ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 1 กำเนิดอสรพิษน้อย

ชื่อตอน : ตอนที่ 1 กำเนิดอสรพิษน้อย

คำค้น : อสรพิษเล่ห์รัก JackBam

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2559 21:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1 กำเนิดอสรพิษน้อย
แบบอักษร

 

ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...เสียงเข็มนาฬิกาติดฝาผนังดังขึ้นชัดเจนในความมืด หากเป็นเวลาปกติผมคงจะไม่สนใจด้วยซ้ำว่านาฬิกาเก่าคร่ำครึที่ติดอยู่บนผนังห้องเรือนนั้นจะส่งเสียงแบบไหน แต่เวลานี้แม้แต่เสียงหายใจของตัวเองยังดังจนได้ยินชัดเจน นั่นเพราะคืนนี้ผมตั้งใจจะทำภาระกิจและหนีไปจากที่แห่งนี้ ที่ที่คนเรียกกันว่า สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

 

ตั้งแต่จำความได้ผมก็เติบโตมากับสถานที่แห่งนี้ คนในบ้านเรียกผมว่าแบมแบม ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งหรือเรียกเป็นคนแรก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นคือชื่อจริงๆของผมหรือเปล่า เพียงแต่คนอื่นเรียกกันอย่างนี้จึงเรียกกันต่อๆมาเท่านั้น

 

 

นอกจากชื่อของตัวเองแล้วผมยังถูกพูดฝังหัวให้ได้ยินตั้งแต่ยังเล็กๆด้วยว่าเป็นเด็กที่ถูกทิ้ง เป็นมารหัวขน เป็นคนที่ไม่มีใครต้องการ จึงต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ แม้ว่าผมเคยถูกครอบครัวหนึ่งรับไปเลี้ยงดูอยู่ 2-3 ปี แต่เมื่อพวกเขามีลูกเป็นของตัวเอง ความรักและความเอ็นดูนั้นกลับค่อยๆเลือนหายไป ท้ายที่สุดผมก็ยังก้าวข้ามเรื่องของเลือดเนื้อเชื้อไขที่แท้จริงไปไม่ได้อยู่ดี ต่อให้ทำตัวเป็นเด็กดีแค่ไหน สุดท้ายก็สู้ทายาทผู้สืบสายเลือดตัวจริงไปไม่ได้อยู่ดี

 

 

การกลับมาอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกครั้งไม่ได้ทำให้ผมอายแม้จะมีคนล้อเลียนเรื่องที่ถูกทิ้งไปอีกครั้ง แต่กลับทำให้ผมมั่นใจแล้วว่าความรักที่แท้จริงแล้วสุดท้ายก็คือการหลอกลวง คำคนเชื่อถือไม่ได้ ผมก็ได้เรียนรู้ในวันนั้นว่าสิ่งที่ชั่วร้ายกว่าภูติผีก็คือใจคนนี่เอง ผมตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่าจะไม่เชื่อใจใครอีกแล้ว ในโลกใบนี้ที่เชื่อถือได้เพียงคนเดียวก็คือตัว เราเอง

 

 

ในตอนที่ยังเด็ก สถานเลี้ยงเด็กก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก หากไม่นับเรื่องของผู้บริหารที่เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง นำเงินที่ได้จากการบริจาคไปใช้ส่วนตัว ทำให้อาหารการกินและความเป็นอยู่ของเด็กๆค่อนข้างจำกัดจำเขี่ย

 

อาหารแต่ละมื้อส่วนใหญ่เป็นผักที่ปลูกจากแปลงผักภายในศูนย์ คนดูแลคือเด็กๆตัวเล็กๆอายุตั้งแต่ 7- 10 ขวบ ช่วยกันรถน้ำแปลงผักทุกเช้าโดยการบังคับ ไม่ใช่เต็มใจอย่างที่คำพูดสวยหรูที่ผมมักได้ยินพวกครูและผู้ดูแลคอยพูดกรอกหูให้คนที่มาเยี่ยมชมฟัง นานๆครั้งจะได้กินเนื้อสักที ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นตอนที่มีคนมาเยี่ยมเยียนและส่งของมาช่วยเหลือเดือนละไม่กี่ครั้งเท่านั้น

 

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เด็กๆส่วนใหญ่วัย 7-10 ปีจะตัวเล็กและแคระแกรนกว่าคนอื่นๆข้างนอก โดยเฉพาะผม...เมื่อเทียบกับเด็กวัยไล่เลี่ยกันผมกลับตัวเล็กและผอมกว่าคนอื่นๆ ดังนั้นจึงมักจะตกเป็นเป้าของการรังแกกันในบ้าน เหมือนเป็นการระบายความเครียดอย่างหนึ่งของเด็กที่โตกว่าและมีพวกเยอะกว่า แต่ผมก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมตกเป็นเหยื่อใครง่ายๆ

 

ครั้งหนึ่งเคยมีครอบครัวหนึ่งมาเลี้ยงอาหารกลางวันกับเด็กๆ แล้วบังเอิญคุณยายท่านหนึ่งต้องการจะเข้าห้องน้ำ ผมจึงพาเดินไปเข้าห้องน้ำสะอาดๆภายในตึกของผอ.     คุณยายท่านนั้นจึงแอบให้ค่าขนมเล็กๆน้อยๆกับผม เจ้าอ้วนแฮอูที่เป็นขาใหญ่ของที่นี่รู้เข้าก็พาลูกน้องอีก 2-3 คนมาลากผมไปที่ลับตาคน จากนั้นก็ให้พวกนั้นรุมซ้อมเพื่อเอาเงินแค่ไม่กี่หมื่นวอน

 

 

แต่มีหรือคนอย่างผมจะยอมเปิดปากเรื่องเงินง่ายๆ แม้จะทั้งถูกต่อยและเตะจนน่วมไปทั้งตัวผมก็ไม่เปิดปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ แถมยังเอาตะปูยาวที่หาเจอแถวโรงงานร้างหลังรั้วสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาหนีบไว้ที่ง่ามนิ้วเหมือนสนับ เหวี่ยงมือใส่หน้าลูกน้องของ แฮอูเรียงตัวจนพวกนั้นหนีกระเจิงแทบไม่ทัน แต่สุดท้ายผมก็ถูกเรียกตัวไปพบกับผู้ดูแลที่เป็นชายแก่น่ารังเกียจชื่อซูโซ ไอ้แก่นั่นลากผมกลับไปที่ห้อนอนแล้วเที่ยวรื้อค้นที่นอน ตู้เสื้อผ้าและในห้องน้ำแทบทุกซอกทุกมุมเพื่อหาเงิน แต่ก็หาไม่พบ เรื่องจึงเลิกลาไปด้วยการนำผมไปขังในห้องปิดตายอยู่หนึ่งวันเต็มจึงปล่อยออกมา

 

คนหัวไวอย่างผมไม่มีวันเอาของมีค่าเก็บไว้ใกล้ตัวอยู่แล้ว แต่จะมีสถานที่ลับที่ห่างจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไปทางใต้ ตรงนั้นเป็นโรงงานร้างที่ติดกับกำแพงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าพอดี ก่อนหน้านี้ผมบังเอิญมาเจอว่ากำแพงด้านหลังโรงเก็บอุปกรณ์การเกษตรมีกำแพงทรุดอยู่ เมื่อขุดดินให้ลึกลงไปหน่อยก็สามารถลอดผ่านกำแพงออกไปด้านนอกได้

 

ที่โรงงานร้างชั้นล่างเป็นแท่นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่สนิทเรอะ ได้ยินจากเด็กเก่าๆว่าโรงงานแห่งนี้เมื่อก่อนทำอาหารกระป๋อง ต่อมาเลิกกิจการไปและปล่อยให้คนมาเช่า แต่เนื่องจากค่อนข้างอยู่ห่างไกลและอยู่ต่างจังหวัดจึงหาคนเช่าต่อไม่ได้ สุดท้ายถูกปล่อยทิ้งร้างจนหญ้าขึ้นสูงรกไปหมด จนแทบจะไม่มีใครกล้าเข้ามาในนี้ ยิ่งพอปล่อยข่าวว่าที่นี่ผีดุ ต่อมาเด็กๆก็เอาไปลือกันผิดๆจนกลายเป็นสถานที่น่ากลัว ที่ชั้นบนยังพอเดินขึ้นไปได้แม้โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นเหล็กและสนิมเกาะไปหมดแล้วก็ตาม ที่ห้องควบคุมชั้นบนผมซ่อนกล่องสังกะสีที่เก็บเงินและเก็บของมีค่าอื่นๆไว้ที่นี่หมด นอกจากจะซ่อนเงินแล้วผมยังอาศัยที่นี่เป็นฐานทัพลับเพื่อหนีมาซ่อนตัวเวลาที่ต้องการอยู่เพียงลำพัง

 

วันหนึ่งขณะที่ผมหนีมาซ่อนตัวในโรงงานร้างก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยดังมาจากด้านล่าง เห็นผู้ชายสองคนแบกถุงกระสอบใบใหญ่มา แต่พอวางลงกลับเป็นเด็กผู้ชายแต่งตัวดีคนหนึ่ง พวกนั้นคุยกัน 2-3 คำก็รู้ว่าไม่น่าใช่คนเกาหลีเพราะภาษาและสำเนียบฟังดูแปลกหู ผมซุ่มอยู่ที่ชั้นสองเพราะออกไปไหนไม่ได้อยู่ 3 ชั่วโมง คนพวกนั้นจึงพากันจากไป ทิ้งให้เด็กชายคนนั้นถูกมัดมือมัดปากติดกับเก้าอี้ไว้ที่โรงงานแต่เพียงลำพัง

 

ในตอนนั้นถึงผมจะเด็กแต่สมองกลับไวกว่าคนวัยเดียวกัน มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่ามันคือการลักพาตัว ผมลงไปช่วยเด็กชายคนนั้น เด็กคนนั้นดีใจมากรีบเปิดประตูโรงงานเพื่อเตรียมตัวหนี แต่ผมกลับฉวยมืออีกฝ่ายไว้แล้วห้ามเพราะกลัวว่าอาจจะไปเจอกับพวกนั้นแล้วถูกจับอีก  สู้ซุ่มรอไปก่อน...ถึงตอนนั้นค่อยหนีทีหลังยังไม่สาย

 

แม้จะพูดกันคนละภาษาแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจจุดประสงค์ของผมเป็นอย่างดี ยอมหลบอยู่ชั้นบนของโรงงานด้วยกันจนกระทั่งคนพวกนั้นกลับมา พอพบว่าคนหายไปพวกนั้นก็ร้อนใจรีบออกไปตามหาอย่างที่คิด เราจึงอาศัยเวลานี้หลบหนีไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ผมพาเด็กคนนั้นเข้าไปด้วย เนื่องจากเด็กมีจำนวนมาก คนดูแลก็แทบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แค่มีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งก็ยังไม่มีใครรู้นอกจากเด็กๆบางคนที่สงสัยเท่านั้น

 

รู้สึกว่าหลังจากนั้นเด็กคนนั้นจะมีกลุ่มคนมาตามจนพบ เห็นว่าเป็นคนรวยใหญ่โตมาจากต่างประเทศที่ผมจำไม่ได้ว่าที่ไหน เด็กคนนั้นแอบให้เข็มกลัดติดเสื้อให้กับผมชิ้นหนึ่งเป็นสินน้ำใจ นอกจากนั้นยังบริจาคเงินให้อีกจำนวนมาก คราวนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมถูกผอ.ชมเชย แถมยังได้กินของอร่อยไปตลอดสัปดาห์

 

หลังจากนั้นทุกอย่างก็เข้าสู่เหตุการณ์ปกติ กลั่นแกล้ง ถูกทำโทษ ได้เห็นได้ยินอะไรก็ต้องทำเป็นหูหนวกตาบอด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้เจอกับเหล่าพี่น้อง คนแรกที่ผมพบคือ ยูคยอม เด็กคนนี้ถูกรับมาเลี้ยงเมื่อเขาอายุได้ 10 ปี ยูคยอมเป็นเด็กที่มีครอบครัวมาก่อน แต่พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตทั้งคู่ ภายหลังต้องไปอาศัยอยู่กับญาติ จนเกิดปัญหาเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว  หน่วยงานทางภาครัฐจึงส่งยูคยอมมาอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

 

เด็กคนนี้อายุห่างจากผมไม่ถึงเดือน แต่กลับใส่ซื่อซะจนน่ารำคาญ ไม่เคยโกรธที่ถูกแกล้ง ต่อให้ถูกตีอย่างมากก็อดทนจนอีกฝ่ายเลิกราไปเอง ไม่เคยคิดแก้แค้น ใจดีชอบแบ่งของให้น้องๆที่เด็กกว่า นั่นอาจจะเป็นเพราะยูคยอมเคยมีครอบครัวที่ให้ความรักกับเขาอย่างมากมาก่อน เขาจึงรู้สึกอยากแบ่งปันความรู้สึกที่ดีให้กับคนอื่นต่อ

 

ครั้งหนึ่งมีคนเอาขนมและตุ๊กตามาแจกให้พวกเด็กเล็กๆ ผมและยูคยอมยังอยู่ในเกณฑ์เด็กเล็กจึงได้รับของเหมือนกับคนอื่นเขาด้วย เจ้าอ้วนแฮอูรู้ฤทธิ์ผมดีจึงไม่อยากยุ่งด้วย แต่กับยูคยอมที่เป็นเด็กใหม่ย่อมไม่เหมือนกัน ยิ่งอีกฝ่ายไม่สู้แฮอูก็ยิ่งได้ใจ

 

ในตอนที่ผมบังเอิญเดินผ่านห้องน้ำชายเห็นแฮอูกับพรรคพวกกำลังซ้อมยูคยอมแล้วจับอีกฝ่ายเอาหัวกดชักโครก ทั้งที่ตัวก็พอๆกันกับพวกแฮอูแท้ๆ แต่ยูคยอมกลับไม่สู้  เดิมทีผมจะเดินผ่านไปเลย  ลำพังแค่เรื่องของตัวเองอย่างเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว คิดจะช่วยคนอื่นทั้งที่ตัวเองก็แทบเอาตัวไม่รอด ไม่ต่างอะไรกับเตี้ยอุ้มค่อม แต่หากเห็นแล้วกลับไม่ช่วยก็จะยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวผมเองก็เลวไม่ต่างจากคนอื่นๆ

 

ดังนั้นเมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วผมก็อาศัยอาวุธใกล้มืออย่างไม้ม๊อบแถวนั้นออกมาไล่ตีแฮอูกับพวกอย่างบ้าคลั่งอยู่นานกว่าพวกนั้นจะล่าถอยไป นับตั้งแต่วันนั้นยูคยอมก็คอยแต่เดินตามผมต้อยๆอย่างกับลูกไก่

 

กว่าเราจะได้พบกับจูเนียร์ฮยองก็เป็นเวลาหลังจากนั้นไม่นาน เนื่องจากเหตุการณ์ในห้องน้ำทำให้ผมถูกผู้อำนวยการเรียกตัวไปสอบสวน โดยผู้ดูแลชายที่ชื่อซูโซเป็นคนสอบสวน ผมไม่เคยไว้ใจไอ้คนคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ทุกครั้งที่ซูโซมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆมักจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ชอบสัมผัสตัวโดยไม่จำเป็น ทั้งที่กฎในการอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าข้อแรกๆคือห้ามล่วงละเมิดเด็กก็ตาม

 

ผมในตอนนั้นอายุได้ 10 ปี ไม่เข้าใจว่าการที่ถูกผู้ใหญ่จับต้นขาและพยายามลากมือเข้าไปด้านในคืออะไร รู้เพียงแต่รังเกียจเวลาที่ถูกซูโซแตะต้องร่างกาย ขยะแขยงเวลาที่เสียงแหบๆนั่นกระซิบข้างหู พอพยายามดิ้นหนีก็ถูกจับกดให้นอน ยิ่งดิ้นก็ยิ่งถูกดึงทึ้งเสื้อผ้าออก ซูโซจ้องผมในแววตาอีกฝ่ายมีแต่ความสนุก หรรษา มองลึกเข้าไปในดวงตาอีกฝ่าย  ผมเห็นแต่เพียงตัวเองที่กำลังตื่นตระหนก ผมรู้ได้ทันทีว่าต้องหนีไปจากซูโซ ต้องหนีไปจากที่นี่ ผมคว้ามือสะเปะสะปะไปเจอกรรไกรที่อยู่ในถาดเครื่องมือทำแผลพอดี

 

ผมกำด้ามกรรไกรแน่นก่อนจะจ้วงแทงไปที่แขนของซูโซ จากนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดของอีกฝ่าย วินาทีต่อมาผมก็ถูกตบหน้าจนล้มไปที่พื้น ซูโซตามมาคร่อมร่างแล้วบีบคอผมไว้ราวกับต้องการจะฆ่าผมให้ตาย ก่อนที่สติจะเลือนราง ก่อนที่ลมหายใจผมจะถูกช่วงชิงไป ผมได้ยินเสียงของจูเนียร์ฮยอง อีกฝ่ายเข้ามาห้ามซูโซ

 

 

เมื่อถูกขัดจังหวะ ผมก็กลับมาหายใจได้อีกครั้ง ผมหันไปเห็นขวดยาที่เป็นแก้วก็คว้าขวดขึ้นมาตีแล้วพุ่งเข้าใส่ซูโซ แต่อีกฝ่ายไหวตัวหลบทัน ซูโซแย่งขวดไปคว้างทิ้งแล้วดึงคอเสื้อผมแล้วตบหน้าอีกครั้ง ครั้งนี้ผมถูกแรงเหวี่ยงไปชนเข้าที่ขอบตู้ล้มคว่ำลงบนพื้น เห็นเลือดของตัวเองไหลอาบแก้มลงมาจากขมับเข้าตาและหยดลงพื้น แต่กลับไม่สามารถยกมือเช็ดมันได้ ไม่มีแม้แต่แรงจะขยับตัว ไม่ช้าก็สิ้นสติ

 

ผมสลบไป 2 วันเต็ม ตลอดเวลาจะเห็นจูเนียร์อยู่ข้างเตียงตลอดเวลา จูเนียร์เอาแต่บ่นว่าผมโง่ รู้ว่าสู้ไม่ได้ยังทู่ซี้เหมือนคนบ้าอยู่ได้ แล้วก็บอกให้ผมนอนพักผ่อนให้มากๆ ไม่กี่วันหลังจากนั้นผมก็ออกมาจากห้องพยาบาลได้ ไม่มีการเรียกซูโซหรือผมไปไต่สวนเรื่องที่เกิดขึ้น อยู่ดีๆเรื่องก็เงียบหายไปคล้ายฝุ่นผง เหลือแต่เพียงแผลฝกช้ำตามใบหน้าของผมกับดวงตาที่แดงฉานจากที่ถูกบีบคอจนเส้นเลือดฝอยในตาแตก

 

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ผมอีก ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนหรือทำอะไรร่วมกับใครก็มีแต่คนหนี ยกเว้นแต่เพียงยูคยอมและจูเนียร์ฮยองเท่านั้นที่ยังคงอยู่ข้างๆไม่ได้ไปไหน และตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกได้ถึงสายตาของซูโซที่กำลังจ้องมาในบางครั้ง เวลาที่เผลอๆหรือไม่ทันได้สังเกต ซูโซจ้องผมราวกับจ้องเหยื่อ และทุกครั้งที่มีอันต้องอยู่ด้วยกันเพียงลำพังกับซูโซ จูเนียร์ฮยองมักจะโผล่มาขัดจังหวะได้พอดิบพอดี เหตุการณ์ดำเนินแบบนี้ต่อไปเรื่อยจนกระทั่งผมอายุ 15 ปี

 

วันนั้นเป็นวันทำความสะอาดห้องเรียนของชั้นเด็กเล็ก เมื่อเด็กเล็กๆนอนหลับกลางวันอยู่อีกที่หนึ่ง พวกเด็กโตก็จะเข้ามาทำความสะอาดห้อง ซึ่งปกติเวรทำความสะอาดจะมีกันอยู่ 5 คน โดยผลัดกันทำหมุนเวียนกันไป บ่ายวันนั้นหลังจากที่ถูกใช้ให้ไปยกถังน้ำมาถูพื้น ผมก็พบว่าในห้องเหลือเพียงแค่ผมคนเดียว ขณะที่กำลังหงุดหงิดและคิดว่าคนอื่นๆหายไปไหนกันหมด ซูโซก็โผล่เข้ามาในห้อง ปิดประตูและลงกลอน

 

ในตอนนั้นผมจึงเริ่มแน่ใจ เพราะเมื่อครู่ตอนที่เขาเดินไปเอาถังน้ำมาห้องยังไม่ได้ปิดประตูและหน้าต่าง แต่พอผมกลับมาพร้อมถังน้ำก็พบว่าหน้าต่างและประตูถูกปิดอยู่ทุกบาน ยิ่งเมื่อเห็นซูโซเดินเข้ามาผมยิ่งแน่ใจว่าก่อนหน้านี้ตัวเองถูกจับตามองอยู่จริงๆ

 

ขณะที่จวนตัวประตูห้องก็ถูกเคาะถูกเขย่าอย่างแรง จูเนียร์ฮยองส่งเสียงดังร้องเรียกอยู่ข้างนอกจนซูโซลังเลและจะเดินไปเปิดให้ จูเนียร์ฮยองบอกว่าผอ.เรียกพบด่วน ผมจึงฉวยโอกาสนั้นเดินหลบออกมา ทว่าเมื่อวิ่งไปพบผอ.กลับบอกว่าไม่ได้เรียกผม ผมรู้สึกแปลกใจจึงย้อนกลับไปหาจูเนียร์ฮยอง และพบกับความจริงที่ว่า...ทำไมผมจึงรอดพ้นเงื้อมือของซูโซมาได้ตลอด

 

จูเนียร์ฮยองใช้ตัวเองเป็นเหยื่อแทนเขา ซูโซทำสิ่งที่ไม่เคยได้ทำกับผมในครั้งนั้น มาทำกับจูเนียร์ฮยองในห้อง ผมถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น ในหัวผุดภาพของจูเนียร์ฮยองที่คอยปลอบว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างจะดีขึ้น จูเนียร์ฮยองคนที่ลูบหัวผมแล้วยิ้มให้อย่างเดิมทุกครั้ง แต่รอยยิ้มของจูเนียร์ฮยองนั้นดูเศร้าเหลือเกิน ทุกครั้งที่จูเนียร์ฮยองยิ้มให้ผมจึงพลอยเศร้าไปด้วย ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเพราะอะไรยิ้มนั้นถึงได้เศร้าขนาดนั้น

 

-----------------------------------------------------------

 

ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...เสียงเข็มนาฬิกาติดฝาผนังดังขึ้นชัดเจนในความมืด ผมดึงความคิดของตัวเองกลับมา พลิกตัวนอนตะแคง หูคอยฟังเสียงสรรพสิ่งรอบกาย ในที่สุดเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น เสียงเดินค่อยๆใกล้เข้ามาและหยุดที่หน้าประตู

 

ภายในห้องนอนของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแบ่งเป็นสองตึก คือตึกเด็กผู้ชายและตึกเด็กผู้หญิง จนกว่าเด็กๆในบ้านจะบรรลุนิติภาวะพวกเราจะต้องนอนด้วยกัน ซึ่งก็คือห้องนี้ ห้องนอนแห่งนี้มีเตียงนอนทั้งหมด 20 หลัง แบ่งเป็นฝั่งละ 10 เตียง โดยหันปลายเท้าชนกัน หัวเตียงของผมอยู่ติดหน้าต่าง ที่ปลายเท้าเยื้องไปด้านขวาเป็นที่นอนของจูเนียร์ฮยอง ในขณะที่ด้านข้างของเตียงจูเนียร์ฮยองถัดไปอีก 2 หลัง เป็นเตียงของยูคยอม

 

เสียงฝีเท้าที่หยุดอยู่หน้าประตูค่อยๆดังใกล้ตัวผมมากขึ้น ผมหลับตาลงอย่างสงบ จนกระทั่งเสียงฝีเท้านั้นหยุดอยู่ด้านหลัง ครู่ต่อมาก็ต้องสะดุ้งวาบในใจเมื่อมือคู่หนึ่งสัมผัสลงที่ผมของผม มือคู่นั้นลากผ่านไหล่เลื่อนลงที่ขา ผมได้ยินเสียงกระซิบที่น่าสะอิดสะเอียนว่า เด็กไม่ดีผมกำมือแน่นพยามสะกดความผะอืดผะอมนี้เอาไว้

 

ไปเถอะครับ เสียงของจูเนียร์ฮยองดังขึ้นในความเงียบ ฝ่ามือน่ารังเกียจผละจากผม ดึงเอาเงามืดนั้นถอยห่างไปด้วย

 

 

ผมรอฟังจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของคนทั้งคู่ค่อยๆห่างออกไปจึงลืมตาขึ้น ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนเงียบๆ ควานมือลงไปใต้เตียงจนเจอเหล็กยาวที่ใช้ดึงประตูม้วนออกมาถือไว้อย่างมั่นคง

 

เหล็กนี้ยาวประมาณ 1 เมตร เป็นเหล็กที่ใช้เกี่ยวหูประตูเหล็กม้วนของโรงยิมซึ่งผมไปดูแลเรื่องเก็บอุปกรณ์กีฬาเมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วแอบหยิบออกมาวางไว้ที่ใต้เตียงและตอนนี้เหล็กนี้จะทำหน้าที่เป็นอาวุธ ผมมองเหล็กในมือก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงนอนเดินผ่านเตียงของเด็กคนอื่นๆไปออกไปหาตามจูเนียร์ฮยอง

 

 

แบมแบม....พี่จะไปไหนหรอ?” เสียงยูคยอมดังขึ้นเบาๆในความมืด

 

นายนอนต่อไปเถอะ...ได้ยินอะไรก็ห้ามลุกออกจากเตียงเด็ดขาด ผมหันไปสั่งเงาที่ลุกขึ้นมานั่ง

 

แล้วพี่จะไปไหน?” ยูคยอมเมื่อไม่ได้คำตอบที่พอใจก็ถามอย่างเดิมอีกครั้ง

 

ฉันออกไปครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะไม่ได้กลับมาอีก...นายนอนเถอะ ผมหันกลับและเดินออกไป แต่อยู่ๆมือกลับถูกคว้าไว้จากด้านหลัง

 

ผมไปด้วย!

 

นายไปไม่ได้!

 

แต่ผมจะไปด้วย!” มือของยูคยอมกำข้อมือผมไว้แน่นเป็นเชิงบอกว่าไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด

 

ตามใจนาย ผมสะบัดมือยูคยอมแล้วออกเดินต่อ

 

เราเดินไปตามระเบียงทางเดินของหอนอน ตามความคิดของผมซูโซไม่น่าพาจูเนียร์ฮยองเดินไปไกลจากตึกนี้ เพราะทุกครั้งพวกเขาก็จะกลับมาก่อนรุ่งเช้าเสมอ

 

ผมค่อยๆเดินผ่านห้องไปทีละห้องจนกระทั่งเดินไปถึงห้องของผู้อำนวยการ เนื่องจากเป็นห้องติดกระจกด้านหน้าโชว์ถ้วยรางวัลต่างๆที่เด็กๆได้รับจากการแข่งขันกีฬาบ้าง ประกาศนียบัตรของเด็กรุ่นก่อนๆบ้าง ถ้วยรางวัลของผู้ประกอบการผู้ไม่หวังผลกำไรบ้าง โล่รางวัลของมูลนิธิดีเด่นประจำปี สิ่งของที่ว่ามาเหล่านี้จัดแสดงอยู่ด้านหน้า ด้านหลังที่เป็นห้องของผู้อำนวยการอยู่ด้านหลัง ทั้งยังมีแสงสีส้มส่องรำไรลอดออกมา

 

นายอยู่นี่นะ ผมหันไปสั่งยูคยอมก่อนจะกระชับเหล็กในมือ เดินไปเปิดประตูแล้วเข้าไปในห้องด้านในอย่างเงียบที่สุด

 

ผมผลักประตูเข้าไปภายในห้อง เห็นแผ่นหลังของซูโซอยู่ตรงหน้า จูเนียร์   ฮยองถูกกดอยู่บนโต๊ะของผอ. ผมเม้มปาก สองมือกำรอบแท่งเหล็กในมือแล้วเงื้อขึ้นชูสุดแขน

 

ซูโซ!!” ผมตะโกนลั่น

 

 

ทันทีที่ซูโซหันมา ผมก็กระหน่ำฟาดท่อนเหล็กใส่ซูโซ อีกฝ่ายยกมือขึ้นกันแล้วพยายามคว้าท่อนเหล็กไว้ เนื่องจากเหล็กมีขนาดเล็กจึงไม่ทำให้อีกฝ่ายระคายผิวอย่างที่คิดเท่าไหร่นัก ไม่ช้าผมก็ถูกแย่งเหล็กออกไปจากมือ ซูโซพุ่งหมัดใส่ผมที่แก้ม อีกหมัดตามมาที่ท้อง ผมทรุดลงพื้น จุกจนพูดไม่ออก ผมคายเลือดออกมาจากปาก รู้สึกเฝื่อนในปากเนื่องจากปากแตก หรือไม่ก็ฟันหัก

 

ขณะที่ในหัวกำลังเรียบเรียงความคิด ซูโซก็ตรงเข้ามาจิกผมแล้วจับผมโขกกับโต๊ะจนหัวหมุน มือถูกรวบไว้เหนือหัว ผลักตัวผมโน้มเข้าหาโต๊ะ วินาทีต่อมากางเกงก็เลื่อนลงจากตัว ผมตะโกนร้องด่าอีกฝ่ายลั่น จูเนียร์ฮยองที่กำลังตกใจอยู่รีบกระโดดล็อคคอ ซูโซจากด้านหลัง อีกฝ่ายจึงมัวแต่หันไปจัดการกับจูเนียร์ฮยองจนผมพอมีเวลาดึงกางเกงขึ้นแล้วมองหาอาวุธในห้องผู้อำนวยการ

 

จูเนียร์ฮยองที่ล็อคคอซูโซถูกอีกฝ่ายถอยหลังไปกระแทกกับตู้เหล็กเก็บเอกสารจนร่วงผล็อยลงจากตัว จากนั้นยังถูกชกหน้าจนกระเด็นไปกระแทกประตูจนแน่นิ่งไป ผมหันไปคว้าแจกันโชว์ใบใหญ่มาจากมุมห้องแล้วยกขึ้นทูลไว้เหนือหัว แต่ยังไม่ทันถึงตัวซูโซ ยูคยอมก็โผล่มาตรงหน้าเสียก่อน เมื่อผมเห็นก็ชะงัก ซูโซจึงอาศัยจังหวะนั้นพุ่งเข้าหาผมทำให้ผมล้ม แจกันหล่นลงไปแตก หมดโอกาสที่จะยุติสถานการณ์นี้

 

ซูโซพุ่งเข้ามาบีบคอผม ผลักผมจนหลังติดฝาแล้วบีบคอจนขาลอยขึ้นจากพื้น ผมพยายามตะเกียจตะกายใช้สองมือแกะมือของซูโซออกจากคอ แต่ชายวัยกลางคนกับเด็กอายุ 15 ต่างกันมาก หากไม่ได้ยูคยอมยกเก้าอี้ไม้มาฟาดเพื่อหยุดซูโซป่านนี้ผมคงตายไปแล้ว ซูโซหันไปเล่นงานยูคยอมขณะที่ผมไอแล้วพยายามหายใจ

 

 

ในตอนนั้นเองที่มือผมเลื่อนไปโดนเศษแจกันที่แตก ชิ้นส่วนจากแจกันที่แตกมีชิ้นใหญ่ขนาดเหมาะมือ แถมยังปลายแหลมพอๆกับฟันฉลามของคอขวด ผมกำเศษแจกันแน่นจนรู้สึกเจ็บมือ เพราะมันคือทางรอดสุดท้ายของทุกคน

 

แล้วเวลานั้นก็มาถึง ผมถูกกระชากจากด้านหลัง หันไปเห็นซูโซเงื้อกำปั้นขึ้นเป็นภาพสโล ก่อนที่กำปั้นของซูโซจะหวดลงมา มือผมก็วาดขึ้นปาดใบหน้าอีกฝ่ายเป็นทางยาว ซูโซกรีดร้องเสียงแหลมแล้วผละจากพวกเรา สองมือปิดหน้าลงไปดิ้นทุรนทุราย

 

ยูคยอม?” ผมถลาไปเขย่าตัวยูคยอมที่ล้มอยู่ อีกฝ่ายแค่โดนต่อยเท่านั้นจึงไม่เป็นอะไรมาก ไม่ช้าก็ลุกเดินโซเซมาทางเขา ผิดกับจูเนียร์ฮยอง ผมคลานไปเขย่าร่างของจูเนียร์ที่มุมห้องพร้อมกับยูคยอม เมื่อฮยองเห็นว่าภายในห้องเละเทะ ซูโซนอนดิ้นอยู่บนพื้นไม่ไกลกันก็รีบพูดกับพวกเขาเสียงสั่น

 

หนี....พวกเราต้องหนีฮยองดึงมือผมและยูคยอมขึ้นจากพื้น แต่ผมสะบัดมือจูเนียร์ฮยองออกแล้วปราดไปที่ตู้เหล็กที่เก็บเอกสารของเด็กไว้

 

จะทำอะไรน่ะ!” ฮยองตะโกนถาม

 

เอกสารของพวกเราอยู่ในนี้ทั้งหมด...ไม่เอาไปด้วยไม่ได้ ผมยังคงรื้อค้นเอกสารที่แยกออกเป็นไฟล์แฟ้มรายบุคคลทีละคน

 

ไม่มีเวลาแล้ว!” จูเนียร์ฮยองเข้ามาดึงผมออกมา ผมจึงหยิบได้เอกสารของ       ยูคยอมแค่คนเดียวก็ถูกลากผ่านประตูห้องออกมาเจอตู้โชว์ของรางวัลก็นึกเจ็บใจ ผมเอาเอกสารยัดใส่มือยูคยอมแล้วมองหาของมาทุบตู้ และเจอเหล็กยาวที่เขาเอามาด้วยเข้าพอดี

 

ผมใช้เหล็กทุบกระจกด้านหน้า กวาดเอารางวัลจอมปลอมพวกนั้นลงมาจากชั้นทีละชั้นจนหมด พอหันไปมองฮยองกับยูคยอมด้านหลังก็เห็นทั้งสองเพียงแค่ปรายตามองของพวกนั้นเงียบๆ

 

ไปเถอะจูเนียร์ฮยองร้องเตือน

 

คืนนั้นพวกเราหลบหนีออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าผ่านทางกำแพงที่เป็นรูด้านหลังโรงเก็บอุปกรณ์การเกษตรที่ผมมักใช้เข้าออกไปยังโรงงานร้างบ่อยๆ พวกเราค่อยๆวิ่งห่างออกมาจากนรกที่นั่นช้าๆ เมื่อหันกลับไปดูอีกทีก็พบว่าที่นั่นเปิดไฟสว่าง คนในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าน่าจะรู้เรื่องกันแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

 

 “ต่อให้ตายก็ขอตายที่อื่น...ไม่ขอหวนคืนมาอีก” ผมจ้องมองตึกในเงามือ พรูลมหายใจออกมาแล้วหลับตาลง หันหลังกลับไม่มองสถานที่แห่งนั้นอีกเป็ครั้งที่สอง

 

ไม่หวนคืน ยูคยอมพูดตามหันหลังแล้วรีบวิ่งตามแบมแบมไป

 

จูเนียร์มองสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเดินจากมาเป็นคนสุดท้าย

 

พวกเราสามคนตกลงกันว่าจะขอไปตายดาบหน้า ยังไงก็ไม่ขออยู่ใกล้ๆสถานที่แบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง จูเนียร์ฮยองจึงเสนอให้เราไปโซลที่เป็นเมืองหลวง พวกเราจึงออกเดินทางจากหมู่บ้านในจินเฮมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง โดยก่อนออกจากจินเฮมาผมพาทุกคนวกกลับไปที่โรงงานร้างเพื่อกลับไปเอาเงินที่ผมซ่อนเอาไว้ จากนั้นก็แอบขึ้นไปบนรถไฟขนถ่านที่กำลังมุ่งหน้าไปอินชอนซึ่งใกล้กับโซลมากที่สุดแล้วค่อยเดินทางเข้าโซล

 

คืนนั้นเป็นคืนที่หนักที่สุดสำหรับพวกเราสามคน เราไม่มีเสื้อผ้าติดตัวมาเลยสักชุด เงินที่มีก็ไม่กี่แสนวอน สภาพร่างกายก็สะบักสะบอมไม่ต่างกันเท่าไหร่ ตาปูด คิ้วแตก เลือดไหลเป็นคราบ แต่เรารู้สึกเป็นอิสระจากทุกสิ่ง

 

 

 

คืนนั้นเรานอนมองพระจันทร์บนท้องฟ้าด้วยกัน คุยกันเรื่องในอนาคต มันอาจจะเป็นคืนที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาในชีวิตพวกเราเลยก็ว่าได้

 

-----------------------------------------------------------------------

To Be Con

ไม่รู้ว่าเนื้อหาจะหนักไปหรือเปล่านะคะ

หวังว่าคงจะชอบแนวนี้

นามิ

ความคิดเห็น