ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3 80%

คำค้น : พระเอกรักหลงมาก นางเอกอ้วน ผอมแล้วสวย โรแมนติก น่ารัก ดราม่าเล็กน้อย องค์ชาย ชิลๆ

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 308

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ม.ค. 2564 13:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 80%
แบบอักษร

ขณะที่ผิงหยางนอนหลับฟักฟื้นอาการบาดเจ็บ หมิงสือก็เอื้อมหยิบหนังสือกราบทูลที่ซ่อนไว้ใต้เตียงออกมานั่งจดเบาะแสเรื่องเงินปลอมเพื่อนำไปถวายหมิงตี้ ตอนนั้นเองที่เขาเห็นนกพิราบสีเทาบินโฉบลงมาเกาะที่ขอบหน้าต่าง จึงเดินไปจับนกพิราบตัวนั้น ล้วงเอาจดหมายม้วนเล็กๆออกจากท่อไม้ไผ่ที่ผูกขานกแล้วเดินเข้าครัวไปหยิบข้าวสารมากำหนึ่ง ให้นกพิราบจิกกินข้าวสาร หมิงสือคลี่กระดาษใบเล็กออกอ่าน ก่อนจะเหลียวไปมองผิงหยางครู่หนึ่ง 

เสด็จย่าอยากให้เขากลับวัง ร่วมงานเลี้ยงน้ำชาเปิดตัวธิดาของฮูหยินตราตั้งทั้งหลาย 

หมิงสือเขียนจดหมายตอบกลับแล้วม้วนสอดใส่กระบอกไม้เล็กๆแล้วปล่อยพิราบสีเทากลับไป 

“ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านแม่เจ้าคะ อย่าทิ้งลูกไป...ฮือ” 

เสียงละเมอควบคู่กับเสียงสะอึกสะอื้นดึงหมิงสือหลุดจากภวังค์ขณะตนกำลังเขียนรายงานการสืบหาเบาะแสที่มาของเงินปลอมเพื่อให้หมิงตี้ได้ทรงวินิจฉัย 

เขารีบลุกเดินไปนั่งริมเตียง จับมือที่ยกขึ้นไขว่คว้าไว้ได้เพียงแค่อากาศของผิงหยางมากอบกุมไว้แน่น จากนั้นจึงใช้นิ้วเรียวเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลลงมาตามร่องแก้ม แต่ยิ่งเช็ดน้ำตาก็ยิ่งหลั่งริน เสียงละเมอด้วยความเจ็บปวดก็ยังไม่หายไป 

หมิงสือจึงจับร่างท้วมขึ้นมานั่งพิงอกของตน พยายามไม่ให้กระทบกับบาดแผลที่ต้นแขนของนาง กอดนางเอาไว้แน่นๆ พลางกระซิบข้างหูนางว่า 

“ท่านพ่อท่านแม่ของเจ้ามิได้จากไปไหน พวกท่านคอยดูแลคุ้มครองเจ้าอยู่เสมอ...หยางเอ๋อร์ ข้าสัญญาว่าจะทำหน้าที่ดูแลเจ้าร่วมกับท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าให้ดี” 

เพียงเสียงกระซิบดังเข้าไปในโสตประสาทของผิงหยาง อาการคร่ำครวญของนางก็สงบลง น้ำตาก็ค่อยๆหยุดไหล หมิงสือจึงคลายใจ กอดนางอยู่อีกครึ่งก้านธูปก็จับร่างท้วมลงนอนกับเตียงแล้วกลับไปเขียนหนังสือกราบทูลต่อ 

ผิงหยางตื่นขึ้นมาตอนฟ้าใกล้มืด นางได้กลิ่นหอมฉุยของกับข้าว จึงหยัดกายขึ้นนั่งเห็นหมิงสือเดินเข้าเดินออกจากครัวเพื่อนำอาหารมาจัดวางบนโต๊ะ ด้วยห่วงใยในสุขภาพของสามี ผิงหยางจึงรีบดึงผ้าห่มออกแล้วก้าวลงจากเตียง เดินกุมแขนไปหาเขาในครัว 

“ท่านพี่...ท่านทำอาหารเย็นเองหรือเจ้าคะ?” นางถามด้วยแววตาคาดหวัง แต่หมิงสือส่ายหน้า 

“เป็นอาเฟิงเตรียมไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ” 

“อ้อ” ผิงหยางเก็บงำความผิดหวังเอาไว้ รีบช่วยยกชามน้ำแกงปลา แต่หมิงสือตีมือนางเบาๆแล้วสั่งเสียงเข้มว่า 

“ไปนั่งที่โต๊ะ รอกินข้าวดีๆเถอะ” 

“ท่านพี่ ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะเจ้าคะ ข้าเป็นฮูหยินของท่าน มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของสามี ท่านพี่ไปนั่งเถอะ ปล่อยให้ข้าจัดการเอง ไม่ต้องห่วงว่ามันจะกระทบกระเทือนบาดแผลของข้า” 

“เจ้าน่ะหรือไม่ใช่เด็ก ทุกคืนเห็นนอนดิ้นถ่างขา น้ำลายไหลยืด เกือบจะถีบข้าตกเตียงทุกครั้ง” หมิงสือตั้งใจพูดล้อเลียนนาง แต่สีหน้าของเขากลับเรียบเฉย ผิงหยางเห็นเช่นนั้นก็นึกว่าเขารำคาญและไม่พอใจในสิ่งที่นางเป็น จึงรีบเอ่ยขอโทษยกใหญ่ 

“ท่านพี่ข้าขอโทษ ถ้าข้าทำให้ท่านพี่นอนไม่สบาย นับแต่วันนี้ข้าจะลงไปนอนที่พื้นเอง” 

“เด็กโง่!” หมิงสือเอานิ้วจิ้มหน้าผากนางแรงๆ พยางส่ายหน้าอย่างจนใจ 

“ข้าแค่ล้อเจ้าเล่น มิได้ถือสาแต่อย่างใด ในเมื่อเจ้ากับข้าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน อีกอย่างข้าจะใจร้ายใจดำให้เจ้านอนกับพื้นกระดานได้อย่างไร” 

“ท่านพี่พูดเช่นนี้แสดงว่าถ้ายังมีฟูกอีกผืน ท่านพี่จะไม่ลังเลไล่ข้าลงมานอนบนพื้นใช่หรือไม่เจ้าคะ” ผิงหยางมองอย่างกล่าวหา 

คราวนี้หมิงสือกลั้นหัวเราะไม่อยู่จริงๆ เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น มองนางด้วยสีหน้าพ่ายแพ้ 

“หยางเอ๋อร์...เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าช่างเป็นสตรีที่ใสซื่อยิ่งนัก ทุกครั้งที่เจ้าตีความในคำพูดของข้าหรือคนอื่น เจ้าจะตีความแตกต่างจากคนทั่วไป เป็นการตีความอย่างไร้เดียงสา หรือจะพูดตามตรงก็คือเจ้าเข้าใจความหมายที่ข้าหรือคนอื่นสื่อผิดไปไกลลิบลับเลย” 

ผิงหยางไม่โต้กลับ แต่กับมองรอยยิ้มบนเรียวหน้าคมคายตาปรอย พูดลอยๆว่า “ท่านพี่...ยามท่านหัวเราะและยิ้มนั้น ท่านดูเหมือนเทพเซียนจำแลงกายลงมาจริงๆ” 

จู่ๆหมิงสือก็รู้สึกหน้าตนเห่อร้อนเมื่อถูกสายตากลมโตที่ประดับด้วยขนตางอนยาวดูหวานซึ้งจับจ้องมิวางตา ไหนจะคำพูดเอ่ยชมจากใจจริงด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนั้นอีกเล่า... 

เมื่อเห็นว่านางยังคงยืนมองเขานิ่ง หมิงสือจึงเขกมะเหงกลงกลางกระหม่อมบางเบาๆทำให้ผิงหยางรู้สึกตัว นางก้มหน้างุด รีบคว้าชามน้ำแกงปลาแล้วหมุนตัวเดินลิ่วๆออกจากครัวทันที 

ค่ำนั้นผิงหยางกินข้าวไปพูดไปไม่หยุดปาก หมิงสือได้แต่นั่งฟังเงียบๆ 

“ท่านพี่...โจรพวกนั้นล้วนมีวรยุทธ์สูงส่ง คงมิใช่โจรปล้นบ้านธรรมดาทั่วไป แต่ที่ข้าสงสัยยิ่งกว่าก็คือเหตุใดพี่ๆทั้งสี่ถึงมีวรยุทธ์เลิศล้ำเช่นกัน สามารถเอาชนะโจรเหล่านั้นได้ ท่านพี่...เพื่อนยาจกของท่านพี่สี่คนนี้พวกเขามีความลับอะไรแอบซ่อนหรือไม่?” 

“กินข้าวเถอะ” 

ผิงหยางก้มลงคีบข้าวเข้าปากแล้วเงยหน้าพูดต่อ “ท่านพี่ ทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าบ้านเราเป็นกระท่อมซอมซ่อหลังหนึ่งเหตุใดจึงมีโจรคิดจะมาปล้นบ้านเราได้นะ” 

“กินข้าวเถอะ” 

ผิงหยางพยักหน้า ก้มลงพุ้ยข้าวเข้าปากอีกคำ 

“จริงสิท่านพี่...พวกมันรู้ได้อย่างไรกันว่าข้าคือคุณหนูสกุลผิง หรือมันจะเป็นคนของฮูหยินใหญ่ส่งมาทำร้ายพวกเรา” 

“กินข้าวเถอะ” 

แต่ทว่า...ครั้งนี้ผิงหยางไม่ยอม นางร้องเรียกเขาอย่างเหลืออด “ท่านพี่...ดูท่านจะไม่รู้สึกรู้สมกับเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้าเลยนะเจ้าคะ” นางแสดงสีหน้าเหลือทนออกมา 

“แค่เจ้าปลอดภัย เรื่องอื่นข้าไม่สนใจ” หมิงสือตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอบอุ่น พอเห็นผิงหยางทำท่าจะโต้แย้งเขาก็ขัดขึ้นทันทีว่า 

“จริงสิ...ในเมื่อเจ้าห่วงว่าชาตินี้ข้าจะไร้ทายาทสืบสกุล เช่นนั้นหลังจากเจ้าหายดี เราเข้าหอกันดีหรือไม่” 

คำพูดนั้นปานฟ้าผ่า ผิงหยางสั่นสะท้าน ใบหน้าแดงจนแทบคั้นเลือดออกมาได้ เอ่ยตะกุกตะกักว่า 

“ท่าน..ท่านพี่...เรื่องแบบนี้...ท่านยังต้องถามข้าอีกหรือ มิใช่ว่า...ควรเป็นท่าน...เป็นฝ่ายตัดสินใจหรอกหรือ” 

“เราสองคนมิได้รักกัน ข้ามิอยากเอาเปรียบเจ้า” 

“ใครว่าข้าไม่รักท่านพี่...” นางหลุดปากออกไปแล้วก็รีบยกมือขึ้นปิดปาก พอเห็นหมิงสือคลี่รอยยิ้มหัวอย่างอารมณ์ดีก็ถลึงตาใส่ เปิดปากตัดพ้อต่อว่าทันที 

“ท่านพี่ยิ้มอะไร หรือยิ้มเยาะเย้ยข้าที่ท่านพี่สามารถทำให้ข้าหลงรักท่านพี่ได้” 

“เปล่า...ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะเจ้า แค่หัวเราะตัวข้าเองที่เดาใจเจ้าไม่ออก จนต้องปล่อยให้เจ้าพูดออกมาเอง” 

“ถึงท่านพี่จะไม่รักข้า ใจร้ายกับข้าอยู่บ่อยๆ แต่ไม่รู้ทำไม...ข้าถึงตกหลุมรักท่านไปแล้ว ฟ้าสวรรค์ช่างลำเอียงยิ่งนัก” 

“นั่นสินะ...ยาจกจนๆอย่างข้า อยู่ๆก็มีคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์มาหลงรัก นับว่าเป็นวาสนาอันล้ำค่ายิ่ง” สิ้นคำ หมิงสือก็เอาใจนางด้วยการตักน้ำแกงปลาใส่ชามให้นางเพิ่ม ผิงหยางยิ้มแก้มแทบปริ ใบหน้าแดงเรื่อเหมือนผลอิงเถา ตักน้ำแกงขึ้นซดอยู่หลายคำ ก่อนจงใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา 

“อืม...จริงสิ ท่านพี่...ตอนนี้ข้าเริ่มรู้สึกว่าชุดที่สวมอยู่ชักจะหลวมมากขึ้นแล้ว ถ้ายังไงพบเม่ยเม่ยกับเจี่ยเจียของพี่ๆทั้งสี่แล้ว ข้าสามารถขอร้องพวกเขาให้ทอเสื้อผ้าสักชุดให้ข้ากับท่านพี่จะได้หรือไม่” 

“ให้พวกเขาทอเสื้อผ้าให้เจ้าสักสามชุดจะดีกว่า จะว่าไป...ใบหน้ากลมๆของเจ้าตอนนี้เริ่มเรียวลงจนเห็นได้ชัด” 

“จริงหรือเจ้าคะ” ผิงหยางรีบจับใบหน้าของตนเพื่อสำรวจให้แน่ใจ ก่อนจะนึกถึงพุงป่องๆของตัวเอง นางจึงลดมือลงมาลูบท้อง พบว่าพุงป่องๆนั้นลดลงไปด้วย แต่ก็ยังนูนป่องอยู่บ้าง 

“เหตุใดหน้าข้าจึงเรียวลงแถมพุงยังลดลงอีกด้วยน้า...” นางถามลอยๆกับตัวเอง 

เด็กโง่...เพราะเจ้าทำงานออกแรงเยอะมาหลายวันอย่างไรเล่า แถมยังกินข้าวน้อยลงอีกต่างหาก 

หมิงสือคิดแทนนางอย่างละเหี่ยใจ ลอบส่ายหน้าด้วยความอับจนถ้อยคำ คิดไม่ถึงว่าภรรยาที่บางครั้งก็ฉลาดปราดเปรื่องจะใสซื่อได้ถึงเพียงนี้ 

“เอาเป็นว่า...หลังจากเจ้าหายดี ข้าจะให้เจ้าขุดแปลงปลูกผักหลังบ้าน เราจะได้ไม่ต้องยืมเงินสี่คนนั้นไปซื้อผักมาทำอาหารอีก ดีหรือไม่” 

ผิงหยางที่เริ่มคุ้นชินกับการทำงานหนักจำต้องยอมพยักหน้ารับอย่างคนหมดแรง ปากกัดตะเกียบมองสามีอย่างแค้นเคืองนิดๆ 

ชิ...ถ้าท่านพี่ไม่ขี้โรคนะ อย่าหวังว่าจะใช้งานคุณหนูผิงหยางได้ทุกเรื่อง! 

แต่ประโยคถัดมาของหมิงสือทำให้ผิงหยางลืมความแค้นเคืองนิดๆไปจนหมด 

“อีกอย่าง...หากเราสองคนมีลูกด้วยกัน ลูกจะได้ไม่ต้องอดอยากเหมือนพวกเรา” 

“จริงด้วย” ผิงหยางยิ้มรับ ลอบสำรวจใบหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนของสามีที่ก้มหน้าพุ้ยข้าวเข้าปากอย่างเรียบร้อยด้วยความปลาบปลื้ม นึกขอบคุณสวรรค์ที่ประทานสามีที่แสน (จะ) ดีแถมยังหล่อเหลามาให้นาง 

ฮ่าๆๆ เจ้าพวกตาไร้แวว พวกเจ้าคงคาดไม่ถึงว่าหมูอ้วนอย่างข้าก็หาสามีดีๆได้เช่นกัน!!! 

ผิงหยางเยาะเย้ยชาวเมืองในใจอย่างมีความสุข 

กินข้าวเสร็จ ผิงหยางก็นึกถึงยาต้มของสามี จึงเดินเข้าครัวเพื่อไปต้มยา พบว่ายาเหลือเพียงห่อเดียวสำหรับวันพรุ่งนี้ ในใจคร่ำครวญเมื่อคิดว่าพรุ่งนี้ต้องขึ้นเขาไปเก็บเห็ดมาแลกยา แต่พอนึกถึงสิ่งที่หมิงสือทำเพื่อนาง โดยเฉพาะในวันที่เขาช่วยนางลากโลงศพของมารดาไปฝังบนเนินเขาอย่างไม่ย่อท้อทั้งที่สุขภาพไม่ดี ผิงหยางก็ฮึดสู้ เตรียมการจะออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง เพื่อไม่ให้หมิงสือต้องเป็นกังวลกับบาดแผลของนาง 

เมื่อมื้อเย็นยุติลง หมิงสือรับอาสาเป็นคนล้างจาน จากนั้นจึงมาเช็ดตัวให้ผิงหยางเพื่อนางจะได้นอนหลับสบาย ตอนแรกผิงหยางเก้อเขินที่ต้องถอดเสื้อเหลือไว้เพียงตู้โตวสีแดงตัวเดียว หมิงสือจึงเอ็ดขึ้นมาเมื่อเห็นนางทำท่าลังเลอยู่นาน 

“ตอนอยู่หน้าหลุมศพท่านแม่ของเจ้า เจ้ายังไม่อายที่จะถอดเสื้อออกมาให้ข้าใส่เพื่อป้องกันอากาศหนาวเลย เหตุใดยามนี้จึงขี้อายขึ้นมาเสียได้” 

“กะ...ก็...ก็...ตอนนั้น...” 

“ตอนนั้นอะไร?” หมิงสือทำหน้าบึ้งเข้าใส่ 

“ก็ตอนนั้นข้าลืมตัวน่ะสิ!” นางโพล่งออกมา ยกมือปิดหน้าซ่อนความอับอาย 

หมิงสือหลุดเสียงหัวเราะเบาๆออกมา “อย่าห่วงเลย ต่อให้ตอนนี้เจ้าไม่ลืมตัว ข้าก็ไม่หน้ามืดปลุกปล้ำคนป่วยแน่ รีบถอดเสื้อออกซะ...เดี๋ยวน้ำจะเย็นเสียก่อน” 

“ขะ...ข้าเช็ดตัวเองได้เจ้าค่ะ”  

“แขนเจ็บแบบนี้ยังจะดื้ออีก” 

“เช่น...เช่นนั้นท่านพี่สัญญากับข้าได้หรือไม่ว่าท่านจะหลับตาเช็ดตัวให้ข้าน่ะ” 

หมิงสือถอนหายใจ พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ชูมือขึ้น พูดว่า “ข้าสาบานต่อฟ้าดิน จะไม่ลืมตาขึ้นมองเนื้อตัวเจ้าแม้แต่น้อย จะรอจนกว่าจะถึงวันเข้าหอของเรา...เอาล่ะ ข้าสาบานออกมาแล้ว ตอนนี้เจ้าสบายใจขึ้นหรือยัง” 

ผิงหยางไม่ตอบแต่ยื่นหน้ามาจุ๊บแก้มสาก แล้วรีบหันหลังถอดเสื้อออกทางศีรษะ นั่งเปลือยหลังรอให้คนที่นั่งตัวแข็งทื่อเช็ดเนื้อตัวให้ แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่เคลื่อนไหวจึงร้องเรียกเบาๆ 

“ท่านพี่...ท่านพี่เจ้าคะ เหตุใดยังไม่เช็ดตัวข้าอีก ข้าเริ่มหนาวแล้วนะเจ้าคะ” 

“อะ...อ้อ...เช็ดแล้วๆ” 

หมิงสือค่อยๆใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดไปตามเนื้อตัวอวบท้วม แม้ส่วนโค้งส่วนเว้าแทบจะไม่มี แต่ร่างกายของหมิงสือกลับร้อนผ่าวพลุ่งพล่านราวกับมีกาน้ำเดือดวางตั้งอยู่ในอก เพราะตรงส่วนที่นูนก็นูนเสียจนยามจินตนาการตาม หมิงสือก็เกือบทำเลือดกำเดาไหลออกมา ดังนั้น...บุรุษหนุ่มจึงกลั้นใจเช็ดเรือนร่างอวบท้วมให้เสร็จไวๆโดยต้องตั้งสติอย่างมาก 

พอเช็ดเนื้อตัวให้ผิงหยางเสร็จ หมิงสือไม่รีรอที่คว้าอ่างน้ำเข้าไปเปลี่ยนน้ำในห้องน้ำ ปล่อยให้ผิงหยางใส่เสื้อผ้าตามลำพัง โดยหมิงสือไม่รู้เลยว่าใบหน้าของผิงหยางแดงจัดจนแทบคั้นเป็นเลือด เพราะนางจับได้ว่าหมิงสือเช็ดร่างกายส่วนที่นูนของนางนานกว่าปกติ 

คนลามก! นี่คงตั้งใจกะขนาดเปาจึ[1]ของนางสินะ 

 

 

[1] ซาลาเปา 

******************************************************************** 

ขอบคุณมากมายสำหรับคอมเมนต์น่ารักๆและกำลังใจนะคะ 

เพราะมาอัพช้าเลยขอลงให้อ่านสองตอนเลยค่ะ 

รักมากมาย 

เหวิ่นโหรว 

ความคิดเห็น