ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่หนึ่งร้อยหก เหตุเปลี่ยนแปลงที่หน้าผาหมาป่า 5

ชื่อตอน : ตอนที่หนึ่งร้อยหก เหตุเปลี่ยนแปลงที่หน้าผาหมาป่า 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 399

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2564 22:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่หนึ่งร้อยหก เหตุเปลี่ยนแปลงที่หน้าผาหมาป่า 5
แบบอักษร

ตอนที่หนึ่งร้อยหก เหตุเปลี่ยนแปลงที่หน้าผาหมาป่า 5

หน้าตาของเหยี่ยวครามเต็มไปด้วยสีฟ้าเข้ม หลังจากผ่านประสบการณ์ต่อสู้เฉียดตายทำให้พลังฝีมือของเขาก้าวข้ามขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

หากหวังลี่มาอยู่ตอนนี้คงบอกว่า “หากให้ผมเสี่ยงตายเพื่อให้ฝีมือเพิ่มขึ้น ผมเลือกทานยาและนั่งสมาธิดีกว่า”

หลังจากผ่านการต่อสู้ได้รับและสูญเสีย ใบหน้าของเหยี่ยวครามมีสีฟ้าจางๆล้อมรอบอีกระดับหนึ่ง

“ฮิฮิฮิ เจ้าก้าวหน้าขึ้นก็ดีแล้ว ข้ายังต้องพึ่งเจ้าในการตีฝ่าวงล้อมออกไป พวกเยลู่ซู่ไฉไม่ธรรมดาจริงๆ”

นกปีศาจที่วิ่งวนไปมาตลอดทั้งคืนผ่านการต่อสู้โชกเลือดก็ยังดูคึกคักเข้มแข็งเช่นกัน

แนวทางวิชาของนกปีศาจยิ่งเคลื่อนไหวรวดเร็วระดับหนึ่งก็คือการเดินลมปราณเช่นกัน

แนวทางสำนักศักดิ์สิทธิ์พิสดารต่างกันแต่ละคนมีวิชาเฉพาะตัว

สำหรับนกปีศาจการเดินทางไปเวลายาวนาน เดินลมปราณไปด้วยก็ไม่ต่างกับผู้อื่นพักผ่อนนั่งสมาธิรักษาอาการบาดเจ็บ

แต่แน่นอนเคล็ดวิชาสำนักศักดิ์สิทธิ์หวาดเสียวอันตราย แม้บางอย่างจะสะท้านโลกหล้าขัดสามัญสำนึก แต่ก็มีจุดอ่อนที่คาดไม่ถึงซ่อนอยู่

ที่ปรมาจารย์จะเก็บจุดอ่อนนั้นไว้ลงโทษผู้ทำผิดกฎสำนักหรือทรยศ แต่พวกปรมาจารย์พยายามจะหาหนทางแก้ไขจุดอ่อนเหล่านั้น

แต่ละคนมีทั้งวิชาลับของสำนักและท่าไม้ตายช่วยชีวิตเฉพาะของตนเองที่เก็บไว้ยามคับขัน

นี่คือสาเหตุที่ระดับปรมาจารย์พยายามจะไม่สู้กันเองเพราะรู้สึกว่าหากสู้กันเองก็รังแต่จะบาดเจ็บหรือตกตายทั้งสองฝ่ายเพราะยังมิอาจหยั่งรู้เคล็ดวิชาช่วยชีวิตของฝ่ายตรงข้าม

เหยี่ยวครามคิดว่าตนเองแก้ไขไปได้เก้าส่วนแล้วและวิชาล้ำหน้ามากขึ้น

แต่นกปีศาจดูจะต่างออกไป เขาละทิ้งการแก้ไขจุดอ่อนอย่างสิ้นเชิงและเสริมทจุดแข็งด้านความเร็วจนระดับประมาจารย์ด้วยกันยังไม่สามารถตามทันได้

แต่ตอนก่อนที่จะสู้กันราวกับว่าจุดอ่อนที่เคยมีของนกปีศาจนั้นหายไปสิ้น คงเหลือไว้แต่ข้อดีด้านความรวดเร็ว นับเป็นการก้าวหน้าไปอีกทางเช่นกัน

เหยี่ยวครามถอนใจในแสงตะวันที่กำลังจะมาถึงเขาได้กลิ่นการต่อสู้ทีก่ำลังผ่านเข้ามา

สุดท้ายที่พึ่งพาได้คือกำลังของสองมือนี้ก่อนที่จะได้โอกาสกลับมาอีกครั้ง

“ได้สิข้าอยากจะดูเหมือนกันว่าเจ้าจะก้าวหน้ามากแค่ไหนเช่นกัน”

ทั้งสองปรมาจารย์เข่นฆ่าไปทางที่หนาแน่นที่สุดก่อนจะหายพ้นสายตาจากหน่วยสืบข่าวของอ้วนง้วนอากุกต้าและเยลู่ซู่ไฉ

เมื่อไม่มีเส้นทางออก ก็ฝ่าไปด้วยกำลังของตนเองโดยการสร้างเส้นทางซากศพเป็นเช่นนี้เสมอมาและเสมอไปในทุ่งหญ้าแห่ง แดนทะเลทรายแห่งนี้

ความรุนแรงแก้ไขด้วยความรุนแรง

พวกเขามองว่ามันเป็นความเป็นจริงของจักรวาลเพราไม่มีตัวอย่างอะไรที่ทำให้พวกเขาเห็นเป็นอื่นได้

เจ้าพูดเรื่องอะไรกันน่ะ ผู้เข้มแข็งก็ได้ครอบครองทุกอย่าง คนอ่อนแอก็ได้แต่เพียงก้มหัวยอมรับชะตากรรม จะมีอะไรต้องบ่นไปไย?

มันคือความเป็นจริงที่เป็นมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลและจะเป็นมาตลอดไป

เหตุผลที่เรียบง่าย และคนรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลเพราเป็นสิ่งที่พวกเขาพบเจอตลอดมา

แน่นอน อ้วนง้วนอากุกต้าก็และเยลู่ซู่ไฉก็มิได้ยอมแพ้ยังส่งหน่วยติดตามอย่างไม่ละลด

แต่เมื่อปรมาจารย์คิดซ่อนตัว ต่อให้สู้ไม่ได้ก็สามารถหนีได้ หากไม่ได้เตรียมสถานการณ์พิเศษอย่างเกตุการณ์เปลี่ยนแปลงที่หน้าผาหมาป่า

การต่อสู้อย่างนี้จบลงอย่างคลุมเครือ เพราคนอย่างอ้วนง้วนอากุกต้า ไม่คอยยอมแพ้และยอมรับว่าตนเองพ่ายแพ้

..

“พวกคุณคือคือใคร?”

“บุตรพยัคฆ์สำรอง”

“พวกคุณจะทำอย่างไร”

“เราจะทำดีที่สุด เราจะทำดีที่สุด เราจะทำดีที่สุด”

“พวกคุณจะอยู่เพื่ออะไร”

“อยู่เพื่อหน้าที่”

“พวกคุณจะตายเพื่ออะไร?”

“ตายเพื่อรักษาคุณธรรม”

ผมส่งสัญญาณให้แต่ละคนตีกลองแบบอิมมอลทันโจใน แม็ดแม็กซ์

ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีเพราะอิมมอลทันโจเอาแบบอย่างมาจากดุริยางค์ทหาร

ซึ่งสมัยนี้ก็ใช้เสียงกลองเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของกองทัพเช่นกัน

แม้ผมพยายามจะผสมผสานกับนกหวีดและเครื่องมืออย่างเช่นกีตาร์ที่พ่นไฟได้ที่ผมใช้เพื่อสร้างจังหวะอยู่ตรงนี้แบบดูฟวอริเออร์

ผมใช้การพ่นไฟเป็นระยะเพื่อสร้างความตื่นเต้นและฝึกการส่งสัญยาณตามลักษณะของไฟที่พุ่งขึ้นจากกีตาร์ของผม

และให้พวกเขาร้องเพลงหวงเฟยหงที่ผมดัดแปลงด้วยทำนองให้ฮึกเหิมขึ้น

“..เราคือยอดคนไร้เทียมทาน “

การฝึกการเคลื่อนไหวหมัดเท้าและอาวุธของพวกเขาทำไปตามจังหวะของเพลง

“เจิดจรัสเช่นดังตะวัน ฝ่าคลื่นนับหมื่นไม่หวั่นเกรง”

ผมใช้สเปเชี่ยลเอฟเฟคส่องแสงออกจากตนเองผมเริ่มสังเกตว่า ฝึกแนวธาตุหยางในกองทัพแบบกร้างแกร่งตรงไปตรงมาจะดีกว่า

เพราะเราต้องการอะไรที่ตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายในการสั่งการในสนามรบที่สับสน

“สวรรค์ประทานพลังไม่หวั่นเกรงใคร เราคือยอดคนไร้เทียมทาน”

“ผงาดฟ้าไม่หวั่นเกรงใครเฉิดฉายยิ่งกว่าตะวัน”

ไม่น่าเชื่อที่คราวนี้ผมร้องเพลงไม่มีสายฟ้าจากสวรรค์มาแต่รู้สึกว่าร่างกายของผมเรืองแสงสีทองของดวงอาทิตย์และพลังหยางเพิ่มพูนขึ้นตามทำนองของเพลงที่เน้นห้าวหาญกร้าวแกร่ง

“ท่านหวังลี่ไร้เทียมทาน”

“ท่านจอมทัพสวรรค์ไร้เทียมทาน”

ฮืม พวกนี้ก็ได้รับอิทธิพลจากเพลงง่ายราวกับฮูลิแกนหรือแฟนเพลงที่ต้องตีกันในงานคอนเสิร์ตชอบกล แต่จากการสังเกตและการวัดค่า พลังหยางของพวกนี้และการฝึกวิชาธาตุหยางจะก้าวหน้ามากขึ้นหากผมเล่นเพลงพวกนี้ขณะฝึก ผมเลยคิดว่าเป็นเรื่องที่ผมจะทนความบ้าบอของพวกนี้ไปละกัน

ผมพยายามจะใช้วิชาดนตรีให้เป้นประโยชน์ ไม่ใช่ฆ่าคนแบบอึ้งเอี๊ยะซือและล่อลวงคนให้ลุ่มหลงอย่างนางมารสำนักมาร

แต่ใช้ในการช่วยในการออกกำลังกายและการฝึกฝนของคนในขบวนการบุตรพยัคฆ์และบุตรพยัคฆ์สำรอง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว