#วาโยอี้เผิง

เมียจ้าง ๐๔ :: โซ่ทองที่ไม่อาจคล้องใจ [ ๑๐๐% ]

ชื่อตอน : เมียจ้าง ๐๔ :: โซ่ทองที่ไม่อาจคล้องใจ [ ๑๐๐% ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 29.3k

ความคิดเห็น : 48

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ค. 2559 22:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมียจ้าง ๐๔ :: โซ่ทองที่ไม่อาจคล้องใจ [ ๑๐๐% ]
แบบอักษร

เมียจ้าง

 

... ๐ ...

 

 

โซ่ทองที่ไม่อาจคล้องใจ

 

 

“ไหนบอกฉันซิ นายให้ไอ้หมอหน้าอ่อนนั่นเข้ามาตรวจภายในกี่รอบแล้ว”

            “สมองคิดได้แค่เรื่องน่ารังเกียจพวกนี้ใช่มั้ยครับ” วาโยแย้งคำสบประมาทของอี้เผิงพร้อมทั้งใช้สายตาเมินเฉยเชือดเฉือนโต้กลับสายตาจ้องจับผิดของอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้ เมื่ออยู่ในห้องกับอี้เผิงสองคนแล้ว วาโยจึงแสดงท่าทางแข็งข้อและเด็ดขาดมากกว่าตอนอยู่ต่อหน้าคนอื่นเป็นเท่าตัว สาเหตุที่ยอมอ่อนข้อเวลาอยู่นอกบ้าน เพราะวาโยต้องการให้เกียรติอี้เผิง ด้วยไม่ต้องการให้ลูกน้องดูถูกผู้ชายคนนี้ว่าเป็นหัวหน้าพรรคที่ไร้ซึ่งคุณสมบัติ แต่ถ้ามันจำเป็นหรือเหลืออดจริงๆ วาโยก็พร้อมจะตัดฟางเส้นสุดท้ายให้ขาดลงด้วยน้ำมือของตัวเอง

“ผมไม่สนหรอกนะครับว่าก่อนหน้านั้นคุณอี้เผิงไปกินรังแตนที่ไหนมา แต่เรื่องท้องน่ะ ไม่มีอสุจิที่ไหนผสมพันธุ์กับลำไส้ใหญ่หรอกครับ ทุกอย่างมันต้องผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ไข่สุกที่จะฝังเข้าไปในร่างของผมต้องถูกผสมเทียมกับเชื้ออสุจิของคุณก่อน เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่นี้ไปเรื่องเอากันก็ไม่จำเป็นสำหรับการทำลูก”

            “ว่าอะไรนะลม!

            เสียงแข็งของมาเฟียหนุ่มตวาดกลับด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด เพราะเหลืออดกับคำพูดและแววตาเชือดเฉือนโต้กลับของวาโยเต็มทน อี้เผิงจึงอาศัยความที่เป็นคนมีพละกำลังมากกว่าเหวี่ยงร่างบอบบางแต่ไม่อ่อนแอของวาโยให้ลงไปนอนบนเตียงคิงไซส์ ชิงปราบพยศคนช่างดื้อด้วยการล้มตัวลงตามทาบทับกดน้ำหนักแช่นิ่ง รอจนวาโยที่ออกแรงตะกุยตะกายปัดป่ายและชกอกดิ้นรนเอาตัวรอดจากเขาเหนื่อยหอบไปเอง จึงค่อยเริ่มโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปกดจูบผิวขาวบริเวณซอกคอแผ่วเบา พอรู้สึกถึงชีพจรที่เต้นตุบของคนไม่คิดยอมแพ้ต่ออะไรง่ายๆ อี้เผิงจึงเพียรพยายามพร่ำย้ำจูบบริเวณเดิมซ้ำๆ เพื่อให้คนมีศักดิ์เป็นภรรยาใจเย็นลงกว่าเดิม

            “ยอมฉันหรือยัง”

            “ไม่”

            “ที่ไม่อยากให้ผัวตัวจริงเอา เพราะแอบไปทำลับหลังกับชู้รักอย่างไอ้หมอหน้าอ่อนนั่นมาจริงๆ ใช่มั้ย”

            “ปล่อย”

            “ลม”

            “ผมบอกให้ปล่อย”

            วาโยกดเสียงลอดไรฟันในขณะที่จ้องหน้าอี้เผิงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เป็นตอนนั้นเองที่ความอดทนของอี้เผิงขาดสะบั้นลง มาเฟียหนุ่มยอมผละออกไปจากตัวของวาโยครู่หนึ่งก่อนจะอาศัยความเร็วจัดการพลิกร่างบอบบางให้อยู่ในท่วงท่านอนคว่ำ ออกแรงไล้มือบีบเนื้อหนั่นซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้ชุดลำลองด้วยความมันเขี้ยว เพราะอี้เผิงรู้ดีแก่ใจว่าท่าคว่ำหน้าลงกับหมอนนี้จะทำให้คนมากฤทธิ์พยศใส่ได้ไม่ถนัดถี่ จะออกแรงดิ้น จะใช้เท้าถีบ หรือประทุษร้ายโต้กลับด้วยการทุบตีก็ดูเหมือนจะถูกกำแพงมนุษย์อย่างเขาดักทางเอาไว้เสียหมด สิ่งที่อี้เผิงได้ยินในตอนนี้จึงเป็นน้ำเสียงฮึดฮัดอย่างคนไม่ค่อยสบอารมณ์ของวาโยเพียงเท่านั้น

            “คิดว่าฉันหน้าโง่ถึงขั้นจะยอมปล่อยให้นายกลับไปหาชู้รักของนายอย่างนั้นเหรอ”

            “ระหว่างผมกับหมอปั้นสิบเราไม่ได้มีอะไรกัน แต่ถึงจะมีจริงๆ ผมก็ไม่ให้คุณอี้เผิงเอาอยู่ดี!

            “แต่นายก็รู้ว่านี่มันเข้าสัปดาห์ใหม่แล้ว” อี้เผิงว่าพลางกดจูบบนหลังคอขาวระหงของวาโยแผ่วเบา เล่นตีหน้ามึนทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนก่อนจะกระซิบเสียงทุ้มต่ำข้างใบหูขาวขึ้นสีแดงเรื่ออย่างเป็นต่อ “แถมตอนฉันรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เราสองคนก็ไม่ได้มีอะไรกันเลยด้วย พอฉันออกมาจากที่นั่นก็ต้องบินไปรับเพื่อนที่ฮ่องกง นายจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างเพราะรักษากฎของตัวเองไม่ได้งั้นสิ ถ้างั้นก็อย่ามีมันเลยดีกว่ามั้งไอ้เอาได้อาทิตย์ละวันเนี่ย เปลี่ยนเป็นให้ฉันเอานายตอนไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ยังจะเข้าท่ามากกว่า”

            คำพูดดูถูกสารพัดจากปากของอี้เผิงส่งผลให้เจ้าของใบหน้านิ่งเริ่มมีอาการเหลืออด เพราะไม่ชอบให้ใครมาตราหน้าหาว่าตัวเองเป็นพวกผิดคำพูดและในเมื่อบอกความจริงออกไปแล้วอีกฝ่ายดันไม่เชื่อกัน ก็คงต้องลองปั้นแต่งเรื่องโกหกขึ้นมางัดข้อคนที่เอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ดูสักตั้ง

            “ก็ได้ครับ วันนี้อยากจะเอาผมคาเตียงท่าไหนล่ะ แต่ถ้าคุณอี้เผิงลีลาไม่เด็ดดวงเท่าหมอปั้นสิบ ผมคงต้องเปลี่ยนกฎให้คุณเอาผมได้แค่เดือนละครั้งเท่านั้นพอ”

            “หึ ยั่วโมโหเก่งนักนะ”

            “ถ้าเป็นเรื่องยั่วโมโหคุณละก็ ผมยังเก่งได้มากกว่านี้อีกนะครับ”

            วาโยเชิดปลายเสียงหยิ่งผยองแสดงความดื้อรั้น แต่พอเงยหน้าขึ้นจากหมอนได้ไม่ทันไรโดนอี้เผิงช้อนปลายคางมนและบีบมันจนเจ็บระบมไปถึงสันกราม แม้จะตกปากรับคำว่ายินยอมพร้อมจะโก่งโค้งบั้นท้ายให้อีกฝ่ายระบายความใคร่ แต่ก็เพิ่งสำนึกได้เดี๋ยวนี้นี่เองว่าไม่ควรไปยั่วโมโหคนที่ยังยกให้อารมณ์ขึ้นมาอยู่เหนือเหตุผลง่ายๆ แบบอี้เผิง สุดท้ายคนจองหองอวดดีเลยโดนรวบหัวรวบหาง ถูกจับร่นกางเกงลำลองลงเผยให้คนที่นอนคร่อมตัวเองอยู่ล้วงลึกไปถึงไหนต่อไหน

            “อย่ามาเอาท่านี้ ผมไม่ใช่สัตว์!

            วาโยตวาดเสียงกร้าวและพยายามปัดป่ายฝ่ามือหยาบกระด้างซึ่งรังแต่จะเกาะแกะอยู่บริเวณบั้นท้ายให้หลุดออกไป แต่ดูท่าว่าต่อต้านไปก็สูญเปล่า เพราะนอกจากมันจะไม่ทำให้อี้เผิงยอมละมือแล้ว ยิ่งเขาแสดงท่าทีขัดขืนมากเท่าไร ก็ยิ่งเหมือนเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของอีกฝ่ายให้สูงขึ้นไปอีกเท่านั้น

“แน่นอนว่านายไม่ใช่”

จอมเผด็จการในคราบเทพบุตรโน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้าขบกัดติ่งหูนุ่มนิ่มของเหยื่อ ขณะบดจูบลากลามลงมายังลำคอขาวระหงเพื่อสร้างความผ่อนคลาย มือที่ไม่เคยอยู่สุขก็ออกแรงบีบคลึงนวดเฟ้นแก้มก้นนิ่ม ขยำแล้วขยำอีกจนเนื้อนวลขาวเห่อขึ้นรอยแดงปื้นดูน่ารัก

“แต่ถ้าใช่จริง นายก็คงเป็นหงส์”

            เสียงกระซิบลอดไรฟันดังขึ้นข้างกกหูชื้นแฉะไปด้วยน้ำลาย ก่อนที่อี้เผิงจะรูดรั้งเข็มขัดหนังแท้ให้ลอดออกจากห่วงกางเกง ลงมือปลดทั้งกระดุมและซิปหน้าด้วยความรีบเร่ง ขณะใช้สายตาคมเข้มจ้องมองบั้นท้ายน่ารักสั่นระริกก็แอบแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยความชอบใจ เมื่อเห็นว่าวาโยนอนนิ่งและไม่พยศใส่เหมือนทุกที อี้เผิงจึงจัดการกระชากกางเกงลำลองซึ่งยังค้างคาอยู่บนตัวอีกฝ่ายให้พ้นช่วงจากเรียวขาขาว

เมื่อเห็นท่อนล่างของวาโยเปลือยเปล่า มาเฟียหนุ่มจึงเริ่มกดกายดันส่วนกลางลำตัวโป่งพองขึ้นรูปให้เบียดเสียดเข้าไปในร่องทางร้อน ดันกลางลำกายให้แนบสนิทชิดเชื้อพลางดึงรั้งสะโพกขาวตั้งฉากเอาไว้มั่น สูดปากสูดคอรอช่องทางที่เพิ่งเข้าไปได้นิดหน่อย ขยับขยายโอบอุ้มไออุ่นเริ่มปรับตัว ก่อนจะกระแทกแดกดันความแข็งขืนตึงเครียดลงไปรุนแรงทีเดียวจนสุดความยาว แนบเนื้อนวยแน่งที่แสนคิดถึงโดยไร้ซึ่งความประนีประนอม พร้อมทั้งเอ่ยปากเรียกชื่อคนช่างพยศด้วยน้ำเสียงกระเส่าเร้าอารมณ์

            “ลม”

            “...”

            “พูดกับฉัน”

            “...”

            “ฉันบอกให้พูดกับฉัน!

            ปึ้กกก!

            “คุณมันน่ารังเกียจ อะ อื้อ!

          ปึ้กกก!

            คำด่าเกรี้ยวกราดถูกปรามด้วยการสวนกายสอบใส่เต็มรัก อี้เผิงเดินหน้าลงทัณฑ์เจ้าของแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายด้วยสัมผัสเย้ายวนชวนลุ่มหลง กักกายบอบบางด้วยความดิบเถื่อนด้วยกำแพงมนุษย์ยักษ์ซึ่งปราศจากความปรานีปราศรัย โหมจังหวะบดเบียดจนร่องทางชื้นแฉะเริ่มบวมช้ำ เหนี่ยวนำให้ร่างรองรับอารมณ์โอนอ่อนผ่อนตามด้วยความชำนิชำนาญทางด้านสรีระคนอื่นอยู่ครู่ใหญ่ แล้วจึงชะลอแรงกระแทกลงเพื่อพลิกตัววาโยให้นอนหงายหันมาเผชิญหน้ากับตัวเองอีกครั้ง

            ยามได้เห็นใบหน้าหยิ่งๆ พยายามเก็บกดความเสียวกระสันให้ภาพลักษณ์ที่ดูน่ารักน่าหยิกดีไม่หยอก อี้เผิงอดไม่ได้ที่จะจับเรียวขาขาวของวาโยให้อ้าออกกว้างกว่าเก่าพลางโถมน้ำหนักตัวลงไปสุดแรง ดำดิ่งล้ำลึกจนสิ่งเชื่อมต่อสองสิ่งแทบจะประสานเป็นเนื้อเดียว เกาะติดแนบแน่นราวกับส่วนนั้นถูกสรรค์สร้างเพื่อมาเติมเต็มกันและกัน ก่อนคนมือไวใจเร็วจะเดินหน้าเร่งเร้าสร้างรอยรวดร้าวด้วยความกระสันแสนลุ่มลึก กายกำยำโจนจ้วงถี่รวนจนน้ำสีขาวหนืดเยิ้มไหลออกจากช่องทางคับแคบ หยดย้อยเป็นทางลงบนเตียงคิงไซส์ราวกับสายธารน้ำหลาก ขณะหน้าขากระแทกต้นขาดังปึ้กปั้ก ปากพล่อยก็เอ่ยถามคนใต้ร่างที่ยังเอาแต่กัดปากข่มเสียงร้องไว้ด้วยคารมคมกวน

            “ดีไหม”

            คำถามหลงตัวเองทำเอาวาโยที่นิ่งมานานหลุดแค่นหัวเราะ ถึงมือขาวจะจิกผ้าปูที่นอนแน่นเพราะแรงอัดกระแทกที่ได้รับนั้นทำให้เสียวเสียดจนต้องเกร็งกล้ามเนื้อหูรูด แต่คำตอบของวาโยก็ยังคงเป็นอะไรที่ดูถูกดูแคลนอี้เผิงเหมือนเช่นทุกครั้ง

            “ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เอากับตุ๊กตายางยังเสียวซะกว่า”

            “ปากเก่งดีนี่ ฮึ่ม แล้วแบบนี้ล่ะ เสียวไหม”

            “อ๊ะ!

คนตัวขาวหลุดครางฮือเพียงเพราะโดนอี้เผิงยกขาสองข้างขึ้นพาดไหล่แกร่งโดยไม่ทันตั้งตัว ท่วงท่าล่อแหลมบีบทางแคบให้เล็กลงและช่วยทำให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาได้ลึกซึ้งกว่าเดิม จากที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ดิบ ก็ต้องยกมือขึ้นป้องปากอีกแรงเพราะไม่อยากให้ความมากศักดิ์ศรีต้องสั่นคลอนด้วยฝีมือของคนที่แสนชังน้ำหน้า

ด้านมาเฟียหนุ่มที่ข่มความเสียวซ่านจากอาการตอดรัดบีบแน่นจากร่องรักไว้ไม่ไหว ก็เร่งจังหวะโจนจ้วงเร็วรี่ นัยน์ตาคมเข้มสีนิลกาฬจดจ้องร่างขาวเปล่าเปลือยเขยื้อนตัวไปตามจังหวะจะโคนอย่างไม่อาจละสายตา ความยั่วยวนแสนหวานหอมตรงหน้าทำเอาสติของชายหนุ่มกระเจิดกระเจิง ลงทุนขบฟันจนสันกรามสั่นก่อนจะวางปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางลงบนสะดือบุ๋มตรงหน้าท้องแบนราบของวาโยด้วยความหลงใหล ไม่นานก็โน้มตัวเข้าประชิดคนใต้ร่างพลางวางมืออีกข้างควบจับเอวบางไว้มั่น  ก่อนจะเดินหน้าตอกใส่หมายระบายอาการอัดอั้นที่ต้องอยู่ห่างกันตลอดสัปดาห์ ปราบพยศคนช่างดื้อด้วยสัมผัสไม่ใช่ก็ใกล้เคียงพวกที่เพิ่งอพยพมาจากบ้านป่าเมืองเถื่อน

            “อา อีกไม่นานในนี้จะมีลูกของฉัน ลูกของนาย...” เสียงทุ้มต่ำว่าพลางจดจ้องคนนอนนิ่วหน้าด้วยสายตาสื่อความนัย พอเห็นสายตาจงเกลียดจงชังโต้ตอบกลับมาก็อดไม่ได้จะโน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้าไปใกล้ใบหูเล็กและขบกัดด้วยรู้สึกมันเขี้ยว ใช้ลิ้นเล็มละเลียดโลมเลียมาจนถึงกลีบปากนุ่ม ทุรังดันปลายลิ้นเข้าแทรกแซงในโพรงปาก ฉกชิมความหวานปานน้ำผึ้งนานชั่วอึดใจ ก่อนจะเป็นฝ่ายทอดถอนจูบปลิดลมหายใจทิ้งด้วยการจรดหน้าผากกว้างชนกับหน้าผากมน ระยะประชิดอันตรายสามารถสร้างความหวั่นไหวให้เกิดกับอี้เผิงได้ ทว่าสำหรับวาโยแล้ว ลูกล้อลูกชนนี้กลับไม่ได้ผลต่อความรู้สึกข้างในเลยสักนิด

“ลูกของเรา”

สิ้นคำประกาศิต สิ่งที่วาโยได้รับจากอี้เผิงก็คือรสชาติไหวกำซ่านแผ่ขจรขจายไปทั่วตารางผิว เนื้อนวลลออขาวราวไข่ปอกขึ้นรอยจ้ำแดงก่ำน่าสงสารด้วยแรงโยกถาโถมรุนแรงราวพายุคลั่ง ยิ่งเมื่ออีกฝ่ายออกแรงกระชากเสื้อยืดตัวบางจนขาดวิ่นและโน้มริมฝีปากสีชาดลงมาดูดดุนตุ่มไตบวมเป่งสลับสองข้างจนชุ่มเปียก ก็ยิ่งสร้างความรัญจวนให้คนมากศักดิ์ศรีเผยอปากร้องครวญครางเสียงหวานอีกครั้ง พอเห็นคนใต้ร่างมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้ อี้เผิงเลยยิ่งได้ใจ คิดเข้าข้างตัวเองว่าวาโยจะยอมรับตัวตนของเขาเพียงเพราะสัมผัสหยาบโลนพวกนี้

“นายเป็นของฉัน” อี้เผิงเว้นจังหวะรักเอ่ยอย่างเป็นต่อ ก่อนจะตอกย้ำอาการคิดไปเองคนเดียวด้วยน้ำเสียงฟังดูคล้ายเด็กหวงของเล่น “ของฉันแค่คนเดียว”

            วาโยหลับตาพริ้มและกัดปากสะกดกลั้นเสียงน่าอายที่ดูเหมือนจะเล็ดลอดออกไปมากเกินกว่าที่ตัวเองจินตนาการเอาไว้ แม้ไม่ได้โต้แย้งคำพูดอวดดีพวกนั้นของอี้เผิงกลับไป เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนไม่มีสมอง ทว่าก็ฝืนทนแรงเสียดทานด้านล่างซึ่งรังแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ไหว ฮอร์โมนและอารมณ์ด้านในพลุ่งพล่านด้วยมีตัวกระตุ้นปลุกเร้าไม่หยุดหย่อน  ความช่ำชองเรื่องบนเตียงของอี้เผิงทำให้ไม่นานนักของเหลวร้อนระอุก็ปะทุไหลกลั่นออกจากร่างนุ่มนิ่ม ทว่าถึงนอนหอบจนกระบังลมหดเกร็งเห็นแนวกระดูกซี่โครงเรียงตัวสวยชัดเจนเพียงใด แต่สายตาของวาโยที่ใช้ทอดมองไปยังอี้เผิงนั้นยังคงเป็นสายตาเย็นชาที่ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความรัก

            ที่ยอมพลีกายอ้าขาให้นอนเอาก็แค่ทำไปตามหน้าที่ แม้จะตกเป็นของอี้เผิงมาหลายครั้งหลายคราจนไร้ซึ่งความกระดากอายยามต้องแก้ผ้าต่อหน้ากัน ทว่าต่อให้วาโยจะให้กำเนิดเด็กทารกซึ่งมีเลือดเนื้อเชื้อไขของอี้เผิงออกมา ณ ตอนนี้ เวลานี้

            แต่ถึงอย่างไร สุดท้ายแล้ว คนไม่รักก็คือไม่รัก            

 

 

๖๐%

 


            สามสัปดาห์ต่อมา

            บรรยากาศอึมครึมในร้านบาร์สุดหรูซึ่งถูกตกแต่งตามสไตล์ญี่ปุ่นที่เปิดต้อนรับเฉพาะแขก VIP ของแก๊งมาเฟียต่างๆ ทำเอาราชันย์ถึงกับนิ่วหน้า ถ้าจำไม่ผิด อี้เผิงเป็นคนชักชวนเขาให้ออกมาดื่มเหล้าเป็นเพื่อน ตัวเขาเองก็นึกว่ามีเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ถึงได้ตกปากรับคำ ที่ไหนได้พอมาถึงร้านบาร์ อี้เผิงก็เอาแต่นั่งซดเหล้าแทนน้ำเปล่าแถมยังไม่พูดไม่จากับเขาสักคำ

“อะไรของมึงวะอี้เผิง เล่นกระดกเหล้าเอา กระดกเหล้าเอาแบบนี้ มีเรื่องอะไรให้ทุกข์ใจนักหนาหรือไง”

“เดซี่บอกราชันย์แล้ว ว่าปาร์ตี้สุดสัปดาห์ก่อนให้เชิญอี้เผิงมาด้วย ที่ฮันนี่ของเดซี่ต้องเป็นแบบนี้เพราะฝีมือของผู้ชายคนนั้นคนเดียว”

“ผู้ชายคนนั้น? เธอกำลังหมายถึงใคร”

ราชันย์เลิกคิ้วถามเดซี่ที่ยังง่วนอยู่กับการเกาะแกะอี้เผิงเหมือนปลิง พอเห็นเพื่อนสนิทยังเอาแต่ถอนหายใจและตามด้วยกระดกเตกีล่าช็อตแล้วช็อตเล่าชนิดไม่เกรงใจกระเพาะอาหาร ราชันย์จึงสั่งห้ามบริกรไม่ให้รินเหล้าให้อี้เผิงอีก

“ลมไม่เคยรักฉัน ถึงตอนนี้ฉันจะมีอำนาจล้นฟ้า หรือเงินทองกองเท่าภูเขา แต่เปลือกนอกพวกนั้นมันไม่สามารถทำให้เขาชายตามองฉันเลยด้วยซ้ำ”

“จะแคร์ทำไมล่ะคะอี้เผิง เดซี่ยังอยู่กับคุณทั้งคนนะ เราไปสนุกกันต่อเถอะ กลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนที่พวกเรายังอยู่ในฮ่องกง จัดปาร์ตี้ทุกคืนแบบที่คุณชอบไง”

“เดซี่ เธอไม่เข้าใจหรือไง” ราชันย์เอ็ดเสียงเข้มก่อนจะคว้าเอาสมุดเช็คในกระเป๋าด้านในของเสื้อสูทอาร์มานี่ออกมากรอกจำนวนตัวเลขหกหลัก แล้วยื่นมันให้เดซี่ด้วยสีหน้าดูจะรำคาญใจไม่น้อย “ถ้าไม่อยากถูกฉันตบด้วยหลังแหวน ก็รีบรับเช็คนี่แล้วกลับบ้านไปซะ”

“ชิ ทั้งๆ ที่ราชันย์ไม่ใช่คู่นอนของเดซี่แท้ๆ มีสิทธิ์อะไรมาใช้เงินฟาดหน้าเดซี่แบบนี้”

“ก็เธอมันผู้หญิงหน้าเงินที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อเงินนี่ หรือไม่จริง?”

ถึงจะจิ๊ปากด้วยความไม่ชอบใจ แต่สุดท้ายแล้วเดซี่ก็ยอมรับเช็คจากราชันย์มาเก็บใส่กระเป๋า เธอหันไปจูบแก้มสากไรหนวดครึ้มของอี้เผิงเบาๆ ก่อนจะกระซิบกระซาบข้างหูของผู้ชายที่ครั้งหนึ่งเคยมีสถานะเป็นคู่นอนของเธอด้วยน้ำเสียงเย้ายวน

“เดซี่บอกอี้เผิงแล้วว่าเดซี่คือคนคนเดียวที่จะไม่มีวันทรยศคุณ ถึงแม่คุณจะบังคับให้คุณแต่งงานกับผู้ชายคนนั้น แต่ถ้าคุณอยากสนุกเมื่อไหร่ก็เรียกหาเดซี่ได้ตลอดนะคะ ยังไงคุณก็ยังเป็นคู่นอนคนเดียวของเดซี่”

“ขอบใจ แต่ผมว่าผมเคยบอกเลิกคุณในฐานะนั้นอย่างชัดเจนไปแล้วนี่”

“ก็เผื่ออี้เผิงเปลี่ยนใจไงคะ”

 เดซี่หัวเราะคิกคักก่อนจะเดินออกไปจากบาร์อย่างอารมณ์ดีมากกว่าตอนที่เข้ามา ทิ้งเพียงอี้เผิงที่ต้องนั่งถอนหายใจทิ้งอย่างระอากับเรื่องขว้างงูไม่พ้นคอของตัวเอง ภายใต้สถานการณ์อึดอัด มีแค่ราชันย์เท่านั้นที่ยังจับต้นชนปลายเรื่องทั้งหมดไม่ถูก เพราะตอนอยู่ฮ่องกงเขาเห็นว่าอี้เผิงกับเดซี่เป็นคู่นอนที่สนิทกันจนเหมือนคู่เดต การที่เพื่อนสนิทของเขาลงทุนยอมบอกเลิกกับผู้หญิงคนนั้น คงไม่พ้นมีสาเหตุมาจากเรื่องของวาโยเป็นแน่

“มึงจะเป็นแบบนี้อีกนานไหม ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ดูเหมือนมึงจะเปลี่ยนไปมากเลยนะ”

“กูไม่รู้ กูไม่รู้อะไรทั้งนั้นราชันย์ แต่มึงก็รู้นิสัยกูดีใช่ไหม ว่าอะไรที่กูอยากได้ กูก็ต้องได้” อี้เผิงว่าพร้อมกับลูบไล้รอยแผลเป็นใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในที่วาโยเป็นคนฝากไว้ แค่คิดถึงสีหน้าและแววตารั้นๆ จากคนนิสัยเย่อหยิ่ง ก็จำต้องหลุดแค่นหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้  

“แล้วอะไรที่มันตำใจมึงอยู่ตอนนี้ล่ะ ให้กูช่วยจัดการให้ไหม”

สมแล้วที่เป็นเพื่อนสนิทกัน เพราะเพียงแค่เปรยให้ฟังนิดหน่อย ราชันย์ก็จับจุดได้ทันทีว่าอี้เผิงกำลังทุกข์ใจเรื่องอะไร รูปถ่ายใบหนึ่งซึ่งอี้เผิงจำได้ดีว่าราชันย์เคยขอเขาไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนถูกวางลงบนเคาน์เตอร์บาร์ อีกฝ่ายเคาะมันสองสามทีเพื่อเรียกความสนใจจากเขา พอเห็นหน้ายียวนกวนประสาทของเพื่อนสนิทดูท่าจะกำลังมีแผนอะไรในใจ อี้เผิงจึงเป็นฝ่ายตั้งคำถาม

“มึงคิดจะทำอะไร?”

“แล้วมึงอยากให้กูทำอะไรล่ะ หมอคนนี้เป็นหมอในโรงพยาบาลมึงนะ ถ้าเจ้าของที่เขาไม่อนุญาต กูก็ไม่กล้าล้วงคองูเห่า”

“...”

อี้เผิงเงียบไปเมื่อได้ยินคำถามยอกย้อน สีหน้าคิดไม่ตกแสดงออกชัดเจนบนใบหน้าคมคายจนหว่างคิ้วเข้มขมวดมุ่น วาโยไม่ชอบให้เขาใช้วิธีสกปรกไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม แต่ขึ้นชื่อว่าเรื่องของหัวใจไม่เคยมีใครบังคับกันได้ อี้เผิงในตอนนี้ก็แค่ไม่ต้องการให้ใครมาทำรุ่มร่ามกับของของเขาเพียงเท่านั้น

            “มึงอยากทำอะไรก็ทำ ขอแค่ไอ้หมอหน้าอ่อนนั่นเลิกวอแวลมได้ก็พอ”

 

 

 

 

 

 

“กลับมาแล้วเหรอครับ”

“อืม”

เสื้อสูทเบอเบอร์รี่สีกรมท่าถูกถอดออกและแขวนบนราวผ้าทรงสูง อี้เผิงที่ถึงแม้จะหนักหัวไม่น้อยเพราะฤทธิ์ของเตกีล่า แต่ก็ยังคงยิ้มทักทายเมื่อเห็นว่าวาโยอย่างไม่ได้เข้านอนอย่างที่คาดเอาไว้ “ขอโทษที่กลับซะดึก นายคงรอนานแย่”

“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”

“หน้าที่อีกแล้วงั้นเหรอ เหอะ!

“...”

“ช่างมันเถอะ แล้วลูกเป็นยังไงบ้าง”

คนถูกถามหลุดยิ้มบางเพียงชั่วครู่ เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมีเรื่องระหองระแหงเข้ามาไม่หยุด วาโยเลยไม่คิดไม่ฝันว่าคนอย่างอี้เผิงจะรู้จักเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นนอกจากตัวเอง ช่วงสามสัปดาห์ก่อนตอนที่เขาถูกพาตัวไปห้องผ่าตัด เพื่อฝังไข่สุกของผู้บริจาคเข้าไปในช่องท้อง* มันสร้างความเจ็บปวดทรมานให้ร่างกายของเขาได้มากมหาศาล ถึงตอนที่หมอลงมือผ่าตัดเขาจะไม่รู้สึกอะไร แต่หลังจากยาสลบหมดฤทธิ์ วาโยก็ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า การถูกบังคับให้เป็นแม่คนทั้งที่พระเจ้าไม่ได้มอบร่างกายผู้หญิงให้นั้น ต้องแบกรับอะไรเอาไว้บ้าง

โชคดีตรงที่การผสมเทียมประสบความสำเร็จและเมื่อเขาเริ่มตั้งครรภ์ อี้เผิงก็ดูจะอ่อนลงไปเสียทุกอย่าง จากที่เคยเอาแต่ใจก็กลายเป็นเรียนรู้ที่จะเป็นฝ่ายตามใจ จากที่เคยใช้อำนาจเรี่ยราดก็กลายเป็นเพลาลงจนวาโยไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนช่วงเดือนแรกๆ ที่อยู่ด้วยกัน

วาโยเดินไปหยิบผ้าเย็นมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้อี้เผิง ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างๆ พลางตอบคำถามของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ไม่ถึงกับเย็นชาเหมือนเมื่อก่อน “ตอนนี้เขายังเป็นแค่ตัวอ่อนในท้องของผม เพราะฉะนั้นคุณอี้เผิงไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะครับ ผมรู้ดีว่าหน้าที่ของผมคืออะไร และถึงแม้จะต้องตั้งท้อง ผ่าคลอด หรือประคบประหงมราวกับเป็นเพศแม่จริงๆ แต่ความจริงก็คือผมยังเป็นผู้ชาย ผมดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยความเป็นห่วงจากคุณ อีกอย่าง...ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ได้เกิดจากความรักระหว่างเรา แต่ผมก็คิดไว้แล้วว่าจะเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด”

            “ใครว่า” อี้เผิงรีบแย้ง ก่อนที่ความเข้าใจผิดๆ ของวาโยจะมีมากและสายเกินกว่าที่เขาจะสามารถแก้ไข “แล้วถ้าตอนนี้ฉันเริ่มรักล่ะ...”

            “...”

            “ถ้าฉันเป็นฝ่ายรักก่อน มันจะเป็นรักระหว่างเราได้มั้ย”

            “ผมว่าตอนนี้คุณอี้เผิงเมามากแล้ว”

            “ไม่ ฉันไม่ได้เมา ฟังฉันก่อนนะลม ฉันขอแค่ให้นายเปิดใจฟังฉัน เพราะรักข้างเดียว ก็นับว่าเป็นรักเหมือนกันนี่ ฉันพูดถูกใช่มั้ย”

            “...”

            “ลม?”

            “เลิกพูดจาเพ้อเจ้อแล้วรีบเข้านอนเถอะครับ พรุ่งนี้เช้าคุณต้องพาผมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล”

            สายตาว่างเปล่าคือสิ่งที่อี้เผิงได้รับแทนการปัดปฏิเสธจากคู่ชีวิต วาโยก็ยังคงเป็นวาโย ถึงตอนนี้จะมีเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาฝังอยู่ในช่องท้อง ทว่าช่างน่าเศร้าตรงที่มันเป็นโซ่ทองที่ไม่อาจคล้องใจ จิตใจที่ทั้งหนักแน่นและยึดมั่นในอุดมการณ์ของวาโยดูยิ่งใหญ่จนอี้เผิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถอดใจ แม้ตอนนี้จะไม่มั่นใจว่าที่รู้สึกกับวาโยคือแค่ต้องการเอาชนะหรือเริ่มรักเข้าแล้วจริงๆ แต่สิ่งเดียวที่อี้เผิงมั่นใจก็คือเขายังอยากมีวาโยในชีวิต

            เมื่อเห็นว่าวาโยขึ้นไปนอนบนเตียงแล้ว อี้เผิงจึงเดินไปปิดไฟก่อนจะตามมาล้มตัวลงนอนข้างๆ อีกฝ่าย ความมืดที่มาพร้อมความเงียบงันทำให้อี้เผิงได้ยินเสียงลมหายใจซึ่งดังขึ้นสม่ำเสมอของวาโยชัดเจน มาเฟียหนุ่มพลิกตัวตะแคงข้างพลางจ้องมองวาโยที่นอนหันหลังให้เหมือนเช่นทุกคืน เป็นตอนนั้นเองที่ในหัวของอี้เผิงเกิดคำถามมากมายจนเผลอระบายมันออกมา

            “ลม นายจำคำที่ฉันเคยบอกนายในวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม”

            อี้เผิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ เพราะถึงแม้จะอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม แต่แผ่นหลังเย็นชาของวาโยคือกำแพงที่กีดกันระยะห่างให้ไกลออกไป คิดแล้วก็อดไม่ได้จะกระเถิบตัวเข้าไปใกล้พลางโอบกอดหน้าท้องแบนราบที่ยังมีรอยแผลเป็นจางๆ เพียรพยายามทำทุกวิถีทางให้ได้ใกล้ชิดกับวาโยเพิ่มขึ้นอีกนิด แม้อี้เผิงจะรู้ดีแก่ใจที่สุดว่า ทั้งหมดนี่เป็นการกระทำที่สูญเปล่าก็ตาม

            “ว่าไงล่ะ นายจำได้หรือเปล่าว่าฉันเคยบอกนายว่ายังไง”

กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกจากลมหายใจอุ่นร้อนซึ่งเริ่มคลอเคลียบริเวณพวงแก้ม ทำเอาวาโยถึงกับนิ่วหน้าไม่ชอบใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังนอนนิ่งเป็นหุ่นและถึงจะดูเหมือนไม่ใส่ใจ ทว่าก็คอยเงี่ยหูฟังสิ่งที่อี้เผิงพูดต่อจนจบ

“สักวันนายจะรักฉัน”

            น้ำเสียงเศร้าระคนเจ็บปวดดังมาจากทางด้านหลัง วาโยชะงักงันและหลับตากลั้นใจกับบรรยากาศบีบคั้นที่เกิดขึ้น เพราะจับใจความได้ในเนื้อเสียงว่าอี้เผิงไม่ได้ต้องการประชดประชันหรือข่มขู่ จึงยอมให้อีกฝ่ายละเมอเพ้อพกออกมาตามประสาคนเมา สิ่งเดียวที่เจ้าของใบหน้าเย่อหยิ่งทำในตอนนี้คือการนอนให้อี้เผิงกกกอด ไม่แม้แต่จะคิดโต้ตอบหรือเถียงอะไรกลับไป ด้วยรู้ดีแก่ใจว่าถึงอย่างไร สิ่งที่อี้เผิงหลุดปากออกมาก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้

            “สักวันนายจะคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ฉันรักนาย”

            ต่อให้ภายภาคหน้า เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นจริงตามที่อี้เผิงว่า แต่การคุกเข่าอ้อนวอนจากวาโยคงเป็นการขอร้องให้อี้เผิงรีบหมดรักเขาเร็วๆ เสียมากกว่า เพราะอย่างน้อยก็มีความรู้สึกผูกพันกับคนคนนี้ วาโยเลยคิดว่าอี้เผิงควรจะเก็บความรักทั้งหมดนั่นไว้เพื่อตัวเอง

อย่ามัวมาเสียเวลา มอบมันให้คนไร้หัวใจอย่างเขาเลย

           


ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องตามหลักการวิทยาศาสตร์นะคะ ปัจจุบันยังไม่มีการฝังไข่ของผู้หญิงเข้าไปในตัวของผู้ชายได้ค่ะ ดังนั้นวิธีการข้างต้นที่ได้กล่าวอ้างเป็นสิ่งที่ผู้เขียนจินตนาการขึ้นมาล้วนๆ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

 

#วาโยอี้เผิง

 ๑๐๐%

 

Follow me

Facebook :: https://www.facebook.com/sarmvatawantok/  

Twitter :: https://twitter.com/sarmvass_

 

ความคิดเห็น