรูดูจะให้เกียรติกันเกินไป

ทว่าบัวนิ่วหน้า ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดเท่าไรนัก

"แต่ตัวเหลือบไรตัวนี้ก็เกือบเล่นงานคนให้ตายได้แล้วนะเจ้าคะ" เธออดค่อนขอดไม่ได้ 

เขาอาจจะกระไร แต่เธอไม่ใช่

"อย่างอนฉันไปเลย"

"ฉันไม่ได้งอน" หญิงสาวปัดมือมือที่หมายจะเอื้อมมาแต่ใบหน้าตนออก สะบัดหน้าไปทางอื่น เธออยากจะฆ่าเขาทิ้งต่างหากเล่า

"ด้วยมนต์ที่ฉันลงให้แม่บัว รับรองว่าจะไม่มีเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นอีก" 

ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้ สูดเอากลิ่นหอมกำซาบใจที่กรุ่นออกมาจากกายของหญิงสาว

กลิ่นชนิดนี้ไม่เหมือนกลิ่นหอมชนิดไหน 

เขามักจะได้กลิ่นหอมหวานรัญจวนใจโชยชายออกมาจากตัวของบัว โดยเฉพาะในยามที่เธอจมจ่อมอยู่ในห้วงพิศวาสเร่าร้อน กลิ่นนั้นดึงดูดให้คนเข้าไปใกล้ ล่อลวงให้อยากสัมผัสเคล้าคลึงเรือนร่างอ่อนนุ่มที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม เหมือนคนติดฝิ่น..

กลิ่นหอมนี้ไหลเวียนอยู่ในเลือดเนื้อของเธอ

ในเมื่อเขายังได้กลิ่นหอมอันน่าปรารถนานี้ 'ไอ้ตัวผู้' อื่นๆ จะไม่ได้กลิ่นได้อย่างไร

คิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของเขาก็เข้มขึ้น คุกรุ่นด้วยจิตสังหารอันรุนแรง ทว่าที่คนที่เพียรขยับออกห่าง ไม่ได้รู้สึกถึงไอสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวชายหนุ่ม

"ถอยออกไป"

"กลัวจะถูกฉันลงมนต์อีกหนหรือ" เสียงกระซิบข้างหูนั้นยั่วเย้า นัยน์ตาเยือกเย็นกลับมาพริบพราวอีกครั้ง เขาหัวเราะในลำคอ

"มนต์ของฉันไม่เสื่อมง่ายๆ หรอก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องคอยลงซ้ำ"

สองแก้มเธอร้อนผ่าว ช่องท้องเสียววูบอย่างห้ามไม่ได้ สิ่งที่ผีร้ายนี่ทำช่างน่าละอาย แต่สัมผัสของเขากลับไม่ได้น่าเดียจฉันท์ ความคิดที่ผุดขึ้นในหัวทำให้หญิงสาวนึกตระหนกขึ้นมา

ผลักเขาออกห่างแรงขึ้นอีก...

"ดึกมากแล้ว ฉันไม่มีเวลาล้อเล่นกับคุณหลวงหรอกเจ้าค่ะ เรามาพูดเรื่องจริงจังกันดีกว่า บอกฉันทีสิว่าเมื่อไรที่ตัวฉันจะหลุดพ้นจากเรื่องนี้"

"เกรงว่าแม่บัวต้องพัวพันกับฉันจนกว่างานของฉันจะเสร็จ"

"บอกมาสิเจ้าคะ" บัวเชิดคางขึ้น จ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง 

"ว่าฉันจะช่วยเหลืออะไรคุณหลวงได้บ้าง"

รอยยิ้มยังปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเมื่อว่าต่อ

"อย่างที่ฉันเคยบอกไป ฉันต้องการตามหานักโทษคนหนึ่ง มันเป็นฆาตกร อีกทั้งยังขโมยของสำคัญชิ้นหนึ่งไปจากบ้านของฉัน"

"แล้วมันเป็นคนประเภทเดียวกันกับคุณหลวงหรือไม่"

เธอจะไม่ถามอีกแล้วว่าเขาเป็นผีหรือคน หรือเป็นอมนุษย์ประเภทไหน

เมื่อสนไม่พูด เธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แต่เธอต้องการทำงานให้เสร็จๆ ไปเรื่องราววุ่นวายจะได้จบสิ้นเสียที

"ใช่"

หัวใจของเธอหนักอึ้งขึ้นมาทันที ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้วว่าในเมื่อเท้าก้าวถลำเข้ามาในปรักโคลนแล้วก้าวหนึ่ง แม้ถอนตัวกลับไป ก็หนีไม่พ้นต้องแปดเปื้อนโคลนตม

ต้องโทษโชคชะตาบัดซบก็แล้วกัน

"แล้วฉันจะมีความสามารถช่วยคุณหลวงหาคนได้อย่างไร"

สนไม่ได้ตอบในทันที ทว่าคว้ามือข้างหนึ่งของเธอขึ้นมา จับมันแบออก ปลายนิ้วอุุ่นสากลากเส้นลงบนฝ่ามือเนียนนุ่ม เกิดเป็นอักขระสีทองเรียบง่ายตัวหนึ่ง

"ไอ้ระยำนั่นมีสัญลักษณ์นี้อยู่บนหน้าผาก แต่ว่ามีเพียงดวงตาของแม่บัวเท่านั้นที่สามารถมองเห็นมันได้ รูปลักษณ์ภายนอกมันอาจจะจำแลงกายเป็นหญิงหรือชายก็ได้ ทว่าสัญลักษณ์ที่เกิดจากคำสาปแช่งไม่มีทางเปลี่ยนแปลง"

คำสาปแช่งอย่างนั้นหรือ

หากได้ยินตอนที่เธอยังเป็นบัวคนเก่า อยู่ในโลกอันศิวิไลซ์ คงต้องหัวเราะเยาะเขาเป็นแน่

"ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมคุณหลวงถึงรู้ว่าฉันสามารถมองเห็นสัญลักษณ์นั่นได้"

"เพราะเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายนี้ของแม่บัวพิเศษไม่เหมือนใคร" 

To be continued...

หายไปหลายวัน วันนี้มายาวหน่อย อิอิ ชอบไม่ชอบบอกกันล่วยน้า >///<

ความคิดเห็น