ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 7 ชินชา

คำค้น : ไม่ติดเหรียญ อ่านฟรี คุณชาย เจ็บปวด น้ำตา ดราม่า พระเอกร้าย

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ม.ค. 2564 18:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 ชินชา
แบบอักษร

“วันนี้ทำไมแต่งตัวมิดชิดผิดปกติ”สุ้มเสียงสงสัยเอ่ยถามในทันทีที่ปรียาวดีก้าวเท้าเข้ามาถึงเคาว์เตอร์ของโรงพยาบาล 

น้ำรินไล่สายตาสำรวจเพื่อนอย่างพิจารณา เพราะปกติแล้วปรียาวดีจะใส่ชุดกระโปรงดูอ่อนหวานรับรูปกับใบหน้าขาวผ่องแล้วสวมทับด้วยชุดกาวน์สีขาว ทว่าวันนี้กลับใส่กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว ปกปิดเนื้อตัวเหลือเพียงส่วนหัวและมือเท่านั้นที่ปรากฏเป็นเนื้อหนัง 

“แค่รู้สึกว่าอากาศวันนี้มันหนาวๆน่ะ ไม่มีอะไรหรอก” 

“จริงนะ แกไม่ได้มีอะไรปิดบังฉันใช่ไหม?”หรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด 

“ไม่มี แล้วก็ไม่ต้องมองฉันแบบนั้นเลย ฉันไม่คุยกับแกละ ไปเยี่ยมเอกดีกว่า”รีบเดินออกไปในทันที แต่น้ำรินก็ไม่วายวิ่งตามมาติดๆทว่าปรียาวดีก็หาทางหลบหลีกคำถามของเพื่อนจนได้ ด้วยข้ออ้างที่ว่าจะรีบไปเยี่ยมเอกภพซึ่งยังนอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาล อีกสองสามวันก็คงจะได้กลับบ้าน 

“เป็นยังไงบ้าง?”ปรียาวดีเอ่ยถามร่างหนาบนเตียงอย่างนึกห่วง 

เอกภพฉีกยิ้มทักทายเพื่อนทั้งสองด้วยความดีใจ แม้ร่างจะเป็นชายหากแต่ใจนั้นเป็นหญิงอย่างเต็มเปี่ยม 

“สบายมาก แค่นี้เอง” 

“จ้า คนเก่ง เป็นหมอดีๆไม่ชอบอยู่ๆก็อยากลองเป็นคนไข้ซะงั้น”น้ำรินเอ่ยเย้าเพื่อน 

“ยัยน้ำเน่าเดี๋ยวเถอะ” 

“น้ำรินโว้ย~”ปรียาวดีขำคิกกับคู่กัดที่ทะเลาะกันได้ทุกครั้งเมื่อมีโอกาสทว่าเอาเข้าจริงก็ไม่เคยจริงจังเลยสักครั้ง 

“ว่าแต่แกเถอะปรี คิดยังไงใส่ชุดนี้ เห็นปกติใส่กระโปรงเป็นสาวหวานกุลสตรีจะตาย อยู่ๆอยากเป็นสาวเท่ขึ้นมาหรือไง?”ตอนแรกที่น้ำรินทักก็คิดว่ามันคงไม่แปลกมากกับการแต่งตัวเช่นนี้ทว่าพอถูกเอกภพทักเข้าอีกคนก็เริ่มไม่แน่ใจซะแล้วสิ 

คงเพราะภาพลักษณ์ในสายตาเพื่อนปรียาวดีดูเรียบร้อยอ่อนหวาน ส่วนมากจะใส่กระโปรงไม่ค่อยใส่กางเกงสักเท่าไหร่หากไม่จำเป็นจริงๆ เรียกว่านานๆครั้งถึงจะเห็น ที่เห็นบ่อยสุดคงเป็นตอนที่ปรียาวดียังเป็นนักมวยอยู่ ทว่าพอหลังจากผู้เป็นย่าห้ามปราม หล่อนก็ใส่กระโปรงซะส่วนใหญ่ มันคงจะทำให้เพื่อนตั้งคำถามไม่น้อยที่เธอไม่ได้ใส่แค่กางเกงขายาวทว่ากลับใส่เสื้อแขนยาวอีกด้วย  

ทั้งๆที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนแต่แม่คุณกลับแต่งตัวราวกับอยู่ประเทศที่มีหิมะตก เล่นใส่เสื้อคอเต่าปิดหมดเสียขนาดนั้น  

ไม่แปลกหรอกที่น้ำรินและเอกภพจะสงสัย 

หากไม่ทำเช่นนั้นคนอื่นๆอาจจะเห็นรอยฟกช้ำที่เกิดตามเรียวแขนและขา เธอจึงต้องแต่งตัวราวกับว่าอากาศเกือบจะติดลบ ทั้งๆที่ในตอนนี้อากาศนั้นจะแตะสามสิบองศาอยู่รอมร่อแม้จะเป็นในตอนเช้าก็ตามที  

“ก็แค่ไม่อยากยึดติดกับอะไรเดิมๆ อยากลองอะไรใหม่ๆบ้าง เผื่อมันจะดีกว่าที่เป็นอยู่”ประโยคที่เอ่ยหล่อนไม่ได้หมายถึงการแต่งตัวเลยสักนิดทว่าใจความหลักๆแล้วกำลังกล่าวถึงใครบางคนต่างหาก 

ลองเปลี่ยนไปมองหาคนใหม่ๆ บางทีมันอาจจะดีกว่าเดิม เพราะสำหรับเธอและเขามันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก 

หัวใจที่เคยเต้นระรัวเมื่อยามที่ต้องพบเจอเขาคล้ายจะสงบลงทุกวินาที พร้อมกับคำว่าชินชาและเจ็บปวด 

แต่สักวันความเจ็บปวดนั้นก็คงจะกลายเป็นคำว่าเฉยชาแทน 

“งั้นพวกฉันไปทำงานล่ะนะ แกก็พักผ่อนเยอะๆ”ปรียาวดีรีบเอ่ยตัดจบหัวข้อนั้นในทันที หากยังเอ่ยต่อคงไม่วายถูกเพื่อนสอบสวนจนรู้เรื่องระหว่างเธอและอนุทัตที่มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปเป็นแน่ 

มันไม่ได้สำคัญอะไร อีกไม่นานทุกอย่างก็คงจบลง พอถึงวันนั้นเธอกับอนุทัตก็ต้องเดินแยกกันไปคนละทิศคนละทาง ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องเล่าให้น้ำรินและเอกภพรับรู้  

ผ่านไปราวสิบนาทีหลังจากเยี่ยมเอกภพเสร็จ ปรียาวดีและน้ำรินก็หมายจะตรงไปทำงานของตนทว่าระหว่างทางก็พบเข้ากับใครบางคน เขาคนนั้นคืออนุทัต 

น้ำรินรีบสะกิดเพื่อนด้วยรู้ดีว่าปรียาวดีมักจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับมัจจุราชของโรงพยาบาลทุกครั้งที่ต้องพบกัน หากไม่จำเป็นจริงๆจะไม่เฉียดกายเข้าไปใกล้เด็ดขาด  

ไม่ใช่แค่ปรียาวดีหรอกทว่าใครหลายๆคนก็ทำเช่นนั้น เหตุจากใบหน้าเรียบนิ่งที่ดูไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่แต่ยามใดที่อยู่กับคนไข้อนุทัตคล้ายจะกลายร่างจากซาตานเป็นเทวดาอย่างไม่น่าเชื่อ  

แม้เขาจะดูน่ากลัวทว่าก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเหตุใดสาวน้อยสาวใหญ่ถึงได้ติดอกติดกันนัก บางคนไม่ป่วยก็อยากป่วยเพราะจะได้เห็นหน้าคุณหมอสุดหล่อ บางคนไม่มีเวรก็อยากมีเพราะวันนั้นอนุทัตเข้าเวร แม้เขาจะเป็นถึงรองผู้อำนวยการแต่ภาระหน้าที่ของเขาก็ยังเหมือนหมอทั่วๆไป 

“ไปทางนั้นเถอะแก”ดึงแขนเสื้อกาวน์เพื่อนให้เบี่ยงเท้าไปอีกทางทว่าปรียาวดีกลับไม่ก้าวตาม 

ความรู้สึกในใจมันเปลี่ยนไปแล้ว เธอไม่จำเป็นต้องหลบหน้าเขา ความรู้สึกดีๆที่เคยมีให้คล้ายจะถูกสายลมพัดหายไปตั้งแต่เมื่อคืน เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับหล่อนอีกแล้ว สักนิดก็ไม่มี... 

แม้จะเคยรักมากแค่ไหน แต่ถ้าคนที่รักทำร้ายเธอถึงขั้นหมายจะเอาชีวิต เธอก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องรักเขาคนนั้นอีกต่อไป เพราะหากดันทุรังก็มีเพียงแค่เธอที่เจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียว 

อนุทัตที่กำลังเดินจะไปตรวจคนไข้พลันขมวดคิ้วเมื่อปรียาวดีเดินตรงดิ่งมาทางที่เขาอยู่ 

ไม่ให้แปลกใจได้อย่างไรในเมื่อปกติแล้วเวลาที่หล่อนพบเจอเขาในโรงพยาบาล หญิงสาวมักจะรีบหลบหน้าหลบตาราวกับว่าเขานั้นเป็นตัวประหลาด ทว่าวันนี้ปรียาวดีกลับมีท่าทีนิ่งเฉย แววตาไร้ซึ่งความรู้สึกกลัวเหมือนทุกๆครั้ง 

“ไอ้ปรี”น้ำรินนึกตกใจที่อยู่ๆเพื่อนก็เลือกเดินไปยังเส้นทางต้องห้าม จะรั้งไว้ก็ไม่ทันเสียแล้วเจ้าหล่อนเล่นก้าวเท้าฉับๆราวกับไม่หวาดกลัวคนที่กำลังเดินมาอีกฝั่งเลยสักนิด สุดท้ายน้ำรินก็ต้องจำนนเดินตามปรียาวดีไปอย่างกล้ำกลืนฝืนทน 

เท้าแกร่งที่ก้าวอยู่พลันชะงักเมื่อถูกปรียาวดียกมือไหว้ทำความเคารพเสมือนหมอและพยาบาลคนอื่นๆ แต่กับปรียาวดีมันดูแปลกเพราะปกติหล่อนกลัวการเผชิญหน้ากับเขายิ่งกว่าอะไร  

พอไหว้เสร็จเธอก็เดินผ่านไปเสมือนคนไม่รู้จักกัน ทั้งที่เมื่อวานเธอพึ่งจะแต่งงานกับเขา แต่มันก็ดีแล้วนี่ เพราะใจจริงอนุทัตก็ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ถือว่าหล่อนแสดงละครเก่งใช่ย่อย สมแล้วที่หลอกครอบครัวเขาให้เอ็นดูได้มากมายขนาดนั้น ใครต่อใครก็มองว่าเธอเป็นคนดี แต่แท้จริงแล้วกลับตีท้ายครัวพี่สาวตัวเองแม้จะไม่ใช่พี่สาวแท้ๆก็ตามที 

สุดท้ายในสายตาของเขาปรียาวดีก็ยังคงสถานะจำเลยเช่นเดิม 

หลังจากความคิดนั้นจบลงก็มีสิ่งหนึ่งที่เข้ามาสะดุดใจอนุทัตแทน เพราะเมื่อครู่ปรียาวดีไม่ได้แสดงอาการแปลกๆเหมือนทุกๆครั้ง อาการที่ชอบหลบสายตา ก้มหน้า ซ่อนตัวอยู่หลังเพื่อน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับมีเพียงความเย็นยะเยือกพิกล แววตานิ่งสงัดของหล่อน มันทำให้อนุทัตนึกถึงตอนที่เธอโกรธเมื่อคืน มันดูน่ากลัวจนเขาต้องหยุดชะงัก 

เขายืนคิดเรื่องปรียาวดีอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดหัวตัวเองแล้วเดินออกไปจากตรงนั้น 

คิดอะไรไม่เข้าท่า จะไปสนใจทำไม 

“รกสมอง”เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย 

“ปรี”น้ำรินรีบตรงไปเอ่ยรั้งเพื่อนในทันที หลังจากหลุดพ้นเส้นทางต้องห้ามมาได้อย่างปลอดภัย ทว่ากลับมีบางอย่างเข้ามาสะกิดใจให้คำถามมากมายผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด 

“ว่า?”รู้แก่ใจว่าน้ำรินจะถามอะไร 

“ทำไมเมื่อกี้แกไม่กลัวเลยล่ะ?” 

“ทำไมต้องกลัวอ่ะ”เอ่ยพูดเสียงเรียบ 

“แต่นั้นมันคุณชายอนุทัต รองผู้อำนวยการเจ้าของฉายาซาตานจอมโหดเลยนะเว้ย” 

“แล้วเมื่อกี้เขากินหัวแกไหมล่ะ?” 

“ก็ไม่” 

“เห็นไหม จะกลัวอะไร คนเหมือนกัน ทำไมต้องกลัว มือเท้าก็มีเท่ากัน” 

“แกเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย? ทำไมดูเหมือนโกรธๆ” 

"เปล่านี่ แกไปทำงานเถอะ"เลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นเพื่อหลุดพ้นจากการถูกจับผิด 

น้ำรินยังคงมองตามแผ่นหลังเล็กอย่างสงสัยด้วยว่าท่าทีและการแต่งตัวที่แปลกไปของเพื่อนมันไม่ใช่เรื่องปกติ  

มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ปรียาวดีเปลี่ยนไปขนาดนี้ 

หลังจากทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ภายในห้องทำงานส่วนตัว มือเล็กก็ยกขึ้นทาบทับอกข้างซ้ายของตน พลันรอยยิ้มบางๆก็ปรากฏ 

รอยยิ้มที่ดูโล่งอกและเบาใจ  

"สุดท้ายเดี๋ยวมันก็ชินชาไปเอง ทนหน่อยนะ" 

ท่วงทำนองของหัวใจในยามที่ต้องเดินผ่านอนุทัตมันเหมือนจะนิ่งสงัดลงทุกทีไม่อึกทึกครึกโครมเหมือนแต่ก่อน 

ในเมื่อก่อนปรียาวดีต้องคอยหลบสายตาเขาทว่าตอนนี้กลับรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้กลัวหรือตื่นเต้น แต่มันโกรธและเคืองเสียมากกว่า 

ราวกับสัญญาณแจ้งเตือนว่าหัวใจเธอมันกำลังชินชา และกำลังจะหมดรักจากใครบางคน คนที่เคยอยู่ในใจมานานหลายปี  

ปรียาวดีเคยคิดว่าการเลิกรักเขามันคงจะเป็นเรื่องยากแต่พอได้เผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อคืน คล้ายฟางเส้นสุดท้ายจะขาดสะบั้น ในเมื่อเขาเกลียดเธอถึงขั้นฆ่าแกงกันได้อย่างเลือดเย็น ปรียาวดีจึงเริ่มถามย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าคนที่เธอรักคืออนุทัตคนนี้หรือ? 

และคำตอบที่ได้ก็คือ เธอรักอนุทัตคนที่อบอุ่น ใจดีไม่ใช่คนโหดร้ายและเลือดเย็น ซึ่งอนุทัตคนนั้นเขาก็แค่ภาพฝันที่เธอสร้างขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย คำตอบจึงชัดเจนว่าคนที่ปรียาวดีรักไม่ใช่อนุทัตคนนี้แต่เป็นเพียงอนุทัตในจินตนาการของเธอเอง เพราะเขาในชีวิตจริงดูใจร้ายเกินไป 

เขาไม่ใช่คนที่เธอควรจะรักเพราะอนุทัตของเธอเขาตายไปแล้ว ตายไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน  

ในเมื่อเขาเกลียดเธอได้แล้วทำไมเธอจะเกลียดเขาไม่ได้ล่ะ 

อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวจริงๆ ไม่นานหรอก หัวใจดวงนี้จะลบคำว่าอนุทัตให้หมดไป 

"เลิกรักตอนนี้ดีแล้ว ถ้าวันที่แกต้องเดินออกมาจะได้ไม่เจ็บ"ปลอบใจตัวเอง ใจที่คล้ายจะเริ่มปกติไม่ตื่นเต้นในยามที่ต้องพบอนุทัต 

ปรีจะเลิกรักคุณชายแล้วนะคะ...ดีใจด้วย 

ความคิดเห็น