ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3. 65%

คำค้น : พระเอกรักหลงมาก นางเอกอ้วน ผอมแล้วสวย โรแมนติก น่ารัก ดราม่าเล็กน้อย องค์ชาย ชิลๆ

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 272

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ม.ค. 2564 20:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3. 65%
แบบอักษร

ยามจื่อ (23.00-01.00น.) หมิงสือค่อยๆ ดึงผ้าห่มออกแล้วก้าวลงจากเตียงหลังมั่นใจว่าภรรยาตัวอวบนอนหลับสนิทแล้ว เขาเดินย่องไปเปิดประตูกระท่อมอย่างเบากริบ แล้วตรงไปยังบ่อเลี้ยงปลาซึ่งมีองครักษ์ทั้งสี่ยืนรออยู่แล้ว จากนั้นเสี่ยวอวี้ก็นำเสื้อคลุมมาสวมทับชุดนอนสีขาวหม่นของหมิงสือ ก่อนคนทั้งห้าจะเดินย่องเบาออกจากตรอกที่ตั้งของกระท่อมไม้ 

คนทั้งห้ามุ่งตรงไปยังหอนางโลมแสงจันทร์ แล้วเปิดห้องพักที่ดีที่สุดโดยสั่งแม่เล้าไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวนพวกเขาได้ แม่เล้าสั่งคนรับใช้ชายให้ไปเตรียมอาหารและสุราน้ำชามาต้อนรับแขกประจำก่อนจากไปอย่างเงียบๆ

พอคนรับใช้นำอาหารสี่ห้าอย่างมาวางบนโต๊ะก็ค้อมตัวเดินถอยหลังจากไปอย่างรู้งาน เสี่ยวอวี้รอเวลาผ่านไปชั่วครู่ให้แน่ใจว่าไม่มีคนนอกอยู่ในรัศมีสิบเชียะแล้ว จึงเริ่มต้นเข้าสู่ประเด็นสนทนา

“แม่ทัพหลิวเค่อส่งจดหมายลับมาถึงข้าน้อย ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดผลิตเงินปลอมจริงเพื่อขายให้พวกวอกว๋อทำกำไรเพื่อเอาไปซื้อเหล็กกับแคว้นตะวันตก เขาบอกว่าเขายินดีรับโทษประหารแต่ขอให้ปล่อยทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องทำตามคำสั่งของเขาไป และนี่ก็คือแม่พิมพ์สำหรับผลิตเงินปลอมที่หลิวเค่อส่งมาให้องค์ชายนำถวายฝ่าบาทและสามารถเอาผิดเขาได้” เสี่ยวอวี้วางซองจดหมายสีขาวลงตรงหน้าองค์ชายสามหมิงสือพร้อมกับแม่พิมพ์ หมิงสือเปิดอ่านจดหมายอย่างละเอียด

“ในจดหมายแจ้งว่ามีคนลักลอบปล่อยเงินปลอมออกสู่ตลาดต้าหมิงโดยที่หลิวเค่อไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งกับผู้สมรู้ร่วมคิดรายใด” หมิงสือเอ่ยขึ้น คิ้วรูปกระบี่ขมวดมุ่นจนเห็นเป็นร่องลึก

“นี่คือรายชื่อผู้สมรู้ร่วมคิดในการผลิตเงินปลอมพะยะค่ะ” เสี่ยวอวี้ล้วงจดหมายอีกฉบับออกมา “หลิวเค่อเขียนรายชื่อเหล่านี้แยกต่างหากจากจดมายฉบับแรกเพื่อป้องกันคนทรยศขโมยจดหมายของเขา”

“เจ้าหมายความว่าจดหมายทั้งสองฉบับนี้ส่งมาคนละเวลาสินะ”

“เป็นเช่นนั้นพะยะค่ะ ซ้ำยังใช้นกคนละประเภทในการส่งจดหมายด้วยพะยะค่ะ”

หมิงสือรีบหยิบจดหมายที่เขียนรายชื่อผู้ร่วมผลิตเงินปลอมออกมาอ่าน เมื่อเขาไล่สายตาไปตามตัวอักษร สีหน้าก็ยิ่งเครียดขมึงขึ้นเรื่อยๆ

“รายชื่อผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งสองคนนี้ล้วนเป็นคนสนิทของท่านตาข้าทั้งหมด” หมิงสือพับจดหมายกลับเข้าซอง แววตาของเขาสาดประกายหม่นวูบหนึ่ง พลันกดข่มความรู้สึกไว้ ขณะที่สี่องครักษ์เหลียวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“องค์ชาย ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ท่านราชครูลี่จะอยู่เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้” เกาซู่เอ่ยขึ้นมา “ท่านราชครูลี่จะทำอะไรย่อมต้องเห็นแก่หน้าของลี่หวงโฮ่วกับองค์ชายสามก่อนมิใช่หรือพะยะค่ะ”

“เจ้าแน่ใจนะว่านี่มิใช่จดหมายปลอม” หมิงสือถามเสี่ยวอวี้กลับด้วยน้ำเสียงยากที่จะบรรยาย

“แน่ใจพะยะค่ะ หากองค์ชายยังไม่แน่พระทัย ลองตรวจสอบตราประทับของแม่ทัพหลิวเค่อในจดหมายได้พะยะค่ะ”

เกาซู่ล้วงจดหมายรายชื่อผู้สมรู้ร่วมคิดออกมาดูตราประทับของหลิวเค่ออีกครั้ง ก่อนจะหันไปมององค์ชายสามด้วยสีหน้าอับจนถ้อยคำ

“เป็นตราประทับของแม่ทัพหลิวเค่อไม่ผิดแน่พะยะค่ะ...องค์ชาย ตราประทับของแม่ทัพเจี๋ยตู้สื่อแต่ละเมืองจะมีสัญลักษณ์แตกต่างกันไปตามแต่ละทิศที่ตั้งของเมือง ตราประทับของแม่ทัพหลิวเค่อมีสัญลักษณ์รูปเต่าดำ เพราะเมืองอิงโจวอยู่ทางทิศเหนือ”

“แต่ช่างทำตราประทับมืออาชีพก็สามารถทำลอกเลียนแบบได้ หลักฐานเพียงแค่นี้มิอาจทำให้ข้าเชื่อได้ว่าเป็นจดหมายของหลิวเค่อจริงๆ”

“เช่นนั้นก็ต้องตรวจสอบลายมือพะยะค่ะ เตาหุ่ย...เจ้าไปปลุกนักตรวจสอบลายมืออันดับหนึ่งของแคว้นมาพบองค์ชายเดี๋ยวนี้” เกาซู่หันไปสั่งการกับสหายสนิท เตาหุ่ยแม้อยากจะยกเท้าถีบเกาซู่ที่บังอาจกล้าใช้เขาแทนองค์ชาย แต่ก็พยักหน้าแล้วรีบผละจากไปเมื่อเห็นหมิงสือมองมาเป็นเชิงสั่ง

ผ่านไปสองเค่อ ชายชราผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องรับรองแขกด้วยท่าทางสำรวม หมิงสือมองชายชราผู้นี้ด้วยความแปลกใจ ก่อนทักว่า

“ท่านหมออู๋...ท่านก็เป็นผู้ชำนาญในการตรวจสอบลายมือด้วยหรือ?”

ท่านหมออู๋หรือเจ้าของร้านยาที่ผิงหยางพาหมิงสือไปรักษาตัวหัวเราะร่วน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ประสานมือคำนับ

“ข้าน้อยมิบังอาจปิดบังองค์ชายสาม นอกจากข้าน้อยจะเป็นหมอยาแล้วยังเป็นช่างตรวจสอบลายมือ และยัง...เอ่อ..เป็น...เป็น...” หมอชราใช้หางตามองเตาหุ่ยที่ยกมือเกาต้นคอ

“ว่าที่พ่อตาของข้าน้อยเอง” เตาหุ่ยยืดอกยอมรับในที่สุด ทำให้บุรุษที่เหลือต่างพากันทำตาโต ยกเว้นหมิงสือที่มีสีหน้าราวกับปลาตาย เพราะเขาสงสัยตั้งแต่ที่เตาหุ่ยแจ้งแก่เขาว่าท่านหมออู๋ยินดีให้ความร่วมมือกับแผนการแกล้งป่วยของเขา เตาหุ่ยชี้แจ้งว่าเขากับท่านหมออู๋สนิทกัน และหมิงสือไม่ต้องห่วงว่าฐานันดรศักดิ์ของเขาจะถูกเปิดเผยออกไป

ดังนั้นวันที่เขาแกล้งเป็นลมตบตาคนขององค์ชายรองที่เฝ้าติดตามเขามาตลอดทางเพื่อให้แน่ใจว่าเขาล้มป่วยเพราะถูกพิษก่อนออกจากวังเป็นความจริง เขาจึงวางใจในตัวหมอเฒ่าเมื่อพบว่าผิงหยางพาเขามาหาหมอเฒ่าผู้นี้เนื่องจากร้านยาของหมออู๋เป็นร้านยาที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของแคว้น

“อาหุ่ย...เจ้ามีสตรีที่ชอบตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดพวกข้าถึงไม่รู้ระแคะระคายเลยเล่า” สามเสียงร้องถามพร้อมกัน ดังอึ้งอลฟังน่ารำคาญในความคิดของหมิงสือ

“ขืนข้าบอก พวกเจ้าได้แห่กันไปจีบว่าที่เจ้าสาวของข้ากันพอดี”

“ชะ...แสดงว่าเจ้าไม่มั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองล่ะสิ” เกาซู่กล่าวล้อเลียน เตาหุ่ยกำลังจะโต้กลับด้วยความอาย หมิงสือก็พูดขัดขึ้นอย่างรำคาญใจว่า

“พวกเจ้าจะมาช่วยข้าสืบคดี หรือจะออกจากวังมาเที่ยวเล่นไปวันๆ กันแน่”

สามเสียงเงียบกริบราวกับเป็นจักจั่นเดือนหนาว

“องค์ชาย ขอทรงส่งจดหมายฉบับนั้นให้ข้าน้อยตรวจลายมือเถิด” หมอเฒ่าอู๋มิรอช้า เข้าประเด็นอย่างนอบน้อม

หมิงสือทำท่าจะยื่นจดหมายฉบับนั้นส่งให้ แต่ชักมือกลับมาเสียก่อน แผ่ไอปราณสังหารออกมารอบกาย ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมว่า

“ท่านหมออู๋...ท่านกล้าเอาชีวิตเป็นประกันหรือไม่ว่ารายชื่อทั้งหมดที่ท่านได้อ่านในวันนี้จะไม่หลุดรอดไปเข้าหูผู้อื่น แม้แต่หูของบุตรีท่าน”

ท่านหมออู๋ยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ พยักหน้ารับอย่างอ่อนน้อม กล่าวว่า “องค์ชายสามโปรดวางใจ ความลับนี้จะตายไปกับข้าน้อยด้วยพะยะค่ะ หากข้าน้อยแพร่งพรายรายชื่อของบุคคลในกระดาษแผ่นนั้นกับใครก็ตาม สามารถนำข้าน้อยไปให้ห้าม้าแยกร่างได้เลยพะยะค่ะ”

“ดี...แต่ข้าไม่ให้ม้าแยกร่างของท่านหมอหรอก แต่จะนำตัวบุตรสาวของท่านมาขายให้กับหอนางโลมแห่งนี้”

“อะ...องค์ชาย” เตาหุ่ยร้องครวญออกมา แต่กับถูกสายตากดดันของหมิงสือสะกดข่มจนต้องยอมรับด้วยสีหน้ายอมจำนน

หมิงสือยื่นแผ่นกระดาษให้ หมอเฒ่าอู๋ล้วงแว่นขยายออกมาตรวจสอบดูสีน้ำหมึก ฝีพู่กันเทียบกับจดหมายอีกฉบับที่วางอยู่บนโต๊ะก่อนแล้ว จากนั้นจึงพยักหน้า ตอบว่า

“เป็นลายมือของคนเขียนคนเดียวกันไม่ผิดแน่พะยะค่ะ”

“ท่านแน่ใจนะ ท่านหมออู๋” หมิงสือถามย้ำด้วยสีหน้าดำคล้ำ

“แน่ใจพะยะค่ะ”

“เตาหุ่ย ส่งว่าที่พ่อตาของเจ้ากลับบ้านเถอะ”

“ทราบ พะยะค่ะ”

คล้อยหลังเตาหุ่ยกับหมอชรา เสี่ยวอวี้ก็พูดขึ้นมาว่า “องค์ชายโปรดวางใจ รายชื่อขุนนางสองคนนี้ ข้าน้อยจะไปตรวจสอบอีกทีว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลังพวกเขาในการผลิตเงินปลอมด้วยหรือไม่ บางทีท่านราชครูลี่อาจจะไม่รู้เห็นกับเรื่องดังกล่าว แต่ถูกสหายทั้งสองทรยศหักหลังก็เป็นได้พะยะค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้าก็ไปสืบเรื่องนี้มาให้กระจ่าง” จากนั้นหมิงสือก็หันมายังเกาซู่กับมู่เฟิง ถามด้วยน้ำเสียงเครียดจัดว่า

“เกาซู่...พ่อของเจ้าที่เป็นหัวหน้ากรมคลัง เหตุใดจึงไม่ส่งเสบียงกรังไปให้กองทัพของแม่ทัพผิงเกา ส่วนเจ้า...มู่เฟิง บิดาของเจ้าเป็นเจ้ากรมโยธา เหตุใดจึงไม่ยอมส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แม่ทัพผิงเกาเช่นกัน”

“อ่า” สองบุรุษพูดไม่ออกไปชั่วครู่ ก่อนจะพากันก้มหมอบกราบกราน โขกศีรษะกับพื้นนับครั้งไม่ถ้วน

“พวกกระหม่อมต้องขออภัยองค์ชายสามเรื่องนี้ด้วยพะยะค่ะ เป็นเพราะรับสั่งของฝ่าบาทที่ห้ามมิให้บิดาของพวกกระหม่อมส่งเสบียงกรังและอาวุธไปสมทบแก่กองทัพท่านแม่ทัพผิงเกา เหตุเพราะฝ่าบาทกลัวว่าแม่ทัพผิงเกาอาจจะคิดก่อกบฏในวันข้างหน้าพะยะค่ะ”

“เหลวไหล! ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้”

“คึ...คือ องค์ชายรองหมิงฮั่นพะยะค่ะ” เกาซู่ตอบตะกุกตะกัก เหงื่อกาฬไหลโชก ตระหนักดีว่าองค์ชายสามพูดเรื่องีน้ขึ้นมาเพื่อหวังจะทวงความเป็นธรรมให้แก่บิดาของหวางเฟย

“ข้านึกไว้ไม่มีผิด! ...คนที่น่าจะคิดก่อกบฏคงจะเป็นพี่รองมากกว่ากระมัง หึ...ถือโอกาสที่เป็นลูกรักจึงทูลตัดรากถอนโค่นกองกำลังที่เป็นดั่งหอกข้างแคร่ของตัวเองได้หมดจดจริงๆ”

“ละ...ละ...แล้วเรื่องที่องค์ชายรองจัดเวทีประลองฝีมือชาวยุทธ์เพื่อให้มาเป็นราชองครักษ์ของฝ่าบาทอีกคนล่ะพะยะค่ะ องค์ชายคิดเห็นเป็นประการใด” เกาซู่กลั้นใจถามออกมา

“ค้นหาจอมยุทธ์ฝีมือดีแล้วพามาพบข้า จำไว้ว่าต้องเป็นจอมยุทธ์ที่มีปณิธานคิดจะช่วยเหลือชาวประชาในใต้หล้า” หมิงสือสั่งด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

“น้อมรับคำสั่งพะยะค่ะ” สามเสียงขานรับพร้อมกัน

“นี่ก็ใกล้จะรุ่งสางแล้ว องค์ชายรีบกลับไปพักผ่อนเถอะพะยะค่ะ หากหวางเฟยตื่นขึ้นมาไม่พบพระองค์จะสงสัยเอาได้” เสี่ยวอวี้พูด

“ได้...ระหว่างนี้พวกเจ้า...เกาซู่กับมู่เฟิง คอยแอบอารักขาหวางเฟยยามที่นางไปปีนเขาเก็บเห็ดด้วยล่ะ ข้ากลัวนางจะได้รับอันตรายจากโจรป่าไม่ก็เป็นลมเป็นแล้งระหว่างทาง”

“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงพะยะค่ะ พวกข้าน้อยจะคอยคุ้มครองหวางเฟยอย่างดี” มู่เฟิงตอบด้วยน้ำเสียงห้าวใหญ่แต่ฟังดูอบอุ่นยิ่งนัก จนหมิงสือรู้สึกคันยิบๆ ในอกชอบกล

 

หมิงสือกลับเข้ามาในบ้าน พบว่าผิงหยางนอนถ่างขาน้ำลายไหลยืดอยู่บนเตียงอย่างสุขารมณ์ก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความอิดหนาระอาใจ 

เฮ้อ...เป็นถึงฮูหยินคนหนึ่ง แต่กับนอนน้ำลายไหลยืดเหมือนเด็กทั่วไป นี่ข้ารับสตรีคนหนึ่งมาเป็นภรรยา หรือรับเด็กหญิงวัยไม่ออกเรือนคนหนึ่งมาเป็นภรรยากันแน่นะ 

หมิงสือเองตอนนี้ก็ง่วงจัดจนตาแทบจะลืมไม่ขึ้น จึงเดินไปดันร่างท้วมเข้าไปชิดผนัง ก่อนจะล้มตัวลงนอน ขณะกำลังจะเคลิ้มหลับ เสียงหวานใสกังวานก็ละเมอพึมพำออกมาว่า

“ท่านพี่...เพราะข้าอ้วนน่าเกลียดสินะ ท่านถึงไม่ยอมร่วมหอกับข้า ฮึก ฮือ! ”

นัยน์ตาดำลุ่มลึกของหมิงสือพลันเบิกโพลง ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้งขณะผินหน้าไปมองคนที่กำลังนอนร้องไห้สะอึกสะอื้นกับความฝันโดยไม่รู้ตัว

ยามนั้นหมิงสือรู้สึกผิดในใจอยู่บ้าง ความจริงเขามิได้รังเกียจรูปร่างของนาง แต่เพราะเขามิได้รักนางจึงมิอยากเอาเปรียบนาง และถึงอย่างไรเขาก็ไม่คิดจะทอดทิ้งนางอยู่แล้ว เขาจำคำสาบานของตัวเองได้ดี ได้แต่หวังว่าสักวันตนจะรักผิงหยางได้หมดใจ ถึงตอนนั้นเขาจะมอบแต่สิ่งดีๆ ให้กับนาง มิต้องทำให้นางลำบากเช่นนี้อีก

แต่หากทั้งชาตินี้เขามิอาจรักนางได้ เขาก็มิคิดจะรับอนุหรือพระสนมเข้ามาในตำหนัก หมิงสือรู้ดีว่าตนรักสตรีได้ยาก ต่อให้สวยงามถึงขนาดล่มบ้านล่มเมืองก็ใช่ว่าเขาจะมอบใจให้ได้ง่ายๆ หมิงสือยอมรับว่าเขาไม่เคยสนใจสตรีนางใดและไม่รู้ด้วยว่าตนสนใจสตรีแบบใด

เพียงแต่...ผิงหยาง เป็นสตรีคนแรกที่ทำให้เขายิ้มและหัวเราะในใจได้

เสียงร้องไห้ดังหนักขึ้น หมิงสือเห็นกายท้วมสั่นไปทั้งตัวก็ถอนหายใจยาวเหยียด รั้งร่างท้วมเข้ามาแนบอก กอดนางหลวมๆ กระซิบข้างหูขาวใสว่า

“อย่าคิดมาก หยางเอ๋อร์...ข้าไม่มีวันรังเกียจเจ้าแน่! ”

****************************************************

ขอบคุณมากมายสำหรับคอมเมนต์ให้กำลังใจ ขอบคุณสำหรับความรักที่เพื่อนๆมอบให้หยางเอ๋อร์ด้วยนะคะ

จะพยายามอัพให้ได้ทุกวัน

แต่เพราะรร.หยุดมี การเรียนออนไลน์ ทำให้เด็กน้อยของผู้เขียนต้องมาใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียน ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถเขียนนิยายมาได้หลายวันแล้ว ทำให้การเขียนนิยายยิ่ง้ชาลง อาจจะไม่อัพทุกวันค่ะ

ต้องขออภัยล่วงหน้าด้วยจริงๆค่ะ

รักมากมาย

เหวิ่นโหรว

ความคิดเห็น